พิเชษฐ พันธุวิชาติกุล อภิปรายว่ามาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ดูแลคนพิการไม่ใช่การช่วยเหลือตัวคนพิการโดยตรง แต่เป็นการบรรเทาผลกระทบทางสังคมต่อลูกหลานที่อุปการะ โดยชี้แจงรายละเอียดเรื่องวงเงินลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท และเตือนถึงความเสี่ยงหากขยายวงเงินซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขข้อขัดแย้งเรื่องการต้องมีทะเบียนบ้านเดียวกันโดยยืนยันว่าสามารถระบุผู้ดูแลได้เพียงคนเดียวจากบุตรหลายคนเพื่อลดหย่อนภาษีได้โดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กรรมาธิการครับ ก็เพื่อตอบคําถามท่านเพื่อนสมาชิกเท่าที่จะ สามารถตอบได้นะครับ
ประการแรกก็คือ ก็มีการถกเถียงคุยกันในหมู่คณะกรรมาธิการตั้งแต่แรก ว่า ยามที่บ้านเมืองวิกฤติ สังคมมีปัญหา มาตรการทางภาษีอาจจะมุ่งเน้นได้ ๒ ทาง คือ
๑. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพื่อบรรเทาผลกระทบสังคม สมัยก่อนเราเคย ใช้มาตรการตั้งแต่สมัยท่านจุติเปึนเลขานุการรัฐมนตรีที่กระทรวงการคลัง จะจําได้นะครับ ว่าจะเปึนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบสังคม แต่ต่อมาภายหลังก็รู้สึก ว่าจะเปึนเพราะไม่อยากให้ใช้คําเหมือนในรัฐบาลชวน ๒ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ก็มักจะ ไปมุ่งเน้นทุกอย่างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ๆ จนเปึนปัญหาว่ามันกระตุ้นจริงหรือเปล่า เช่นเดียวกับกรณีนี้ครับ กรณีนี้มาตรการทางภาษีอันนี้จะมีหนทางกระตุ้นเศรษฐกิจมาก น้อยหรือไม่อย่างไรอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราต้องการบรรเทาผลกระทบสังคมแก่ผู้ที่อุปการะ คนพิการนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการยินดีที่จะเปลี่ยนคําในกฎหมายฉบับนี้จาก คําว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เปึน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบ สังคม จะได้มีความชัดเจนและเห็นความมุ่งหมายได้ชัดเจนกว่า
ในเรื่องที่ ๒ ระดับคนพิการก็เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้แทนจากกระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้ชี้แจงในที่ประชุมได้มีการซักถามมาก คําว่า ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ หมายถึงแค่ไหน การพิการมีหลายประเภท แต่ละประเภท มีหลายระดับ จะพิการด้วยทุพพลภาพ พิการแขนขา พิการการมองเห็น พิการการได้ยิน พิการการพูดหรืออะไรก็ตามนะครับ เฉพาะผู้ที่ขึ้นทะเบียนคนพิการไว้มีความบอกระดับ ความพิการชัดเจนอย่างที่เมื่อสักครู่นี้ท่านชูเกียรติได้พูดถึงว่า เราออกบัตรให้ในการพิการ ตั้งแต่ระดับ ๓ เปึนต้นไป นี่เปึนส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่จะพิจารณาได้
