สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

สุชาติ เวโรจน์ หารือเรื่องผลการปฏิบัติงานของศาลปกครอง โดยอธิบายว่าศาลมีหน้าที่รายงานผลการปฏิบัติงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และได้ดำเนินการตามกฎหมายนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันคดีปกครอง และการดำเนินการตามบรรทัดฐานในการตัดสินคดี สุชาติ เวโรจน์ ยังหารือเรื่องการฟ้องคดีในศาลปกครอง การอบรมพัฒนาข้าราชการ และการตั้งศาลปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขข้อพิพาทก่อนที่จะส่งคดีไปศาล และการเพิ่มศาลในจังหวัดต่างๆ

นายสุชาติ เวโรจน์ เลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง

กราบเรียน ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายสุชาติ เวโรจน์ เลขาธิการสํานักงานศาลปกครองนะครับ ขออนุญาตตอบข้อซักถามของท่านนะครับ ที่ผมฟังมาทั้งหมดนี่ ผมพยายามที่จะสรุปประเด็นคําถามที่ท่านมีมาให้กับศาลปกครอง นี่นะครับ มีทั้งหมดประมาณ ๑๖–๑๗ ประเด็นนะครับ ผมจะขออนุญาตไล่เรียงตอบ ไปทีละประเด็นนะครับ ถ้าขาดตกบกพร่องตรงไหน ท่านถามเพิ่มเติมเข้ามาได้นะครับ

เรื่องแรก ผมขออนุญาตเรียนท่าน ส.ส. พีรพันธุ์ พาลุสุข นะครับว่า ที่ท่านถามว่าในเรื่องของการทํารายงานผลการปฏิบัติงานของศาลนี่ท่านควรที่จะถาม เพิ่มเติมเข้ามาได้นะครับ เรื่องแรกผมขออนุญาตเรียนท่าน ส.ส. พีรพันธุ์ พาลุสุข นะครับว่า ที่ท่านถามว่าในเรื่องของการทํารายงานผลการปฏิบัติงานของศาล ในกรณีที่รายงานสภานั้น ควรที่จะจัดทําเปึนรูปแบบเฉพาะกรณีนะครับ เพื่อเสนอสภาก็เปึนความคิดที่มีประโยชน์ เปึนข้อแนะนําที่มีประโยชน์ แต่ผมกราบเรียนว่าที่นําเสนอในตลอดมาที่ผ่านมาทาง สํานักงานศาลปกครองนี้ได้ทําตามกฎหมายนะครับที่มาตรา ๙๓ ที่กําหนดว่า จะต้องให้มี รายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะรัฐมนตรีต่อสภาผู้แทนราษฎร และต่อวุฒิสภา เพราะฉะนั้นรูปแบบก็เลยออกมาในรูปที่เหมือน ๆ กัน แต่ส่วนใหญ่แล้วสาระก็จะเปึนเรื่อง ของผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมานะครับ แล้วก็รวมทั้งคําพิพากษาที่น่าสนใจ แล้วก็ การวิเคราะห์เหตุแห่งการฟัองคดี แล้วก็แนวบรรทัดฐานของคําพิพากษา เราพิมพ์ทั้งหมด ๑๔,๐๐๐ เล่มนะครับ แล้วก็นอกจากที่นําเอามาชี้แจงต่อสภาทั้งสองสภาแล้วก็ คณะรัฐมนตรีแล้วยังนําเผยแพร่ให้กับ อบต. อบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) อีก ๙,๐๐๐ แห่ง รวมทั้งเทศบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งก็คิดว่าจะเปึนตัวที่สะท้อนให้เห็น นะครับ ถึงปัญหาแล้วก็การทํางานของศาลนะครับ แล้วก็เหตุผลสําคัญที่ต้องรายงานต่อ สภาก็เพราะว่าทางสภานั้นเปึนผู้อนุมัติงบประมาณให้ศาลปกครองไปทํางานนะครับ เมื่อเวลามีผลงานแต่ละป้ก็จําเปึนจะต้องมารายงาน

ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านฝาก ท่านบอกว่า ในกรณีที่การวิเคราะห์เหตุแห่ง การฟัองคดีออกไปแล้วไม่เห็นคดีลดลงเลย อันนี้เปึนประเด็นปัญหาที่ทางสํานักงาน ศาลปกครองยอมรับนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ในแต่ละป้ที่ผ่านมาก็ได้มีการที่จะ พยายามที่จะนําเอาคําพิพากษาที่เปึนบรรทัดฐานตัดสินแล้วเปึนบรรทัดฐาน แล้วก็เปึน แนวในการปฏิบัติราชการออกไปเผยแพร่กับข้าราชการ โดยเฉพาะทั้งในเรื่องของ การเผยแพร่ในรูปของเอกสารนะครับ การเชิญมาอบรมพัฒนานะครับ แล้วก็มีการออก ในเว็บไซต์ (Web site) นะครับ ต่าง ๆ ซึ่งก็ทําทั้งรูปแบบ ๔ ป้ที่ผ่านมานั้นก็เผยแพร่ เอกสารไปประมาณ ๖๐,๐๐๐ ฉบับนะครับ แล้วก็เว็บไซต์นั้นมีคนเข้ามาดูประมาณ ๑ แสนกว่าคนนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ก็คิดว่า โดยธรรมชาติของคดีปกครองเปึน คดีที่เนื้อหาที่ค่อนข้างที่จะยากนะครับ แล้วก็บางครั้งคนที่อ่านก็อาจจะท้อไม่ใส่ใจที่จะ เรียนรู้นะครับแต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ก็ได้มีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง ทุกป้ รายงานมาตลอดนะครับ เพื่อที่จะให้เกิดการปฏิบัติงานนะครับ เพราะว่าการที่ ข้าราชการนั้นไม่ทําผิดในเรื่องของกฎหมายปกครอง ก็เปึนส่วนหนึ่งในการที่จะลดคดีที่จะ มาสู่ศาลได้นะครับ ก็จะทําให้คดีศาลนั้นตัดสินคดีได้เร็วขึ้นนะครับ ส่วนในเรื่องของคําว่า ตุลาการภิวัตน์ แล้วก็ศาลตัดสินคดีนั้น ในเนื้อหาของคดีว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ผมในฐานะที่เปึนเลขาธิการนั้นก็คงไม่อาจที่จะก้าวล่วงเข้าไป วิพากษ์วิจารณ์ในคําตัดสินของศาลได้ ปกติการวิพากษ์วิจารณ์คําตัดสินของศาลเปึนสิ่งที่ กระทําได้ถ้าเปึนการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ และสิ่งที่ท่านสมาชิกสภาได้ให้ ข้อสังเกต แล้วก็ให้ข้อคิดเห็นในเรื่องคําพิพากษาศาลก็เปึนสิ่งที่ดีนะครับ ในแง่ของ การพัฒนาในแนวทางของการตัดสินคดีของศาลนะครับ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าก็เปึนสิ่งที่ทาง ผมก็คงจะต้องรับเอาไปนะครับ ในส่วนของข้อวิพากษ์วิจารณ์ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ปกติในสังคมประชาธิปไตย การที่คนเราจะมีข้อพิพาทกันมันต้องมีองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ขึ้นมาชี้ขาด เพราะไม่อย่างนั้นแล้วมันไม่ยุติ แล้วก็แน่นอนนะครับว่าโดยธรรมชาติของการ ชี้ขาดนั้นมันย่อมต้องมีทั้งผู้ที่แพ้และผู้ที่ชนะ เพราะฉะนั้นเปึนไปไม่ได้ที่ว่าทุกคนจะพอใจ นะครับ แน่นอนคําวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการนั้น จึงคิดว่าเปึนที่ที่ยอมรับกันได้ แล้วก็ ศาลปกครองก็ยอมรับในเรื่องนี้มาตลอด อันนี้ก็อยากจะกราบเรียนนะครับ แล้วก็ข้อสําคัญ การที่ศาลจะตัดสินนี่นะครับ ปกติศาล จะมีเหตุผลที่ชัดเจนไว้ในคําพิพากษาอยู่แล้ว ผมเรียนยืนยันได้ว่า เท่าที่ผมอยู่ที่ใน ศาลปกครอง ผมไม่เคยเห็นว่ามีการแทรกแซงทางการเมืองหรือว่ามีอคติอะไรต่าง ๆ แล้วก็ ตัวอย่างต่าง ๆ ในคอลัมน์ที่หนังสือพิมพ์ลงนั้น ขอยืนยันว่ามันไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใน ศาลปกครองนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมก็คงจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะว่า ผมก็คงไม่อยู่ในฐานะที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์อันนั้น

