ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง หารือเรื่องงบประมาณและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการเมืองและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เขาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการจ่ายเงินตามรายงานที่ช้าไป และหาวิธีป้องกันไม่ให้คนตกงาน นอกจากนี้เขายังเสนอให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือคนตกงานให้ได้รับงานและรายได้ภายใน 2 ปี
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ต้องขอ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับว่า ผมเองนั้นในฐานะที่พี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดชัยนาทเลือกตั้งเข้ามาคงต้องใช้สิทธิใช้เสียงในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้การ พิจารณางบประมาณนั้นเปึนไปตามผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองก็อยู่สภามาพอสมควรในหลายสมัย ผมเองก็แปลกใจเวลาเปึนฝ์ายค้านก็พูดอีกอย่าง พอเปึนฝ์ายรัฐบาลก็พูดอีกอย่าง ถ้าอย่างนี้ผมบอกว่ามันไม่ได้แล้ว มนุษย์เกิดมาต้องมีมาตรฐานตัวเอง มาตรฐานอย่างน้อย ที่สุดมาตรฐานทางวิชาการต้องมีครับท่านประธาน ปัจจุบันนี้ไม่ได้คํานึงถึงเลย วิชาการ ไม่มีคํานึงถึง เอาสีข้างเข้าถูอย่างเดียวว่าฉันจะเอาอย่างนี้ เอาพวกมากลากไปอย่างนี้ ผมคิดว่ามันไม่มีประโยชน์นะท่านประธาน ผมคิดว่าสถาบันการศึกษาประเทศไทยก็ควร ยุบหมดแล้ว ไม่ควรจะเรียนเอาไปทําอะไร ผมไม่แน่ใจว่าเรียนเอาไปทําอะไร เพราะเรียนไป ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะอะไร เพราะว่าที่บอกว่าไม่มีประโยชน์เพราะว่ามันไม่ฟังเลย แล้วไม่เอาวิชาการมาใช้เลย แล้วเอาหลักกูคิดอย่างเดียว อย่างนี้มันไม่ได้ท่านประธาน บ้านเมืองมันไปไม่ได้ท่านประธาน มันเสียหาย อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ อย่างนี้ครับว่า ในเรื่องของงบประมาณในขณะนี้ต้องเรียนต่อท่านประธานครับว่า ผมไม่แน่ใจครับว่ารัฐบาลในขณะนี้ไปอ่านบ้างหรือเปล่าว่าการจัดทํางบประมาณที่ผ่านมา หรือว่างบประมาณที่เปึนอยู่มันมีอะไรที่เราจะต้องไปแก้ไข ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือ กระตุ้นอย่างไร ที่ผมเห็นก็คือเห็นเขากระตุ้นก็กระตุ้นบ้าง กลัวว่าต่างชาติเขากระตุ้นแล้ว เราไม่กระตุ้น เดี๋ยวก็จะหาว่าเราไม่กระตุ้น เขาทําอย่างนี้เราก็ลอกเอามาทําตาม ถ้าอย่างนี้ผมว่ามันไม่มีประโยชน์ เพราะว่าประเทศไทยมันคนละสถานการณ์กับ ในต่างประเทศ แม้ว่าเหตุการณ์มันจะเกิดในต่างประเทศก็ตามแต่ แต่นั่นไม่ได้ หมายความว่าบ้านเราจะไม่มีเหตุการณ์อะไรของเราเองที่มันปูด ปะ หรือเพิ่มเติม ปนเข้ามา เพิ่มเข้ามา อย่างน้อยก็การสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับสังคมโลก ไม่มี ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศที่เห็น ๆ ชัด ก็คือการเมืองของเรา มันไม่มีความมั่นคง ไม่มีความแน่นอน รัฐบาลไม่แน่ใจว่าวันนี้อยู่แล้วพรุ่งนี้จะไปหรือเปล่า