ประการต่อมากราบเรียนท่านสมาชิกว่า มาตรการนี้ทั้งหมดไม่ใช่มาตรการ ช่วยเหลือคนพิการ ไม่ได้แก่ตัวคนพิการเอง แต่เปึนมาตรการช่วยเหลือผู้อุปการะคนพิการ ต่างหากล่ะ บรรเทาตรงนี้ เพราะฉะนั้นหลายคนจะมองแง่คนพิการก็เลยเราจะไม่เข้าใจ ชัดเจนว่าคนพิการได้มากได้น้อยอะไรแค่ไหน แต่อย่างน้อยบุตรหลานที่ดูแลบิดามารดา อยู่ ถึงแม้คุณจะลดหย่อนภาษีเขาหรือไม่ก็ตาม ในฐานะที่เปึนทายาททุกคนย่อมจะ อุปการะด้วยดีที่สุดอยู่แล้วละ ถึงจะมีมาตรการนี้หรือไม่ก็ตาม แต่เราต้องการบรรเทา ผลกระทบแก่ลูกกตัญ็ู ลูกหลานต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยเหลือเขาส่วนหนึ่ง คําว่า ๓๐,๐๐๐ บาท ก็ตามที่ตัวแทนท่านกรมสรรพากรก็ได้พยายามชี้แจงแล้วว่า มาตรการทางภาษีจาก เงินได้พึงประเมินแล้ว จะมีค่าลดหย่อนหลาย ๆ กรณี สําหรับตนเอง สําหรับคู่สมรส สําหรับบุตร สําหรับบิดามารดา ไปบางกรณีถึงค่าประกันชีวิตอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ลดหย่อนได้ ตามประมวลรัษฎากรขณะนี้ อัตราลดหย่อนสูงสุดเรามีอยู่แค่ ๓๐,๐๐๐ บาท ยังไม่เคยมีกรณีไหนที่มีอัตราลดหย่อนสูงกว่า ๓๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นกรณีนี้ ก็คือให้สูงสุดเท่าที่ตามประมวลรัษฎากรเคยมีอยู่ ถามว่ากระทบเงินเท่าไร ในมาตรการ เช่นนี้ถ้าท่านมีฐานรายได้หักอย่างอื่นทั้งหมดแล้ว เหลือสุทธิสัก ๓๐,๐๐๐ บาท ที่จะเปึน เงินได้พึงประเมินท่านก็ไม่ต้องเสียเลย แต่ขยายไปเปึน ๑๐๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ ๗๐,๐๐๐ ๙๐,๐๐๐ ก็ไม่ต้องเสียหมด ถามว่าเปึนตัวเลขมากน้อยแค่ไหน ในฐานว่าลดประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ก็ได้มีการคํานวณคร่าว ๆ ว่า รัฐจะสูญเสีย รายได้ประมาณป้ละเบื้องต้นขณะนี้ ๖๐๐ ล้านบาท แต่ถ้ามีการขยายไปถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาทเปึนค่าลดหย่อน จาก ๑๐๐ ล้านบาท จะเพิ่มไปอย่างน้อยที่สุด ๖ เท่า และอัตราเมื่อ ขยายไปแล้วปัญหาอาจจะมากกว่านี้แค่ไหนยังคํานวณไม่ได้ แต่ว่า ๖ เท่าก็คือกลายเปึน ๓,๖๐๐ ล้านบาท วันนี้ท่านทราบดีว่าเรามีปัญหาเรื่องภาษี เรามีปัญหาเรื่องจัดเก็บ เรามี ปัญหาเรื่องรายได้ คิดว่าถ้าขณะนี้เราเอาแค่ ๖๐๐ ล้านบาท โดยอัตราลดหย่อน ๓๐,๐๐๐ บาทไปก่อน และต่อมาท่านจะพิจารณาในวันข้างหน้าเมื่อเรามีกําลังทางภาษีอากร แข็งแรงขึ้น เราจะพิจารณาตรงนี้ ผมก็คิดว่าอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขได้ถ้าตัวอื่นมีการปรับ นะครับ แต่ว่าอันนี้เปึนการที่รัฐยอมให้ประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท แก่ผู้ที่บรรเทาผลกระทบ สังคม แก่ผู้อุปการะคนพิการ ไม่ใช่ตัวคนพิการ ตัวคนพิการโดยตรงจะมีงบประมาณผ่านกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผ่านกระทรวงมหาดไทย