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนก็คือ เรื่องคดีล่าช้า คืออย่างนี้ครับ ในหน้า ๒๕ ของรายงาน ทางสํานักงานศาลปกครองนั้นได้มีการแสดงให้เห็นถึงกระบวน วิธีพิจารณาซึ่งเปึนระบบไต่สวน คือปกติในคดีปกครอง เราจะใช้กระบวนวิธีพิจารณาแบบ ไต่สวน ไม่ใช่เปึนระบบกล่าวหาอย่างที่ใช้กันในระบบของศาลยุติธรรม ระบบไต่สวนนั้น ก็คือการที่จะพยายาม ศาลนั้นจะเปึนผู้ที่เข้าไปแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ความจริง ตามเนื้อผ้าแล้วก็เอามาตัดสิน เพราะว่าคดีปกครองนั้นเปึนคดีพิพาทระหว่างประชาชน กับรัฐ ฉะนั้นการที่ปล่อยให้ทั้ง ๒ ฝ์าย ซึ่งมีสถานะแตกต่างกันแล้วมาสู้คดีกัน ประชาชน เสียเปรียบอยู่วันยังค่ํา ฉะนั้นวิธีการที่จะสร้างดุลให้ประชาชนสามารถที่จะต่อสู้คดีกับ รัฐได้ ก็คือศาลนั้นจะต้องเปึนฝ์ายที่จะลงไปแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งแน่นอนกระบวนการ มันต้องมีกระบวนการ ฉะนั้นความล่าช้ามันจึงเปึนของธรรมดาในการพิจารณาคดี คํากล่าวที่บอกว่าความล่าช้าคือความไม่ยุติธรรมนั้น ก็จะพูดกลับอีกอย่างว่า ความเร็ว และไม่รอบคอบ ก็คือความไม่ยุติธรรมอีกอย่างหนึ่ง ฉะนั้นมันจึงต้องมีลักษณะที่สมดุล แล้วก็พอดี ๆ ผมเรียนว่าคดีที่เข้ามาในศาล ปกติศาลจะพิจารณาโดยระบบไต่สวน ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการที่จะขอข้อมูลจากฝ์ายฟัองกับผู้ถูกฟัองกลับไปกลับมาอยู่ ฉะนั้น ขั้นตอนมันจึงต้องมีขั้นตอนของการแสวงหาข้อเท็จจริง และเมื่อเสร็จการแสวงหา ข้อเท็จจริง ศาลจะต้องสรุปข้อเท็จจริงจากคู่กรณีทั้ง ๒ ฝ์าย ให้คู่กรณีได้เห็นแล้วก็ยอมรับ ว่าข้อเท็จจริงที่มัดมาทั้งหมดมันเปึนอย่างนี้นะ เปึนที่ยอมรับกันนะ ซึ่งก็ต้องใช้เวลา ในการดําเนินการ และหลังจากนั้นคําพิพากษาของศาลปกครองผมเรียนยืนยันว่ามันเปึน คําพิพากษาที่แตกต่างจากคําพิพากษาของศาลยุติธรรม เพราะเนื่องจากว่าคําพิพากษา ของศาลปกครองนั้นจะมีคําพิพากษา ๒ ชั้น ก็คือจะมีตุลาการผู้แถลงคดีนั้นจัดทํา คําพิพากษาไปชั้นหนึ่งก่อน ฉะนั้นขั้นตอนนี้ก็เปึนขั้นตอนที่จําเปึนต้องใช้เวลาในการ ทํางานนะครับ อันนี้ก็ผมกราบเรียนให้เห็นถึงว่า กระบวนการพิจารณาคดีของศาลนั้น แน่นอนครับมันเปึนธรรมชาติที่ย่อมเกิดความล่าช้า แต่ว่าเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ ก็ได้ มีการพยายามทํา ข้อสําคัญนี่นะครับ ผมกราบเรียนว่าระหว่างความเปึนธรรมกับ ความรวดเร็ว ศาลเอาความเปึนธรรมเปึนอันดับหนึ่งก่อน แล้วขณะเดียวกันเปึนธรรมได้ แล้วให้รวดเร็วจะเปึนสิ่งที่ดีเยี่ยมวิเศษสุด ทั้ง ๒ อย่างนี้ก็จะพยายามที่จะไปด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนว่า ที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์เอาไว้ว่าเหตุแห่งความล่าช้าของ คดีนั้นได้มีการพูดไว้ส่วนหนึ่งก็คือมาจากเหตุที่เปึนปัจจัยภายนอก ซึ่งได้แก่ ธรรมชาติของ คดีที่มันอาจจะเปึนคดีที่ยุ่งยาก ก็จะต้องใช้เวลาในการตัดสินคดีค่อนข้างมากกว่าปกติ หรือคดีที่เกิดจากความล่าช้าที่มาจากคู่ความเอง อันนี้ก็เปึนสิ่งที่คอนโทรล (Control : ควบคุม) ไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ เพราะว่าบางทีคู่ความส่งเรื่องมาล่าช้า หรือว่าผิดนัด หรือว่า ไม่ดําเนินการตามกระบวนการ อันนี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่ต้องเสียเวลา อีกส่วนหนึ่งก็คือคดี ยังไม่มั่นใจว่าเปึนคดีแพ่งหรือคดีปกครอง อย่างนี้ก็ต้องส่งไปให้องค์กรในการวินิจฉัยชี้ขาด ว่าเปึนคดีประเภทไหน ก็เปึนขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา อันนั้นเปึนปัจจัยภายนอก ซึ่งบางครั้ง ศาลเองควบคุมลําบาก แต่ว่าปัจจัยอีกอันหนึ่งที่เปึนปัจจัยสําคัญที่จะส่งผลให้เกิดความล่าช้าและรวดเร็วในการ ตัดสินคดีนั้นก็คือปัจจัยภายใน ซึ่งเปึนปัจจัยที่เกิดจากตัวของศาลเอง ของสํานักงาน ศาลปกครองเอง ซึ่งอันนี้เราแก้ไขได้ ก็คือในเรื่องของคนไม่พอ ตอนนี้ก็พยายามที่จะทําให้ คนพอ คือทั้งจํานวนตุลาการก็ดี จํานวนนักกฎหมาย พนักงานคดีปกครองที่อยู่ใน สํานักงานศาลปกครองก็ดี เราก็พยายามจะเพิ่มอัตรากําลังนะครับ ในวันอาทิตย์นี้ก็จะมี การสอบครั้งใหญ่เพื่อที่จะรับระดมตําแหน่งพนักงานคดีปกครอง ซึ่งว่างอีกประมาณ ๓๐๐–๔๐๐ ตําแหน่งเข้ามานะครับ แล้วก็ในการกําหนดกรอบอัตรากําลังนั้นภายใน ป้ ๒๕๕๔ เราก็จะมีตุลาการศาลปกครองเพิ่มขึ้นนะครับ ทั้งตุลาการศาลปกครองชั้นต้น แล้วก็ตุลาการศาลปกครองสูงสุดจากจํานวน ๑๖๕ ของตุลาการศาลปกครองชั้นต้น จะเพิ่มเปึน ๒๑๒ ตําแหน่งในป้ ๒๕๕๔ แล้วศาลสูงนั้นก็จะเพิ่มตําแหน่งเพิ่มไปอีกจาก ๒๓ ก็เปึน ๓๓ ศาลปกครองสูงสุดนั้นจะมีอัตรากําลังที่น้อยกว่าศาลปกครองชั้นต้น ก็เพราะว่าเปึนศาลที่จะรับเรื่องจากอุทธรณ์ต่อจากศาลปกครองชั้นต้นขึ้นมา ฉะนั้น ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ของคดีนั้นก็ส่วนหนึ่ง ศาลปกครองสูงสุดก็แทบจะไม่ต้องหา ก็เพียงแต่ สอบทาน ฉะนั้นการทํางานโดยธรรมชาติแล้วมันน่าจะเร็วกว่า แต่ที่ไม่เร็วกว่า ศาลปกครองชั้นต้น ก็เพราะว่าจํานวนตุลาการศาลปกครองสูงสุดนั้นยังมีจํานวนค่อนข้าง น้อย แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่คิดว่าเมื่อมีการเพิ่มจํานวนตุลาการศาลปกครองสูงสุดเข้าไป แล้ว ประกอบกับจํานวนปริมาณคดีที่ไหลเข้าไปสู่ศาลปกครองสูงสุดนั้นน้อยกว่า ศาลปกครองชั้นต้น ก็คิดว่าน่าจะทําให้คดีเร็วขึ้นนะครับ แล้วอีกอันหนึ่งที่เรารู้สึกว่า คดีปกครองทําไมช้า และก็ดูจากตัวเลขแล้ว คดีเสร็จภายใน ๑ ป้ ๗๘ เปอร์เซ็นต์ มีคดีค้างพิจารณาเพียงแค่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์นั้น มันน่าจะเปึนตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง อย่างที่ ท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตนะครับ ผมก็อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าปกติ การดําเนินคดีปกครองแต่ละคดีนั้นเราคิดแค่ศาลเดียว ตัวเลขเราคิดศาลเดียว แต่ว่าจริง ๆ การดําเนินคดีปกครองผมเท่าที่สังเกต ไป ๒ ศาลเกือบทั้งหมดเลยนะครับ เพราะว่า การอุทธรณ์คนแพ้คดีโดยมากเขาจะไม่ยอม เขาก็จะอุทธรณ์ เพราะมันอุทธรณ์ง่าย แล้วก็ไม่มีข้อจํากัดทางกฎหมายนะครับว่าอย่างนี้อุทธรณ์ไม่ได้ ก็อุทธรณ์ได้ทุกเรื่อง ฉะนั้น ๙๘ เปอร์เซ็นต์ของคดีที่ไปสู่ศาลปกครองสูงสุดนั้นเปึนคดีที่อุทธรณ์มาจาก ศาลปกครองชั้นต้นทั้งนั้น ฉะนั้นเมื่อเทียบกันแล้ว เมื่อดูเปอร์เซ็นต์ จํานวนเวลาที่ใช้ ในแต่ละศาลก็คงต้องใช้เวลา ๒-๓ ป้เปึนอย่างเร็ว ฉะนั้นผมก็ยังคิดว่าเหตุนี้ส่วนหนึ่ง ก็เลยทําให้ท่านมีความรู้สึกว่าตัวเลขมันไม่จริง แต่จริง ๆ ก็ต้องยอมรับนะครับ เพราะว่า ตัวเลขนั้นเปึนเพียงแค่ตัวเลขเฉลี่ยเพียงศาลเดียว ถ้า ๒ ศาลมันก็ต้องใช้เวลามากขึ้น ก็เลยทําให้ท่านรู้สึกว่าคดีนั้นนานผิดปกตินะครับ

อีกอันหนึ่งคดีปกครองที่คํากล่าวอ้างของท่านสมาชิกที่บอกว่า ศาลปกครองตอนหลังพยายามที่จะเข้าไปยุ่งกับในเรื่องของการเมือง ผมเรียนอย่างนี้ครับ ว่าโดยปกติในเรื่องของอํานาจรัฐ รัฐใช้อํานาจใน ๒ สถานะ สถานะแรกนั้นเปึนการใช้ อํานาจในสถานะของการเปึนรัฐบาลหรือ กัฟเวิร์นเมนท์ (Government : รัฐบาล) ส่วนอีกสถานะหนึ่งก็เปึนสถานะที่ใช้อํานาจในฐานะของการเปึนฝ์ายปกครองก็คือ แอดมินิสเทรชัน (Administration : การบริหาร) คําศัพท์ภาษาอังกฤษ ๒ คํานี่นะครับ ต่างกัน ถ้าเปึนการใช้อํานาจทางการเมือง หรือใช้อํานาจทางรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบ รัฐบาลไม่ใช่หน้าที่ของศาล เพราะว่าในเรื่องการเมืองไม่มีเรื่องของกฎหมายเข้ามาชี้ว่ามันถูก หรือผิด นโยบายทางการเมืองเปึนเรื่องความเหมาะสมของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยที่จะ กําหนดขึ้นมา แล้วเห็นว่ามันเปึนประโยชน์กับประชาชน อย่างนั้นไปหยิบเอามาฟัองศาล หรือศาลเข้าไปตรวจสอบ ศาลไม่ทํา เพราะไม่มีอะไรชี้บอกว่าถูกหรือผิดนะครับ นโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ถูกหรือผิด ศาลชี้ไม่ได้ครับ อย่างนั้นเปึนสิ่งที่นอกเหนือ แต่คนตรวจสอบได้คือสภาที่จะตรวจสอบกับรัฐบาล แต่ว่าศาลจะเข้ามายุ่งในกรณีที่ มันเปึนเรื่องที่มันมีกฎหมาย ให้อํานาจฝ์ายการเมืองนั้นทํางานในฐานะที่เปึนราชการประจํานะครับ หรือเปึน แอดมินิสเทรชันนะครับ การบริหารรัฐกิจโดยปกติ อย่างนั้นศาลตรวจสอบได้ ศาลปกครองยึดแนวนี้มาตลอดนะครับ ผมเรียนยืนยันนะครับว่าหลักการศาลไม่เคยหนี จากอันนี้ไปนะครับ แต่ว่าอย่างคดีที่พูดกันนะครับ อย่างเช่น คดีเขาพระวิหาร หรือว่า คดีเอเอสทีวีอะไรนี่นะครับ ซึ่งดูแล้วเหมือนคาบเกี่ยวนะครับกับเรื่องการเมือง แต่จริง ๆ ถ้าดูในคําพิพากษาลึก ๆ ผมเรียนยืนยันว่า ไม่ครับ เพราะว่าศาลมีเหตุมีผลอยู่นะครับ แล้วก็ศาลก็เดินตามแนวนี้ตลอดนะครับ ดังนั้นอยากจะฝากกราบเรียนนะครับว่า จริง ๆ ศาลยังยึดแนวนี้ เรื่องคดีปกครองกับคดีการเมืองแยกจากกันนะครับ

