พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล หารือเรื่องปัญหาสังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ขาดไร้ผู้อุปการะหรือผู้ที่อุปการะเลี้ยงดู และเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยโครงการสร้างหลักประกัน สร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ และเสนอแนวคิดเร่งดำเนินการให้ครอบคลุมผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ และการปรับปรุงการกระจายเงินให้กับผู้ที่ต้องการอย่างเท่าเทียมกัน
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ ผมเกรงใจเรื่องเวลา พยายาม ใช้เวลาให้น้อยที่สุด แต่คิดว่าเรื่องนี้มีความจําเปึนจะต้องให้ความชัดเจน จึงขออนุญาต เล่าการพัฒนาการของเรื่องเบี้ยยังชีพคนชรามาตามลําดับนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อปลายป้ ๒๕๓๕ ผมไปเปึนเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี และในป้ดังกล่าวนั้นก็เปึนวิปรัฐบาลด้วย ผมได้รับบัญชาจาก นายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ ท่านชวน หลีกภัย ให้ศึกษาเรื่องผู้สูงอายุ แล้วก็หาเรื่องช่วย ผู้สูงอายุทั้งหมดให้เปึนระบบสักทีหนึ่ง ผมเลยเชิญรองอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ ๒ ท่านมาพบผม กรมประชาสงเคราะห์ขณะนั้นยังอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ขอทราบเรื่อง ผู้สูงอายุในประเทศไทยทั้งหมดมีอยู่สักเท่าไร และปัญหาคืออะไร ได้รับคําชี้แจงว่า ณ ขณะนั้นประชากรยังแค่ ๕๐ กว่าล้านคน ก็มีตัวเลขว่าผู้สูงอายุคือผู้อายุเลย ๖๐ ป้ ขึ้นไปแล้ว ทั่วประเทศขณะนี้ประมาณร้อยละ ๑๐ ของประชากร ร้อยละ ๑๐ ของ ประชากรก็จะมีผู้สูงอายุเลย ๖๐ ป้ สักประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ใน ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านคนดังกล่าวนี้กรมประชาสงเคราะห์ขึ้นทะเบียนเพียงแค่ ๘๐,๐๐๐ คน เท่านั้นครับ แล้วก็ช่วยเดือนละ ๒๐๐ บาท มีขึ้นทะเบียนอยู่เพียงแค่ ๘๐,๐๐๐ คน ปัญหา ในเรื่องการช่วยเดือนละ ๒๐๐ บาท เปึนปัญหาทั้งผู้สูงอายุที่จะต้องมารับเงิน และแก่ เจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ผู้จะต้องเอาเงินไปให้ผู้สูงอายุที่อยู่ตามหมู่บ้าน ตําบลที่ ไกล ๆ ต่าง ๆ ก็ไม่มีความขยันในการที่จะเจาะลึกขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุ เปึนปัญหามา ตลอดผมเลยขอให้รองอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ซึ่งเปึนสุภาพสตรีขณะนั้น ๒ ท่านว่า ขอมอบภารกิจแก่กรมประชาสงเคราะห์เลย ให้กรมประชาสงเคราะห์จังหวัดทุกจังหวัดไป เจาะลึกเอาผู้สูงอายุตามหมู่บ้าน ตามตําบลต่าง ๆ มาขึ้นทะเบียนให้ท่านได้มากที่สุดครับ มีรายงานต่อมาว่าผู้สูงอายุประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนดังกล่าวนี้ แบ่งออกเปึนประมาณ ๕ ประเภทครับ
ประเภทแรก คือผู้สูงอายุเลย ๖๐ ป้ ที่อยู่ในระบบบําเหน็จ บํานาญ คนเหล่านี้มีเงินบํานาญกิน
ประเภทที่สอง คือผู้สูงอายุที่อยู่ในระบบประกันสังคม คนเหล่านี้ มีสวัสดิการสังคมยังชีพอยู่
ประเภทที่สาม คือผู้สูงอายุที่มีฐานะดี ร่ํารวย มีที่ดิน มีทรัพย์สินมากมาย
ประเภทที่สี่ คือผู้สูงอายุที่มีลูกหลานที่มีฐานะดีเปึนผู้อุปการะเลี้ยงดู บุตรหลานร่ํารวยดูแลผู้สูงอายุอย่างดี
