ทิวา เงินยวง ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ 5 ฉบับว่าอาจเข้าข่ายเป็นกฎหมายการเงินโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 143 จึงเสนอให้ประธานตรวจสอบกระบวนการพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยการเชิญประธานกรรมาธิการทั้ง 35 คณะมาร่วมวินิจฉัยตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ และย้ำว่าเมื่อกระบวนการพิจารณาล่วงเลยไปแล้ว ควรดำเนินการต่อไปตามมาตรา 144 ด้วยการตั้งกรรมาธิการพิจารณา โดยยังเปิดช่องให้สมาชิกสามารถร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หากเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำสิทธิของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในการตรวจสอบองค์ประชุมตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้ทุกขั้นตอน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทิวา เงินยวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร สิ่งที่ผมจะ กราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้นะครับ คิดว่ามันคงจะต้องหาทางออกเรื่องนี้
ประเด็นแรก จะถามว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วย การเงินหรือไม่นะครับ ตรงนี้ถ้าดูตามบัญญัติรัฐธรรมนูญนี่นะครับ ก็ต้องบอกได้ว่า เกี่ยวกับเรื่องการจ่ายเงินแผ่นดินหรือไม่ ผมคิดว่าเปึนพระราชบัญญัติการเงินครับ ท่านประธานครับ ในความเห็นผมนะครับ เมื่อเปึนพระราชบัญญัติการเงินแล้ว ถามว่า ทําไมมันผ่านเข้ามาสู่ในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรได้ โดยหลักปฏิบัตินั้น ก็เปึนหน้าที่ ถ้ามีข้อสงสัย ถ้ามีคนสงสัยนะครับ ท่านประธานต้องเชิญประธาน กรรมาธิการทั้ง ๓๕ คณะมาประชุมกันว่าเปึนหรือไม่ และวินิจฉัย การวินิจฉัยนั้นก็สิ้นสุด ส่วนเรื่องนี้นั้นเท่าที่ผมทราบ ถ้าดูจากบทบัญญัติของกฎหมายผู้สูงอายุเดิม กับการแก้ไข เพิ่มเติมนั้น มีความเชื่อว่าเปึนเพียงบทบัญญัติที่เปลี่ยนวิธีการในการจ่ายเบี้ยให้กับ ผู้สูงอายุนะครับ เพราะฉะนั้นในการวินิจฉัยผมไม่ทราบผลการวินิจฉัยเปึนอย่างไร แต่เมื่อมีการบรรจุเข้าสู่ วาระแสดงว่าประธานแล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้องได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุที่เสนอ ทั้ง ๕ ฉบับนี้ ไม่ใช่พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เพราะว่าตามพระราชญัตติเดิม นั้นก็มีการจ่ายให้กับผู้สูงอายุ แต่เรียกชื่ออย่างอื่นและจ่ายไม่เปึนรายเดือนนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ามองในมุมแรกว่าเปึนการแก้วิธีการเท่านั้น ก็สามารถวินิจฉัยได้ว่า มันไม่น่าจะเปึนพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยกับการเงิน ประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เมื่อมีการวินิจฉัยของท่านประธานแล้วผมจะไม่เท้าความว่า เปึนพระราชบัญญัติสมัยใคร อย่างไรบ้าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้เปึนเรื่องของ การตรวจสอบในฝ์ายนิติบัญญัติด้วยกันเอง โดยฝ์ายค้านนั้นขอนับองค์ประชุมซึ่งก็เปึน สิทธิ ผมไม่ใช้คําว่า เอกสิทธิ์ นะครับ เปึนสิทธิ เช่นเดียวกันครับฝ์ายรัฐบาลก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีการตรวจสอบองค์ประชุมหลายครั้งรัฐบาลเห็นว่าการทํางานอาจจะล่าช้า รัฐบาลก็มี สิทธิตามกฎหมายและตามข้อบังคับที่จะขอป่ดอภิปรายเพื่อให้งานเดินไปเร็วกฎหมาย ผ่านไปนะครับ อันนั้นผมจะไม่พูดถึงประเด็นนั้น
