จุติ ไกรฤกษ์ หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล โดยแสดงความไม่พอใจที่เงินจัดสรรไปไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการจัดสรรงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตร นอกจากนี้ยังเสนอให้เงิน 2,000 บาทให้กับมนุษย์เงินเดือน และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรเงินงบประมาณที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาสั้น ๆ นะครับ ตอบคําถาม คําถามของท่านสมาชิกก็คือว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลไม่ตรงจุด ทําไมไม่จัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม พวกเหล่านี้ ได้เงินน้อยไปนะครับ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วถ้าไปดูงบประจําป้ ๒๕๕๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับจัดสรร ๖๘,๘๒๒ ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว ร้อยละ ๘๘.๕ เองครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับงบ ๔,๔๓๙ ล้านบาท เบิกจ่ายไปเพียงแค่ร้อยละ ๑๘.๙ กระทรวงพาณิชย์ได้รับจัดสรรงบ ๖,๔๐๕ ล้านบาท ได้รับจัดสรรตรงนี้เบิกจ่ายไปเพียง ๓๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ก็เบิกจ่ายไปเพียง ๑๙.๘ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุนี้แหละครับ คือที่รัฐบาลก็ไม่ได้จัดสรรงบ ให้เพิ่มเติม เพราะว่าถ้าให้งบเพิ่มเติมไปอีกกลางป้ก็ไปกองอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ไปกระตุ้น เศรษฐกิจ เพราะงบปกติที่ให้ไปแล้วนั้นก็ยังใช้ไม่หมด ยังเบิกไม่ได้ตามที่เราต้องการ นะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือคําถามของท่านสมาชิกถามว่าเงิน ๒,๐๐๐ บาท ให้กับมนุษย์เงินเดือน คือคนที่อยู่ในระบบที่มีเงินเดือนแล้ว ผมเรียนตอบได้ว่าทําไมคนจน ที่จนที่สุดไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านสมาชิกผ่านท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วคนจนที่สุดได้รับ เงินจากมาตรการนี้เยอะเลย
ประการแรกครับ ๕ มาตรการ ๖ เดือน ค่าน้ํา ค่าไฟ ค่ารถเมล์ ค่ารถไฟ นะครับ ตรงนี้ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท คนจนได้แน่นอน
ประการที่ ๒ ครับ ลูกหลานคนจนนั้นเรียนโรงเรียนรัฐบาลเรียนฟรี ๑๕ ป้ ครับ งบประมาณตรงนี้ ๑๐ ล้านครอบครัวจ่ายให้ ฉะนั้นตรงนี้คนจนได้แน่นอนครับ
ประการที่ ๓ ครับ เบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ ๕๐๐ บาทต่อเดือนสําหรับ ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ฉะนั้นตรงนี้คนจนได้แน่นอนครับ
อีกประการหนึ่งก็คือว่า หลายท่านบอกว่าเอา ๒๘ ล้านคน ประชาชนนั้น ไปไว้ที่ไหน ไม่มีงบประมาณจัดสรรให้ ก็อยากให้ท่านได้ไปดูว่าจริง ๆ แล้วที่ไม่ได้อยู่ใน งบกลางแต่มีอยู่แล้วคืองบประมาณที่รัฐบาลชุดเดิมเคยมีเงินกู้ไว้นะครับ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เปึนโครงการรับจํานําผลผลิตทางการเกษตร แล้วรัฐบาลชุดนี้ก็เติมให้อีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึน ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้คนจนคือคนยากคนจนที่เปึนเกษตรกรนั้นได้ประโยชน์ แน่นอน แล้วก็คนที่ได้รับเงินเดือน ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนนั้น ไม่มีสิทธิมาขอแบ่งในส่วนนี้ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่างบอันนี้เปึนงบที่ให้กับผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตรครับ ดูแลเรื่องราคาพืชไร่ อันนี้ยังไม่รวม อสม. อีก ๘๓๐,๐๐๐ คนด้วยนะครับ
อีกประการหนึ่งครับ ที่ท่านถามบอกว่า ไม่เชื่อว่างบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี้จะพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าท่านไปดูนะครับว่า งบประมาณที่รัฐบาลนี้จ่ายให้ไปถึงมือคนจนจริง ๆ เปึนรูปของเงินที่ไปใส่กระเปิา ประชาชนนี่ ท่านลองไปดูนะครับ งบของที่บอกว่ามนุษย์เงินเดือน เราจ่ายให้ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท เข้าตรงบัญชีเขาเลยนะครับ เปึนเงินสด งบผู้สูงอายุอีก ๙,๐๐๐ ล้านบาท งบของ อสม. อีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็งบที่เปึนคูปอง ที่เปึนอุปกรณ์ การเรียน กับงบที่เปึนคูปองเรื่องหนังสือเรียนนั้นอีก ๗,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ยังมี งบประมาณอีก ๕ มาตรการ ๖ เดือนอีก ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทที่ไปลดค่าใช้จ่ายเขาโดยตรง