อีกอันหนึ่งนะครับ คําถามก็คือว่า อยากจะให้มีการตามคดีที่ค้าง ผมฟัง จากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านนะครับที่บอกว่า คดีฟัองมาตั้งนานแล้ว เมื่อไรจะ บอกเสียทีหนึ่ง แยกออกมาเสียทีหนึ่ง ตัดสินออกมาสักที รอกันนานแล้วขณะนี้ อันนี้ก็เรียนยืนยันนะครับว่า จริง ๆ ก็ศาลได้ทําเต็มที่แล้ว แล้วผมก็คิดว่าผมในฐานะที่มา นั่งฟังตรงนี้ผมก็จะจดนะครับ จดทุกคํานะครับ จดทุกสิ่งที่ท่านพูดนะครับ แล้วอย่างไร จะติดตามเร่งรัดแล้วก็จะแจ้งข่าวนะครับ ถ้าเปึนไปได้ผมก็จะพยายามที่จะแจ้งนะครับ แล้วข้อสําคัญเราศาลปกครองมีบริการอีกอย่างหนึ่งก็คือ บริการ ๑๓๕๕ นะครับ อันนี้ ท่านสามารถที่จะตรวจสอบได้นะครับ โดยบอกหมายเลขคดีแล้วก็คนฟัองนี่นะครับไป นะครับว่า ขณะนี้อยู่ตรงไหน อย่างไร ขั้นตอนไหนอย่างไรนะครับ ท่านสามารถติดตามได้ นะครับ และนอกจากนั้นผมจะอย่างไรผมก็จะพยายามติดตามให้ท่านนะครับ

ในเรื่องของประชาสัมพันธ์นะครับว่าจะทําอย่างไรให้ปัองกันไม่ให้คดี มาสู่ศาล อันนี้เปึนสิ่งที่ทางสํานักงานปกครองได้ตระหนักดี คดีถ้ามาศาลน้อย ผู้พิพากษาหรือตุลาการก็จะมีเวลาในการตัดสินหรือพิจารณาคดีที่อยู่ในมือ การฟัอง ที่ถูกต้องก็เปึนสิ่งที่ประหยัดเวลาตุลาการที่ไม่ต้องมาดูเรื่องที่มันไร้สาระ ฉะนั้นเรื่องฟัอง ถูกแล้วทําอย่างไรให้ข้าราชการไม่ทําผิด จึงเปึนนโยบายสําคัญของสํานักงาน ศาลปกครองที่จะต้องทําให้เกิดสัมฤทธิผลให้ได้นะครับ ที่ผ่านมาเรามีหน่วยรับให้ คําปรึกษามีผู้มาใช้บริการถึงป้ละ ๘,๐๐๐ รายนะครับ คือเข้ามาปรึกษาที่สํานักงาน ศาลปกครองว่าอย่างนี้จะฟัองได้หรือฟัองไม่ได้นะครับ หรือว่าขอคําแนะนําว่าคดีนี้อยู่ใน อํานาจศาลปกครองหรือไม่นะครับ หรือว่าวิธีปฏิบัติก่อนฟัองคดีนะครับ ประมาณ ๘,๐๐๐ ราย เราทํามาแล้วประมาณ ๗ ป้นะครับ ตัวเลขก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคนแล้ว นะครับที่เข้ามา เฉลี่ยที่เข้ามานะครับ แล้วขณะนี้ข้อสงสัยต่าง ๆ จากการทอด แบบสอบถามเราพบว่า ข้อสงสัยต่าง ๆ ประชาชนเริ่มลดน้อยลงแล้ว แสดงว่าเริ่มเข้าใจว่า ฟัองคดีอย่างไรนะครับถึงจะฟัองถูกไม่ค่อยมีปัญหา

ในเรื่องของการอบรมพัฒนาข้าราชการนี่นะครับ ขณะนี้ศาลปกครองให้ ความสนใจอย่างมากนะครับ เพราะว่าการกระทําผิดของข้าราชการนั้นมีส่วนทําให้คดีนั้น เกิดแล้วมารกศาล เพราะฉะนั้นถ้าทําให้ถูกเสียตั้งแต่แรก โดยการวิเคราะห์เหตุแห่ง การฟัองคดี หรือว่าวางบรรทัดฐานในการตัดสินออกไป ก็จะทําให้ข้าราชการนั้นไม่ทําผิด อีกนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วความพยายามนี้ก็จะทําต่อเนื่องกันนะครับ เพราะว่า ข้าราชการทั้งหมด ๒ ล้านกว่าคนนะครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐนะครับ ซึ่งมันมีจํานวน ที่มากมายมหาศาลเลยนะครับ เปึนไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเข้าอกเข้าใจในเรื่องของกฎหมาย ได้อย่างถ้วนทั่วทุกตัวคนนะครับ อันนี้ก็เปึนความพยายามที่จะพยายามทํา

