สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง หารือเรื่องผลการปฏิบัติงานของศาลปกครองและสํานักงานศาลปกครอง ประจําปี พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยเรียกร้องการจัดให้ลูกจ้างชั่วคราวและลูกจ้างประจําในศาลปกครองเป็นข้าราชการ และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบริหารงานภาครัฐ โดยชี้ว่า การตั้งเป้าหมายและวัดผลสัมฤทธิ์ไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถวัดผลงานได้อย่างแม่นยำ และอาจนำไปสู่การเสื่อมขององค์กร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องประสิทธิภาพของศาลปกครอง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเผยแพร่เอกสารเพื่อให้ประชาชนมีความรู้และเข้าใจในเรื่องการฟ้องร้อง

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ชัยนาท

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ ต้องขอประทานอภัยต่อท่านประธาน พอดีกําลังไปเจรจากับวิปเรื่องกรรมาธิการ ผู้สูงอายุ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เปึนเรื่องของรายงานการปฏิบัติงานของ ศาลปกครองและสํานักงานศาลปกครอง ประจําป้พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญนั้น องค์กรต่าง ๆ นั้นจะต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นศาลปกครองก็ได้กระทําในสิ่งเหล่านี้ ก็คือนําผลการปฏิบัติงานมาสู่สภา เพื่อให้สภานั้นรับทราบแล้วก็พิจารณา

เรื่องแรก อยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือในเรื่องของผมไม่อยากเห็น ประเทศไทยของเราที่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในหน่วยงาน นั่นก็คือ ลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้าง ชั่วคราว ศาลเปึนผู้ให้ความยุติธรรมต่อคน การที่ให้คนบางคนได้มีหน้าที่ตําแหน่ง บางตําแหน่ง แต่คนบางคนมีหน้าที่ไม่ทัดเทียมอีกตําแหน่งหนึ่งนั้น ถือว่าไม่ยุติธรรม หรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า องค์กรของศาลนี่ เปึนไป ได้ไหมต่อไปไม่มีได้ไหมลูกจ้างชั่วคราวและลูกจ้างประจํา ขอยกระดับเปึนข้าราชการ ทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ทําได้หรือไม่ อย่างไร ผมคิดว่าไม่ใช่เปึนสิ่งที่ยากเย็นและก็เปึนสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ เลย ยกเว้นไม่ปฏิบัติ ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าคงไม่ได้พูดกับ หน่วยงานของศาลปกครองเท่านั้นนะครับ ซึ่งเปึนหน่วยงานที่ตั้งใหม่ แม้แต่สภา ผู้แทนราษฎรก็ได้พูด แล้วก็สภาผู้แทนราษฎรก็บอกว่าไม่มีแล้ว ไม่มีแล้วนะครับ ลูกจ้าง ชั่วคราวและลูกจ้างประจํา เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้ฟังได้ยินก็บอกมา ถ้ามีร้องเรียนมา ยินดีที่จะดําเนินการให้เรื่องนี้ ก็ขอให้ท่านได้รับปากได้ไหมว่าจะหมด เมื่อไรและปัจจุบันเหลือแค่ไหน ป้ ๒๕๕๐ มีอยู่ ๑๒๐ คน ลูกจ้างชั่วคราว แล้วก็ ลูกจ้างประจํามีทั้งหมด ๒๓ คน ขออนุญาตยกระดับทั้งหมดนะครับ ยกระดับ ความเปึนอยู่ของพี่น้องประชาชน ถ้าตราบใดก็ตามแต่เรายังมีลูกจ้างชั่วคราวหรือ ลูกจ้างประจําอยู่ในประเทศ ประเทศเราพัฒนาไม่ได้ครับ ไม่พัฒนาแน่นอน เพราะว่า ชนชั้นยังต่างกัน

