สงวน พงษ์มณี หารือเรื่องหลักการทั่วไปในการพิพากษาของศาลปกครอง โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการชี้แจงและอธิบายหลักการทั่วไปให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ของประชาชน และชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนมานั้นมีความคลุมเครือและไม่มีหลักการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี จังหวัดลําพูนครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวาระรับทราบมันสําคัญ แล้วก็จะต้องช่วงชิง ศึกษาแล้วก็แลกเปลี่ยนกับผู้มาชี้แจง ผู้มารับฟัง ผมคงไม่ได้ขึ้นมาเพื่อชื่นชมหรือว่า ว่ากล่าวท่านนะครับ แต่ว่าผมขึ้นมาเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกับท่านในปัญหาทางหลักการ ของกฎหมายแล้วก็ศาลปกครอง ผมเห็นหน่วยงานนี้มีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) เขาก็ ช่วงชิงให้การศึกษาประชาชนว่าหน้าที่เขาคืออะไร และชาวบ้านจะได้ประโยชน์อะไรจาก กกต. ท่านจะเห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีการโฆษณาว่า ชาวบ้านจะได้เข้าถึงผู้ตรวจการ แผ่นดินได้อย่างไร แต่ศาลปกครองท่านยังมีจุดนี้ ผมคิดว่าถ้าท่านจะกรุณาพี่น้องชาวบ้าน น่าจะช่วยให้ชาวบ้านได้เข้าใจภาระหน้าที่และบทบาท ชาวบ้านจะได้พึ่งท่านได้มากขึ้น ครับ ผมเองคิดว่าเล่มนี้ทั้งเล่ม ท่านครับ มันมี ๒-๓ ส่วน ส่วนหลังผมคิดว่าการรายงาน งบประมาณจริง ๆ แล้วสภาแห่งนี้ต้องดู เพราะว่ารัฐธรรมนูญใหม่ท่านต้องมาขอ งบประมาณจากรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในส่วนนี้เปึนประเด็นสําคัญที่ต่อไปท่าน จะต้องให้รายละเอียดเพิ่มเติมอะไรบ้างกับทางสภา อันนี้ผมฝากไว้ แต่เรื่องที่ผมสนใจ มากก็คือเรื่องคําพิพากษาและคําสั่งที่น่าสนใจ ผมสนใจมากตรงไหน เพราะท่านได้เลือก แต่ละเรื่อง แต่ละคําสั่ง แต่ละคําพิพากษา ซึ่งไม่ซ้ํากัน น่าสนใจมากครับท่าน แต่อ่านดูแล้ว มันขาดส่วนที่สําคัญ อะไรครับคือส่วนที่สําคัญ ผมต้องขออนุญาตเอ่ยถึงท่านผู้อภิปราย เมื่อสักครู่นี้ครับ หลักการทั่วไปที่ท่านบอกว่า ๔ ข้อ สําหรับท่านสรุปเปึนหลักการทั่วไปว่า ๔ ข้อนี้ทําให้การพิพากษาศาลนี่ช้า คดีค้าง พอคนจะวิพากษ์วิจารณ์เขาก็เอา ๔ ข้อนี้ ขึ้นมาตั้งแล้วก็บอกว่า มันไม่ได้เปึนตามนี้ ผมพูดเรื่องนี้ทําไม เพื่อจะบอกท่านว่า กระบวนการนําเสนอต่อสาธารณะ จะต้องนําเสนอสิ่งที่เปึนหลักการทั่วไปด้วย ที่ท่าน ทํามาทั้งหมด ผมอ่านและเทียบเคียงกับนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่เขียนหนังสือไว้ในการทํางาน ของเขา เขาเขียนสารนิพนธ์คือการทํางานตลอดชีวิตทํางานของเขาเรียก