สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

บรรพต ต้นธีรวงศ์ หารือเรื่องการปฏิบัติงานของศาลปกครอง โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยประนีประนอมระหว่างคู่ความ และเสนอแนะให้ศาลปกครองเปลี่ยนวิธีการพิจารณาเพื่อให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ แบบสัดส่วน

ขอบคุณครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ ส.ส. สัดส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็มีความกังวลเช่นเดียวกับท่านประธานนะครับเกี่ยวกับเรื่อง พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นจะใช้เวลาให้สั้นที่สุดนะครับ คือประเด็นของผม เกี่ยวกับรายงานการปฏิบัติงานของศาลปกครอง ผมมีประเด็นจากประสบการณ์เกี่ยวกับ เรื่องของคดีปกครองก็ดี หรือว่าคดีที่เปึนลักษณะของมโนสาเร่ ซึ่งถ้าดูตามสถิติของ ในรายงานของศาลปกครองที่แจกให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านได้ทราบนะครับ ก็จะเห็นว่ามีคดีซึ่งเสร็จภายใน ๑ ป้ เปึนจํานวนมากนะครับ แล้วก็เสร็จภายในระยะเวลา ที่นานกว่านั้นจํานวนน้อย ซึ่งแสดงว่าคดีซึ่งไม่ควรที่จะเข้าสู่ระบบของศาลปกครองมา ทําให้เพิ่มภาระงานให้กับตุลาการศาลปกครองโดยไม่จําเปึน เท่าที่ผมวิเคราะห์ออกมาว่า เปึนอย่างนั้นนะครับ ทําไมถึงเปึนเช่นนี้ ผมมีความรู้สึกว่าศาลปกครองนั้นเปึนศาลเดียวที่ ไม่มีระบบไกล่เกลี่ยประนีประนอมนะครับ และเท่าที่ทราบมา สอบถามหลาย ๆ ท่านที่มี ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้บอกว่า กฎหมายของศาลปกครองนั้นไม่ได้เป่ดโอกาสให้มีการ ไกล่เกลี่ยประนีประนอม ซึ่งเปึนเรื่องที่น่าแปลกใจมาก เพราะว่าคําว่า ศาลปกครอง นั้น กระผมเข้าใจว่าตรรกของศาลปกครองก็คือ การปกครอง การทําให้ประชาชนหรือ ส่วนราชการที่เปึนคู่กรณีกันก็ดีเกิดความเข้าใจกัน ในลักษณะที่ไม่ใช่ใช้ในเรื่องของ ข้อกฎหมายอย่างเดียว แต่ควรจะใช้ในลักษณะของความยุติธรรมเชิงสังคมเข้ามา ประกอบด้วย แต่การปรากฏว่าท่านใช้ความยุติธรรมในเชิงกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว ก็เลยเกิดความสงสัยว่าตรรกของการทํางานของศาลปกครองทําไมถึงเปึนเช่นนี้ ผมอยากจะยกตัวอย่างคดีง่าย ๆ นะครับ ที่เปึนคดีที่เล็กน้อยมาก จะเรียกว่าเปึน มโนสาเร่ก็ได้นะครับ ในฐานะที่ทํางานอยู่ในระบบบริการสาธารณสุข แล้วก็เปึน ผู้พยายามที่จะเจรจาให้ผู้รับบริการทางด้านของคนไข้หรือญาติที่มีความไม่เข้าใจกับทาง โรงพยาบาลนั้นมีความเข้าใจกันดี มีอยู่คดีหนึ่งที่ผู้ปกครองได้พาเด็กคนหนึ่งไปรับบริการ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าโรงพยาบาลแห่งนั้น เมื่อเข้าไปรับบริการก็ต้องทํา บัตรประจําตัวครับ และในการทําบัตรประจําตัวของเด็กก็เรียกเก็บเงิน ๒๐ บาทกับ ผู้ปกครองเด็ก ผู้ปกครองเด็กก็ไม่ว่าอะไรครับ ก็กลับไป แล้วก็ปรากฏว่ากาลต่อมาคือ โรงพยาบาลแห่งนั้นได้รับหมายศาลปกครองนะครับ แล้วก็เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ศาลปกครอง ตัดสินออกมาว่าให้โรงพยาบาลแห่งนี้คืนเงินจํานวน ๒๐ บาท ให้กับ ผู้ปกครองเด็กคนนั้นไป ซึ่งผมคิดว่ากรณีเช่นนี้ ผมคิดว่าค่าเดินทางไปให้การที่ ศาลปกครองของทั้ง ๒ ฝ์าย ค่ากระดาษของศาลปกครองที่ต้องใช้ในคดีนี้ ผมคิดว่า มันมากกว่า ๒๐ บาทแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นคดีอย่างนี้ทําได้ไหมครับว่า เราจะเชิญทั้ง ๒ ฝ์ายให้มาพูดจากัน แล้วก็ทําในลักษณะของไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันเสีย เรื่องมันก็ จะจบไป แล้วความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ฝ์ายก็ไม่เสียหายด้วยนะครับ แล้วก็คดีอีกหลายคดี ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดมา ผมว่าคดีมันถึงจะเรียกว่าเกือบจะถึงทางตันแล้วก็ได้ ๖ ป้กว่า