ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใส่ข้อความเกี่ยวกับผู้สูงอายุในกฎหมาย และเรียกร้องให้คณะกรรมการมีอำนาจในการออกกฎเกณฑ์และวิธีการที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ และเรียกร้องการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐในการดูแลประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเอง ก็มีความเห็นสอดคล้องกับท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ในส่วนของคําว่า ผู้สูงอายุ สาเหตุที่ต้องใส่เอาไว้ ก็เพราะว่าอยากจะเน้นในร่างพระราชบัญญัติ เราไม่เขียนไว้ถามว่า ได้ไหม ก็คงได้ แต่ท่านก็ไปออกระเบียบออกกฎเกณฑ์และวิธีการตามที่ท่านจะทําได้ เพราะแน่นอนที่สุด นะครับ กฎหมายก็ไม่ได้หมายถึงว่าทุกส่วนของร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุทั้งหมด หมายถึงว่าจะไปพูดถึงในเรื่องของผู้สูงอายุได้ทุกมาตรา เมื่อมาตราไหนก็ตามแต่ ถ้าเราจะเน้นเราก็สามารถที่จะไปเขียนเน้นไว้ได้ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าเราเน้น ในความหมายของผมก็คือเน้นผู้สูงอายุนะครับ แต่ในขณะเดียวกันท่านก็ให้อํานาจของ คณะกรรมการในการที่จะมาออกระเบียบแล้วก็กฎเกณฑ์เสียมาก อย่างในเรื่องของ ผู้สูงอายุถ้าท่านไม่ใส่เอาไว้ก็ยังไม่เห็นต้องด้วยทีเดียว ก็ยังอยากจะให้ใส่ไว้นะครับ แต่เมื่อท่านมีอํานาจในการที่จะตรา ในการที่จะบัญญัติและก็ดําเนินการก็สุดแต่ท่าน นะครับ ก็ไว้เวลาผม ผมก็จะแก้นะครับ เช่นเดียวกันนะครับ ท่านมีข้อความอันหนึ่งก็คือ ข้อความที่ใกล้เคียงกันหรือเหมือนกันก็คือ อย่างทั่วถึงและเปึนธรรม แต่ข้อความของผมนั้น ได้เปลี่ยนแก้ไขก็คือ อย่างทั่วถึงทุกคนและเปึนธรรม ก็คือหมายความว่าเน้นเช่นเดียวกัน ว่าไม่ใช่ทั่วถึงอย่างเดียวนะ คําว่า ทั่วถึงของท่านอาจจะมีความหมายว่าทั่วถึง แต่ทั่วถึง ในการตีกรอบของคณะกรรมการของท่าน แต่ในความหมายของผมก็คือว่า ทั่วถึงตาม กฎหมายที่ออกจากสภาแห่งนี้ คณะกรรมการไม่มีอํานาจในการที่จะไปออกหรือ ตรากรอบของตัวเองขึ้นมา นั่นหมายความว่าทั่วถึงทุกตัวคนทุกคนเลย เช่นในทํานอง เดียวกับท่านพิษณุที่ได้ขอแปรญัตติในตรงนี้ เพราะฉะนั้นในการตีกรอบของท่านนั้น ท่านก็ยังบอกไม่ได้ว่าทุกคน แต่ในความหมายของผมนี่ก็คือทุกคน ท่านก็บอกสิว่าทุกคน ทําไม่ได้ เพราะด้วยเหตุอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะอะไรอย่างนั้นท่านบอกเลย ทําไมไม่ทํา ท่านต้องให้เหตุผลอย่างนั้นนะครับ