สารนิพนธ์ไว้ ๘ เล่มใหญ่เลยนะครับ แต่ในขณะเดียวกัน ๘ เล่มใหญ่ เขามีเล่มเล็ก ๆ เรียก คติพจน์ ในสารนิพนธ์มันจะมีหลักการทั่วไปเหมือนคําพิพากษาหนึ่ง ๆ อย่างนี้แหละ แต่ว่ามันมี หลักการทั่วไปที่สามารถนําไปชี้นําการทํางานของท่านเอง และนําไปชี้นําผู้ที่ถูกพิพากษา ให้เข้าใจและประชาชนทั่วไปให้รู้เรื่องด้วย ผมยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับท่าน อย่าง คําพิพากษาเกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง ผมอ่านจบแล้วผมก็รู้สึกว่า ท่านพิพากษาออกมาอย่างนี้ ด้วยเหตุผล ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ อ่านดูแล้ว แต่หลักการทั่วไปมันคืออะไร ไม่ได้บอกไว้เลย แต่ท่านเองจะเปึนคนสรุปกฎกุมข้อมูลได้ดีกว่าพวกผมกับประชาชนหลายเท่ามาก ทําไมผมพูดถึงเรื่องหลักการทั่วไป มันเปึนปรัชญาครับท่าน เพราะว่าหลักการทั่วไป มันสามารถไปชี้นํางาน สามารถให้องค์กรของท่านพัฒนาได้ แต่ไม่อย่างนั้นนะครับ มันจะเปึนกระบวนการ เสียหายมาก วันนี้เมืองไทยระบบศาลใช้หลักการเฉพาะไปชี้นําทั่วไป ความหายนะของ แผ่นดินประเทศเพื่อนบ้านของเรา ผมเคยยกตัวอย่างในนี้วันนี้ไม่พูดถึง ประเทศเพื่อนบ้าน ของเราประเทศหนึ่งเขาปฏิวัติประเทศเสร็จ เขาบอกว่าประเทศเขาเปึนประเทศของ กรรมกร ชาวนาและทหารเท่านั้นเอง ใครมีอาชีพอื่นถ้าไม่มีอาชีพ ๓ อย่างนี้ อยู่ในแผ่นดิน นี้ไม่ได้ เขาฆ่าคนตายตั้งเยอะแยะด้วยเหตุผลนี้ ในที่สุดหลักการทั่วไปของเขาคืออะไร หลักการทั่วไปของเขาคือว่า เอาคุณธรรมไปแทนที่ความสามารถ คุณธรรม ที่กําหนดขึ้นเองเอาไปแทนที่ความสามารถ แล้วในที่สุดเปึนอย่างไรครับ คุณธรรมเขาคือ กรรมกร ชาวนาและทหาร ความสามารถอื่นไม่สนใจ เอาไปแทนที่ความเปึนจริงทางสังคม ในที่สุดก็เสียหาย ผมพูดเรื่องนี้เพราะอะไรครับ เพราะว่าศาลปกครองผมต้องถือเปึนเรื่อง ใหม่ ผมเข้าใจไม่มาก แต่ผมเห็นมาแต่ต้น เพราะผมเปึน สสร. (สมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ) ป้ ๒๕๔๐ ตอนนั้นผมเห็นความจําเปึน ผู้ร่างบอกว่า วันนี้ผู้บริหารซึ่งมาจาก อธิปไตยของชาวบ้านเลือกใครเปึนส่วนใหญ่แล้วเปึนรัฐบาลมาใช้อํานาจ มันจะละเมิดสิทธิ จะละเมิดเสรีภาพชาวบ้าน คําสั่งเหล่านั้นเรียกคําสั่งปกครอง ต้องเพิกถอนโดยศาล ฟังแล้วดูดี แต่ผมยกตัวอย่างนี้นะครับท่าน เพื่อเปรียบเทียบกับที่ผมพูดเรื่องแรก ท่านจําได้ไหมครับ มีคําพิพากษาศาลปกครองครั้งหนึ่งที่สําคัญของประเทศต้องจารึกไว้ ในประวัติศาสตร์ว่า มีการเลือกตั้งครั้งหนึ่งโมฆะ เนื่องจากหันหลังออก อันนี้คือหลักการ ทั่วไปในคําพิพากษานั้น แต่ท่านเชื่อไหมครับการเลือกตั้งก่อนหน้านั้นมีพฤติกรรม