ไม่แน่ใจว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในโอกาสต่อไป สนามบินจะถูกป่ดหรือเปล่า สภาจะถูกล้อม อีกไหม แล้วทําเนียบรัฐบาลจะถูกยึดอีกหรือเปล่า ไม่มีใครบอกได้ครับ สิ่งเหล่านี้ไม่มีใคร บอกได้ เมื่อไม่มีใครบอกได้ ไม่มีใครพูดได้ หรือไม่มีใครเชื่อ ความเชื่อมั่นมันไม่มีครับ บอกวันนี้บอกว่านักลงทุนต่างชาติไป บอกว่าจะมาลงทุนในประเทศไทย ผมบอกว่า ถ้านักลงทุนต่างชาติที่แท้จริงเขาไม่มาหรอก ถ้าประเทศอื่นเขาไปได้ เขาเลือกได้ เขาไม่ไปหรอก ผมเชื่อ เพราะอะไร เพราะว่าที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไรท่านประธาน เพราะเราไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้เขาเลย ท่านลองคิดดูท่านประธานที่เคารพครับ เราป่ดสนามบิน ๑ ครั้ง หรือเรายึดทําเนียบ ๑ หน ที่ผ่านไป คําถามที่ตามมาก็คือว่า ต่างชาติเขาไม่เชื่อมั่นขนาดไหน เขาเสียหายขนาดไหน เขาแทบจะล้มละลายเลย อย่าว่าแต่คนต่างชาติเลย คนไทยด้วยกันก็ยังจะล้มละลายเลย ท่านลองคิดดูครับว่า นักลงทุนที่เขาลงทุนในเรื่องของการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเปึนไกด์ทัวร์ ไม่ว่าจะเปึนอะไรก็ตามแต่นะท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เขาเจ็บปวดเปึนอย่างยิ่ง เขาเจ็บปวดนะครับท่านประธาน วันนี้ต้องบอกว่าเราต้องตั้งงบประมาณไว้ ๑๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๑๑๖,๗๐๐ กว่าล้านบาท มันพอเพียงกับการที่อย่าง เพื่อนสมาชิกพูดไหมว่า มันพอเพียงหรือไม่กับการที่จะหย่อนเม็ดเงินตรงนี้ไปกระตุ้น เศรษฐกิจ เอาลําพังแค่ประเทศที่มันได้รับความเสียหาย ได้รับความเสียหายจาก การทําลายในเรื่องของการลงทุนในการยึดสนามบินมันก็ตั้ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเม็ดเงินตรงนั้นยังไม่เข้าไปเลย ยังไม่ถึงเลย ยังไม่เพียงพอเลย ถามคําถามมันจะพอ ได้อย่างไร ผมอยากจะเปรียบเทียบให้ฟังนะท่านประธานครับ วันนี้กระตุ้นเศรษฐกิจพอ ไม่พอเราต้องบอกว่าเม็ดเงินที่เรากระตุ้นเราต้องบอกว่าเราต้องรู้จุดยืนของเราก่อน เราต้องรู้จุดยืนว่าประเทศไทยเรามันยืนอยู่ตรงไหน ถ้าประเทศไทยเราเปึนรถหรือเปึนเรือ เปรียบเทียบให้ฟังเพื่อที่จะให้เห็นภาพ เราเปึนรถหรือเปึนเรือหรือเปึนเครื่องบินเราอยู่ตรง จุดไหน แล้วเราจะเหาะเหินเดินอากาศไปเหมือนเปึนเครื่องบินหรือว่าเราจะวิ่งไป เปึนรถยนต์ เราก็ต้องรู้ว่าสภาพของเรา น้ํามันเรามีมากน้อยขนาดไหน วันนี้เราไม่รู้ตัวเอง ว่าน้ํามันเรามีมากน้อยขนาดไหน แล้วเราบอกว่าเติมน้ํามันแค่นี้แล้วจะวิ่งพอไป ท่านประธานครับ วิ่งไปแล้วไปกินข้าวลิงข้างหน้านะครับท่านประธาน แสนกว่าล้านบาท นี่ถ้ากระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ถ้าแสนกว่าล้านบาทไม่เพียงพอ รัฐบาลบอกว่า ๙๙ วันทํา ได้นี่ผมเห็นจะทําได้อยู่เรื่องเดียวคือกู้ แต่ว่าไม่แน่ใจครับว่ากระตุ้นเศรษฐกิจนี่ท่านจะทํา ได้หรือไม่ได้ แต่เท่าที่ผมมองเห็นนี่คือมันไม่ได้ เพราะมันไม่เปึนการกระตุ้นเศรษฐกิจ เขาก็ บอกอยู่แล้วในรายงานมีอยู่แล้วนะครับว่า การลงทุนในภาคของรัฐในการที่จะไปลงทุน ในเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า เปึนเรื่องสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย มันไม่เพียงพอ มันขาดไปตั้ง ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ มันขาดไป ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ลองคิดดู ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ลองไปคูณดูสิว่า มันเปึนเงินเท่าไร แล้ววันนี้มันไม่ไปอย่างนั้น ท่านลองคิดสิครับท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ก่อนที่จะไป ที่ผมตัดเม็ดเงินเอาไว้นี่ครับ ผมตัด ไม่มากนะครับ ผมตัดแค่ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองท่านประธาน ตัดเพื่ออะไรครับ ตัดเพื่อพูดครับ ผมรู้ว่าผมตัดตัดเท่าไรผมจะตัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ตัดไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็ในฐานะที่จะต้องพูดให้ฟังว่า แนวคิด ความคิดเห็นมัน ต่างกันอย่างไร แล้วท่านจะได้เอาไปทํา จะเอาไปทําก็เอาไปทํา ไม่เอาไปทําก็ตามใจไม่ได้ ว่าอะไรนะครับ ประเทศนี้ก็ของทุกคน ผมมีโอกาสที่จะต้องมาชี้แจงหรือมาพูดในที่นี้ก็พูด ถ้าผมไม่ทําหน้าที่ก็ถือว่าผมละเลยต่อหน้าที่ท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็คงไม่ได้นะครับ ขอกราบเรียน ผมเองอยากจะพูดในวาระหนึ่ง เสียด้วยซ้ําเมื่อตอนงบประมาณวาระหนึ่ง เอาวันเดียวจบเลย ผั่บ ผั่บ ผั่บ ผั่บ ผั่บ จบเลย ไม่ฟังใครเลย ในกรรมาธิการก็เหมือนกัน ตั้งไปทั้งหมด จบอีกเหมือนกันครับท่านประธาน ไม่ฟังใครเหมือนกันยกมือ คงจะเปึน ประเภทนั้น เสียงข้างน้อยเลยมาแย่งอภิปรายเต็มไปหมดในสภา ผมรอตั้งแต่เช้า ท่านประธาน รีบมาตั้งแต่เช้าท่านประธาน นี่เพิ่งได้พูดท่านประธาน พูดที่เปึนเนื้อเปึนหนัง เปึนเรื่องจริงก่อนหน้านี้เปึนเรื่องของวาระนั่นนะครับท่านประธานครับ วาระก่อนที่เข้า วาระเข้าสภานะครับ ตรงนั้นเปึนเรื่องที่เราพูดกันท่านประธานที่เคารพครับ ที่บอกว่า งบประมาณที่ผมตัดไว้ในมาตรา ๔ แล้วตัดไว้แค่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ก็คือในเรื่องของการที่ไป ตั้งงบประมาณตรงนี้นะครับ เพื่อไปที่จะจ่ายตามมาตรการการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐ มันคงไม่ใช่ ภาครัฐอย่างเดียวที่ไปตั้งไว้มันมีอีกส่วนหนึ่งก็คือไปตั้งในส่วนของพี่น้องประชาชน ผู้ใช้แรงงานหรือผู้ที่ไม่ใช้แรงงานก็ตามแต่จะเรียกกันนะครับ แต่ว่าได้ส่งเงินเข้าสมทบ กองทุนตรงนั้นอีกส่วนหนึ่งนะครับ ก็คือเปึนการค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้าง มูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน ความจริงก็ต้องขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า ตั้งไว้ไม่น้อยนะครับรวม ๆ แล้วก็ประมาณสัก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตั้งไปก็พี่น้องประชาชน