อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องราคายางพาราตกต่ำ โดยเน้นย้ำผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและผลการดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการลดการผลิตยางพาราในประเทศและขยายการผลิตในประเทศจีน และการเจรจาเพื่อยกระดับราคายางพารา
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ใคร่ขอตอบกระทู้ถามที่ ๐๑๐ ของท่าน ส.ส. สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหา ราคายางพาราตกต่ํา ดังนี้
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ของราคายางมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงขาขึ้น คือตั้งแต่ป้ ๒๕๔๕ เปึนต้นมา เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและ การเติบโตขยายตัวของประเทศ ไม่ว่าจะเปึนประเทศจีน ประเทศอินเดีย ที่มีการขยายตัว ทางเศรษฐกิจสูงมาก ทําให้เกิดความต้องการใช้ยางธรรมชาติ ประกอบกับราคาน้ํามันดิบ ยังอยู่ในภาวะที่มีราคาไม่สูงนัก แต่ว่าหลังจากที่ราคายางมีราคาเพิ่มสูงขึ้น จนกระทั่ง มาถึงจุดที่ราคายางเข้าสู่ภาวะขาลงตั้งแต่เดือนสิงหาคม ป้ ๒๕๕๑ เปึนต้นมา ทั้งนี้ เนื่องจากว่า ราคาน้ํามันดิบซึ่งเคยพุ่งสูงขึ้นไปจนกระทั่งถึงบาร์เรลละ ๑๕๐ เหรียญต่อ บาร์เรล แล้วมีการหันไปใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น แต่ว่าสถานการณ์ในทางกลับกันก็คือว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ป้ ๒๕๕๑ ป้ที่แล้วเปึนต้นมา ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกได้ตกต่ําลง จาก ๑๕๐ เหรียญต่อบาร์เรล ลงมาอยู่ที่ประมาณ ๔๐ เหรียญต่อบาร์เรล ประกอบกับ สหรัฐอเมริกาได้เกิดปัญหาซับไพร์ม (Sub prime) จนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินแพร่ ลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจของโลกและการค้าของโลกนั้นได้หดตัวลง ชะลอตัว ลงจนกระทั่งมีการขยายตัว ๐ เปอร์เซ็นต์ และ ๑ เปอร์เซ็นต์ โดยลําดับ ขณะเดียวกัน ประเทศจีนซึ่งเปึนประเทศซึ่งนําเข้ายางธรรมชาติของเราเปึนจํานวนมากนั้น นอกจากใช้ ในประเทศแล้วยังถือว่าจีนเปึนประเทศที่ส่งออกยางรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ที่มี ยางเปึนองค์ประกอบไปสู่สหรัฐอเมริกาเปึนรายใหญ่ที่สุด ได้รับผลกระทบโดยตรง ทําให้ ความต้องการยางนั้นลดต่ําลง ประกอบกับทางเลือกของโรงงานอุตสาหกรรมในการใช้ ยางสังเคราะห์ที่มีต้นทุนต่ําลง จากปัญหาราคาน้ํามันดิบที่มีราคาลดลงถึง ๔ เท่าตัว ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทําให้ราคาของยางพารานั้นถดถอยลง จนกระทั่งลงไปสู่ใน ระดับกิโลกรัมละ ๒๐-๓๐บาท แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ตลอดจนกระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรงคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเสริมด้วย กระทรวงพาณิชย์ จึงได้เพียรพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในทางการและไม่เปึน ทางการ
ประการที่ ๑ ก็คือว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ในการที่จะนําเสนอแนวทางของการที่จะร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ํา โดยเฉพาะในปัญหาระยะสั้น นั่นก็คือข้อเสนอให้เกิดการประสานงานและนําเสนอ ข้อเสนอของประเทศไทยไปยังองค์กรที่เรียกว่า อินเตอร์เนชั่นแนล รับเบอร์ คอนซอร์เตียม คอมปานี (International Rubber Consortium Company) หรือบริษัทร่วมทุนยางพารา ระหว่างประเทศ จํากัด เพื่อที่จะดูแลในเรื่องของปริมาณและในเรื่องของสต็อก (Stock) เพื่อกําหนดในเรื่องของราคาที่เหมาะสม นอกจากนั้นแล้วในส่วนกระทรวงพาณิชย์ยังได้ กําหนดให้ยางพารานั้นเปึนสินค้าที่ต้องแจ้งราคา และเข้าตรวจสอบเรื่องของการ ชั่งน้ําหนักเครื่องชั่งเพื่อให้เกิดความเปึนธรรมต่อเกษตรกรชาวสวนยาง รวมไปถึงการ ส่งเสริมให้การซื้อขายยางเข้าไปสู่ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่เรียกว่าเอเฟต (AFET:ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย) จนกระทั่งมีการอ้างอิงราคาของ ตลาดซื้อล่วงหน้าของประเทศไทยไปสู่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าของญี่ปุ์นที่เรียกว่าโทคอม (TOCOM : Tokyo Commodity Exchange) นอกจากนั้นแล้วยังได้มีการประสานงาน อย่างใกล้ชิดกับอีก ๒ ประเทศผู้ผลิตยาง จนกระทั่งก่อให้เกิดมติร่วมกันในการที่จะลดการ ส่งออกยางพาราในป้ ๒๕๕๒ ๗ แสนตัน เฉพาะประเทศไทยก็มีสัดส่วนของการที่จะต้อง ลดในไตรมาสแรกไม่น้อยกว่า ๑๓๐,๐๐๐ ตัน ทั้งนี้ เพื่อลดปริมาณของยางในตลาดโลก ลงจนกระทั่งก่อให้เกิดราคาที่ขยับตัวสูงขึ้นจาก ๒๐ ๓๐ ๔๐ และเข้าสู่ ๕๐ บาท ตามที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุม นอกจากนั้นแล้วยังมีมติ ร่วมกันใน ๓ ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในการจะต้องไม่ขายยางออกไป ในราคาที่ต่ํากว่า ๑.