แล้วก็ยังไม่สามารถที่จะตัดสินอะไรได้ เพราะมัวแต่รอพยานหลักฐาน มัวแต่รอเรื่องของ ข้อกฎหมายที่จะต้องพิจารณา ถ้าเราหันมา ถ้าเกิดว่ามันไม่ผิดหลักของกฎหมายหรือหลัก ของความยุติธรรมมากนักก็น่าจะมาใช้หลักของยุติธรรมเชิงสังคม ก็คือเรื่องของการให้เขา มาพูดคุยกันครับ แล้วถ้าสามารถตกลงกันได้ก็ตกลงกันเสียเลย มันก็จะไม่รก ศาลปกครองต่อไป ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่อยากจะเสนอแนะให้ศาลปกครองนั้นรับไป พิจารณา เพราะตุลาการศาลปกครองก็มีจํานวนจํากัดนะครับ ถ้าเอาเวลาทั้งหมดไป พิจารณาในเรื่องของคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ มโนสาเร่ แล้วท่านจะเอาเวลาที่ไหนไปพิจารณา ในคดีที่สําคัญ ๆ นะครับ อันนี้คือความเห็นของกระผมที่อยากจะเสนอนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าศาลปกครองเปึนศาลที่ไม่ค่อยได้ทํางาน ใกล้ชิดประชาชน ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยนะครับ ถ้าเกิดท่านเปลี่ยนวิธีการพิจารณามาใช้การมีส่วนร่วมของประชาชนใช้ระบบความ ยุติธรรมเชิงสังคมเข้ามาประกอบด้วย ใช้ระบบการให้มีการพูดคุยกัน ถ้าเรื่องการฟัองคดี ทางปกครองนั้นไม่ได้ขัดกับกฎหมายที่จะให้มีการเจรจากันได้ ผมก็คิดว่าน่าจะเป่ดโอกาส ให้คู่ความนั้นเขาไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน แล้วก็สร้างระบบขึ้นมาให้มีผู้ประนอมของ ศาลปกครอง ในลักษณะเช่นนี้ครับ ก็เท่ากับว่าศาลปกครองนั้นก็ได้ใกล้ชิดกับชุมชน ได้ใกล้ชิดกับสังคมมากขึ้นนะครับ แล้วก็จะทําให้คดีไม่รกศาลปกครองได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้ ก็คือสั้น ๆ ที่ว่า ผมก็ดีใจครับที่ว่าได้มีโอกาสมาเสนอความคิดเห็นในสภาแห่งนี้นะครับ เพราะว่าปัญหาตรงนี้คิดว่าจะบอกกล่าวทางสังคมมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ก็เปึนโอกาสที่ดี นะครับ ที่ได้มาบอกกล่าวในสภาแห่งนี้ ก็อยากจะฝากไปทางท่านปกครองสูงสุดนะครับ ตุลาการปกครองสูงสุดให้พิจารณาในเรื่องนี้ แล้วถ้าหากจะเปึนไปได้นะครับ ผมคิดว่า น่าจะร่วมกับกระทรวงยุติธรรมนะครับ ในการที่จะช่วยกันออกกฎหมายที่เรียกว่า การไกล่เกลี่ยทางเลือกหรือกระบวนการยุติธรรมทางเลือกนะครับ ที่ในต่างประเทศเขามี และมีประโยชน์มาก ที่เรียกว่าเอดีอาร์ (ADR) หรือว่า ออลเทอร์เนทีฟ ดีสพิวท์ เรสโซลูชัน (Alternative Dispute Resolution ) ผมคิดว่าจะเปึนประโยชน์ทั้งกระทรวงยุติธรรมเอง เปึนประโยชน์ทั้งศาลปกครองเองด้วยที่ยังไม่มีระบบตรงนี้ขึ้นมา ในขณะนี้ระบบของ ศาลยุติธรรมเขามีการไกล่เกลี่ยประนีประนอมและลดคดีที่ขึ้นสู่ศาลยุติธรรมนี้จํานวนมาก เพราะฉะนั้นศาลปกครองก็ดีหรือบทบาทของกระทรวงยุติธรรมก็ดี ที่จะทําให้เกิด การไกล่เกลี่ยในระบบของการให้ความยุติธรรมเชิงสังคมควบคู่ไปกับการให้ความยุติธรรม เชิงกฎหมายด้วย ผมคิดว่าน่าจะเปึนคุณประโยชน์กับสังคมไทย อีกทั้งก็กราบเรียนว่า รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ประกาศ นโยบายเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม (วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑) ที่ผ่านมานี่นะครับ ในเรื่อง ของนโยบายเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐนี่นะครับ ก็สนับสนุนนะครับ มีอยู่ข้อที่ ๒.๑ นี่นะครับ ก็คือมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจาโดยสันติวิธี ผมคิดว่า รัฐบาลก็สนับสนุนท่านในเรื่องนี้อยู่แล้วนะครับ ซึ่งถ้ามีการออกกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยก็จะเกิดกลุ่มคนที่เปึนนักเจรจาที่เขาจะมาช่วยงานท่านได้ และจะกลายเปึนอาชีพที่เปึนอาชีพอิสระต่อไป เฉกเช่นเดียวกับอาชีพทนายความ ก็อยากจะฝากเปึนข้อเสนอแนะผ่านท่านประธานไปยังศาลปกครองแล้วก็กระทรวง ยุติธรรมด้วยครับ ขอบพระคุณครับ