หรือนักวิชาการ หรือคนทั่วไป ท่านประธานก็ทราบดีอยู่แล้ว แจกเลยครับ คนละ ๒,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อคน สิ่งที่แจกนี่บนพื้นฐานของอะไร หรืออยากจะคิดแจกก็แจกเลย เหมือนกับที่ทําเรื่องอะไรต่ออะไรก็ทํากัน เพื่อนบางคน ก็บอกปลากระปิองอย่างนี้เปึนต้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ คือไม่ใช่ว่า อยากจะคิดแจกก็แจกมันต้องมีพื้นฐานของตรรกะแนวคิดว่าทําไมถึงแจก ที่สําคัญคือ ตรงนี้บอกไว้ว่าแจกตรงคนที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาทนะท่านประธาน จาก ๐ ๐ บาทนี่ขึ้นไป ๑๕,๐๐๐ บาท คนเหล่านี้ได้รับแจกทุกคน คําว่า ทุกคน ในที่นี้คือ ในคน ๒ กลุ่มเท่านั้นนะ กลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ไม่อยู่ในประกันสังคม ที่หาเช้ากินค่ํา พี่น้อง ประชาชน ชาวไร่ ชาวนา ชาวบ้านทั่วไปไม่ได้นะท่านประธาน คนที่อยู่ประกันสังคมคือ คนที่อยู่ในโรงงาน คนที่อยู่ในระบบโรงงาน การจ้างโรงงาน คนที่เปึนแม่บ้านอยู่ตามบ้าน ตามเรือนนี่ไม่ได้นะท่านประธาน นี่คือคนหมู่มากที่ไม่ได้รับ คนหมู่น้อยที่ได้รับ คนที่ได้รับ จริง ๆ นี่ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนท่านประธานไม่เกิน ตัวเลขที่ผมมี อยู่เพื่อนบางคนบอกคิดได้ล้านกว่าผมคิดได้ ๙๔๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้นเอง ท่านประธาน มันไม่มากนะท่านประธาน อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขอประทานอภัยท่านประธาน ตัวเลขเพี้ยน ไปนิดหนึ่งคือ ๙ ล้านกว่าคน ๙ ล้าน ๔ แสนคน ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนนี้อยากจะ กราบเรียนนะครับว่า บนพื้นฐานที่ผมบอกว่าไม่เห็นด้วยก็คือ ท่านเอาอะไรมาคิดว่าท่าน เอา ๑๕,๐๐๐ บาท เอาหลักการอะไรมาคิดว่า ๑๕,๐๐๐ บาท วันนี้ผมเชิญชวนพี่น้อง ประชาชนคนที่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วคนที่ไม่ได้รับ ๑๕,๐๐๐ บาท ตรงนี้ฟัองให้หมดครับ ไปยื่นฟัองต่อศาลปกครองให้หมด ทุกคนครับ ผมอยากจะรู้ว่ารัฐบาลนี้จะรับอย่างไร ต้องใช้สิทธินะครับพี่น้องประชาชนเดี๋ยวจะบอกว่าผมไม่บอก ไปทําเสีย ถามว่าทําไม ก็คือความไม่ให้ความเปึนธรรม รัฐธรรมนูญบอกแล้วว่า การทําอะไรก็ตามแต่ต้องอยู่บน พื้นฐานของความเปึนธรรม ท่านไม่มีหลักคิดตรรกะที่มันเปึนธรรม สอดคล้องความเปึนธรรม เพราะฉะนั้นท่านให้ความเปึนธรรมต่อคนในชาตินี้ไม่ได้ คนในบ้านเมืองนี้ไม่ได้ ถามว่าทําไมท่านประธาน ๑๕,๐๐๐ บาท วันนี้คนที่ ๑๕,๑๐๐ บาท คนที่ ๑๕,๒๐๐ บาท ไม่ได้รับอานิสงส์นะท่านประธาน ไม่ได้นะ คนที่จะได้รับคือคนที่ต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ถ้าวันนี้ใครก็ตามแต่ที่มี ๑๕,๐๐๐ บาท กับ ๕๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท กับ ๑๐๐ บาท หรือ ๑๕,๐๐๐ บาทกับ ๒๐ บาท ไม่ได้รับนะ ๒,๐๐๐ บาทนี่ไม่ได้รับนะ ถามคําถามคือ คนที่ได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ได้อีก ๒,๐๐๐ บาท