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่อง ผมเองได้รับรายงานแล้วตัวชี้วัด แล้วผมไม่สบายใจ ผมอยากจะกราบเรียนครับว่าผมจบรัฐประศาสนศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต เพราะฉะนั้น การบริหารองค์กรภาครัฐรู้แล้วก็ทราบ เพราะฉะนั้นต้องเรียนต่อท่านทั้งหลายครับว่า ต้องเรียนต่อท่านประธานครับว่าตรงนี้ต้องนําเรียนนะครับว่า ทําไมถึงต้องมาห่วงตัวชี้วัด แล้วก็ทําไมถึงต้องเปึนอย่างนั้น ผมเชื่อครับว่าโดยลําพังของผู้บริหารเพียงคนเดียว หรือกลุ่มเดียว หรือคณะเดียวไม่สามารถทํางานได้ครับ ให้องค์กรสัมฤทธิ์ผลได้ ตัวชี้วัด เครื่องชี้วัด แล้วก็อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการที่จะทําหรือผลักดันนี้เปึนส่วนสําคัญอย่างยิ่งที่จะ ให้งานนั้นบริหารได้ราบรื่นหรือดีตามเจตนารมณ์ หรือตามวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร อยากจะ กราบเรียนครับ ว่านี่คือสิ่งที่อยากจะบอกนะครับ แล้วก็อยากจะให้ไปศึกษาแล้วก็ปรับเสีย ผมไม่ได้ดีใจกับงานนะครับ ท่านเขียนมาหน้าที่ ๖๑ ครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ถ้าเอกสารมีก็ขออนุญาตนะครับ ช่วยดูด้วยก็จะดี

เรื่องที่ ๔ จํานวนผลงานและเอกสารวิชาการเกี่ยวกับหลักกฎหมาย ปกครองและกระบวนการยุติธรรมทางศาลปกครองที่เผยแพร่ กําหนดไว้ ๙ เรื่องครับ ท่านประธาน แต่ปรากฏว่าไปเผยแพร่ได้ทั้งหมดเท่าไรครับ ๒๙ เรื่อง ท่านประธานฟังดูมัน น่าจะดีใจนะครับ แต่ผมไม่ดีใจ แสดงให้เห็นว่าเรื่องที่ตั้งไว้ทีแรกมันตั้งผิด แสดงว่าการตั้ง ไม่ถูกต้อง ไม่มีความเหมาะสมสอดคล้องต้องด้วย แล้วปรากฏว่าทํามาได้ถึง ๒๙ เรื่อง ถ้าวันนี้ ถ้าตั้งไว้ในอดีตตั้งไว้สัก ๒ เรื่อง วันนี้ก็จะได้ทั้งหมดเท่าไร ๒๙ เรื่องก็จะได้ มากกว่าเก่าใช่ไหม อันนี้ตั้งไว้ทั้งหมด ๙ เรื่อง ก็ได้เพิ่มไป ๒๐ เรื่อง มากกว่าเก่า อย่างนี้ ถือว่าไม่ใช่นะครับ ผิดนะครับ การตั้งนั้นผิดแล้ว ไม่ถูกต้องแล้ว การตั้งนั้น การทํานั้นต้อง สอดคล้อง ไม่ใช่ท่านบอกว่าท่านมีเรื่องที่จะทําทั้งหมดว่า ๓ เรื่อง ท่านก็ทํา ๓ เรื่อง มี ๑๐ เรื่องก็ทํา ๑๐ เรื่อง อย่างนั้นมันไม่ใช่ สมรรถนะมันไม่มี ต้องดูสมรรถนะด้วยว่า สมรรถนะนั้นมีหรือไม่ อย่างไร มิฉะนั้นองค์กรหรือพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ก็จะไม่ได้ ปฏิบัติงาน เพราะว่าสายงานนั้นไม่มีงานทํา ก็นั่งตบยุงแปะ ๆ ถ้าอย่างนี้ไม่ได้ครับ เสียเงินเดือนครับ ผิดครับ การบริหารภาครัฐ การบริหารให้เปึนไปในองค์กรที่ดีนั้นไม่ได้ครับ องค์กรจะเสื่อมครับ ถามว่าเสื่อมทําไม ก็อีกหน่วยงานหนึ่งไม่มีงานทํา อีกหน่วยงานหนึ่ง ทําแทบตาย แล้วไม่ช่วยกัน ก็กินเงินเดือนเท่ากัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ทํา การไม่ทํางานของ องค์กรภาครัฐมันก็เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการบริหารภาคประชาชนหรือ บริหารทางภาคธุรกิจเอกชนนั้นเขาบริหารแล้วเขามีตัวชี้วัดหลายเรื่อง หลายปัจจัย หลาย ๆ ตัว ทําให้องค์กรเขาสามารถขับเคลื่อนไปได้และไปได้ดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้อง