เหลือประเภทที่ห้ากับประเภทที่หก ๒ อย่างครับ คือผู้สูงอายุที่ขาดไร้ ผู้อุปการะ กับผู้สูงอายุที่ผู้อุปการะยากจน เปึนปัญหาสังคมอยู่ ผมเลยขอให้เจาะลึก ๒ กลุ่มนี้ขึ้นทะเบียนให้มากที่สุด ปรากฏว่าในช่วงป้ ๒๕๓๖-๒๕๓๗ เราก็จัดตั้งกระทรวง แรงงาน การตั้งกระทรวงแรงงานก็โยกกรมประชาสงเคราะห์ออกจากกระทรวงมหาดไทย ไปเพิ่มที่กระทรวงแรงงาน ตั้งชื่อกระทรวงแรงงานว่า กระทรวงแรงงานและสวัสดิการ สังคม คําว่า และสวัสดิการสังคม คือส่วนของกรมประชาสงเคราะห์ที่ไปรวมอยู่ด้วย แล้วให้เดินหน้าต่อไป ก็บังเอิญว่าผมพ้นมา แล้วต่อมาก็มีโอกาสไปเปึนรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลังอีกครั้งหนึ่ง ก็หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่ง จากการ ที่หยิบยกเรื่องนี้มาดูอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าตัวเลขผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก การแพทย์ดีขึ้น การรักษาดีขึ้น ผู้สูงอายุสุขภาพดีขึ้น จํานวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเปึนประมาณ ๑๑-๑๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้าวันนี้เรามีประชากรอยู่สักประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ เศษ ๆ เราก็จะมี ผู้สูงอายุทั้งประเทศใน ๕–๖ ประเภทที่ผมเล่านี่ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ใน ๗,๐๐๐,๐๐๐ คนดังกล่าวท่านประธานครับ เราติดตามความคืบหน้าต่อมาว่าเมื่อผม มาเปึนรัฐมนตรีก็ขอว่าจากเดือนละ ๒๐๐ บาท ไปเพิ่มเปึน ๓๐๐ บาท แล้วก็จากภาระ ที่ต้องไปรับทุกเดือนให้ไปทีเดียว ๖ เดือนล่วงหน้าเลย คนละ ๑,๘๐๐ บาท ป้ละ ๒ ครั้ง เพื่อตัดภาระในการออกมารับและออกมาส่ง กระผมทําอยู่จนกระทั่งสุดท้ายกระผมทําได้ ๕๐๐,๐๐๐ คน โดยเงินสุดท้ายก็เอาเงินกู้จากมิยาซาวาบางส่วนกับอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงขณะนั้นให้เต็มที่ หลังจากป้ ๒๕๔๐ มาก็มีการตั้งกระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมนี้จากกระทรวงแรงงานในส่วนที่เปึน สวัสดิการสังคม ก็ไปอยู่ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กลายเปึน กรมสวัสดิการแรงงาน ณ ขณะนี้ จนตัวเลขสูตรปัจจุบันนี้สิ่งที่เรากําลังจะเล่าต่อไป คือเรา มีผู้สูงอายุทั้ง ๖ ประเภทตามที่ผมว่านี้ ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ดังกล่าวไม่ใช่ลําบากทุกคนครับ ปรากฏว่าผู้สูงอายุที่มีฐานะดีตัวเลขร่วมล้านคนครับ เรา จะเห็นว่าผู้สูงอายุที่มีที่ดิน มีเงินทองอะไรเยอะแยะ กับผู้สูงอายุที่มีลูกหลานฐานะดีเลี้ยง ดูก็อีกร่วมล้านคน เหลือตัวเลขประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ปรากฏว่าอยู่ในระบบบําเหน็จ บํานาญเสีย ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็อยู่ในระบบประกันสังคมอีกประมาณสัก ๔-๕ แสน คน รวม ๆ แล้วก็ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน มันจะมี ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนขณะนี้ที่เปึน ปัญหาที่เราจะต้องดูแลต่อไป เพราะฉะนั้นในผู้สูงอายุกลุ่มแรก เราก็ตั้งหลักเกณฑ์ว่าต้อง เปึนผู้สูงอายุที่ขาดไร้ผู้อุปการะ หรือผู้ที่อุปการะเลี้ยงดู วันนี้มีตัวเลขอยู่ทั้งหมด ๕๑๐,๐๐๐ กว่าคน ตั้งงบประมาณให้ทุกป้ คนเหล่านี้จะหลักเกณฑ์พิเศษและจะได้ ตลอดไปทุกเดือน ๆ ต่อไปในวันข้างหน้า ต่างกับโครงการที่เรากําลังจะพูดขณะนี้ โครงการที่พูดขณะนี้เปึนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยโครงการสร้างหลักประกัน สร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ โดยจะให้ผู้สูงอายุเพิ่มอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเพิ่มอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าคนละ ๕๐๐ บาทเปึนเวลา ๖ เดือนก็เท่ากับว่า ถ้าป้หนึ่ง ๕๐๐ บาท ป้หนึ่ง ๑๒,๐๐๐ บาท ๖ เดือน ก็ ๖,๐๐๐ บาทต่อคน ถ้า ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ตัวเลขมันก็ ออกมา ๙,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ปรากฏอยู่ที่เรากําลังจะพิจารณาขณะนี้ เรียนว่ากลุ่มนี้ กับกลุ่มที่ผมพูดถึงทีแรก ๕๑๐,๐๐๐ คน คนละกลุ่มไม่เหมือนกัน กลุ่มโน้นจะได้ตลอดไป โดยหลักเกณฑ์ว่าต้องจน ต้องยากจน หรือผู้อุปการะยากจน แต่กลุ่มนี้ก็คือคนสูงอายุที่ มีอายุ ๖๐ ป้ขึ้นไปในกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นใหม่ครับ กฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นใหม่ ณ ขณะนี้ก็คือว่า กรรมาธิการหลายท่านก็ได้แสดงความคิดเห็นให้ไปปรับปรุง ก็คือ
