ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2552 และอธิบายว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของพระราชบัญญัติผู้สูงอายุเดิม แต่ยังเสนอให้วินิจฉัยข้อบังคับการประชุมสภาเพื่อแก้ไขปัญหาการตีความกฎหมาย และเสนอให้มีสัดส่วนกรรมาธิการตามสัดส่วนของพรรคการเมือง
๕ ฉบับ ท่านประธาน ขออนุญาต กราบเรียนว่าท่านต้องกลับไปดูครับว่าร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๕ ฉบับนั้นได้มีการเสนอ โดยเปลี่ยนแปลงสาระสําคัญจากพระราชบัญญัติผู้สูงอายุเมื่อป้ ๒๕๔๖ อย่างไร ถ้าท่านประธานไปดูทั้ง ๕ ฉบับ จะเห็นได้เลยครับว่าในร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๕ ฉบับ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสําคัญของพระราชบัญญัติผู้สูงอายุเดิมที่จะทําให้รัฐบาลจะต้องมี ภาระทางการเงินการคลังแต่อย่างใด ซึ่งจะเข้าสู่การวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติฉบับนั้น เปึนร่างเกี่ยวกับการเงินที่จะต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีให้คํารับรองก่อนหรือไม่ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานที่ทําหน้าที่ในขณะที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตตินี้เข้าสู่สภา และได้มีการวินิจฉัยว่าไม่ใช่ร่างเกี่ยวกับการเงิน เพราะด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนก็คือว่า ส่วนที่เพิ่มเติมของร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๕ ฉบับ ท่านประธานดูตามผมนะครับ ในมาตรา ๓ (๕) เพิ่มเติมข้อความจากพระราชบัญญัติเดิม เปึน อนุมัติการจ่ายเบี้ยยังชีพ เปึนรายเดือน ในมาตรา ๔ (๑๑) เพิ่มเติมใน (๑๑) ว่า การจ่ายเบี้ยยังชีพเปึนรายเดือน อย่างทั่วถึงและเปึนธรรม คําว่า อย่างทั่วถึงและเปึนธรรม นั้นเปึนคําในพระราชบัญญัติเดิม เพียงแต่ไปเพิ่มเติมว่าการจ่ายเบี้ยยังชีพนั้นให้จ่ายเปึนรายเดือน และในมาตรา ๕ (๒) ได้มีการเพิ่มเติมในส่วนของข้อความที่ว่า และอนุมัติการจ่าย เบี้ยยังชีพเปึนรายเดือนแก่ผู้สูงอายุเท่านั้น ท่านประธานจะเห็นนะครับว่า ทั้ง ๓ มาตรา ที่ผู้เสนอญัตติได้เสนอร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุเข้ามานั้น ไม่ได้กําหนดวิธีการ ไม่ได้เปึนการกําหนดให้รัฐบาลจะต้องมีภาระทางการเงินที่จะต้องใช้ไปควบคู่กับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ เพียงแต่ได้กําหนดหลักเกณฑ์ไว้เพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข โดยคณะรัฐบาลในชุดต่อ ๆ ไป เนื่องจากในอดีตครับท่านประธานครับ มีการแก้ไข ระเบียบการจ่ายเงินให้กับผู้สูงอายุ จากเดิมที่จ่ายเปึนรายเดือน ก็มีการแก้ไขให้จ่ายเปึน ราย ๖ เดือน เปึนต้น ซึ่งผู้สูงอายุนี่เขาร้อง เขาเดือดร้อนนะครับท่านประธานครับว่า เงินเบี้ยยังชีพหรือเงินช่วยเหลือนั้น จะเปึนเงินที่จะช่วยประทังชีวิตไปวัน ๆ เปึนเดือน ๆ ไม่ใช่เปึนราย ๓ เดือน หรือ ๖ เดือน เพราะฉะนั้นในส่วนของเพื่อนสมาชิก เมื่อเห็นว่า ปัญหาอย่างนี้ ถ้าเราเขียนไว้ในกฎหมายแม่บทก็จะทําให้คณะผู้บริหารในชุดต่อ ๆ ไป ไม่สามารถเปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการที่จะจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับประชาชนได้ ก็เลยกําหนดไว้ แต่เพียงว่า ต่อไปนี้ในร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ป้ ๒๕๕๒ ที่จะออกไปนี่ละครับ กําหนดหลักเกณฑ์เลยว่า เจ้าหน้าที่จะต้องจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุเปึนรายเดือน จากคําอภิปรายของผม ท่านประธานจะเห็นได้ว่าร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุไม่ได้ ก่อให้เกิดภาระทางการเงินแก่รัฐบาลแต่อย่างใด ซึ่งจะไปเข้าองค์ประกอบในการที่จะ วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัตินั้นจะเปึนพระราชบัญญัติว่าด้วยการเงินที่จะต้องขอคํารับรอง จากนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านประธานสภาในขณะนั้นได้ วินิจฉัยนั้นชอบแล้ว
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องที่สมาชิกได้อภิปรายและเปึนข้อทักท้วง เปึนข้อห่วงใยกันมากก็คือว่า ในข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๘๓ ที่ระบุสัดส่วนไว้ นี่นะครับท่านประธาน การที่เราจะดูกฎหมายมันต้องดูเจตนารมณ์ของการออกกฎหมาย ครับว่าเขามีเจตนารมณ์อย่างไร เจตนารมณ์ในมาตรา ๘๓ ถ้าท่านไปดูครับ เขาไม่ต้องการให้เสียงข้างมากในสภา พอเราโหวตกรรมาธิการกันแล้ว ไม่หยิบยก กรรมาธิการในสัดส่วนของเสียงข้างน้อยเข้ามาเปึนกรรมาธิการด้วย จึงต้องกําหนด สัดส่วนของกรรมาธิการตามสัดส่วนของพรรคการเมืองไว้ แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นในวันนี้ ท่านประธานครับ เปึนเรื่องที่ที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้เสนอสัดส่วนตามสัดส่วนของ พรรคการเมืองครบถ้วน แต่สมาชิกที่อยู่ในสัดส่วนพรรคฝ์ายค้านสละสิทธิในการที่จะเข้า ดํารงตําแหน่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพราะไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับดังกล่าว ซึ่งเปึนสิ่งที่สามารถกระทําได้ กฎหมายท่านประธานครับ กฎการเขียน กฎหมายต้องมีทางที่จะให้กฎหมายเดินต่อไปได้ ถ้าเราไปตีความว่าการที่ฝ์ายค้าน สละสิทธิในการที่จะเปึนกรรมาธิการแล้ว จะทําให้การตั้งกรรมาธิการไม่สามารถเดินหน้า ต่อไปได้นั้นก็คงจะไม่ใช่เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการออกกฎหมาย ท่านประธาน นี่คือสิ่งที่ ผมอยากจะกราบเรียน เพราะว่ามีพี่น้องประชาชนได้ฟังการอภิปราย เพราะฉะนั้นข้อมูล ทุก ๆ ด้านที่จะออกไปสู่พี่น้องประชาชนจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องให้มีการวินิจฉัยได้โดย รอบคอบ จึงเสนอให้ท่านประธานได้รับทราบในชั้นนี้ครับ ขอบคุณครับ