เว็บไซต์นะครับ เราก็พยายามที่จะเติมเต็มในสิ่งที่เปึนองค์ความรู้นะครับ ในเรื่องของวิธีการฟัองคดี เรื่องของคดีปกครองต่าง ๆ นะครับ มีผู้มาใช้เว็บไซต์ประมาณ ๑ แสนรายนะครับ แล้วก็เข้ามาใช้บริการรวมทั้งหมด ๒ ล้านกว่าครั้งนะครับ เรามีตัวเลข นะครับที่ เรคคอร์ด (Record : บันทึก) เอาไว้นะครับ แล้วก็มีทั้งการ วอค อิน (Walk-in : เดินเข้ามา) เข้ามานะครับเพื่อขอคําปรึกษาแล้วเรายังมีโครงการศาลปกครองออกไปพบ ประชาชน ศาลปกครองทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนกลางนั้น ได้มีการออกพื้นที่อยู่เสมอนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่โดยเหตุที่ว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหม่ นะครับ ถึงแม้ว่าจะทํามาแล้ว ๗ ป้ ก็คิดว่ายังทําไม่ถ้วนทั่วนะครับ อันนี้ก็อยากจะ กราบเรียนว่าการปัองกันไม่ให้คดีมาสู่ศาลนั้นเปึนนโยบายสําคัญเลยนะครับที่ศาล พยายามที่จะผลักดันให้มันเกิดขึ้นมาให้ได้นะครับ

อีกคําถามหนึ่งนะครับที่บอกว่า กรมชลประทานนั้นถ้าตัดสินคดี ท่านสมาชิกขอคําตอบว่า ถ้าตัดสินคดีรายเดียวแล้วสามารถที่จะจ่ายค่าชดเชยรายอื่นได้ โดยที่รายอื่นไม่ต้องฟัองได้ไหม ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าฟัองไม่ได้ คือศาลจะทํางาน พูดจริง ๆ ว่ายังไม่สามารถที่จะทํางานในเชิงรุกได้ ศาลก็ทําหน้าที่เพียงต้องเปึนผู้ที่จะ รับคําฟัองเข้ามา จะต้องมีผู้ฟัอง ต้องมีคู่กรณี แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สมมุติว่าตัดสิน รายเดียวผลของคําพิพากษาของศาลปกครองที่ให้ใช้เงินให้กรมชลประทานใช้เงินในกรณี รายอย่างนี้ กรณีแบบนี้มันจะเกิดเปึนบรรทัดฐานขึ้นมา ผู้ที่จะฟัองรายอื่น ๆ ก็สามารถ ที่จะเอาบรรทัดฐานนี้ไปอ้างยันกับกรมชลประทานได้นะครับ และโดยฐานะโดยสภาพของ หน่วยงานของรัฐเมื่อมีคําพิพากษาของศาลตัดสินออกมาเปึนบรรทัดฐานแล้ว ก็มักจะ ไม่ให้เกิดกรณีที่มันซ้ําให้ไปฟัองได้ ฉะนั้นกรมชลประทานก็สามารถที่จะจ่ายสตางค์ ค่าชดเชยให้กับผู้ฟัองคดีที่เขามาอ้างคําบรรทัดฐานนี้ได้ ผมเรียนว่าในฝรั่งเศสนั้น คดีปกครองแทบจะไม่เกิดแล้ว เพราะว่าตั้งมา ๒๐๐ กว่าป้ คําพิพากษาของศาลปกครอง นั้น เมื่อวางบรรทัดฐานไปแล้วหน่วยราชการก็จะดําเนินการตามแล้วก็จะไม่ทําผิด อย่างนั้นอีก คดีที่เคยเปึนความผิดก็จะหมดไป ซึ่งมันไม่เหมือนคดีแพ่งหรือคดีอาญา ซึ่งวันนี้เกิดเหตุอย่างนี้พรุ่งนี้ก็เกิดเหตุอย่างนี้ซ้ําได้อีก สมมุติคนโกงกัน มันก็โกงกันได้ ทุกวัน มันก็เกิดเปึนคดีซ้ําซากกันมาสู่ศาลได้ถูกไหมครับ แต่ว่าถ้าเปึนศาลปกครองพอวาง บรรทัดฐานลงไปแล้วมันจบครับจบ อย่างเช่น เรื่องค่าเช่าบ้านของข้าราชการก็ไม่มีเรื่อง อย่างนั้นมาสู่ศาลอีก อันนี้ก็กราบเรียนเรื่องของกรมชลประทานที่ฝากถาม

อีกอันหนึ่งนะครับคําถามก็คือว่า ยุติธรรมสมานฉันท์ ก็คือไกล่เกลี่ยก่อนที่ คดีจะมาสู่ศาลทําได้ไหม ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ยกร่าง เมื่อคราวนั้นที่ผ่านมาแล้วถูกปฏิวัติไป แค่ขนาดรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถือว่าเปึนรัฐธรรมนูญ ที่ครบเครื่อง ฝรั่งมาดูเขายกย่องประเทศไทยเลยว่า โอ้โฮ ประเทศไทยนี่เยี่ยมเลย มีกลไก ในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐมากมาย อย่างชนิดว่าครบเครื่องในประเทศที่ทันสมัย เขามี จะเห็นว่าเรามีทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เรามีทั้งคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชน เรามีทั้งศาลปกครอง เรามีทั้งศาลรัฐธรรมนูญนะครับ กลไกเหล่านี้จะทํา หน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในรูปแบบต่าง ๆ นะครับ ฉะนั้นถ้าเปึนเรื่องของ ข้อพิพาททางปกครอง ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าหน่วยงานที่ไกล่เกลี่ยมีอยู่แล้วครับ แล้วทํา หน้าที่ค่อนข้างจะได้ผลด้วยก็คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินจะทําหน้าที่ คล้าย ๆ ในเชิงที่ว่ารับเรื่องร้องทุกข์เหมือนกับกระดิ่งในสมัยพ่อขุนรามคําแหงนะครับ ที่ว่า เวลาคนได้รับทุกข์ร้อนอะไรก็จะมาสั่นกระดิ่งแล้วผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะมารับ ถ้าเปึน เรื่องที่สามารถไกล่เกลี่ยได้ผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะไกล่เกลี่ย รับเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่อง ของราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากข้าราชการก็จะมีการไกล่เกลี่ย แต่ถ้าไกล่เกลี่ย ไม่สําเร็จค่อยส่งไปที่ศาลปกครอง ฉะนั้นโดยบทบาทของรัฐธรรมนูญได้แบ่งอํานาจหน้าที่ ไว้ชัดเจนอยู่แล้วนะครับ แล้วเราก็มีองค์กรที่ทําหน้าที่สมานฉันท์อย่างอื่นอีก อย่างเช่น กรณีหน่วยราชการ เพราะว่าการที่จะมาศาลปกครองมันมีคํากล่าวอยู่คําหนึ่งนะครับ ก็คือ ศาลนั้นเปึนที่พึ่งสุดท้ายนะครับ ก็คือหมายถึงว่าถ้าคุณเดือดร้อนมีปัญหาข้อพิพาท กับหน่วยงานของรัฐให้พยายามที่จะหาวิธีการเยียวยากันภายในฝ์ายบริหารให้ได้ จนไม่มีทางที่จะเยียวยาแล้วถึงค่อยมาศาล ฉะนั้นกฎหมายนี้คนที่จะมาศาลปกครองจึงต้องผ่านขั้นตอน กรณีว่าได้รับ ความไม่เปึนธรรมเกี่ยวกับคําสั่งทางปกครอง ก็จะต้องบังคับให้ไปอุทธรณ์ต่อหน่วยงาน ที่ทําให้เดือดร้อนก่อน ตรงนั้นมันก็จะเกิดกระบวนการไตร่ตรองนะครับ แล้วก็ดําเนินการ ทบทวนว่าสิ่งที่ทํามันถูกหรือผิด หรืออะไรนี่ ทําให้หน่วยราชการนั้นมีเวลาที่จะทบทวน นะครับ แล้วก็หลาย ๆ คดีนั้นก็จบไม่ต้องมาถึงศาล เพราะว่าอุทธรณ์แล้วฟังขึ้นนะครับ อันนี้ก็กราบเรียนว่าโดยสภาพกฎหมายขณะนี้ ศาลยังทําอย่างนั้นไม่ได้ แต่ว่า อย่างไรก็แล้วแต่ในกลไกของรัฐธรรมนูญขณะนี้มีกลไกพวกนี้ไว้ค่อนข้างจะครบถ้วนแล้ว นะครับ