๑. มีอายุ ๖๐ ป้บริบูรณ์ ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ และมีสัญชาติไทย เริ่มจากวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ต้องครบ ๖๐ ป้
๒. มีชื่อและทะเบียนบ้านอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ
๓. ไม่ได้รับเงินสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ คือ ต้องไม่มีเงินบํานาญหรือเงินจากทางภาครัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อาทิเช่น เงินบํานาญ ผู้ที่ได้รับเบี้ยยังชีพอยู่ก่อนแล้ว เปึนต้น เดิมใช้คําว่า เงินบําเหน็จ บํานาญ ครับ แต่กรรมาธิการหลายท่านผมจําได้ เช่น คุณชวลิต ใครต่อใครบอกว่าไม่ควรมีคําว่า บําเหน็จ บางคนรับบําเหน็จไปครั้งเดียวมาแล้วก็เดี๋ยวนี้ยากจนลําบากนี้ ต้องตัดบําเหน็จ ออก ก็กราบเรียนว่าขณะนี้ได้มีการแก้ระเบียบว่า ไม่เคยรับ ไม่อยู่ในระบบ ไม่รับ เงินบํานาญ แต่ส่วนคนที่เคยรับบําเหน็จมาครั้งหนึ่งวันนี้ก็ยังมีสิทธิที่จะรับอยู่ โครงการ เหล่านี้จะเปึนภาระงบประมาณ ถ้า ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนดังกล่าวนี้ ป้หนึ่งถ้า ๑๒,๐๐๐ บาท มันก็จะเปึนภาระงบประมาณถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบสังคมต่อผู้สูงอายุ ณ ขณะนี้มาตรการนี้ ๖ เดือน หลังจาก ๖ เดือนแล้ว ต่อไปกําลังงบประมาณจะมีแค่ไหนจะสามารถช่วยได้อย่างไร มันจะอยู่ในโครงสร้าง ในกรอบงบประมาณป้ ๒๕๕๓ ที่กําลังทําและป้ ๒๕๕๔ ป้ต่อ ๆ ไป บัดนี้ก็ได้มีการ วางกรอบระเบียบทั้งหมดแล้ว นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียน ครอบคลุมทั้งหมดนะครับ ถ้าใน ๖,๕๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเราหักที่ทําไว้ตั้งแต่เดิม ๕๑๐,๐๐๐ คน ที่จะต้องได้รับประจํา และในขณะเดียวกันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. อบจ. เทศบาลทั้งหลายก็ไปทําของตนเองอยู่ส่วนหนึ่ง อาจจะให้ ๒๐๐ ๓๐๐ ๕๐๐ ๗๐๐ แล้วแต่ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนนั้นไม่ค่อยมีคุณภาพครับ เพราะแทนที่จะเปึนเปัาหมาย คนยากจนหรือคนลําบาก คนขาดไร้ผู้อุปการะ มักจะเข้าไปยังผู้มีลูกหลายเยอะ ๆ คนที่มี คะแนนเสียงเยอะ ๆ แต่คนแก่ที่อยู่โดดเดี่ยวตัวคนเดียวไม่ค่อยจะได้สักเท่าไรหรอกครับ ตรงนี้ก็ต้องปรับปรุง แต่ตรงนี้มีอยู่ประมาณล้านกว่าคน ถ้าเพิ่มตรงนี้ไปอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ใน ๖ เดือนนี้ก็จะครอบคลุมทั้งหมด แต่เราก็หวังว่าคนจํานวนหนึ่ง เช่นว่า ท่านดอกเตอร์ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี วันนี้ ๖๕ แล้ว ผมไม่เชื่อว่าท่านจะขึ้นทะเบียนหรอกครับ หรือลูกชาย ท่านดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อย่างนี้ก็คงจะไม่ขึ้นทะเบียน ผมคิดว่าคนเหล่านี้มีถึง ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับจะครอบคลุมทั้งหมด ถ้าขาดเหลือตรงไหนในเงินสํารองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินและจําเปึน น่าจะมีการสํารองไว้ส่วนหนึ่งตรงนี้ครับ
ส่วนเรื่องการศึกษาก็มาตรการเดียวกันกับเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เราจะพิจารณาในมาตราต่อไป เรื่อง อสม. ก็ขอความกรุณาให้กรรมาธิการนคร (นายนคร มาฉิม) ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงเปึนผู้ชี้แจงสั้น ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