๓๕ เหรียญ นั่นคือข้อตกลงทั้งดูในเชิงของปริมาณการจํากัดการ ส่งออก การจัดมูลภัณฑ์กันชน (ของที่ซื้อสะสมไว้เมื่อมีราคาต่ําและนําออกขายเมื่อของ นั้นมีราคาสูงเกินควร เพื่อรักษาระดับราคาของนั้นให้มีเสถียรภาพ) สต็อกและในส่วนของ ราคา เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติคณะรัฐมนตรีในการเข้าไปดําเนินการทั้งข้อตกลง ความร่วมมือของ ๓ ประเทศดังกล่าวก็ดี หรือว่าภายใต้บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศก็ดี ที่เรียกว่า ไออาร์ซีโอ (IRCO) และการดูแลตลาดในประเทศของเรา วันที่ ๒๐ มกราคม คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติในการอนุมัติวงเงิน ๑๓,๕๘๐ ล้านบาท ในการเข้าเปึนมาตรการ แทรกแซงรักษาเสถียรภาพราคาของยางพาราและรวมไปถึงพืชอื่นที่เกี่ยวข้อง และให้ หน่วยงานได้จัดทํากรอบรายละเอียดของการดําเนินการจนนํามาสู่การประชุมที่มีมติ คณะรัฐมนตรีในวันที่ ๒๘ มกราคม โดยที่ได้กําหนดให้สถาบันเกษตรกรได้แปรรูปยาง เพื่อเพิ่มมูลค่าโดยกําหนดเปัาหมายเบื้องต้นในการที่จะรับซื้อรวบรวมน้ํายางสด และยางแผ่นดิบจากสมาชิก ๒ แสนตันมาแปรรูปเปึนยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นรมควัน อัดก้อน ยางแท่ง และน้ํายางข้นเพื่อเก็บไว้ในสต็อกไม่ให้ออกสู่ตลาดจนกว่าจะจําหน่าย เมื่อเห็นว่าราคาเหมาะสมแล้ว นั่นก็คือส่วนหนึ่ง ส่วนการดําเนินการที่ไม่เปึนทางการก็คือ การที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้ผมในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์และดอกเตอร์วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบตลาดของประเทศจีน ได้นัดหมายเข้าพบ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตจีนประจํา ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม และมีบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เปึนแหล่งผลิต ของยาง เช่น คุณชุมพล กาญจนะ คุณสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ซึ่งเปึนผู้เสนอกระทู้ถาม และคุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รวมไปถึงท่านอาคม เอ่งฉ้วน ซึ่งถือว่าเปึนมิสเตอร์ยาง ของประเทศ ได้เข้าหารือกับ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตในการช่วยเหลือให้มีการสั่งซื้อสินค้า ยางพาราจากประเทศไทยมากขึ้น เพราะฉะนั้นในการประสานงานดังกล่าวก็นํามาสู่ การจะเดินทางไปประเทศจีน ไปสู่กรุงปักกิ่งโดยผมและท่านรัฐมนตรีวีระชัยอีกครั้งหนึ่ง ในกลางเดือนนี้ก็คืออีกสัปดาห์เศษนะครับเพื่อไปเจรจาในเรื่องของยาง ลําไย ข้าว ผลไม้ เปึนต้น นอกจากนั้นแล้วขณะนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเดินทางเยือนญี่ปุ์น ก็เปึนอีก ช่องทางหนึ่งในฐานะที่ญี่ปุ์นเปึนประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกแล้วใน ขณะนี้ ซึ่งใช้ยางและชิ้นส่วนอะไหล่รถที่ผลิตจากยางนั้นเปึนจํานวนมาก ก็เปึนการเจรจา เพื่อช่วยเหลือในการยกระดับราคายางให้เพิ่มสูงขึ้นจากการบริหารในเชิงที่เรียกว่า อุปสงค์ หรือ ดีมานด์ ไซส์ แมนเนจเมนท์ (Demand size management) นะครับ ส่วนผม เองได้รับบัญชาให้เดินทางไปนําคณะผู้แทนไปตะวันออกกลางในต้นเดือนมีนาคม หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมอาเซียน ซัมมิท (ASEAN Summit) นะครับ ก็คือซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) บาห์เรน (Bahrain) โอมาน (Oman) คูเวต (Kuwait) แล้วก็สหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์ (United arab, Emirates) ซึ่งมีความต้องการในการใช้ผลผลิตยาง เปึนจํานวนไม่น้อย และในสิ้นเดือนก็จะเดินทางไปสหรัฐอเมริกาครับ ซึ่งเปึนประเทศ ที่ใช้ยางมากที่สุดในโลก เพราะว่าเปึนยักษ์ใหญ่ในการผลิตรถยนต์นะครับ มาตรการ ดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเปึนส่วนหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้รับความร่วมมือกับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ในการผลักดันให้ราคายางพารานั้นสูงและทําให้ชาวสวนยาง ไม่ว่าจะเปึนภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคตะวันออกนั้นได้รับผลกําไรจากการ ลงทุนในการปลูกยางครับ