ทีนี้สําหรับคําถามต่อไปนะครับ คําถามเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายในการ ฟัองร้องคดีนั้น ท่านสมาชิกท่านบอกว่าจริง ๆ มันไม่จริง ไม่จริงก็เพราะว่าเวลาไปฟัอง แม้ว่าจะฟัองง่าย พอฟัองส่วนราชการเขาก็สู้คดี พอสู้คดีขึ้นมาชาวบ้านก็เจอข้อกฎหมาย ก็ไม่รู้จะทําอย่างไรนะครับ ก็ต้องไปจ้างทนาย ก็ต้องเสียสตางค์ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า โดยหลักการชาวบ้านบอกเพียงแค่ข้อเท็จจริงเท่านั้นครับว่าตัวเองมันเกิดอะไรขึ้น แล้ว ข้อเท็จจริงมันเปึนอย่างไร ซึ่งการบอกข้อเท็จจริงผมว่าชาวบ้านบอกได้ ไม่ได้บอก ข้อกฎหมาย ไม่ได้คิดแง่มุม เงื่อนแง่ทางกฎหมายที่จะไปหักล้าง เพราะอะไร เพราะว่าเรื่อง ของกฎหมายเปึนหน้าที่ของศาลที่จะค้นหา แสวงหาข้อกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริง เองนะครับ ศาลเพียงแต่ว่าไต่สวน เพื่อที่ว่าข้อเท็จจริงมันเปึนอย่างไร เขาบอกว่า กระบวนการยุติธรรมทางการปกครองเปึนการให้ความยุติธรรมตามเนื้อผ้าให้มากที่สุด โดยไม่เอาเรื่องเทคนิคเข้ามานะครับ ก็คือถูก-ผิดนั้นว่ากัน ฉะนั้นข้อเท็จจริงเปึนเรื่อง สําคัญ ศาลจึงพยายามที่จะมัดข้อเท็จจริง ให้ทั้ง ๒ ฝ์ายได้ทราบว่าข้อเท็จจริงของแต่ละ ฝ์ายที่อ้างอิงอันนี้มันเปึนอย่างไรกันเท่านั้นเองในกระบวนการนั้น แต่ว่าบางทีอาจจะมี คํากล่าวที่เกินเลยนะครับว่าจะต้องไปให้ทนาย แต่ผมเรียนว่าหลักการไม่ได้เปึนอย่างนั้น นะครับ

ปัญหาอีกอันหนึ่ง ก็คือเรื่องของการเป่ดศาลไม่ครบนะครับ ปัญหา การเป่ดศาลไม่ครบนี่นะครับ อย่างท่านสุวโรชได้กล่าวเอาไว้ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ปกตินี่นะครับ อย่างที่ผมบอกนะครับว่าธรรมชาติของคดีปกครอง ไม่เหมือนคดีแพ่ง คือ นับวันมันก็จะหมดถูกไหมครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่าตัดสินเปรี้ยง ไม่เกิดแล้ว อันนี้ว่าตามทฤษฎีนะครับ เหมือนประเทศฝรั่งเศสตั้งมา ๒๐๐ ป้ แทบจะไม่มีแล้ว เพราะว่าอะไร วางบรรทัดฐาน ๆ วางแนว ๆ ไป ข้าราชการก็ไม่กล้าที่จะไปละเมิดอีกแล้ว ฉะนั้นที่บอกว่าคดีจะเพิ่มไปนี่นะครับ แบบคดีแพ่งไม่เหมือนกันนะครับ อันนั้นเปึนเหตุผล อันหนึ่งนะครับ

อันที่ ๒ ตั้งศาลในภูมิภาคขณะนี้ เราตั้งแล้วขณะนี้ ๗ แห่ง ภาคละ ๒ แห่ง คือเราคํานึงถึงประชากรในพื้นที่นะครับ จํานวนคดีที่ฟัอง ลักษณะภูมิประเทศ เส้นทาง คมนาคม แล้วก็ความหนาแน่นของส่วนราชการ รวมทั้งความพร้อมของพื้นที่ อันนี้เปึน องค์ประกอบในการพิจารณาวิเคราะห์ และในเบื้องต้นเราคิดว่า ๗ ศาล ที่กระจายอยู่ ในภาคละ ๒ แห่ง อย่างภาคเหนือ มีจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดพิษณุโลก เหนือล่าง เหนือบน ภาคอีสาน มีอีสานบน อีสานล่าง แล้วก็ภาคใต้ ก็มีจังหวัดสงขลา แล้วก็ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดชุมพรนี่ก็อาจจะอยู่ในข่ายนะครับ ทีนี้ประเด็นก็คือว่า อย่างนี้ครับ ศาลเพิ่มคงไม่เปึนไร ถึงไม่เพิ่มประชาชนก็ฟัองคดีได้ เพราะเขาฟัองทาง ไปรษณีย์ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ฟัองทางไปรษณีย์ครับ ฉะนั้นการที่มาศาลก็คงไม่เปึนไร อันนี้ก็เปึนประเด็นหนึ่งนะครับ

อีกอันหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่าขณะนี้เรากําลังจะเป่ดศาล เพิ่มแล้ว โดยจะเพิ่มอีก ๓ แห่ง ก็คือที่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดอุบลราชธานี เพราะว่าเรา ดูแล้วคดีที่ศาลปกครองในทางภาคอีสานจะเปึนภาคที่มีการฟัองคดีปกครองมากที่สุด นะครับ ก็จะเพิ่มที่ทางภาคอีสานอีก ๒ แห่ง ก็คือจังหวัดอุดรธานีกับจังหวัดอุบลราชธานี เพราะว่าดูปริมาณงานแล้วจํานวนมากนะครับ แล้วก็อีกอันหนึ่งนะครับ ทางภาคตะวันตก ขณะนี้ไม่มี เรามีแต่ภาคตะวันออก คือที่จังหวัดระยอง ก็จะไปตั้งที่จังหวัดสุพรรณบุรีก็จะครบส่วนนั้น สําหรับจังหวัดชุมพรนั้นก็คงจะอยู่ในลําดับถัดไปนะครับ ก็คงจะต้องมีการวิเคราะห์ลงมา อีกครั้งหนึ่ง ต้องกราบเรียนข้อเท็จจริงว่าขณะนี้แผนเปึนอย่างนี้นะครับ

คําถามต่อไปนะครับท่าน ที่มีคําถามบอกว่าบางคดีนั้นตัดสินเร็วจี๋เลย แต่บางคดีช้ามาก คดีเร็วจี๋ อย่างเช่น คดีเขาพระวิหาร แต่คดีช้ามาก อย่างเช่น เมื่อสักครู่ ยกตัวอย่าง ท่านยกตัวอย่างท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยว่ายังไม่เห็นมีอะไรเลย ผมเรียน อย่างนี้ครับ คดีเร็วจี๋ก็เพราะว่าในเรื่องเขาพระวิหารมันมีเรื่องของการขอให้คุ้มครอง ชั่วคราว ให้ไต่ส่วนด่วนฉุกเฉินนะครับ เพราะศาลนี่รับที่จะไต่ส่วนฉุกเฉิน เพราะเห็นว่า การที่ถ้ายอมให้ประเทศไทยร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชานั้นจะทําให้ ประเทศไทยนั้นเสียโอกาส ในการที่จะอ้างแนวสันปันน้ําเปึนเส้นเขตแดน เพราะไปยอมรับ เขาตั้งแต่แรก อันนี้ผมอ่านในคําพิพากษาศาล แล้วผมเห็นว่าศาลใช้เหตุผลอันนี้ในการที่จะ ไต่สวนฉุกเฉินนะครับ แล้วก็ถึงได้ตัดสินคดีได้อย่างรวดเร็ว จริง ๆ แล้วศาลก็มองเห็นว่า ผลกระทบต่อประเทศชาติ ผมคิดว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมคงจะอยู่ที่คนมองนะครับ แต่ผมคิดว่าในนิยามของยุติธรรมผมคิดว่าความยุติธรรมนั้น ก็คือความรู้สึกของคน ส่วนใหญ่ที่มีจิตใจปกติในสังคมเห็นฟัองต้องกันว่าถูกต้อง การที่ประเทศไทยจะเสีย ดินแดนไป ผมว่าไม่มีใครในประเทศไทยคนไหนที่จะไปยอมรับได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ศาลไต่สวนฉุกเฉินนั้นเปึนสิ่งที่น่าจะถูกต้องแล้ว อันนี้ผมขออนุญาตก้าวล่วงนิดหนึ่ง แต่ว่า ก็เปึนความเห็น ซึ่งท่านอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ถามว่าบางคดีช้ามาก คดีช้ามากก็เกิดจาก

๑. เขาไม่ได้ขอไต่สวนฉุกเฉินมา แล้วก็ปกติคดีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผมเรียนนะครับยังไม่ได้มาศาลปกครองครับ เพราะว่าอะไรนะครับ เมื่อสักครู่ผมบอก แล้วว่ากว่าที่จะมาศาลปกครองได้ต้องไปอุทธรณ์ในฝ์ายของฝ์ายปกครองให้มันเรียบร้อย เสียก่อน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการที่เขาไปร้องที่ ก.พ. นะครับ กรรมการพิทักษ์ระบบ คุณธรรมให้ช่วยที่จะดูในเรื่องนี้ว่ายุติธรรม หรือย้ายอย่างเปึนธรรม หรือไม่เปึนธรรม ยังไม่มาถึงศาลปกครองนะครับ อันนี้ก็กราบเรียน ก็เปึนข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา

ทีนี้ท่านถามถึงเรื่องของวิธีการชั่วคราวก่อนคําพิพากษา ผมเรียนอย่างนี้ ครับว่าปกติศาลจะไม่ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนคําพิพากษาพร่ําเพรื่อนะครับ แต่ไม่ไต่สวน ฉุกเฉินเร็วจี๋อะไรแบบทุกเรื่องนะครับ แล้วก็บางเรื่องต้องไต่สวนฉุกเฉิน แล้วบางเรื่อง ไม่ไต่สวน มันใช้หลักอะไร ผมขออนุญาตเรียนหลักเกณฑ์ที่ศาลจะพิจารณา ก็คือว่า เรื่องกรณีที่ศาลจะไต่สวนฉุกเฉินคุ้มครองชั่วคราว

อันแรก ต้องมาจากที่ว่าศาลเห็นว่ากฎ ส่วนราชการออกกฎ หรือออกคําสั่ง นั้น ตัวกฎหรือ ตัวคําสั่งนั้นมันน่าที่จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือดูแนวโน้มว่าไม่น่าจะ แฟร์ (Fair : ถูกต้อง) ไม่น่าจะถูกต้อง อันนั้นก็เปึนส่วนหนึ่งที่ศาลจะต้องใช้ไปดู ในเบื้องแรก

อันที่ ๒ การที่ปล่อยให้กฎหรือคําสั่งที่ศาลคิดว่าอาจจะไม่ถูกต้องนั้นมีผล ใช้บังคับต่อไป จะทําให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การเยียวยาในภายหลัง ก็คือหมายถึงว่าถ้าปล่อยไปปล่อยให้มีกฎหรือมีคําสั่งออกไปอย่างนั้น ก็ยากจะแก้ไข

แล้วอันที่ ๓ ก็คือหมายถึงการที่ว่าเมื่อมีการทุเลาการบังคับตามกฎหรือ คําสั่งนั้นแล้ว มันไม่เปึนอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คือว่าถ้าสามารถไม่เปึน อุปสรรค ก็ โอ.เค. นะครับ อย่างเช่น การระงับไม่ให้สร้างอุโมงค์ลอดถนนตรงวงเวียนใหญ่ แล้วก็พักตั้งนาน ทุเลา บังคับเอาไว้ ไม่ให้มีการสร้างต่อ มันไม่ได้เปึนอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ก็เพียงแต่ว่าการก่อสร้างล่าช้า แต่ว่าอย่างกรณีสอบ โอเน็ต (O-net : Ordinary National Education Testing : การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน) มีเด็กมาร้องบอกว่า ขอให้คุ้มครองชั่วคราวนะครับ อย่าให้เป่ดสอบ อย่างนั้นก็คงไม่ได้นะครับ อันนั้นมันจะ เปึนอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน มันจะทําให้เด็กทั่วประเทศไม่ได้สอบ อย่างนี้ ไปร้องขอให้ศาลคุ้มครองศาลก็คงไม่คุ้มครองให้นะครับ อันนี้ก็กราบเรียนนะครับ เพื่อตอบคําถามท่านนะครับ

