สุรพงษ โตวิจักษณชัยกุล หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) โดยชี้ว่าการจัดสรรแบบไม่ทั่วถึงจะสร้างความแตกแยกในสังคมและครอบครัว และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณาพระราชบัญญัติผู้สูงอายุเพื่อให้ทันกำหนดการจ่ายเงินเดือนเมษายน รวมถึงเสนอให้ใช้เงินงบกลางเพื่อขยายสิทธิให้ผู้สูงอายุครอบคลุมมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๒ นี้ ผมได้สงวนคําแปรญัตติ เพื่อขอปรับลด เพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่จริงแล้วผมอยากจะปรับเพิ่มนะครับ แต่ในเมื่อจําเปึนต้องปรับลด จะลดให้น้อยที่สุด ผมไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้นะครับ สําหรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กับ อสม. เพราะผมมองว่าการจัดงบประมาณเพิ่มเติมลักษณะนี้ ผมเชื่อมั่นเลยว่า สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมแน่นอน ความสมานสามัคคีในหมู่บ้าน ในชุมชน จะเกิดความแตกต่างกันอย่างปฏิเสธและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าวันนี้ อสม. ได้รับเบี้ย ช่วยในการดําเนินงาน แต่ อปพร. ตํารวจชุมชน กลุ่มแม่บ้านที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน ในแต่ละหมู่บ้าน ในแต่ละชุมชน ไม่ได้รับในสิ่งเหล่านี้ แน่นอนครับท่านประธาน ผมได้ ออกไปพบปะพี่น้องประชาชน เขาไม่สบายใจกัน เขาก็มองว่าถ้าเปึนไปได้อย่าให้ดีกว่า ให้แล้วสร้างความแตกแยก ที่สําคัญที่สุดท่านประธาน ผู้สูงอายุ ในรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา มีตัวเลขในการจัดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน แล้ววันนี้รัฐบาลจะจัด เพิ่มอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ผู้สูงอายุในประเทศไทยมี ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน เอาง่าย ๆ ว่าอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนที่เหลือที่มีเบี้ยบํานาญ มีบําเหน็จ บํานาญ มีเงินสวัสดิการก็จะ ไม่ได้รับ หรือคนที่มีความร่ํารวยหรือมีฐานะที่ดีก็จะไม่ได้รับประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน วันนี้ละครับมันเกิดความแตกแยกเพราะว่าคนชราไม่ว่าจะมั่งมีศรีสุขอย่างไรก็แล้วแต่ เงิน ไม่เข้าใครออกใครครับ ใครก็อยากได้ทั้งนั้น ยิ่งแก่ตัวมาเปึนผู้สูงอายุ เงินมีความจําเปึนที่ จะต้องใช้จับจ่าย อาจจะมีคนรวยบางคนที่ไม่ยอมรับเบี้ยยังชีพ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ ต้องการสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะเขาเกษียณอายุไปนาน ค่าใช้จ่ายในการที่ได้รับบําเหน็จ บํานาญมาก็ไม่พอใช้จ่ายในชีวิตประจําวันอยู่แล้ว ๕๐๐ บาทก็มีคุณค่าสําหรับเขา แต่การ ที่รัฐบาลจัดไม่ทั่วถึง มันกําลังก่อให้เกิดความแตกแยกในครัวเรือน วันก่อนผมไม่ได้ ยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เข้าใจ ในสังคมนั้นแตกแยกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในครัวเรือน คืออย่างนี้ครับ ผู้สูงอายุอย่างท่านประธานกับผมเริ่มเข้าข่ายจะเปึนผู้สูงอายุอยู่แล้ว เกือบจะ ๖๐ ป้ เราเริ่มนอนน้อย เราจะตื่นกลางค่ํากลางคืน พอตื่นขึ้นมาไม่มีอะไรทําก็เริ่ม คิดมาก เห็นคนนั้นได้อันนี้ คนนี้ได้อันนั้นก็เกิดความน้อยเนื้อต่ําใจว่าทําไมตัวเองไม่ได้ ตื่นเช้ามาหงุดหงิดครับ ก็จะเรียกลูกหลานเข้ามาต่อว่าอย่างไร้เหตุผลแล้วครับ คิดอย่างไร ได้เปึนคนสูงอายุก็ด่าว่าไป ลูกหลานก็ไม่สบายใจ ถามว่าความแตกแยกเริ่มเกิดขึ้น ในครัวเรือนหรือไม่ ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลอยากจะทําให้ครอบคลุม ให้เสมอภาคกัน จัดมัน ให้ครบเลยครับ เพราะว่าผมคิดดูแล้วถ้าวันนี้จัด ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ยังค้างอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านคน ผู้สูงอายุที่มีอายุ ๖๐ ป้ขึ้นไป ก็จะใช้เงินประมาณอีก ๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่อาจจะมีผู้สูงอายุบางคนครับ ที่ไม่อยากจะรับเงินในส่วนนี้ ผมก็กะด้วยตัวเลขคร่าว ๆ มันก็จะใช้ประมาณสัก ๔,๐๐๐ ล้านบาทเห็นจะได้ เราก็เอาเงินในมาตรา ๓ เงินงบกลางที่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ใช้ฉุกเฉินเอามาจ่ายให้ผู้สูงอายุ ให้มันได้ทั่วถึงท่านประธาน แต่ที่ ผมเปึนห่วงรัฐบาลชุดนี้มากที่สุดคือพระราชบัญญัติผู้สูงอายุท่านประธาน เมื่ออาทิตย์ที่ แล้วเราได้พิจารณาพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ฝ์ายค้านได้เตือนรัฐบาลว่า พระราชบัญญัติ ฉบับนี้เปึนพระราชบัญญัติการเงิน ในที่สุดประธานสภานั่นแหละครับ ก็ได้ชี้แจงต่อ ที่ประชุมว่าจะทําตามที่ฝ์ายค้านเสนอ คือนําไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง วันนี้เปึนอย่างไรครับ ผมอยากจะทวงถามท่านประธาน เพราะพระราชบัญญัติผู้สูงอายุนั้นยังไม่ได้รับ การรับรอง คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นไว้ก็ยังไม่ได้พิจารณา แล้วกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะ กําหนดให้ผู้สูงอายุสามารถรับเบี้ยยังชีพได้เขียนไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วสิ่งที่สําคัญที่สุดวันนี้ผู้สูงอายุหวังว่าจะได้เงินในเดือนเมษายนอย่างที่รัฐบาลได้พูดไป ถามครับว่ามันจะทันหรือไม่ ว่าเงินจํานวนนี้ผู้สูงอายุเขารอคอยครับ เดือนเมษายนก็อีก ไม่กี่เดือน เดือนนี้เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน มันจะทันหรือไม่ครับ ผมอยากจะ ฝากเรื่องนี้ให้รัฐบาลเพื่อไม่ให้เสียชื่อรัฐบาลนะครับ ผู้สูงอายุต่างตั้งตารอคอยอยากจะให้ ไปให้ถึงโดยทั่วถึงกัน และฝากไว้อีกประเด็นหนึ่งคือ งบ อสม. อสม. ผมเปึนห่วงอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่ฟังจากเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป ในแต่ละหมู่บ้านที่ไปลงทะเบียนกัน บางหมู่บ้านมี อสม. ถึง ๑๐ คน บางหมู่บ้านอาจจะมี ๕ คน ถามว่าตัวเลข ๘๓๓,๓๓๔ คน ที่เปึน อสม. และลงทะเบียนไว้กับกระทรวงสาธารณสุขตัวเลขนี้เปึนจริงมากน้อยแค่ไหน ทั่วถึงหรือไม่ ถ้าไม่ทั่วถึงนะครับเกิดปัญหาอีก เพราะจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น อยากจะฝากรัฐบาลไปยังท่านคณะกรรมาธิการตรวจสอบตัวเลขนี้อีกครั้งหนึ่งได้ไหมครับ ให้กระทรวงสาธารณสุขยืนยันมาว่ามีการลงทะเบียนด้วยตัวเลขอย่างนี้จริง และไปได้ ทั่วถึง ให้ อสม. ทุกคนได้รับเบี้ยดําเนินการ ๖๐๐ บาทต่อเดือน อย่าไปขี้เหนียวเลยครับ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ถ้าผมเปึนรัฐบาลต่อไปผมก็จะหาเงินมาทําโครงการเหล่านี้ต่อให้ เพราะท่านได้สร้างปัญหาขึ้นไว้ ผมจะสางปัญหาต่อให้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน