สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒

ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 เพื่อให้สหกรณ์สามารถจัดสรรกำไรสุทธิได้อย่างเหมาะสมและไม่ทำให้สหกรณ์เล็ก ๆ เสียประโยชน์

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยของพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขออนุญาตท่านประธาน ครับ เมื่อสักครู่นี้ได้กราบเรียนท่านประธานในเรื่องของมาตรา ๙ ไปกับเพื่อนสมาชิก ในที่ประชุมแห่งนี้ ในเรื่องของการขอสงวนความเห็น และก็เพื่อที่จะให้มวลสมาชิก ได้ช่วยกันในการพิจารณา เมื่อสักครู่นี้ได้รับคําตอบจากกรรมาธิการว่า เนื่องจากว่า หลักการบ้าง ไม่เข้าข่ายบ้าง เปึนสถาบันการเงินบ้าง เปึนอะไรบ้างก็ตามแต่ ท่านประธาน ก็ได้รับทราบแล้วนะครับว่าชี้แจงมาเรื่องอะไรบ้าง ทีนี้พอมาถึงมาตรา ๑๑ แก้หรือไม่แก้ ตามผม คําตอบมันบอก มันฟัองกลับไปถึงมาตรา ๙ ว่าคุณกําลังทําเพื่อประโยชน์ของใคร กันแน่ นี่คือมันเปึนสิ่งที่มันเกิดขึ้นตรงนี้ครับ ท่านประธาน นี่คือสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นแล้ว มันฟัอง ผมก็เลยนํามากราบเรียนท่านประธานนะครับว่านี่คือสิ่งที่จะนั่น ความจริงแล้ว เพื่อนสมาชิกก็พยายามจะแก้นะครับ และครั้งแรกก็จะแก้ตามผมนะครับ ตอนหลังไม่รู้ เปึนอะไรนะครับท่านประธาน กลับไปอีกนะครับท่านประธาน ผมเองก็ยังมีความเห็นใจ กับเพื่อนสมาชิกในกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ครั้งแรกจะเห็นด้วยกับผมแล้วตอนหลัง กลับไปนะครับท่านประธาน ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกข้อความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๖๐ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน ข้อความที่กรรมาธิการไปแก้ไขใหม่นะครับ แก้ไขมาแล้วนะครับ ที่จะใช้เปึน พระราชบัญญัติ หากผ่านนะครับ ก็คือมาตรา ๖๐ จัดสรรกําไรสุทธิประจําป้สหกรณ์ ให้จัดสรรเปึนทุนสํารองไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของกําไรสุทธิและเปึนค่าบํารุงสันนิบาต สหกรณ์แห่งประเทศไทยตามอัตราที่กําหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๕ ของกําไรสุทธิ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ในส่วนของผมที่สงวนความเห็น มีความแตกต่างกันนิดเดียวครับ ในส่วนของคําว่า มาตรา ๖๐ ในการจัดสรร อันนั้นเปึน แค่สาระของตัวอักษรในการที่จะใช้ในการสื่อความหมายเฉย ๆ แต่ในสาระสําคัญของ การที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ต่างกันก็คือร้อยละ ๕ กับร้อยละ ๒ ของผมได้ขอสงวนความเห็น ไว้ก็คือ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๒ ของกําไรสุทธิ แต่ของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น เขาใช้ร้อยละ ๕ ท่านประธานครับ นี่คือคําตอบที่มันจะออกนะครับ ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานครับ สหกรณ์นั้นมีสหกรณ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่เล็กจนกระทั่งใหญ่ สหกรณ์เล็ก ๆ เงินทุนก็น้อยท่านประธาน แล้วการที่จะเอาเงินกําไร ร้อยละ ๑๐ ต้องหัก เอาไว้ของกําไรสุทธิแล้วก็ต้องเอาไปในการที่จะดําเนินการร้อยละ ๕ ผมเองเลย เปลี่ยนแปลงบอกว่าขอเปึนร้อยละ ๒ ได้ไหม ทั้งนี้เพื่ออะไร เพื่อเม็ดเงินทั้งหลายจะได้อยู่ กับสหกรณ์ได้มากขึ้น