กรณี จาติกวณิช อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจด้วยความกล้าหาญในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณและวินัยทางการคลัง และย้ำว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ในกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยขอให้พิจารณาเพิ่มวงเงินสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง และยังหารือเรื่องภาษีน้ำมัน โดยขอให้พิจารณาการยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างมาก
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ท่านวรวัจน์ ท่านฐิติมา ที่แสดงความคิดเห็นและก็ตั้ง คําถามเพิ่มเติมให้กับผม ก่อนอื่นนะครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับว่า การที่ผม อ้างถึงรัฐบาลที่ผ่านมาต่อความเปึนจริงในส่วนของสภาวะเศรษฐกิจ ณ เวลานั้นจนถึง เวลานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะโทษใคร ผมเพียงแต่เรียนตามข้อเท็จจริงนะครับว่าใครบริหาร ราชการอยู่ในช่วงนั้น แล้วก็ปัญหาเศรษฐกิจ ณ วันที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมารับภาระหน้าที่นั้น เปึนเช่นใด ซึ่งท่านบอกว่าเปึนข้อเท็จจริง ผมคิดว่าท่านประธานก็คงฟังผมนะครับ แล้วคงได้ยินผมชัดเจนนะครับว่าไม่ได้เปึนการกล่าวโทษใคร อย่างไรก็แล้วแต่ ผมก็ขออนุญาต ขอโอกาสเพื่อนสมาชิกที่อยู่ฝ์ายค้านด้วยนะครับ ในเมื่อเรามารวมกัน ในที่นี้หวังผลที่จะอภิปรายด้วยความสร้างสรรค์ ผมก็รับฟังข้อเสนอแนะของท่านนําไปใช้ เปึนประโยชน์ เช่นเดียวกันนะครับ การอภิปรายในเรื่องที่ไม่เปึนความจริงต่อรัฐบาลของ พรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ผมคิดว่าก็ไม่เปึนสิ่งที่ควรเช่นเดียวกันนะครับ การอ้างถึง รัฐบาลประชาธิปัตย์ว่าเปึนผู้กู้ ไอเอ็มเอฟ ซ้ําแล้วซ้ําเล่า ผมคิดว่า ณ วันนี้ท่านน่าจะทราบ แล้วนะครับว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลไหนเปึนผู้ออกไปกู้ยืมเงินจาก ไอเอ็มเอฟ มันไม่ใช่รัฐบาล ประชาธิปัตย์ครับ หรือถ้าท่านไม่ทราบผมก็ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่ง การป่ดสถาบันการเงิน ทั้งหมด การออกไปเซ็นสัญญากู้ยืมจาก ไอเอ็มเอฟ เกิดขึ้นโดยรัฐบาลก่อนผมครับ เดี๋ยวความจริงเพื่อนสมาชิก ท่านพิเชษฐ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม อยู่ในยุคนั้นสมัยนั้น น่าจะเล่า ให้ท่านฟังได้ในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านยังมีความข้องใจในประเด็นนี้ รัฐบาล ประชาธิปัตย์ในช่วงนั้นเข้ามาเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจ เราเองนี่นะครับ รัฐบาลชุดนั้นไม่ได้กู้ยืมเต็มวงเงินที่ ไอเอ็มเอฟ ให้กับทางรัฐบาล ก่อนหน้าที่เราเข้ามารับผิดชอบด้วยซ้ําไป และก็ริเริ่มในการคืนหนี้ก่อนที่จะหมดสมัย ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ณ ช่วงนั้น นั่นคือข้อเท็จจริง เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อสักครู่ ผมยกตัวอย่างในเรื่องของการกู้ยืมเงินในส่วนของรถไฟฟัา ผมก็ได้เรียนไปแล้วนะครับ มันไม่มีประโยชน์อันใดที่ท่านจะมาบอกว่าไปกู้จากญี่ปุ์นอีกแล้ว ไปทําโน่นทํานี่อีกแล้ว ในเมื่อข้อเท็จจริงก็คือกระบวนการนี้ได้มีการริเริ่มโดยรัฐบาลสมัยที่พรรคไทยรักไทย บริหารราชการอยู่ ตั้งแต่สมัยเดือนสิงหาคมป้ ๒๕๔๙ ดังนั้นการอภิปรายในลักษณะนี้ ผมคิดว่าเรียนตามตรงด้วยความเคารพนะครับ ไม่สร้างสรรค์แล้วก็ไม่เปึนประโยชน์ แต่อย่างใด