แก้ไขครับ ไม่ใช่ผมดีใจนะ ก็ขอฝากไว้ให้แก้ไขด้วย ผมพูดในกรรมาธิการนะครับ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ เอาตัวเลขมาเคาะนะครับ อยากจะคิดวันนี้ จะตั้ง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็เอาเลข ๗๐ เปอร์เซ็นต์มาตั้ง วันนี้อยากจะตั้งเลข ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็มาตั้ง แล้วผลสัมฤทธิ์ออกมาเท่าไรก็มาว่า อย่างนั้นไม่ใช่นะครับ การตั้งของเลขที่มานี่ ไม่ใช่อยู่ที่ใจคนนะครับ ไม่ใช่อยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่หน่วยงาน ตัวเลขที่ตั้งนี่มันต้องไปวัดกับ ต่างประเทศเขาด้วย วัดกับสากลเขาด้วยว่า สากลเขามีระดับนี้เหมือนกับเล่นฟุตบอล ยกตัวอย่าง ระดับฝ้มือเขามีขนาดนี้ ของเราตั้งแล้วระดับขนาดนี้ แล้วตั้งเสียสูงเท่าเทียม เขาเลย แต่ไปสู้เขาไม่ได้เลยสักแมทช์ (Match : การแข่งขันกีฬาที่ติดต่อกันครั้งหนึ่ง จะเปึนกี่เกมกี่เซ็ทก็สุดแต่จะตกลงกัน) หนึ่งอย่างนี้ ไม่ได้สักครั้งหนึ่งอย่างนี้ ถือว่าตั้งผิด ไม่ใช่ มาตรฐานเรายังไม่ถึง ถ้าอย่างนั้นการพัฒนามันจะไม่เกิด อันนี้ผมขออนุญาต กราบเรียนไว้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ไปที่หน้า ๖๒ ผมใส่ใจครับเรื่องอย่างนี้ ร้อยละของ จํานวนคดีที่ศาลปกครองรับไว้พิจารณาต่อคดีที่ประชาชนยื่นฟัองทั้งหมด เปอร์เซ็นต์ได้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นแสดงว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ส่วนไม่ได้รับไว้ สาเหตุที่ไม่รับไว้นี้เพราะว่า คนมาฟัอง มาร้อง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในประเทศนี่ไม่รู้เรื่อง แล้วถ้าเกิดว่าคนนั้นปรากฏว่า เปึนอะไร เปึนทนายด้วยยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เลย เพราะแทนที่จะรู้เรื่องกลับไม่รู้เรื่อง เอาไป ฟัองแล้ว ไปร้องแล้ว ปรากฏว่าอย่างไร เรื่องทั้งหมดนั้นใน ๑๐๐ เรื่องถูกยกทิ้งไป ๒๕ เรื่อง แสดงให้เห็นว่าสมรรถนะ ประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลของคนที่เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการร้องเรียนหรือการฟัองร้องไม่มี ท่านจะต้องทําในเรื่องหนึ่ง นั่นก็ คือในเรื่องของการเผยแพร่เอกสารให้ความรู้ ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ พี่น้องประชาชนนั้นมีความรู้ ความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นในเรื่องเหล่านี้ มิเช่นนั้นคนที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์นี่ไม่ได้รับสนองตอบนะครับ ไม่ใช่เขาไม่ทุกข์นะครับ เขาไม่ได้รับความเปึน ธรรม เขาไม่ได้รับความเดือดร้อน แต่เราดูแลแล้วได้แค่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์เอง อีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์นั้นทิ้ง ๐ เลยนะครับ ทิ้ง ๐ เลย เพราะฉะนั้นการทําให้ใกล้เคียงเท่าไร ใกล้เคียงในที่นี้คือใกล้เคียง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเราได้สนองตอบความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หรือการไม่ได้รับความเปึนธรรม เพราะฉะนั้น อยากจะให้ทําเถอะสิ่งเหล่านี้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์นี่ถือว่ายังใช้ไม่ได้ ต้องทําให้ได้มากกว่านี้ ในต่างประเทศหรือในศาลอื่น หรือในองค์กรอื่นเขาทําได้เท่าไร อยากจะให้เปึน ตัวเปรียบเทียบ ตัวชี้วัดด้วยว่า จริง ๆ แล้วต้องเท่าไร