เปึนหมื่นเท่าไร เปึน ๑๗,๐๐๐ บาท ใช่ไหม แต่ในขณะที่คน ๑๗,๐๐๐ บาท พอ ๑๕,๐๐๐ บาท บวกอีก ๒,๐๐๐ บาท เปึน ๑๗,๐๐๐ บาท แต่อีกคนหนึ่ง ๑๕,๐๐๐ บาทกับ ๑๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาทกับ ๒๐ บาทไม่ได้ครับ ถามคําถามว่าคนทําไมต้องเอา ๑๕,๐๐๐ บาทมาบวก ๒,๐๐๐ บาท ถ้ามาบวก ไม่บวกนี่ตายใช่ไหม เขาอยู่ในโลกนี้ไม่ได้ใช่ไหม อยู่ในประเทศนี้ไม่ได้ใช่ไหม ต้องจบสิ้นชีวิตนี้ใช่ไหม เหมือนไม่มีอากาศหายใจใช่เปล่า ท่านคิดอย่างนั้นหรือเปล่า บนพื้นฐานตรรกะอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าอย่างนี้แสดงว่าท่านเติมไปอีก ๒,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่าเขาจะต้องมี ๑๗,๐๐๐ บาท ถึงจะมีชีวิตอยู่รอดได้ ไม่อย่างนั้นตาย เศรษฐกิจล้มทับตายแน่ อยู่ไม่ได้ บ้านแตกสาแหรกขาด ผัวเลิกเมีย เมียเลิกผัว ลูกไปคนละทิศละทางอย่างนั้นใช่หรือไม่ ไม่มีกินมีใช้ใช่ไหม ตายใช่ไหม นั่นคือคําตอบที่ท่านต้องให้ ถ้าวันนี้จําเปึนต้อง ๑๗,๐๐๐ บาท เพื่อรักษาชีวิตทุกคนไม่ตาย คําถามที่กลับไปก็คือ และคนที่ ๑๕,๐๐๐ บาท กับ ๒๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท กับ ๑๐๐ บาท มันตายไหม เพราะมันไม่ได้ ๑๗,๐๐๐ บาท นี่คือคําตอบที่ท่านต้องให้มา ผมบอกแล้ว อย่างไรท่านคิดอะไรไม่เปึนตรรกะ ยังเรียนน้อยไป ต้องเรียนให้เยอะ ๆ กว่านี้ เรียนน้อยไป แล้วก็เอาที่ปรึกษาให้มันเก่งกว่านี้ ยังเก่งน้อยไป เพราะฉะนั้นท่านอย่าไปหวังเลยว่า สิ่งเหล่านี้ที่ท่านจะทําแล้วมันได้ผลสมประโยชน์ สิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่ท่านคิดไม่เปึนตรรกะ วันนี้เอาแต่เพื่อนผมผู้แทนราษฎรด้วยกันก็บอกว่า เอาหาเสียง เรื่องนี้มันไม่หาเสียงแล้ว ท่านประธาน ผมคิดไปอีกมุม รัฐบาลนี้ ถ้าอยู่เร็ว ไปเร็ว เงินนี้เหมือนหาเสียง เพราะว่า ผลสัมฤทธิ์ของยามันยังไม่ออก พอฉีดแล้วปุ็บ กินแล้วปุ็บมันไปได้ มันดูเหมือนดี แต่ถ้ายาว บอกเลยได้ว่าพี่น้องประชาชนหรือคนทั่วไปจะได้รับผลกรรม ประเทศนี้จะได้รับผลกรรม จากการสร้างของพวกท่านทั้งหลาย วันนี้ท่านคิดใหม่สิ ท่านคิดอีกแบบหนึ่ง ท่านคิดเอาแค่ ๒,๐๐๐ บาทนี่มันน้อยไป ท่านไม่คิดแจกคนละล้านบาทเลยนี่ เอาคนละล้านบาทเลยสิ เอาครอบครัวละล้านบาทมันจะได้หายยากจนไปเลย ทุกคนได้หมดหนี้ไปเลย รัฐบาลก็ไป หาเงินมาไม่มีก็ไปกู้มา เอาสิเอาอย่างนั้นเลยทําไมไม่ทํา ทําสิ ทําไม่จริงนี่ ทําไม่จริง ถ้าทําจริง ท่านต้องแน่สิ เอาคนละล้าน ครอบครัวละล้านบาทเลยแจกไปเลย มันไม่ใช่ แต่สิ่งที่จะ ตามมาคืออะไรท่านประธาน สิ่งที่จะตามมาคือดอกเบี้ย วันนี้กู้เงินมาไม่ใช้เอาเก็บไว้ ในกระเปิาทุกคนนี่ รัฐบาลกู้ให้ ๆ เอาไปเก็บไว้ ๆ เก็บไว้แต่รัฐบาลไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยเองนี่ วันนี้ให้นายอภิสิทธิ์มาจ่ายดอกเบี้ยเองสิ วันนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาจ่าย ดอกเบี้ยเองสิ ทําอย่างนั้นสิ วันนี้ไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยเองไปเอาเงินดอกเบี้ยพี่น้องประชาชน