ยังผลประโยชน์ให้พี่น้องเกษตรกรมากขึ้น ส่วนสันนิบาตสหกรณ์ ที่ได้รับเงิน อยากจะกราบเรียนครับท่านประธานครับ เมื่อสหกรณ์นี้อยากจะกราบเรียน ครับว่า ถ้าเกิดสมาชิกเสียเงินในการที่จะให้สันนิบาตสหกรณ์ในการเปึนสมาชิกน้อยลง การเข้าเปึนสมาชิกในกลุ่มสันนิบาตก็จะมีมากขึ้น แล้วก็จะเกิดกําลังเข้มแข็งยิ่งขึ้น ทีนี้ปรากฏว่าอย่างไร ปรากฏว่ามันร้อยละ ๕ ท่านประธาน ไปหักเขา ปรากฏว่าอย่างไร แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ ๕ ของกําไรนะครับ อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ มันเลยเกิดความไม่สมดุล ไม่ถ่วงดุลกัน สหกรณ์ที่ใหญ่ ๆ ที่มีฐานะการเงินมากนี่เขาพอ ไปอยู่ในขั้นสูงแล้ว เขาไม่ต้องไปเสียเงินมากแล้ว เพราะว่ามันมีการขีดขั้นไว้ว่า ทั้งนี้ไม่เกิน จํานวนเท่าไร แต่ปรากฏว่าสหกรณ์ที่เล็ก ๆ นั้นกําไรน้อย ๆ ต้องไปเสียร้อยละ ๕ ให้กับ ค่าสันนิบาตสหกรณ์ นี่คือสิ่งที่มันต้องดําเนินการในการแก้ไข ทั้งนี้เพื่ออะไร เพื่อให้สหกรณ์นั้นสามารถที่จะดําเนินการในเรื่องของผลประโยชน์ในกลุ่มของสหกรณ์ ให้มีเม็ดเงินที่เหลือมากยิ่งขึ้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่ามันมีข้อมูลว่า สหกรณ์ส่วนใหญ่เวลาเปึนสมาชิกแล้วไม่ไปเสียเงินให้สันนิบาต ผมอยากจะกราบเรียน ที่ไม่เสียเพราะว่าเนื่องจากเขาอาจจะเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรมในการที่จะดําเนินการ ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยไม่เสียเงินสมาชิก ปล่อยให้ค้างอยู่ สันนิบาตก็ไม่มีเม็ดเงิน ในการที่จะไปหมุน ไปเวียน ในการที่จะดําเนินการในเรื่องของสันนิบาตสหกรณ์ให้มัน เข้มแข็งให้มันดีเพื่อมวลหมู่สมาชิกของสหกรณ์ทั่วทั้งประเทศ ต่างคนต่างมีความเข้มแข็ง แล้วก็ช่วยกันพัฒนา แต่ปรากฏอันนี้ไม่เปึนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องความเปึนจริงนี่มันถึงทําได้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเปรียบเปรย เปรียบเทียบให้ท่านประธานฟังครับว่า โดยมนุษย์เราถ้าเปึนคนในสมัยโบราณ ผมอยากจะเปรียบเทียบการแบกน้ําหนักประมาณสัก ๑๐๐ กิโลกรัม คนโดยปกติ ส่วนใหญ่ทําไม่ได้ ๕๐–๖๐ กิโลกรัม แต่ปรากฏคนที่เขาฝ๊กมาส่วนหนึ่งเขาจะแบกได้ครับ เขาจะมีกําลังแบก ยกตัวอย่างในการแบกข้าวสารจะได้ประมาณ ๑๐๐ กิโลกรัม เขาทําได้ ครับ วันนี้ถ้าเราไปเขียนกฎเกณฑ์บอกว่า ต้องไปแบก ๒๐๐ กิโลกรัม มันทําไม่ได้ครับ มนุษย์วิเศษเท่านั้นทําได้ เช่นเดียวกันครับ การเขียนไว้ร้อยละ ๕ อย่างนี้ผมเปรียบเปรย ให้ฟังหรือเปรียบเทียบให้ฟังนะครับท่านประธานว่ามันทําให้สหกรณ์ไม่มีความเข้มแข็ง เท่าที่ควร เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ตรงนี้ถ้าเม็ดเงินลดลงมา เหลือ ๒ เปอร์เซ็นต์ สหกรณ์ต่าง ๆ ก็จะเหลือเม็ดเงินในส่วนนี้ต่างไว้เปึนผลกําไรที่เพิ่มเติม อีก ๓ เปอร์เซ็นต์ เพื่อไปดูแลทุกข์สุข ไปดูแลสวัสดิการ ไปดูแล ไปเพิ่มเติมในเรื่องของ ผลกําไรให้กับสหกรณ์นั้น ๆ สหกรณ์ก็สามารถที่จะเลี้ยงตัวและก็มีความเข้มแข็งได้ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่า นี่คือสิ่งที่จะต้องไปดําเนินการในการแก้ไข แต่อย่างไร ก็ตามแต่ ผมเองนั้นเมื่อเปึนเสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับ ไว้มีโอกาสเปึนเสียงข้างมากเมื่อไร ก็จะได้ดําเนินการแก้ไขครับ กราบขอบคุณครับ