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่ท่านได้ทําไปนี้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ในข้อที่ ๙ ท่านรับมา ๗๕ เรื่อง ปรากฏว่าร้อยละที่สามารถทําแล้วผลปฏิบัติงานก็คือ ทําได้ ท่านทําได้ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ คิดเปึนเท่าไรของการรับเรื่อง เมื่อสักครู่นี้หายไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ความทุกข์ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ปรากฏว่าท่านทําได้แค่ ๗๗ คิดได้เปึน เท่าไร ๕๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองของการรับเรื่อง ถ้าเราไปคิดตอนต้นของคนที่มีความทุกข์ ความเดือดร้อน ท่านบําบัดทุกข์ให้เขาหรือดูแลเขานี่ ผลของการปฏิบัติงานของท่านเกิด ความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจก็ตามแต่ เหมือนกับสมาชิกพูดว่า พิพากษาแล้วได้ผล ไม่ได้ผลอย่างไร ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ผมจะไม่พูด แต่ผมจะพูดถึงผลของการทํางานออกมา นี่มันได้แค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง มันไม่ได้นะครับ ถ้าเปึนเด็กสอบหนังสือหลังจาก ส่งไปเรียนแล้วมันตกไปเยอะเลยนะครับ ไม่ได้นะครับ แสดงว่าประเทศไทยของเราการที่ ได้รับความยุติธรรมมันน้อยเหลือเกินเลย มันอยู่ที่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของความที่เขาได้รับ ความเดือดร้อน แล้วเราต้องดูแลเขานี่ได้แค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง คนอีกตั้งเท่าไร อีกตั้ง ๔๓ เปอร์เซ็นต์ถูกทอดทิ้ง เยอะนะครับ กึ่ง ๆ ในแผ่นดินนี้ แล้วแผ่นดินนี้ไม่แตกแยก ได้อย่างไร แตกแยกนะครับ เพราะคน ๔๓ เปอร์เซ็นต์นี่เขาไปอีกทิศหนึ่งเลยนะ ไม่ได้ ตรงนี้ต้องแก้ไข เราช่วยกัน ช่วยกันแล้วประเทศเราจะดีครับ อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือในเรื่องของเงิน ท่านมีเรื่องเข้ามาทั้งหมดนี่ท่านบอก ว่าทําสําเร็จ คดีหน้าที่ ๖๐ นะครับ คดีที่ดําเนินการแล้วเสร็จในป้ ๒๕๕๐ ๓๖๔ คดี งบประมาณแผ่นดินที่ใช้ไปทั้งหมด ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท การที่มีองค์กรที่มากขึ้นโตขึ้นใหญ่ขึ้นนี่ ผมเห็นในประเทศไทยนี้ ผมเกิดมาก็อายุขนาดนี้แล้ว เห็นสร้างกันเยอะเลย แต่ท้ายที่สุดมันต้องยุบสลาย เพราะบ้านเมืองไม่มีสตางค์ ทุกคน ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรจะเอาองค์กรของตัวเองให้ใหญ่โตขึ้นเพื่อวัดผลว่า ได้รับงบประมาณมาก เพื่อที่จะดําเนินการในเรื่องของอะไรก็ตามแต่ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ แล้ว ผิดแล้ว วันนี้ถ้าประเทศไทยของเรานั้นไม่มีคดีเลยสักคดีหนึ่ง ไม่มีการร้องเรียนเลย ท่านคิดว่าประเทศไทยจะเปึนสุขขนาดไหน วันนี้ถ้าบ้านเมืองเรามีการร้องเรียนทุกวันนี้ เลย วันละเยอะแยะหมดเลย ท่านคิดว่าบ้านเมืองเราจะเปึนสุขขนาดไหน ลองไป เปรียบเทียบดู นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่าน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านจะต้องทํานี่ ผมอยากจะกราบเรียนนะครับว่า ท่านจะต้องไปทําในเรื่องของการที่ให้ความรู้เชิงความรู้ การปัองกันคดีมาสู่ศาลต้องทําครับ ทําอย่างไรพี่น้องประชาชนถึงไม่มีคดีมาสู่ ศาลปกครอง ทําอย่างไรพี่น้องประชาชนถึงไม่มีคดีไปสู่ศาลอาญาหรือศาลอื่น ถ้าตราบใด ก็ตามแต่พี่น้องประชาชนไม่มีคดีมาสู่ศาล นั่นหมายความว่าประเทศของเรานั้น ไม่มีความแตกแยก ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งใช่หรือไม่ มีความเข้าใจกันตรงกัน สอดคล้องต้องกันด้วย นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านจะต้องทํา ในเชิงปัองกันด้วย ท่านจะทําในเชิงรักษาอย่างเดียวไม่ได้ เหมือนทางการแพทย์ เพราะว่า ถ้าทางการรักษาท่านพิพากษาเท่าไรก็ตามแต่เถอะ มันเปึนลักษณะของการรักษา รักษาให้เกิดความยุติธรรม ไม่เกิดความขัดแย้ง ไม่เกิดความเข้าใจผิดกัน หรืออะไรก็ตามแต่ ท้ายที่สุดมันไม่ใช่ครับ ท่านพยายามทําให้เกิดความเข้าใจกันมากน้อย ขนาดไหนก็ตามแต่ แต่ท้ายที่สุดผมว่ามันไม่ใช่ทีเดียว เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียน นะครับว่าต้องทําในเชิงของการปัองกันไม่ให้คดีนี้มาสู่ศาลให้ได้ ผมไม่ได้พูดถึง ศาลปกครองเท่านั้นนะครับท่านประธานครับ หมายถึงศาลอื่นด้วย เพราะฉะนั้นก็เรียนต่อ ท่านประธานครับว่า นี่คือสิ่งที่จะต้องทํา เมื่อเราปัองกันไม่ได้ต้องทําอะไรครับ แก้ไขครับ สิ่งที่เราต้องแก้ไขในสังคมคืออะไร เมื่อเรารู้ว่าสังคมนี้มีการร้องกันมาก มีการฟัองร้องกันมาก มีความไม่เข้าใจกันมาก เยียวยาทําอย่างไร แก้ไขอย่างไร เราเปึนผู้หนึ่งนะครับ เปึนพสกนิกรขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่ครับ ทุกคนต้องมีหน้าที่ ในการทําความเข้าใจคนในสังคม เพื่อให้สังคมนี้อยู่กันอย่างสันติสุข เพราะเรามา เดี๋ยวก็ไปแล้ว อยู่กันมาไม่เกิน ๑๐๐ ป้ ตีกันแทบตาย แต่ท้ายที่สุดก็เข้าโลงเหมือนกัน ไม่ใช่ครับ เราต้องเอาดีให้กัน ต้องเอาดีให้กันครับ ใครมีสิ่งที่ดีก็เอาสิ่งที่ดีให้กันแล้วสังคมเรา จะได้รับความดีเปึนร้อย ถ้าเรามีดีอยู่อย่างเดียวเรารับความดีของเราคนเดียวนะครับ ไม่รับความดีของคนอื่น เราก็มีแค่ดีอย่างเดียว แต่วันนี้ถ้าเรารับความดีของคนอื่นด้วย เราก็จะได้รับความดีเปึนร้อย ก็อยากจะกราบเรียนทําความเข้าใจอย่างนั้น ผมเองพูดมา ก็ยังไม่ได้สรุปท่านประธานว่า จริง ๆ แล้ว ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ถ้าเราไปคิดตามคดีของ ความสําเร็จนี่ท่านใช้เท่าไร ๓ ล้านกว่าบาท ๓ ล้านกว่าบาท เยอะไหม เยอะนะ นี่คือความสําเร็จของงาน แต่ว่าอยากจะกราบเรียนครับว่า อยากจะเห็นองค์กร ศาลปกครองเปึนองค์กรไม่ใหญ่ แต่ไม่แน่นะผู้บริหารอาจจะอยากจะเห็นใหญ่ก็ได้ ผมไม่แน่ใจ แต่ผมไม่อยากเห็นใหญ่ ถามว่าองค์กรใหญ่นี่ไม่อยากเห็น แต่อยากเห็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เชิงประสิทธิภาพ เพราะอะไร ยิ่งองค์กรใหญ่เท่าไร