คําถามอีกคําถามหนึ่งนะครับ ก็คือว่า มีท่าน ส.ส. บอกว่าปกติศาลจะ ไม่ค่อยใกล้ชิดกับประชาชนนะครับ อันนี้ก็ต้องกราบเรียนว่า ธรรมชาติของศาลคงไม่ใช่ ทํางานในเชิงรุก แล้วก็ออกไปหาประชาชนอย่างนั้นคงไม่ใช่นะครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หรือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ออกแบบให้ศาลปกครองเกิดขึ้นมาคู่กับตัวสํานักงาน ศาลปกครองนะครับ ตัวสํานักงานศาลปกครองนั้นเปึนส่วนราชการที่มีเลขาธิการ สํานักงานศาลปกครองเปึนหัวหน้าส่วนราชการ ทําหน้าที่เปึนฝ์ายธุรการศาล ทําหน้าที่ใน เรื่องของการเผยแพร่คําพิพากษา ทําหน้าที่ในการวิเคราะห์เหตุแห่งการฟัองคดีนะครับ ทํา หน้าที่ในการอบรมพัฒนาหรือว่างานบริหารทั่วไปต่าง ๆ ของศาล บทบาทที่จะใกล้ชิดกับ ประชาชนนั้นก็เปึนบทบาทของสํานักงานศาลปกครอง ซึ่งต้องเรียนว่าขณะนี้ก็ทํา อย่างเต็มที่แล้ว แล้วทุกวัน ทุกป้ตลอดป้ที่ผ่านมา แล้วได้มีการออกไปเผยแพร่หรือไป พบปะประชาชนนะครับ มีการทําเอกสาร แล้วก็ฝ๊กอบรมอย่างที่ผมกราบเรียนท่านว่า ในเรื่องของการออกเว็บไซต์ ในเรื่องของการให้คําปรึกษาแนะนํากับประชาชน อันนี้ผมเรียนยืนยันนะว่าตัวสํานักงานศาลปกครองได้ทําหน้าที่แทนศาลปกครองอยู่แล้ว นะครับ

คําถามต่อมา ในเรื่องของลูกจ้างชั่วคราวแล้วก็ลูกจ้างประจํานะครับ ซึ่งของศาลปกครองบอกว่าไม่มีได้ไหม ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า โดยปกติการกําหนด ตําแหน่งลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งเปึนหน้าที่ของหน่วยงานที่จะกําหนด การกําหนดตําแหน่ง จะต้องดูเรื่องงานเปึนหลัก งานไหนที่มีลักษณะที่มันเกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว มีปริมาณ ขึ้น ๆ ลง ๆ มีปริมาณไม่คงที่ มันมีแล้วอาจจะหายไปในอนาคต อย่างนี้ไปให้เปึนข้าราชการ ประจํา ทําไม่ได้ครับ เพราะว่ามันจะเกิดความเสียหายกับงบประมาณของแผ่นดิน เราก็ใช้ วิธีแก้ก็คือต้องจ้างเปึนลูกจ้างชั่วคราว แล้วก็ต่ออายุถ้างานต่อนะครับ เราก็จะทํางาน ในลักษณะที่ไม่มีลักษณะประจํา อันนี้ก็กราบเรียนท่านนะครับว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ลูกจ้างชั่วคราวก็คงยังต้องมีอยู่ แต่ลูกจ้างประจํา ขณะนี้ ก.พ. รู้สึกว่าจะกําหนดตําแหน่ง เปึนพนักงานราชการขึ้นมาแทนแล้ว ไม่ให้มีตําแหน่งลูกจ้างประจํานะครับ ซึ่งทาง สํานักงานศาลปกครองก็กําหนดตําแหน่งในทํานองนี้ไว้เหมือนกัน แต่ใช้ชื่อว่า พนักงาน ศาลปกครองนะครับ

แล้วก็คําถามสุดท้าย ที่ผมจดได้ ไม่ทราบยังขาดตกบกพร่องอะไรหรือเปล่า แต่ว่าขอกราบเรียนคําถามสุดท้ายนะครับก็คือว่า ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวว่า การตั้งตัวชี้วัด ไม่ถูกต้อง แล้วก็ไม่น่าที่จะตั้งในลักษณะแบบนี้ ผมยอมรับนะครับว่า เรายังอ่อนหัด นะครับในเรื่องของการที่เขาเรียกว่า การเรียนรู้ การบริหารงานที่เขาเรียกว่า บริหารโดยมุ่ง ผลสัมฤทธิ์ที่มันมีตัวชี้วัดในการบริหารจัดการงานเอามาเปึนตัววัดนะครับ ปกติเรา พยายามหลีกเลี่ยงเลยที่เขาบอกว่า ตามทฤษฎีที่เขาบอกว่า ให้พึงหลีกเลี่ยง การตั้งเปัาหมายที่เปึนตัวชี้วัดชนิดไม่ต้องออกแรงนะครับ มันมีตัวชี้วัดอย่างเช่นว่า ถ้าให้เราตั้งตัวชี้วัดว่าอย่างนี้อะไรคือความสําเร็จเรา เราก็ตั้งให้มันง่าย ๆ หมู ๆ นะครับ แล้วก็ให้พึงหลีกเลี่ยงตัวชี้วัดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือตัวชี้วัดประเภททําไม่ได้ อย่างนี้ก็ต้องระวัง ทีนี้ระหว่างที่ไม่ต้องออกแรงกับที่ทําไม่ได้มันอยู่ตรงจุดไหน มันเปึนเรื่องที่ว่าถ้าคนที่ ไม่เคยมีประสบการณ์ แล้วมาเริ่มทํามันก็ลําบาก สุดท้ายก็ต้องใช้วิธีระดมสมอง แล้วก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้ เราพอจะกําหนดเปึนเกณฑ์ได้ แต่ว่า เมื่อนานเข้ามีสถิติที่มันฟัอง แล้วมันยืนยันมากขึ้น ๆ เราจะค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปหาตัวชี้วัด ที่ถูกต้องได้ ฉะนั้นเรามองผลระยะยาว ตัวชี้วัดที่ปรากฏในรายงานผลการปฏิบัติงาน บางทีดูแล้วมันน่าตลกนะครับว่าบางทีกําหนดไว้ ๕ แต่ได้ถึง ๒๙ อะไรทํานองนี้นะครับ แต่อันนี้ต้องยอมรับ ผมยอมรับ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สํานักงานศาลก็พยายามที่จะ แก้ไข ก็เรียนยืนยันว่าเราพยายามจะพัฒนาพวกนี้ออกมาให้ได้ผลสําเร็จนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ ท่านครับ