ถามว่าป้หน้านี่พี่น้องประชาชนเขาจะต้องจ่ายดอกเบี้ย ต้องจ่ายเงินต้นคืน ประเทศนี้ต้อง จ่ายเงินต้นคืนไหม ต้องจ่ายดอกเบี้ยคืนไหม ต้อง ถามว่าแล้วเงินใคร เอาไปทําอะไร เอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ถามว่าเอาไปยัดเยียดเขา นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ข้อสําคัญก็คือคนที่ ไม่ได้มันมีในบ้านเมืองนี้ตั้งมากมายมหาศาล นี่คือสิ่งที่มันไม่ยุติธรรม หรือว่าท่านจะเอาคน ที่เรียนหนังสือมาในลักษณะที่ว่าเปึนข้าราชการอยู่ได้ นอกนั้นตายหมดไม่เปึนไร เอาอย่างนั้น ใช่ไหม นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ไม่เปึนธรรม สําหรับรัฐบาลนี้ที่ทําให้พี่น้องประชาชน ถามคําถามว่าท่านจะไปเก็บภาษีป้หน้า ไม่ถึงป้หน้า ท่านก็เก็บแล้ว ท่านเก็บภาษีน้ํามันเพิ่มขึ้น ป้นี้กู้ทีแรกผมคิดว่าจะกู้ประมาณสักเท่าไร ท่านประธานที่เคารพครับ ทีแรกผมนึกว่าจะกู้ประมาณสักแสนล้านบาทนะท่านประธาน ปรากฏว่ากู้ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกจะกู้นะ ตอนนี้กู้หรือยังไม่แน่ใจ คงจะไปเจรจาการกู้อยู่ แต่ผมอยากจะกราบเรียนครับว่ายิ่งกู้มากเท่าไรดอกเบี้ยยิ่งจมมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งกู้มาไม่ใช้ ไม่มีใครเขาทําหรอก นักธุรกิจเขาไม่ทํากันหรอก กู้มาเงินไม่ใช้ทําได้อย่างไร ดอกเบี้ย มันต้องจ่ายทุกวันนะ ทําไม่ได้ ดอกเบี้ยไม่ใช่ของท่าน ท่านไปเก็บชาวบ้านมาไง ท่านก็ ไม่สนใจอย่างไร นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนครับว่าเงินในกระเปิา ที่มันมีอยู่ที่มันเปึนเงินกู้ ต้องกู้ให้น้อยที่สุด ต้องกู้น้อยที่สุดเพื่ออะไร เพื่อเราจะต้อง ประหยัดดอกเบี้ยไม่ต้องไปจ่าย มิเช่นนั้นเราต้องจ่ายดอกเบี้ยบานเบอะ บอกว่ากู้เอามา ทําอะไรบอกไม่ได้ใช้หรอก ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องกู้น้อยที่สุด เพื่ออะไร เพื่อเราจะต้องประหยัดดอกเบี้ยไม่ต้องไปจ่าย มิเช่นนั้นเราต้อง จ่ายดอกเบี้ยบานเบอะ บอกว่ากู้มาทําอะไร บอกว่าไม่ได้ใช้หรอก ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้เอามาในกระเปิา เก็บเอาไว้เฉย ๆ เพื่ออุ่นใจ ว่าอุ่นใจเฉย ๆ ว่าท่านได้มีเงิน เกิดความเชื่อมั่น นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นท่านประธาน อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า นี่คือเรื่องราว ที่มันเกิดขึ้นในหลายเรื่องที่มันกําลังจะก่อตัวเพิ่มขึ้นในขณะนี้ วันนี้ต้องเรียนต่อท่านประธาน ครับว่า วันนี้รัฐบาลบริหารเงินงบประมาณที่มีอยู่ เอาแค่ผมยกตัวอย่างงบประมาณที่มีอยู่ ๑,๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับท่านประธาน ที่มีอยู่ แล้วก็หมุนเงินให้มันไปตาม ระยะเวลาของมัน จังหวะเวลาของมัน ไม่ให้มันกระชากให้มันหดตัวหรือไม่ให้จ่าย คือพูด ง่าย ๆ จ่ายให้มันทันท่วงจังหวะทํานองมันน่ะ