การใช้งบประมาณก็ยิ่งมาก การขับเคลื่อนบุคลากรก็ยิ่งเยอะ ความเสียหายต่อชาติ บ้านเมืองในเรื่องของเชิงเศรษฐกิจยิ่งมาก เพราะว่าองค์กรของเราไม่ได้เปึนองค์กรที่ หาเงินได้เอง เปึนองค์กรที่ต้องใช้เม็ดเงิน ท่านอาจจะตอบโต้ผมบอกไม่ใช่ องค์กรของเรานี่ มีองค์กรที่ได้จากเงินมี จากโน่นจากนี่ จากผลคดี จากการอะไรก็ตามแต่ แต่ขอกราบเรียนครับ นั่นเปึนน้ําตา นั่นเปึนหยดเลือด นั่นเปึนหยาดเหงื่อของพี่น้องประชาชนคนในชาติ เพราะฉะนั้นไม่อยากเห็นในสิ่งเหล่านี้ ก็ขอกราบเรียนครับ ท่านประธานครับว่า นี่คือสิ่งที่ อยากจะให้ทางศาลนั้นได้ดําเนินการพิจารณา เมื่อสักครู่ผมพูดไปในเรื่องของการปัองกัน และแก้ไข อีกสิ่งหนึ่ง ก็คือพูดไปแล้วแต่ไม่ได้นําเสนอ นั่นก็คือการฟุ๋นฟู อยากให้ฟุ๋นฟูครับ ฟุ๋นฟูความเข้าอกเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ไม่ใช่ตัดสิน โพละ ๆ ไม่รู้นะ ผมก็ไม่ทราบนะ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่านทําอย่างนั้นหรือเปล่า แต่ที่ผมเห็นมามันเปึนอย่างนั้น พอตัดสินเสร็จออกนอกบัลลังก์ บางทียังไม่มีอะไรเลย เซ็นกันข้างนอก ไม่แน่ใจผมวิพากษ์ ศาลผิดหรือถูกไม่รู้ในการปฏิบัติงาน ผมเรียนมา ผมศึกษามา ผมไม่พูด การเรียนของผม ไม่มีประโยชน์ ผมรู้เอง ตายเอง ไม่มีประโยชน์ในแผ่นดินนี้ เงินทองที่เรียนไปเปึนเงินทอง ของประเทศทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการพูดการบอก ผิดถูกท่านบอกมา เมื่อรู้ในสิ่งเหล่านี้ ก็พูดในสิ่งเหล่านี้ จะไม่พูดในสิ่งที่ไม่รู้ จะไม่พูดในสิ่งที่ไม่เรียน เพราะว่าบ้านเมืองเรานี่แปลก ท่านประธาน บางคนไม่ได้เรียนนะ พูดเยอะเลยเรื่องนั้น ขออนุญาตเหมือนกับอะไร พหูสูตมา ครูพักลักจํา เขาบอกอย่างนั้น เอามาพูดได้เปึนตุเปึนตะ เรื่องการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งเหมือนกัน ไม่ได้ศึกษามาเลย พูดได้สารพัดเลยว่าแก้อย่างไร แก้อย่างนั้น ต้องทําอย่างนั้น ต้องทําอย่างนี้ ถามว่าเรียนอะไรมา ศึกษาอะไรมา คนที่เขาเรียน เขาศึกษามาเขายังไม่อยากจะพูดเลย แต่คนที่ไม่เรียนไม่ศึกษาพูดได้เปึนตุเปึนตะ นี่คือสิ่งที่มันต้องแก้ไข แล้วก็ต้องป่ดปากด้วย ผมพูดวันนี้เยอะไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ ท่านประธานครับ แต่อย่างไรก็ตามแต่ ท่านผู้พิพากษา ท่านศาลครับ ต้องป่ดปากเขาด้วย นะครับ เพราะว่าบางทีเขาพูดมากไปก็ไม่ดี ต้องป่ดปากไม่ให้เขาพูดด้วยเวลาพิพากษา ฟุ๋นฟู ก็คือเปึนไปได้ไหมที่จะทําอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดความเข้าอกเข้าใจกัน หลังจากที่ท่านมีคําพิพากษาด้วยเหตุใด หรือจะฟุ๋นฟูโดยการที่เรียกว่า ไปอบรสัมมนา อย่างไร หรือทําอะไรขึ้นมาอย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการหรือแนวทางของท่านที่ท่านจะต้อง ไปดําเนินการ นั่นคือสิ่งที่อยากจะฝากไว้ ท่านประธานครับ ผมเองก็คงต้องขอกราบ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม แล้วก็ขอกราบขอบคุณทางศาลปกครองนะครับ ที่ให้ผมได้นําเสนอ สิ่งใดผิดพลาดก็ขอกราบเรียนขอประทานอภัยด้วย แต่สิ่งใดที่มี คุณประโยชน์ก็ขอได้รับไปดําเนินการพิจารณาด้วย ขอกราบขอบคุณครับ