ผ่านหน่วยงานอื่นจํานวนมากอีกต่างหาก เพื่อบรรเทาผลกระทบ สังคม คําว่า ต้องมีทะเบียนบ้าน ก็คือปัญหาที่คุยกันในที่ประชุมกรรมาธิการ เพราะมีหลาย ๆ ท่านคัดค้านว่า บางครั้งบุตรผู้อุปการะบุพการีนี่อาจจะไม่ได้อยู่บ้าน เดียวกัน ลูกมาทํางานกรุงเทพฯ พ่อแม่คนพิการอยู่ต่างจังหวัด จะให้ลูกจะต้องย้าย ทะเบียนบ้านมาอยู่กับพ่อแม่ พ่อแม่มาอยู่กับลูกหรือลูกมาอยู่กับพ่อแม่ เปึนสิ่งที่เปึนภาระอยู่ ค่อนข้างจะเยอะ จึงได้ตัดคําว่า ต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่ก็ได้มีการหยิบยก ขึ้นมาพูดอีกว่า กรณีบุตรหลายคนล่ะ ถ้าหากบิดามารดาผู้พิการนั้นมีบุตรหลายคน ใครล่ะ เปึนผู้อุปการะ ก็มีคําชี้แจงว่า จําเปึนต้องใส่ทะเบียนบ้านว่าเปึนบ้านเดียวกันแต่เดิม เพื่อให้เห็นว่าคนที่เจ้าของบ้านอยู่ทะเบียนบ้านนั้นแหละคือคนนั้น แต่กรรมาธิการไม่เห็นด้วย ว่าเกิดความยุ่งยาก ก็เลยตัดคําว่า ทะเบียนบ้าน ออกไป แต่มีทางออกไหม ก็คิดว่า มีทางออก ลูกหลายคนก็ตาม คํายืนยันของคนพิการนั่นแหละครับ เวลาที่เขาจะมา ลดหย่อนว่าลูกคนไหนเปึนคนเลี้ยง ลูก ๑๐ คนจะให้คนไหนเปึนคนลดหย่อนคนเดียว คํายืนยันจากคนพิการตรงนี้จะช่วยได้ ผมพยายามตอบปัญหาเท่าที่จะกระทําได้นะครับ ที่ท่านผู้มีเกียรติถาม ๑. ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว จุดมุ่งเน้นสําคัญกว่านั้น ก็คือเพื่อบรรเทาผลกระทบสังคมด้วย สมัยรัฐบาลชวน ๒ ทุกมาตรการออกมา คุณจุติจําได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบสังคม นี่ก็เช่นเดียวกัน แฝงด้วยเจตนาในการบรรเทาผลกระทบสังคมสูงกว่า และบรรเทาผลกระทบสังคม ไม่ใช่ผลกระทบแก่คนพิการ ผลกระทบแก่ผู้อุปการะคนพิการ เอาเงินออกจากบ้าน ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการจะแก้คํานี้ครับให้ชัดเจน เรื่องทะเบียนบ้านมีความจําเปึนว่า ถ้าจําเปึนบังคับว่าต้องอยู่ทะเบียนบ้าน บางครั้งลูกทํางานกรุงเทพฯ รับราชการต่างจังหวัด พ่อแม่อยู่ต่างจังหวัดอยู่ภูมิลําเนามีปัญหาของเขา แต่ถ้าเอาคําว่า ทะเบียนบ้าน ออก กรณีลูกหลายคนแก้ไขได้ เพราะคนพิการผู้ที่ได้รับการอุปการะนั้นยืนยันได้ ลูก ๑๐ คนเอาคนไหนล่ะให้คนไหนลดหย่อน และลดหย่อนได้เพียงคนเดียว ไม่ใช่ทุกคน นะครับ ผมพยายามตอบ แต่เรื่องรายได้ถ้าจาก ๓๐,๐๐๐ บาท ขณะนี้การคํานวณ เบื้องต้นว่า ณ วันนี้จะใช้ประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าอันนี้ถ้าขยายออกไปเต็มที่มันก็ จะขยายไปมากกว่า ๖๐๐ ล้านบาท ถ้าปรับเปึน ๑ แสนบาท ตัวเลขภาษีจะสูญหายไป ไม่น้อยกว่า ๖ เท่า ๖ เท่าของ ๖๐๐ ล้านบาทคือ ๓,๖๐๐ ล้านบาท และขยายไป วันข้างหน้าจะเปึนภาระภาษีค่อนข้างจะสูง ผมขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ ขอบคุณท่านสมาชิกครับ