ฉะนั้นทั้งหมดนี่รวมกันแล้วเปึน ๔๘ เปอร์เซ็นต์ของงบเพิ่มเติมกลางป้ทั้งหมดครับ ที่ถึงมือประชาชนโดยตรง อีก ๕๒ เปอร์เซ็นต์นั้นเปึนงบประมูลงานต่าง ๆ ทั้งหลาย ฉะนั้น กราบเรียนท่านว่าไม่เคยมีงบประมาณป้ไหนที่จะมีเงินจ่ายตรงให้ประชาชนถึงมือเขา โดยตรงโดยไม่ถูกหักอะไรเลย เปึนถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ ก็เลย อยากจะกราบเรียนตรงนี้ แล้วก็สิ่งที่ท่านถามว่า แล้วมันจะกระตุ้นเศรษฐกิจไหม ก็ต้องไป ดูนักเศรษฐศาสตร์ที่เขาศึกษานะครับ เปึนนักเศรษฐศาสตร์จากมูดีส์ สถาบันวิจัยมูดีส์ ซึ่งเขาศึกษาโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกับการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งประเทศ ที่พัฒนาแล้ว แล้วประเทศกําลังพัฒนา เขาเปรียบเทียบเงิน ๑ เหรียญหรือ ๑ บาท ต่อหน่วยนี่นะครับ ว่าถ้าเผื่อใช้จ่ายเงินโดยตรงให้กับประชาชนแล้วนี่เงินถึงมือแล้วนี่ กับโครงการที่ปรับลดภาษีหรือโครงการที่ไปสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เขาบอกว่าเงินที่จะมี ผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุดนี่ ถ้าเผื่อลงทุน ๑ บาท เงินใส่กระเปิาโดยตรง ถึงชาวบ้านนี่จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑.๗๓ บาท คือ ๑ บาท ๗๓ สตางค์ ส่วนเงินที่ขยายการช่วยเหลือคนตกงานนั้นมาเปึนที่ ๒ ครับ เงินถึงคนพวกนี้ที่ตกงานนี้ เงิน ๑ บาทจะขยายผลได้ ๑ บาท ๖๔ สตางค์ ส่วนเงินที่ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ เช่น ก่อสร้างถนน ก่อสร้างแหล่งน้ํานั้น เงิน ๑ บาทนั้นจะขยายตัวได้ ๑.๑ บาท ๕๙ สตางค์ ส่วนโครงการลดภาษีต่าง ๆ นั้น มีผลกระตุ้นต่อเศรษฐกิจน้อยกว่า ครับ ฉะนั้นตรงนี้บอกได้เลยว่า นี่คือผลจากการศึกษาถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่ยังไม่ได้พัฒนาว่า เงินทั้งหลายนั้นมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร นะครับ ก็เปึนข้อยืนยันมา
สุดท้ายครับ ที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า เรื่องของเงินตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมเชื่อว่าทั้งสภานี่ไม่มีใครไม่อยากให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ได้เงินค่าตอบแทน เพิ่มเติม ผมเชื่อว่าทุกคนทั้ง ๒ ซีก ทั้ง ๔๘๐ ท่านอยากให้ และผมอยากจะให้ได้รับทราบ ข้อเท็จจริงนี้ก็คือว่า ขณะนี้รัฐบาลก็กําลังพิจารณาอยู่นะครับ เพราะว่าได้ไปตรวจสอบ แล้ว ที่ท่านสมาชิกบางท่านบอกว่า มีการอนุมัติคณะรัฐมนตรีแล้วว่าจะเพิ่มเงิน ค่าตอบแทนให้ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน เพิ่ม ๒ เท่า ซึ่งเงินปัจจุบันนี้ที่รัฐบาลให้อยู่นี้ ค่าใช้จ่าย ป้หนึ่งคือ ๑๐,๓๒๔ ล้านบาทสําหรับผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ในขณะที่อัตราเงินเดือนอยู่ที่ เดือนละ ๔,๐๐๐ บาทสําหรับผู้ใหญ่บ้าน เดือนละ ๕,๐๐๐ บาทสําหรับกํานัน ถ้าเรา เพิ่มเปึน ๒ เท่า ก็หมายความว่ารัฐบาลนั้นต้องหาเงินมาเพิ่มอีก ๑๐,๓๒๔ ล้านบาท แต่ในขณะนี้ที่ผมไปตรวจดูครับ ยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาที่จะให้เพิ่ม เงินเดือนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน สาเหตุเพราะต้องให้เกียรติ ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ครับ ตอนท่าน เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านริเริ่มว่าอยากจะให้มี แล้วก็ยังไม่ทันเสนอเรื่อง เข้าคณะรัฐมนตรี ก็มีการปรับคณะรัฐมนตรีเสียก่อน ก็เลยไม่ได้เสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี ส่วนเมื่อมามีรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีสมชายแล้ว ก็มีดําริว่าจะเอาเข้า แต่ปรากฏว่า เมื่อ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่าน พลตํารวจเอก โกวิท วัฒนะ ขอถอนเรื่องนี้ออกจากวาระของคณะรัฐมนตรี จึงยังไม่เคย มีการอนุมัติเปึนมติคณะรัฐมนตรีอย่างเปึนทางการว่า ให้เพิ่มเงินให้กับกํานันผู้ใหญ่บ้าน ฉะนั้นผมได้คุยกับท่านนายกรัฐมนตรี คุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว ก็ยืนยันครับว่า เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่ ไม่ได้ปฏิเสธท่านกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ผมเชื่อว่า ส.ส. ทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวผมเองก็อยากให้ทุกคนนั้นเขาได้นะครับ ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานไว้เพียงแค่นี้ครับ