เช่นเดียวกันแต่ไม่ถูกยกเลิก เหตุนี้ผมถึงเรียกว่า ปรัชญาของการทํางานของศาลปกครอง ท่านต้องดึงเอาสิ่งที่เรียกว่า หลักการทั่วไป ออกมาให้ชาวบ้านเห็น ออกมาให้ตัวท่านเห็น เพื่ออะไรครับ เพื่อเปึนการกล่อมเกลาองค์กรของท่านให้มีจริยธรรมในเรื่องนี้เข้มแข็ง ว่าผิดจากหลักการนี้ไปแล้วถือว่าผิดหมด นี่หลักการครั้งนั้นว่า เนื่องจากหันหลังออกมา ข้างนอกมีคนสังเกตเห็นการเลือกตั้งเปึนโมฆะ ถ้าอย่างนี้เปึนโมฆะ ครั้งหลัง ๆ เลือกตั้ง สมาชิกสภาจังหวัดมันต้องโมฆะหมด ที่ผมพูดนี่หมายความว่า ไม่ได้ตําหนิว่าไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์คําพิพากษาว่าถูกหรือผิด แต่ผมพูดว่าหลักการทั่วไปมันคืออะไร ที่ท่านยกตัวอย่างคําพิพากษาและคําสั่งที่น่าสนใจ เปึนสิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ ท่านครับ ผมยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ศาลปกครองทางภาคอีสานนะครับท่าน มีการร้องว่าผู้สมัครขาด คุณสมบัติ ศาลปกครองพิพากษาว่ารับไม่ได้ ไม่อยู่ในอํานาจของศาลปกครอง ภาคอีสาน นะครับ ผมไม่ได้บอกจังหวัด แต่ศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่ท่านรับครับ ท่านรับทั้ง ๆ กกต. จังหวัดสรุปว่าไม่มีสิทธิ ไม่มีคุณสมบัติ กกต. กลางก็สรุปเช่นเดียวกันว่า ไม่มี คุณสมบัติ แต่เมื่อไปร้องศาล ศาลคุ้มครองชั่วคราว เกิด ๒ หลักการที่ผมไม่เข้าใจแล้วครับ ท่านครับ
หลักการที่ ๑ ทําไมศาล ๒ แห่งนี่มีมาตรฐานต่างกัน ผมสงสัยเพียงแค่นี้ แต่ที่สําคัญกว่านั้นก็คือว่า ชั่วคราวนี่เมื่อไร ผู้ถูกร้องชนะเลือกตั้ง บริหารมาจนกระทั่งถึง บัดนี้ ยังไม่มีคําพิพากษาอะไรเกิดขึ้นเลยว่ายุติชั่วคราวเมื่อไร ความเสียหายนี้เกิดขึ้น เพราะใคร ถ้าศาลสูงบอกว่า ยก แล้วใครรับผิดชอบต่อสถานะขององค์กรนั้น นี่ผมพูดเพื่อ จะชี้ให้เห็นว่า คําว่า ชั่วคราว มันน่าจะมีศาสตร์ของการเวลามากํากับ ผมยกตัวอย่างเรื่อง หนึ่งครับท่าน เอเอสทีวี (ASTV : Asia Satellite Television) ครั้งที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ยังอยู่ในประเทศไทย มีการคุ้มครองเอเอสทีวี ผมเองไปเรียนถามท่านว่า เอ๊ะ มันละเมิด คนนั้นคนนี้ ทําไมคุ้มครองได้ ท่านบอกผมว่าอย่างไรครับ ท่านบอกผมว่า ต้องเข้าใจนะ ศาลเขาคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แล้วการละเมิดมันผิดกฎหมายอื่น เราไม่มีสิทธิไปยกเลิกเขา ผมถึงเข้าใจว่า เออ นี่มันต้อง ไปศึกษาเรื่องสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพและวินัย นั่นหมายความว่าผู้ที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ ต้องมีหน้าที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น วันนี้เมื่อไรสิ่งนี้ถึงจะยกเลิก ก็ต่อเมื่อองค์กรคุ้มครอง ความถี่มันเกิดขึ้น นี่ผมยอมรับ แต่มาวันนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะป่ดวิทยุชุมชน วิทยุชุมชน ก็เตรียมจะร้องขอความคุ้มครองจากท่าน ถ้าหลักการเดียวกันผมคิดว่าท่านก็ต้องคุ้มครอง เพราะว่าวันนี้ทุกอย่างที่เปึนสิทธิตามรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ถูกต้อง อันนี้เปึนหลักการที่ ผมคิดว่านี่คือหลักการที่สําคัญ แต่ว่าถ้าวิทยุชุมชนหรือว่าเอเอสทีวีละเมิดใครคนนั้นก็ฟัองได้ ผมรับฟังมาอย่างนี้ก็เข้าใจ และจากจุดนี้ผมถึงได้ดูเรื่องอื่น ๆ ว่าอะไรคือหลักการทั่วไป ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่นะครับ ผมเปึนเพียงทําความเข้าใจสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ผมต้องการรู้สิ่งที่ ผมยังไม่รู้ และผมอยากจะร่วมศึกษากับสิ่งที่ผมอยากจะเข้าใจมากขึ้น นี่เปึนเจตนาของ การพูดครั้งนี้เท่านั้น ท่านครับวิกฤติจริง ๆ ของเมืองไทยหลังการใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มันยังไม่มีใครบอกชัดเจน แต่ผมค้นคว้าและผมบอกท่านว่าอย่างนี้นะครับ มันเปึนวิกฤติ ของเขตอํานาจองค์กรตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องอื่น ใครที่จะพูดต่อจากผม หรือพูดก่อนหน้าผม พูดถึงเรื่องนี้เท่านั้นเอง จริง ๆ แล้ววิกฤติจริง ๆ เขตอํานาจขององค์กร ตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายมันแลพ (Lap : พัน) กันอยู่ มันก้าวก่ายกันอยู่จนแยกแยะ ไม่ออกว่าหน้าที่ใคร แล้วที่สําคัญมันไม่ใช่เกี่ยวข้องกับอํานาจอย่างเดียวนะ มันยังละเมิด ซึ่งกันและกันด้วย ผมยกตัวอย่าง คําสั่งที่ ๑๖๐๕ ลงวันที่ ๙ เดือนตุลาคมของ ศาลปกครองกลาง พูดถึงเรื่องการล้อมสภาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ แต่วันที่ ๑๓ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่สนใจคําสั่งนี้เลย พิพากษาไปอีกแบบหนึ่ง ท่านเห็นไหมครับ ถ้าหากเรื่องที่กําลังทํา องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทําแล้วถูก ผมถามว่า เราจะมีศาลปกครองไปทําไม ท่านไปอ่านคําสั่งของศาลปกครองกลางที่ ๑๖๐๕ ลงวันที่ ๙ นี่ครับ แล้วท่านไปอ่านวันที่ ๑๓ ขององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ท่านเห็นชัดว่า ประเทศนี้ปกครองด้วยอะไร ผมกําลังจะบอกท่านว่าทั้งหมดทั้งมวลพวกท่านเองจะมี บทบาทสําคัญมากกว่าพวกผม ต้องมาสัมมนาเรื่องเขตอํานาจขององค์กรตาม รัฐธรรมนูญครับท่านครับ นี่คือวิกฤติที่แท้จริง