ในส่วนของเรื่องกฎหมายนะครับ ขออนุญาตกระโดดไปในเรื่องนั้นก่อน นะครับ ผมจะต้องขออนุญาตตอบคําถามต่อเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ท่านว่า จริงอยู่นะครับ รายได้อาจจะต่ํากว่าเปัาที่ได้กําหนดไว้ ท่านถามว่าวินัยมีเช่นใด ผมขอเริ่มต้น ในการอธิบายด้วยการพูดถึงตรรกะก่อน คืออย่างนี้ครับ ณ วันนี้เรามีงบขาดดุล คืองบป้ ๒๕๕๒ หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ประเทศเราประสบปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าท่าน กําลังจะบอกผมว่า เมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจทําให้รายได้ของรัฐบาลต่ํากว่าเปัา รัฐบาลต้อง ไม่ดําเนินการใด ๆ ในการที่จะกู้ยืมเงินเพิ่มเติม ถึงแม้ว่าเรากู้ได้ เพื่ออุ้มชูเศรษฐกิจ ผมรับตรรกะนี้ไม่ได้ครับ ผมรับตรรกะนี้ไม่ได้จริง ๆ ผมคิดว่าจังหวะเวลาที่เราต้อง ดําเนินการในส่วนของรัฐบาลด้วยความกล้าหาญนี่ ก็คือจังหวะที่ประเทศชาติกําลัง มีปัญหา ไม่ใช่ว่าพอมีปัญหารายได้น้อย ทุนของเราที่เราสะสมไว้มันมีไว้เพื่อรองรับ การแก้ปัญหาในช่วงที่เรามีปัญหา ในช่วงวิกฤติ ซึ่งก็คือช่วงนี้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้อง ตัดสินใจด้วยความกล้าหาญในการที่จะเสนองบประมาณเพื่อไปแก้ปัญหาของพี่น้อง ประชาชนในครั้งนี้นะครับและ
นอกจากนั้นก็อยากจะเรียนท่านเพิ่มเติมนะครับ ในเรื่องของวินัยทางการคลัง นี่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่มันมีกรอบกฎหมายที่จํากัดการกระทําของทางรัฐบาลและของทาง รัฐสภาอยู่แล้วว่าเราจะกู้ยืมเงินได้เท่าไร ท่านฐิติมา ขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้งนะครับ ก็ได้อ่านให้เราฟังแล้วนะครับ มาตรา ๒๑ เมื่อสักครู่ผมก็ได้ทวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งว่า ทุกอย่างที่เราปฏิบัตินั้นก็อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่กําหนดไว้ให้กับเรา นอกจากนั้น นะครับก็ยังมีความตั้งใจของหลาย ๆ รัฐบาลที่ผ่านมาว่าหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น เราจะพยายามไม่ให้เพิ่มขึ้นกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวม ก็คือ จีดีพี หลังจากที่ทางรัฐสภาซึ่งผมหวังว่าจะอนุมัติในส่วนของงบประมาณกลางป้ชุดนี้ ก็จะทําให้ หนี้สาธารณะของเราปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นยังอยู่ ในกรอบของวินัยทางการคลังที่ท่านได้อ้างถึงนะครับ
ในส่วนของคําถามว่าแล้วเงินจะมาจากไหน ผมก็จะขออนุญาตเรียนว่า เงินมาจากการกู้ครับ อันนี้มันชัดเจนอยู่แล้ว มันเปึนงบขาดดุลตั้งแต่ป้ ๒๕๕๒ ดังนั้น เมื่อรายได้ต่ํากว่าที่คาดการณ์ไว้ ถามว่ารัฐบาลจะสนับสนุนกิจกรรมหรือมาตรการต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติที่กําหนดเอาไว้แล้วอย่างไร ก็ต้องกู้ยืมนะครับ แต่ในส่วนของ เงินชดใช้เงินคงคลังนี่เปึนส่วนพิเศษ เปึนส่วนที่กฤษฎีกามีการตีความในกฎหมายว่า จะต้องมีแหล่งที่มาของรายได้ที่ไม่ใช่เปึนเงินกู้ นั่นก็คือสาเหตุที่ในส่วนของ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท เราได้กําหนดไว้ชัดเจนว่ารายได้จะมาจากเงินภาษีส่วนอื่น ๆ อีก ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท กฎหมายเป่ดช่องครับ เราสามารถที่จะกู้ยืมได้และนั่นก็คือวิธีการที่เราดําเนินการมา อย่างเป่ดเผยมาตั้งแต่แรก ภายในกรอบวินัยทางการคลังที่ผมได้เรียนไว้เมื่อสักครู่
สุดท้ายนะครับ ท่านได้พูดถึงเรื่องของการช่วยเหลือภาคส่งออก การท่องเที่ยว แล้วท่านได้พูดถึงเรื่องผลกระทบของการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ํามัน ผมก็จะขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับว่า ผมเรียนไว้แต่รอบแรกว่ามาตรการภายในกรอบ ของงบประมาณกลางป้นั้นก็เปึนส่วนหนึ่งของนโยบายโดยรวมของรัฐบาล