ในขณะนี้การจ่ายเม็ดเงินตามรายงานที่เขารายงานมาหายไปหดไป คือช้าไป นี่ร้อยละ ๕.๑ แต่ท่านไปเอาเงินจํานวนนี้เข้าไปกระตุ้น เอาไปกระตุ้น ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท คิดเปึน ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ถ้าเราเอา ๕.๑ ไปลบ ๖.๓ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วถ้าเราทํารอบระยะเวลาให้มันได้ เงินจํานวนนี้แทบไม่ต้องใช้เลยท่านประธาน เพราะว่ามันก็ไปกลบตรงที่ช้าไปนั่นเอง ต้องบอกว่าเราใช้งบจริง ๆ ถ้าพูดถึงทําไปแล้ว เหลือแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเองท่านประธาน ถ้าเราทําให้มันไม่ช้า เดินระยะเวลาของ เงินงบประมาณให้มันรวดเร็ว แต่ว่าเราเบิกจ่ายงบประมาณไปล่าช้า เพราะเหตุว่าอะไร ก็ตามแต่ มันทําให้เราเกิดความเสียหายอีก ๙๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ผมคิดเปึนวงเงิน ให้นะ เพราะฉะนั้นถ้าท่านยังไม่ได้คิดกันอย่างนี้ บอกได้เลยว่าท่านก็บริหารว่าไปเรื่อย ๆ ผมไม่แน่ใจว่าประเทศนี้จะกู้อีกเท่าไร เท่าที่ทราบก็คือป้หน้าจะกู้ ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน รวม ๒ ป้ ป้ ๒๕๕๒ กับป้ ๒๕๕๓ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ครับท่านประธาน น่ากลัวนะ ๆ ลูกหลานจะอยู่อย่างไร ดอกเบี้ยบานเบอะท่านประธาน นี่คือสิ่งที่เราจะต้อง แก้ไข
วันนี้สิ่งที่ท่านทําผิดพลาดอีกเรื่องหนึ่งที่มากมายมหาศาลก็คือ ท่านเอาเงิน จํานวนนี้ไปกระตุ้นพี่น้องประชาชน ข้าราชการนี่เอาละ เขาไม่ถูกปลด อย่างไรก็ไม่ถูกปลด คงไม่ถูกไล่ออกหรอก ยกเว้นว่าไม่มีเงินจ่ายจริง ๆ ก็คงต้องลดกําลังคนลง แต่ว่าลูกจ้าง ที่เขาอยู่ในภาคที่เรียกว่าอะไร ผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้างหรือใครก็ตามแต่ที่อยู่ในภาค ประกันสังคมน่ะ ที่อยู่ตามโรงงานต่าง ๆ ท่านเอาเงินไปให้ ๒,๐๐๐ บาท มันไม่เปึน หลักประกันว่าเขาจะไม่ตกงาน ๒,๐๐๐ บาท มันไม่เปึนหลักประกันของการไม่ตกงาน ๒,๐๐๐ บาท ไม่เปึนหลักประกันของการไม่มีงานทํา สงกรานต์นี้อาจจะล้มระเนระนาด ไปอีกเยอะแยะก็ได้ คนเหล่านั้นตกงานไปอีกเยอะแยะก็ได้ ๒,๐๐๐ บาท มันคุ้มหรือ ท่านประธาน สิ่งที่ควรจะทําอย่างยิ่ง ก็คือสร้างหลักประกันไม่ให้คนเหล่านี้ตกงาน ทําไม ไม่ทํา ทําไมไม่ทํา เพราะอะไร คิดไม่ออกหรือ คิดไม่ได้หรือ ผมคิดว่าผู้รู้ในประเทศไทย นี่นะครับ เยอะนะ ผมเองก็ไม่ได้เรียนต่างประเทศ ผมเรียนในประเทศไทย ท่านประธาน เรียนในประเทศไทยนะ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ท่านประธาน มันต้องสร้างหลักประกันให้เขา ไม่ตกงาน และข้อสําคัญ ก็คือต้องไปหาตลาด ถามว่าวันนี้ตลาดมันซบเซาจริงหรือเปล่า มันไม่ใช่หรอกครับ ทุกคนมันก็ต้องบริโภค วันนี้ต้องบอกว่าการแข่งขันมันสูง ตลาดมันหดตัว มันน้อยลง เพราะผู้บริโภคนี่มันบริโภคจํากัด แต่คนที่ขายได้เขาก็ขายได้ วันนี้ถ้าเราขายได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าโรงงานเราอยู่ได้ ถ้าวันนี้ประเทศไทยเราขายได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าประเทศเราอยู่ได้ หรือถ้าไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราขายในประเทศเราเปึน ผลิตภัณฑ์มวลรวมที่เราเคยทําอยู่ป้ ๒๕๕๑ และป้ ๒๕๕๒ หรือป้ ๒๕๕๓ ท่านประธาน เราทําให้ได้มันใกล้เคียงกับของเดิมสัก ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ได้ แต่วันนี้ที่มันหดตัว ก็คือคนหดตัว ๕๐–๖๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เลยมันหด แบบนั้นเลยโรงงานมันก็ไปไม่ได้ นี่คือสิ่งที่มันต้องแก้ไขท่านประธานครับว่ารัฐบาลมี แนวทางแก้ไขอย่างไร หรือไม่ อย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องตอบวันนี้ไม่ต้องมาบอกหรอกว่า งบประมาณนี้มันสัมฤทธิผล หรือไม่สัมฤทธิผลอย่างไรท่านเปึนหมอท่านวินิจฉัยมา แล้วฉีดยาไปมันจะสัมฤทธิผลหรือไม่สัมฤทธิผล เดี๋ยวยามันออกไม่ออกเดี๋ยวก็รู้ เมื่อว่ายานี้ มันยาจริงหรือยาเก๊ยาเทียมมันออกเองครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมเองนั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่จะใช้ งบประมาณตรงนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนครับว่าสิ่งที่รัฐควรทํานั้น ก็คือวิธีการ ที่จะหาวิธีปัองกันอย่างไรไม่ให้คนตกงานต้องหาวิธีนะ ท่านเปึนรัฐบาลแล้วคนตกงาน ผมอยากจะฟัอง ผมอยากจะเชิญชวนผู้ใช้แรงงาน เชิญชวนพี่น้องประชาชนด้วยไปฟัองเลย ฟัองให้หมด ฟัองว่ารัฐบาลบริหารประเทศมันล้มเหลว บริหารประเทศไม่ดี ดูสิจะไปสู้คดี จะสู้ไหวไหม พี่น้องประชาชนต้องใช้สิทธินะ
อันที่ ๒ คือแก้ไขปัญหาการตกงาน เมื่อสักครู่ปัองกันนะ ท่านจะปัองกัน อย่างไรสําหรับคนมีงาน แล้วคนที่เขาตกงานอยู่ไม่มีงานทําท่านต้องแก้ ลูกหลานที่จบมา ไม่ใช่บอกว่าให้ลูกหลานเรียนหนังสือ เรียนหนังสือ เรียนไปแล้วไม่มีงานทํา เรียนไปแล้ว ตกงานไม่มีงานทํา คําถามก็คือแล้วลูกหลานจะอยู่อย่างไร ครอบครัวเขาอยู่อย่างไร อยู่ไม่ได้นะ เพราะว่าการเรียนนั้นมันต้องใช้เงิน บางคนถึงขนาดไปกู้มาเรียนเพื่ออะไร เพื่อคิดว่าวันหนึ่งลูกหลานเมื่อจบแล้วจะได้มีงานทําจะได้พึ่งพาตัวเองได้ แล้วครอบครัว จะได้พึ่งได้ ปรากฏว่าอย่างไร เรียนมาแล้วปรากฏหนี้ก็บานเบอะ ปรากฏไม่มีงานทํา อีกต่างหาก ทําได้อย่างไร ท่านมีเปัาสิ วันนี้ใครบ้างที่ตกงานเกินกว่ากี่ป้เราต้องดูแลเขา เอาสักกี่ป้ เอาสักป้สองป้ไม่ควรเกินกว่า ๒ ป้ ควรจะหาให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสทํางาน ให้มีรายได้ให้เขาผ่อนคลาย การที่จะดูแลครอบครัวและดูแลตนเอง เสริมสร้างความรู้ ให้เขา การไปทํางานก็เปึนประสบการณ์ โดยลําพังการสอบอย่างเดียวบางคนอาจจะสอบ ไม่ได้ก็ได้ ผมเองโชคดีเรียนจบแล้วสอบติดเลยท่านประธานเปึนข้าราชการ คนเรา มันต่างกัน เพราะฉะนั้นเรียนต่อท่านประธานครับว่านั่นคือสิ่งที่เปึนอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคน จะสอบได้ยิ่งสมัยนี้ไม่แน่ใจเส้นเยอะหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจบางทีอย่าไปว่าลูกหลานเลย วิธีการอะไรนะท่านประธาน