ขออนุญาตอีกอันหนึ่ง ท่านบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ภาวะนี้ท่านบอกแล้วแต่ คณะกรรมการต่อไปจะได้พิจารณา ไม่ควรจะตีกรอบไว้ ๓,๐๐๐ บาท แล้วก็ควรจะเริ่มที่ ๕๐๐ บาท แล้วก็ไปเรื่อย ๆ อาจจะเปึน ๑,๐๐๐ บาทหรือ ๒,๐๐๐ บาทในอนาคต ผมไม่แน่ใจเมื่อไรมันถึงจะได้ ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อไรถึงจะได้ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับว่า พระราชบัญญัตินี้ออกในป้ ๒๕๔๖ นะครับ ต้องให้เครดิตต่อ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็รัฐบาลในสมัยนั้น ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่าน พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร นะครับ ท่านได้ออกกฎหมายฉบับนี้ในขณะที่ ท่านดํารงตําแหน่งในฐานะเปึนหัวหน้ารัฐบาลเปึนนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ก็คือ ออกกฎหมายนี้เพื่อมาดําเนินการในเรื่องของการที่จะให้มีพระราชบัญญัติผู้สูงอายุในการ ที่จะดูแลผู้สูงอายุอย่างแท้จริง เราไม่อยากจะเห็นสังคมนี้เปึนสังคมสงเคราะห์ ผู้ด้อยโอกาส ผมไม่อยากให้ทําอย่างนั้น แล้วก็บอกว่าทําไม่ได้ด้วย ตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญทําไม่ได้ ท่านไปเห็นใครที่ควรสงเคราะห์และท่านสงเคราะห์นั่นผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ เพราะในบทรัฐธรรมนูญนั้นท่านต้องเห็นบุคคลนั้นมีสิทธิและหน้าที่แล้วก็มี ความเปึนมนุษย์เท่าเทียมกับท่าน ท่านไปกําหนดในคณะกรรมการเปึนผู้ที่ว่าด้อยโอกาส แล้วท่านให้การดูแลท่านผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญนะ ท่านทําไม่ได้นะ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการชุดนั้นที่ท่านตั้งนั้นบอกได้เลยนะครับ ไม่มีอํานาจทํา ถ้าทํานั่นผิด บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าทําไมถึงต้องเขียนไว้ ณ ตรงนี้ ท่านประธานครับ นั่นคือการให้ความเท่าเทียม การเคารพสิทธิหน้าที่ของ ความเปึนพลเมืองเท่าเทียมกัน ท่านกําลังจะดูว่าท่านนี่สูงศักดิ์กว่าใช่ไหมถึงให้สงเคราะห์ กับพี่น้องประชาชน เขาเปึนผู้ที่เสียภาษีให้กับรัฐ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของรัฐต้องพึงปฏิบัติ ต่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่สงเคราะห์ เขาเปึนผู้เสียภาษีให้ท่าน ท่านเปึนผู้ใช้ภาษี เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ตรงนี้ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนครับว่าในลักษณะของการสงเคราะห์นั้นไม่ได้ รัฐต้องพึงมีหน้าที่ ในการที่กระทําให้พี่น้องประชาชน และก็เห็นว่าควรจะ ๓,๐๐๐ บาท ถ้าเราไม่กําหนด ๓,๐๐๐ บาทท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่า ๓,๐๐๐ บาท ผมในอนาคตไม่รู้ว่าตายก่อน หรือเปล่านะครับท่านประธานครับ ว่าอีกกี่ป้ถึงจะได้ หรือไม่อย่างนั้นก็ได้ไป ๕๐๐ บาท ไปเรื่อย ๆ และไม่แน่ใจว่าจะได้ ๕๐๐ ทั่วถึงด้วย แล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ ๕๐๐ บาทด้วย เพราะ ๕๐๐ บาทท่านไม่ได้กําหนดเอาไว้ วันหนึ่งรัฐไม่มีสตางค์หรือท่านบริหารกันแบบ ท่านไม่เอาใจใส่ ท่านก็บอกว่าไม่จําเปึนแล้ว ๕๐๐ บาท ไม่ต้องก็ได้ เอา ๓๐๐ บาท ๓๐๐ บาท ไม่ได้ก็เอา ๒๐๐ บาท ๒๐๐ บาทไม่ได้ ท่านบอกไม่ต้องเลยก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนเอาไว้ นี่ผมเขียนเอาไว้เพื่ออะไร เพื่อบีบบังคับท่านเลยว่า ท่านต้องทํา ท่านต้องทํา ไม่ทําไม่ได้ เปึนหน้าที่ของท่าน ท่านอาสาพี่น้องประชาชนมา อาสามาบริหารประเทศ อาสามาดูแล งบประมาณแผ่นดินให้พี่น้องประชาชน ท่านต้องทําในสิ่งเหล่านี้ งบประมาณไม่มากเลย สําหรับผู้สูงอายุคนละ ๓,๐๐๐ บาท ท่านเอาไปใช้อย่างอื่นเยอะแยะมากมายมหาศาล แต่ละป้ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่า นี่คือความจําเปึนที่ว่า เห็นว่าประเทศสมควรแล้วที่จะเพิ่มพูนในสิ่งเหล่านี้ ประเทศอื่น ๆ นะครับท่านประธาน ที่ไปดูงานมาหลายประเทศ ไม่ใช่ ๓,๐๐๐ บาทนะครับ ท่านประธาน เปึนหมื่น ๆ นะ เปึนหมื่น ๆ เขาทําไมทําได้ แล้วประเทศเราทําไมทําไม่ได้ เพราะอะไร เพราะเราไม่ดูแลกัน เพราะเห็นว่าพี่น้องประชาชนเปึนผู้ด้อย เปึนผู้ที่ยากไร้ต้องสงเคราะห์ นี่คือสิ่งที่มาของมัน ท่านไม่เห็นเขาเปึนมนุษย์ ว่าท่านพึงจะกระทําต่อเขา พึงจะปฏิบัติต่อเขาในฐานะเหมือน เขาเปึนพ่อแม่ เปึนผู้มีพระคุณต่อแผ่นดินนี้ ท่านมองแต่เพียงว่าเขานั้นเปึนผู้ด้อยโอกาส รอสงเคราะห์เศษบุญจากท่านเท่านั้นหรือ นี่คือสิ่งที่อยากจะพูดกับท่านทั้งหลาย ต่อประธานสภาว่า คณะกรรมาธิการนั้นต้องเข้าใจในเหตุผล เช่นเดียวกันถามว่าทําไม ต้องออกกฎหมายบังคับให้พึงปฏิบัติดังที่กล่าวว่าไม่ทํานี่ได้ไหม ไม่ได้ ติดคุก ๒-๕ ป้ ใครมาเปึนคณะกรรมาธิการชุดนี้มาดูแลพี่น้องประชาชนตรงนี้ต้องติดคุก ๒-๕ ป้ ถ้าทําไม่ได้ แต่ท่านไม่ทํา กฤษฎีกากลับตอบบอกว่าอย่างไร ไม่ได้ระบุไว้ในหลักการ แล้วถามว่าท่านกฤษฎีกาทํา ถามว่ากฎหมายฉบับไหนบ้างที่ท่านออกแล้วในลักษณะ ของพี่น้องประชาชนพึงปฏิบัติให้เขา รัฐพึงปฏิบัติให้ ท่านไปเขียนบทบัญญัตินี้ไว้ มีสักฉบับไหม ท่านยกมาสิ ไม่มีใช่ไหม ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไร เพราะอยากจะให้ กฤษฎีกาไปเขียนเอาไว้ในอนาคต คนที่มาเปึนผู้บริหารของรัฐ ท่านต้องบังคับให้ทํา วันนี้ท่านบังคับข้าราชการ ออกกฎหมายนี่บังคับข้าราชการต้องทําอย่างนี้ ระเบียบ แบบนั้น แบบนี้ แต่ถามว่าผู้บริหารรัฐเคยมีบ้างไหม เคยมีไหม ไม่มี ไม่มีเลย ลอยนวล กันทุกวัน ทําก็ได้ ไม่ทําก็ได้ ทําก็ได้ ไม่ทําก็ได้ อย่างนี้หรือท่านจะเอาประเทศผม เปึนแบบนี้หรือ จะเอาแบบนี้ใช่ไหม วันหนึ่งจะเดินเล่นกันใช่ไหม ถ้าอย่างนี้ไม่ได้ ท่านทํางานแล้วต้องวัดคุณภาพด้วยว่าคุณภาพมันเพียงพอหรือไม่ อย่างไร