ในส่วนของเรื่องของการส่งออกและเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นผมขอ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยนะครับเมื่อเช้านี้ที่ผมอ้างถึงการประชุม ครม. เศรษฐกิจ ก็ได้มี การอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้กับองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่ ก็คือธนาคารเพื่อการส่งออก และบรรษัทเพื่อค้ําประกันสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม ได้มีวงเงินเพิ่มเติม ในการที่จะค้ําประกันความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งเปึนผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง และเราก็ได้ฝากไว้ด้วยว่าช่วยกรุณาพิจารณาที่จะจัดสรรสินเชื่อหรือการค้ําประกันสินเชื่อ ในวงเงินที่เหมาะสมให้กับภาคส่งออก ซึ่งเราถือว่าเปึนภาคที่กําลังเดือดร้อนนะครับ แล้วก็ต้องการการเข้าถึงแหล่งเงินอย่างเร่งด่วน ดังนั้นมาตรการนี้ในส่วนของ ๒ สถาบันนี้ ก็จะทําให้มีวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมในระบบ เราคาดการณ์ไว้อย่างน้อยประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เปึนมูลค่าที่มีความหมายต่อการต่อชีวิตให้กับผู้ประกอบการ นํามาซึ่งการรักษาระดับการว่าจ้าง ตามที่พวกเราทุกคนคาดหวังว่าจะเห็น
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของภาษีน้ํามันนะครับ ผมก็ได้มีโอกาสชี้แจง ในสภาไปแล้วครั้งหนึ่ง ผมจะไม่ใช้เวลามาก ไม่มีกรณีไหนละครับที่ทางรัฐบาล พึงปรารถนาที่จะเพิ่มภาษีนะครับ แต่ในกรณีของน้ํามันนี่ ผมก็ต้องเรียนตามข้อเท็จจริงว่า มันถึงช่วงเวลาที่จะต้องพิจารณาทบทวนมาตรการ ๖ เดือนอยู่พอดีนะครับ ว่าเราควรที่จะ ยกเว้นภาษีสรรพสามิตต่อไปหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนะครับ ก็คือราคาน้ํามัน ในตลาดโลกนี่ปรับลดลงมาค่อนข้างมากจาก ๑๔๐ เหรียญต่อบาร์เรล ลงมาเหลือ ประมาณ ๔๐ เหรียญ เพราะฉะนั้นความเหมาะสมหรือความจําเปึนที่จะต้องลดภาษี สรรพสามิตในส่วนของน้ํามันเราคิดว่าไม่มีแล้ว นอกเหนือจากนั้นเราก็ยืนยันนะครับว่า เรามีวาระเพิ่มเติมก็คือ เราต้องการที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนนะครับ ประเทศไทยเปึนประเทศที่ได้เปรียบประเทศอื่น ๆ ในการที่เรามีเกษตรกรที่สามารถ ที่จะปลูกวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล (Ethanal) ได้ก็คือมันสําปะหลัง คืออ้อย ก็คือฐานคะแนนเสียงของพวกเราหลาย ๆ คนในที่นี่ครับ ดังนั้นแนววิธีที่จะยกระดับรายได้ ของพี่น้องเกษตรกรกลุ่มนี้ ซึ่งท่านก็ทราบดีว่ากลุ่มพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกมันสําปะหลังนั้น เปึนกลุ่มที่ยากจนที่สุดอยู่แล้ว ก็คือการยกระดับราคาผลผลิตของเขาอย่างถาวร วิธีที่ยกระดับราคาสินค้าของเขาอย่างถาวรก็คือ การสร้างอุตสาหกรรมเอทานอลให้ เกิดขึ้นได้จริง เอทานอลไม่มีทางเกิดครับตราบใดที่ราคาน้ํามันต่ํากว่าราคาทุนของเอทานอล ดังนั้นแนววิธีที่จะส่งเสริมให้มีการลงทุนนําไปซึ่งระดับราคาพืชผลของเกษตรกรในราคา ที่สูงขึ้น นี่ก็คือการที่ค่อย ๆ ยกระดับราคาน้ํามันขึ้นมาในระดับที่ทําให้อุตสาหกรรม พลังงานทดแทนนั้นเกิดได้นะครับคุ้มค่าต่อการลงทุน และนั่นคือหนึ่งในส่วนของนโยบาย ของทางรัฐบาล เปรียบเทียบกับราคาที่ส่งผลต่อพี่น้องที่เปึนผู้บริโภคน้ํามัน ผมก็ต้องขอเรียน ว่าถึงแม้มีการปรับภาษีน้ํามันขึ้นมาแล้วก็ตาม ราคาน้ํามันค้าปลีกก็ยังอยู่ในระดับ เพียงแค่ประมาณครึ่งเดียวนะครับ ถ้าเปรียบเทียบราคาน้ํามันดีเซล เทียบกับราคา ณ วันที่ ประกาศ ๖ มาตรการ ๖ เดือนแต่แรก ดังนั้นพี่น้องประชาชนก็มีความเคยชินในระดับหนึ่ง กับราคาที่สูงกว่านี้เยอะ ถามว่าราคาต่ํากว่านี้ได้ไหมถ้าเราลดภาษี ตอบตามจริงครับ ได้ แต่หน้าที่ของรัฐบาลก็คือการตัดสินใจว่าทรัพยากรที่มีจํากัดนั้นเราจะแบ่งให้กับใคร ในกรณีนี้เราเลือกที่จะแบ่งให้กับพี่น้องเกษตรกรที่มีความยากจนครับ ขอบคุณครับ