ถ้าเราไม่จับตัวนี้เปึนตัวตั้ง ผมถามว่าห่วงโซ่ ใจกลางของการแก้ปัญหามันคืออะไร เราทอดแหลงไป น้ําลึกอยู่บนเรือ ชาวบ้านเขา ฉลาดมาก เขามีจุมแห เขาดึงตัวนั้นขึ้นมาแล้วปลาก็ติดขึ้นมาถ้ามันเจอปลา ตรงนั้นแหละ ผมเรียกว่า ห่วงโซ่ใจกลาง วันนี้ห่วงโซ่ใจกลางของปัญหาทั้งหมดทั้งมวลอยู่ตรงที่ เขตอํานาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนี้มันแลพกันไปแลพกันมาทั้งสิ้น แล้วเวลานี้มัน ประสมกับเรื่องที่ว่าเขียนรัฐธรรมนูญแล้วให้ช่องการตีความมากเกิน ผมยังชอบแนวคิด ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขณะนี้ ท่านกับผมอยู่ในกรรมาธิการด้วยกัน ท่านเปึนผู้พิพากษา ท่านบอกว่า เมืองไทยจําเปึนนะ เขียนกฎหมายต้องมีฟุตโน้ต (Footnote : หมายเหตุ) ว่าเจตนามันคืออะไร ไม่อย่างนั้นตีกันเปรอะหมดเลย แล้วมัน ตกใจท่านครับ อํานาจอธิปไตยเมืองไทยมันหาไม่เจออีกแล้ว ผมถามท่านว่าจะทําอย่างไร หมายความว่าอย่างไรครับท่าน วันนี้ฉันจะตีความอย่างไรถ้ากฎหมายให้ฉันมีอํานาจ ทุกคนต้องฟังฉัน วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาแก้รัฐธรรมนูญก็ได้ วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ทุกคนบอกว่าไม่ควรแก้ผมถามว่าจะปฏิบัติอย่างไร รัฐสภาออกกฎหมายไป ถ้าเปึน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วย สิ่งนั้นต้องตกไป ถ้าไม่เห็นด้วยบางส่วน ในบางส่วนซึ่งสภาทําไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วย สภาต้อง แก้ตามศาลรัฐธรรมนูญ มีประเทศไหนในโลกเขาทํากัน นี่คือรัฐธรรมนูญ ทําไมผมพูด รัฐธรรมนูญในเรื่องศาลปกครอง เพราะศาลปกครองก็มีเรื่องเดียวกันหลายอันที่ซ้อนอยู่ วันนี้หลายคนถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีความผิด ผมมองอย่างนี้นะครับ หลายคนต้อง อดหวานอมขมกลืนกับสิ่งที่เปึนคําพิพากษา วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ต่อรองไม่ได้ ทําอย่างไร ไม่ได้สักอย่าง แต่บนพื้นฐานการยอมรับขึ้นต่อและปฏิบัติตามเช่นนี้ ผมเรียกร้อง อย่างเดียวว่าขอให้พวกเราที่เปึนประชาชนได้เห็นสิ่งที่เปึนลักษณะทั่วไปของคําสั่งหรือ คําพิพากษานั้นเท่านั้นเองครับ ทั้งหมดที่ผมพูดผมพยายามจะฉายภาพของความอยากรู้ อยากเข้าใจของชาวบ้านแบบพวกผม ท่านครับ ถ้าท่านจะเสียเวลาสักนิดหนึ่ง มีคําสั่ง สักแผ่นหนึ่งให้ศาลทั่วประเทศเสนอว่า จะทําอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมอย่างเสมอภาคและเที่ยงธรรม ท่านครับ มีเรื่องหนึ่งผมไม่รู้ว่ามันจะจบอย่างไร ครูผู้บริหารคนหนึ่งร้องศาลว่าเขาถูกคําสั่งย้ายไม่ชอบ วันนี้ครูผู้ร้องเกษียณแล้วครับ วันนี้ผู้ที่ถูกร้องเกษียณแล้วครับ แล้วเรื่องนี้ค้างศาล พิพากษามาเพื่ออะไร วันนี้ผมคิดว่า เปึนไปได้ไหมครับ จะมีอีกสักแผนกหนึ่งเรียกว่า แผนกศาลปกครองเพื่อการเลือกตั้ง รวดเร็ว สั่งการศาลเดียวให้จบไป ซ้ายก็ซ้าย ขวาก็ขวา ไม่ว่ากันครับผม ถ้าไม่มีตรงนี้ สิ่งที่ผมพูดวันนี้ป้หน้าก็ต้องพูดอีก ถ้าสภานี้ผมยังอยู่ ผมพูดเรื่องทั้งหมดมาถึงวันนี้ใช้เวลา หลายนาที แต่ผมพูดแวดล้อมปัญหาเดียว คือผมต้องการหลักการทั่วไป ที่สามารถสัมผัสได้ ที่สามารถเข้าใจได้ ที่สามารถรับรู้ได้โดยมโนสํานึกของผู้คนในสังคมนี้ ท่านครับ ศาลนี่จะต้องเปึนหลักประกันให้กับผู้คนว่าอย่างไรเสียเราก็ยังมีศาลเปึนที่พึ่ง ผมทราบว่า ต่อไปนี้เรื่องจะรกศาลปกครองมากขึ้น เพราะกระบวนการใช้สิทธิเสรีภาพมันล้นเกิน มันไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน ผมยกตัวอย่างถ้าไมโครโฟนนี้เปึนของผม ทุกคนก็มีหน้าที่ที่จะ ไม่มาแย่งของผม ถ้าทุกคนไม่ทําหน้าที่มาละเมิดผม สิ่งนี้ก็ไม่ใช่ของผม ก็ไม่ใช่สิทธิของผม เพราะนั้นสิทธิกับหน้าที่ เวลาพิพากษาเรื่องสิทธิ ละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือว่าถูกละเมิดสิทธิ ต้องบอกว่าเขาก็ควรมีหน้าที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วย เหมือนคําพิพากษาที่ ๑๖๐๕ ผมฟังแล้ว อ่านแล้ว ผมประทับใจ และผมดีใจว่าบ้านนี้เมืองนี้ยังมีอย่างนี้ให้เราด้วย ท่านบอกชัดเจน เลยว่าการเดินขบวนวันนั้นคุณทําอะไรบ้าง ที่มันละเมิดผู้อื่นทําให้ผู้อื่นหวาดกลัว คุณไม่ชอบด้วยมาตรา ๖๓ นี่คือการบอกกล่าวของศาลต่อผู้ร้องว่าคุณก็ทําไม่ถูก คุณต้องมีหน้าที่ไม่ละเมิดผู้อื่นด้วย เมื่อคุณจะกล่าวหาผู้อื่นว่าละเมิดคุณ สิ่งนี้ผมคิดว่า เปึนการดีมากที่ผู้พิพากษามองแบบ ๒ ด้าน วันนี้นะครับ ทุกคนเมื่อพูดถึงสิทธิก็ต้องพูดถึง หน้าที่ เมื่อพูดถึงเสรีภาพก็ต้องพูดถึงวินัย เพราะการใช้เสรีภาพอย่างไม่มีวินัยสังคมยุ่งยาก แต่วันนี้สังคมไทยแปลกมากท่านครับ ทุกองค์กรเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพเท่านั้นเอง สิ่งนี้คือที่องค์กรสิทธิใช้กับประเทศไทย องค์กรสิทธิทั่วโลกใช้กับประเทศไทยในเรื่องนี้ ผมถามว่าต้นน้ําที่มีปัญหาเรื่องคนหนีเข้าประเทศไทยไม่มีใครพูดถึง ไม่มีความผิด แต่ว่าคนมีความผิดคือคนต้องแบกรับปัญหา เพราะอะไรครับ เพราะเราแยกส่วน วันนี้ทั่วไปจะพูดถึงสิทธิและเสรีภาพ แต่ไม่เคยพูดคู่กันว่าสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ และวินัย เรื่องนี้เกี่ยวกับศาลปกครองล้วน ๆ ไปอ่านคําสั่งของศาลปกครองกลาง ชัดเจนครับท่าน ท่านพูด ๒ ด้าน ผมชื่นชม ผมเลยนํามาพูด ผมจะพูดเรื่องสุดท้ายท่านครับ
เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึง ก็คือเรื่องการให้ความรู้กับประชาชน ในการเข้าถึงศาลปกครอง ในรัฐชาติ ท่านครับ รัฐชาติมีความชัดเจนเรื่องคําสั่ง ทางปกครอง ครั้งเมื่อเปึนรัฐบุพกาลไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ พอมีรัฐชาติความชัดเจน เรื่องคําสั่งศาลปกครองเกิดขึ้น คําสั่งทางปกครองบางอย่างมันถูกยุคกฎหมายชอบด้วย กฎหมาย เพราะกฎหมายให้เขาสั่งได้ แต่ว่ามันไม่มีความเปึนธรรม วันนี้ถ้าท่านไปอ่าน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๘๙ มาตรา ๙๐ มาตรา ๑๓๑ มาตรา ๑๓๒ และ มาตรา ๑๓๓ ท่านจะชัดว่าเกิดสิ่งใหม่ขึ้นว่าคําในการ บริจาคของไทยเปลี่ยนแปลงเพราะกฎหมายฉบับนี้ วันนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๘ เมษายนนี้ เปึนต้นมา ผมคิดว่าเรื่องคงรกโรงรกศาลแน่นอน ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะโดน มาตรา ๑๕๗ กันหมด บอกว่านักการเมือง ส.ส. ส.ว. ห้ามบริจาคสิ่งของที่เปึนเงิน ยกเว้น ปกติประเพณี และปกติประเพณีก็บอกว่าไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท นี่ตามระเบียบของ กกต. แล้วก็บรรยาย เสร็จว่าปกติประเพณีคืออะไรบ้าง แต่เรื่องนี้ผมไม่ตําหนิ กกต. ไม่ตําหนิกฎหมาย แต่ตําหนิกระบวนการในการให้การศึกษาประชาชนไม่มีประชาชนผู้ใดรับรู้ กฎหมายเขียน ไว้ว่าอย่างไรครับท่านครับ มาตรา ๙๐ บอกว่า ห้ามรับ ถ้ารับแล้วมีความผิด มาตรา ๑๓๑ บทลงโทษว่าอย่างไรครับ ให้ลงให้ปรับทางปกครอง ๒ เท่า มาตรา ๑๓๒ ว่าอย่างไรครับ ไม่มีเงินให้ปรับ ให้อายัดและยึดทรัพย์โดยกฎหมายไม่ต้องขึ้นศาลนั่นดูสิ มาตรา ๑๓๓ เขียนไว้นิดหนึ่งว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหม่ศาลจะลงโทษน้อยกว่านี้ก็ได้ หมายความว่าอย่างไร ท่านครับ หมายความว่าต่อไปนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต่อไปนี้จะถูกคู่ต่อสู้ร้อง แล้วความผิด ตกที่ กกต. และนายอําเภอ ผมยังไม่เข้าใจว่ากระบวนการให้การศึกษาไม่มี แต่กฎหมาย เดินไปแล้ว ผมกําลังจะเปรียบเทียบกับกฎหมายการปกครอง หลายเรื่องครับท่าน ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ หลายเรื่องถ้าข้าราชการรู้เขาจะไม่ทําอย่างนั้น ที่ผมพูดมา ทั้งหมดผมจะสรุปตรงที่ว่าผมหวังว่าศาลปกครองจะเปึนที่พึ่งของประชาชน ผมและเพื่อนผมหลายคนรวมที่อยู่ในสภานี้ด้วย ทุกคนยืนหยัดที่จะปกปัองสิทธิ ปกปัอง เสรีภาพของประชาชน แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าเราก็มีหน้าที่ที่จะไม่ไปละเมิดสิทธิและจะใช้ เสรีภาพอย่างมีวินัย ขอบคุณครับท่านประธานครับ