สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

จุติ ไกรฤกษ์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหักลดหย่อนภาษีสำหรับผู้สูงอายุ โดยเสนอให้ปรับขึ้นเงินหักลดหย่อนจากสามหมื่นบาทเป็นสองแสนบาท และขอให้รัฐมอบทุน 200,000 บาท เพื่อให้ผู้สูงอายุมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

นายจุติ ไกรฤกษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก กระผมนั้นเปึนกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ซึ่งเปึนผู้หนึ่งซึ่งได้ร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไข้เพิ่มเติมประมวล รัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเปึนมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและฟุ๋นฟู เศรษฐกิจ

ประเด็นที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ท่านประธานครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ต้อง ขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในหลาย ประเด็น ประเด็นของผู้สูงอายุที่ไม่มีทะเบียนบ้านเดียวกันก็เปลี่ยนแปลงให้ ประเด็นที่ รับฟังได้ว่าผู้สูงอายุซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็มีการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ผม ไม่เห็นด้วยและก็ขอแปรญัตติไว้คือเรื่องของจํานวนเงินที่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ท่านประธานครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วผู้ที่ขอร่วมแปรญัตติไว้ก็มีหลายท่าน เช่น ท่านผุสดี ตามไท ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็แปรญัตติไว้ หนึ่งแสนบาท ท่านผู้ทําหน้าที่ประธาน ท่านรังสิมา รอดรัศมี ก็ขอแปรญัตติไว้ หนึ่งแสนบาท แต่ว่าเสียงส่วนมากนั้นบอกว่าให้คงไว้คือ สามหมื่นบาท สาเหตุที่กระผมกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ของผมนั้นขอให้รวมหัก รวมทั้งบุคคลซึ่งผู้มีเงินได้อุปการะเลี้ยงดูคนละ สองแสนบาท

เหตุผลข้อแรกของผมก็คือว่า สามหมื่นบาทนั้นน้อยไป ถามว่าทําไมน้อยไป ที่น้อยไปนั้นเพราะว่าเหตุผลของ พ.ร.บ. (พระราชบัญญัติ) ฉบับนี้เมื่อเข้าสู่สภาในวาระ รับหลักการท่านประธานจะจําได้ตอนนั้นผมอยู่ซีกฝ์ายค้าน ปัจจุบันนี้ผมมาอยู่ซีกรัฐบาล ผมก็ยังไม่มีความคิดเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพราะว่าผมคิดว่าถ้าจะเปึนมาตรการ ภาษีเพื่อกระตุ้นและฟุ๋นฟูเศรษฐกิจแล้ว ยิ่งหักลดหย่อนมากเท่าไรก็ยิ่งเกิดการกระตุ้น เศรษฐกิจมากขึ้นเท่านั้น ท่านประธานลองนึกภาพดูนะครับว่าถ้าเผื่อหักลดหย่อนเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ บาท ก็เท่ากับว่าเขาจะมีเงินเหลือ ๓๐,๐๐๐ บาท เพื่อที่จะมาหักลดหย่อน แล้วก็เปึนการกระตุ้นเศรษฐกิจในมูลค่า สามหมื่นบาท แต่ถ้าเผื่อท่านประธานอนุญาต ให้เขาสามารถลดหย่อนได้ถึง สองแสนบาท ก็หมายความว่าผู้ที่เลี้ยงดูบุตร บิดา มารดานั้น หรือครอบครัวเขานั้น สามารถที่จะมีเงินเหลือนํามากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มได้ถึง ๒ แสนบาท ทั้งนี้มัน คงไม่เกี่ยวกับสิ่งที่สิทธิที่เขาจะใช้เต็มหรือใช้ไม่เต็ม แต่มันเปึนเรื่องของว่า เมื่อ พรบ. นี้เสนอมาเพื่อต้องการกระตุ้นและฟุ๋นฟูเศรษฐกิจแล้ว ก็ควรจะต้องทําให้เต็ม เม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่ทําเพียงเพื่อแก้บนหรือว่าขอไปที เพราะฉะนั้นเหตุผลแรกก็คือว่า ๒ แสนบาทนั้นจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า ๓๐,๐๐๐ บาทแน่นอนในการ ลดหย่อน

เหตุผลที่ ๒ ครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานไปดูดี ๆ นี่ การลดหย่อน อย่างนั้น ๓๐,๐๐๐ บาท เท่ากับว่าท่านประธานนั้นใช้เงินดูแลบิดามารดา หรือ คนในครอบครัวเพียงแค่เดือนละ ๒,๕๐๐ บาทเท่านั้นเอง ๒,๕๐๐ บาทต่อเดือนครับ ท่านประธานครับ ถามว่าพอไหม ที่ไปดูแลผู้มีพระคุณหรือคนในครอบครัว ผมตอบ ท่านประธานได้เลยว่าไม่พอ แค่เพียงค่าจ้างผู้เลี้ยงดูหรือดูแลผู้ป์วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้นะครับ บิดามารดาที่อายุมาก ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้นี่ ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ ๑๕,๐๐๐ บาทครับ ต่อเดือนครับ ๑๕,๐๐๐ บาท สําหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ คือบิดามารดา ป้หนึ่งคือ ๑๘๐,๐๐๐ บาทครับ เปึนเหตุผลที่ผมนํากราบเรียนท่านประธานเปึนข้อที่ ๒

ข้อที่ ๓ แค่ ๒ แสนบาทนั้น ผมก็ไม่ได้ขอมากไปเกินกว่าเหตุผลที่จะ มีได้ เพราะว่ายังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่ารถ ค่าพาหนะต่าง ๆ ที่จะ พาผู้สูงอายุนั้นไปรับการดูแลรักษาตามศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ที่เหลืออยู่ ฉะนั้นเหตุผลที่ผมกล่าวกับท่านประธานมาข้างต้นนั้น ผมคิดว่าเหตุผลของ ผมนั้น ๒ แสนบาทนั้นเปึนเหตุผลที่เหมาะสม และไม่ทําให้ฐานะการเงินของรัฐต้อง สูญเสียไป และสามารถจะอนุโลมให้ผู้สูงอายุนั้นมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีได้ และสามารถมีคนดูแลเลี้ยงดูได้ ลูกหลานเขาก็จะสามารถดูแลได้เต็มที่ เพราะเขาทราบว่า จะสามารถหักลดหย่อนภาษีในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียน ท่านประธานมาแล้วข้างต้น ผมก็อยากจะฟังเหตุผลของคณะกรรมาธิการนะครับ รวมทั้งเพื่อนสมาชิกผมด้วยที่กรุณาแปรญัตติไว้หนึ่งแสนบาท ว่ามีเหตุผลอย่างไร ที่แตกต่างจากผมครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