มาประเด็นที่มีการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมแล้วครับท่านประธานครับ มาตรา ๑๔๓ เขามีเจตนารมณ์ที่สําคัญครับ ฝ์ายนิติบัญญัติเปึนคนออกฎหมายไปใช้ บังคับกับประชาชนทุกคน แต่ถ้าเปึนกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้เงินหรือใช้จ่ายเงินแล้ว คนหาเงิน คือ รัฐบาลครับ เขาถึงบอกว่าต้องขอคํารับรองจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราก็ ปฏิบัติกันมาตลอด แต่เรื่องนี้เมื่อได้มีการพิจารณาของท่านประธานและนําเข้าสู่บรรจุ วาระมันเลยขั้นตอนมาตรา ๑๔๓ ไปแล้วครับ จบไปแล้วครับ มาตรา ๔๓ นี่มาฟุ๋นไม่ได้ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานคือต้องมีทางออกครับ เมื่อมันผ่านมาตรา ๑๔๓ ไปแล้ว บรรจุระเบียบวาระการประชุมแล้วและเข้าสู่การพิจารณาแล้ว เมื่อวานนี้ ก็พิจารณาแล้วนะครับ โดยผู้เสนอร่างทั้ง ๕ ได้เสนอแล้ว วันนี้ก็เข้าสู่มาตรา ๑๔๔ ครับ ท่านประธาน ถามว่าเมื่อสักครู่ก็มีการหารือกันครับว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร ๑. ส่งกลับ คณะรัฐมนตรีไหม ทําได้ไหม ทําไม่ได้ ถูกไหมครับ ท่านประธานทราบดีครับ ท่านประธาน หัวเราะนี่ ผมรู้เลยว่าท่านประธานทราบดีครับการแก้ปัญหา กลับคืนก็ไม่ได้ครับ กราบเรียนทางวิปทั้งสองฝ์ายด้วยครับ กราบเรียนท่านประธานผ่านถึงวิปด้วยครับ กลับได้ หรือเปล่าครับ ไม่ได้ครับ ไม่มีช่องให้กลับนะครับมันเดินมาตรงนี้นะครับ น้ํานี่มันมีแรงดัน ไปแล้วไปถึงท่อข้างหน้าแล้วมันถอยกลับไม่ได้ เพราะแรงดันข้างหลังมันมีอีกครับ กฎหมายอีกหลายสิบฉบับที่รอบรรจุในวาระที่จะต้องพิจารณาโดยผู้แทนของประชาชน คือ สภาผู้แทนราษฎรครับท่านประธาน เมื่อมันกลับไม่ได้ทําอย่างไรครับ วันนี้ก็มาถึง มาตรา ๑๔๔ ครับ ทุกท่านทราบดีครับ อ่านกฎหมายได้เหมือนกันครับ มาตรา ๑๔๔ เขาก็มีเจตนารมณ์ครับว่า ถ้าท่านประธานวินิจฉัยว่าไม่ใช่กฎหมายการเงินและ ไม่มีผู้สงสัยมันก็ต้องเข้าสู่วาระถูกไหมครับ เมื่อพิจารณาไปถึงผ่านวาระ ๑ แล้ว ถ้ามีการ แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเงิน นั่นกลับมาอีกที่ท่านประธานกับที่ประชุมประธาน กรรมาธิการ ๓๕ ชุด วันนี้คําถามผมก็คือที่กราบเรียนท่านประธาน ก็คือขณะนี้มันเลย ขั้นตอนมาตรา ๑๔๓ ไปแล้วครับท่านประธาน มันถอยกลับไม่ได้ ผมก็มีความเห็น กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อมาถึงมาตรา ๑๔๔ ก็ต้องดําเนินการตามกระบวนการครับ ผ่านวาระที่ ๑ ตั้งกรรมาธิการซึ่งเปึนสิทธิของสภาครับ ไม่ใช่สิทธิของพรรคหรือ ส.ส. เพียงแต่ข้อบังคับกําหนดว่าให้สัดส่วนเปึนไปตามนั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทางออกที่ดี ที่สุดนะครับ ในความเห็นของผมก็คือ ตั้งกรรมาธิการให้ครบตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับทั้งมาตรา ๑๑๘ และ มาตรา ๘๓ เมื่อครบแล้วส่วนสมาชิกท่านใด พรรคใด เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ โดยกระบวนการ นะครับ ก็มีสิทธิที่จะใช้ช่องตามรัฐธรรมนูญร้องต่อท่านประธานและส่งศาลรัฐธรรมนูญ แปลความว่าการทําหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรของเรา การผ่านร่างกฎหมายโดยมีมติ วาระรับหลักการนี้ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนะครับ หรือจะร้องว่ากฎหมายทั้ง ๕ ฉบับนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้การรับรอง กฎหมายเหล่านี้ขัดต่อบทบัญญัติ มาตรา ๑๔๓ นั่นเปึนสิทธิที่ทําได้ แต่วันนี้เราต้องหาทางออกครับ ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางประธานวิปทั้งคู่เลย ครับ ว่าต้องหาทางออกและหาข้อยุติ ผมเสนอว่าต้องตั้งกรรมาธิการให้ครบนะครับ แล้วก็ มีการแปรญัตติ จะ ๓ วัน ๗ วัน อันนั้นเปึนกระบวนการ เมื่อเข้าสู่ในกรรมาธิการแล้วจะมี ใครลาออกหรือไม่ลาออกก็เปึนสิทธิตามข้อบังคับทําได้หมดครับ เปึนสิทธิของท่าน แต่ต้องดําเนินการตามขั้นตอนให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วก็ข้อบังคับ มันเลย มาตรา ๑๔๓ และมาตรา ๑๔๔ นะครับ กราบเรียนท่านประธาน