สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒๘ มกราคม ๒๕๕๒

กรณี จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พูดถึงเรื่องงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจําปี 2552 โดยมีวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ กรณี จาติกวณิช ได้หารือเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อและการลงทุน และพูดถึงความท้าทายที่ประเทศไทยและประเทศในเอเชียเผชิญในเรื่องการสร้างตลาดภายในเอเชีย นอกจากนี้ กรณี จาติกวณิช ยังได้หารือเกี่ยวกับการดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเน้นย้ำว่ามาตรการที่นำเสนอในครั้งนี้ต้องเป็นโครงการที่มีการรั่วไหลน้อยที่สุด และมีการนำเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว นอกจากนี้ กรณี จาติกวณิช ยังได้นำเสนอแนวคิดในการลดภาระภาษีของผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตชี้แจง ต่อเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้เรามาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจําป้งบประมาณ ๒๕๕๒ ซึ่งเปึนงบขาดดุลเพิ่มเติมอีก ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท เปึนวงเงินที่ค่อนข้างมากนะครับ แล้วก็นํามาใช้ประโยชน์ด้วย วัตถุประสงค์เดียวคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมคิดว่ามันมีความสําคัญนะครับ ที่พวกเรา จะต้องมาทบทวนว่า ทําไมถึงจะต้องมีงบประมาณที่เรียกว่า งบประมาณกลางป้ชุดนี้ นําเสนอต่อสภา รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามารับภาระหน้าที่ในวันสุดท้ายของป้ ๒๕๕๑ ก็คือ ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ณ วันนั้น ประเทศไทยเช่นเดียวกัน กับอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกกําลังประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจ วัดได้โดยผลที่มีต่อ ทุกภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ถ้าดูในหมวดภาคอุตสาหกรรม ดูในแง่ของการส่งออก มีอัตราขยายตัวมาเกือบทุกไตรมาส จนกระทั่งถึงไตรมาสที่ ๔ ที่อัตราขยายตัวติดลบถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ดูในแง่ของตัวผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเช่นเดียวกันครับ อัตราการ ขยายตัวลดลงมาทุก ๆ ไตรมาส จนถึงไตรมาสที่ ๔ ติดลบสูงถึงเกือบ ๆ ๕ เปอร์เซ็นต์ ดูในแง่ของภาคค้าส่งค้าปลีก วัดโดยรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มปรับลดลงเช่นเดียวกันครับ ณ ไตรมาสที่ ๔ อัตราการขยายตัวของภาษี วีเอที (VAT : ภาษีมูลค่าเพิ่ม) นั้นเพิ่มขึ้นเพียง แค่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ภาคการเกษตรเช่นเดียวกันครับ รายได้ของพี่น้องเกษตรกรปรับลดลง อย่างรวดเร็วจากช่วงต้นป้ที่มีอัตรา ขยายตัวอยู่ประมาณ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ในท้ายป้ ไตรมาสสุดท้ายมีอัตราขยายตัวเพียงแค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ ดูในหมวดของท่องเที่ยว ซึ่งพี่น้อง ผู้แทนนะครับได้แสดงความเปึนห่วงเปึนใยเปึนพิเศษ มีอัตราขยายตัวที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ไตรมาสที่ ๓ ติดลบ ๓ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ ๔ ติดลบ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสาเหตุที่มานะครับ ว่าทําไมรัฐบาลชุดนี้จําเปึนที่จะต้องนําเสนอมาตรการในการกอบกู้เศรษฐกิจในรูปของ งบประมาณกลางป้ ถ้าเรามาพิจารณาความท้าทายของประเทศทางด้านเศรษฐกิจ ผมเพียงแต่สรุปให้เพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ประชาชนที่ติดตาม การอภิปรายในวันนี้ได้เข้าใจ ผลพวงจากการชะลอตัวของการขยายตัวในเศรษฐกิจโลก โดยรวม ส่งผลโดยตรงต่อทุกภาคอุตสาหกรรมตามที่ผมได้รายงานเมื่อสักครู่ แต่โดยเฉพาะกับภาคส่งออกนั้นมีผลโดยตรงที่รุนแรง ภาคส่งออกเปึนภาคอุตสาหกรรม ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรามาโดยตลอดในช่วง ๒–๓ ป้ที่ผ่านมา มูลค่าโดยรวม ประมาณ ๗ ล้านล้านบาท เปึนอัตราสัดส่วนที่ขยายตัวมาทุก ๆ ป้ แต่การคาดการณ์ ของนักวิชาการทุก ๆ คณะ ประมาณการว่า ภาคส่งออกนั้นจะมีอัตราการขยายตัว ท่านประธานครับ อยู่ในระดับเพียงแค่ประมาณ ๐–๑ เปอร์เซ็นต์ในป้ปัจจุบัน ๐–๑ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ในหลาย ๆ ป้ที่ผ่านมานั้น ภาคส่งออกมีอัตราขยายตัวสูงถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อัตราขยายตัว ๑๕ เปอร์เซ็นต์ที่หายไป เปรียบเทียบเปึนมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับประมาณ ๑ ล้านล้านบาท นี่คือ ๑ ล้านล้านบาทในแง่ของความต้องการสินค้าที่ผู้ประกอบการ ในประเทศของเราผลิตเพื่อขายให้กับชาวโลก ๑ ล้านล้านบาทนั้นจะมีอะไรมาทดแทน ประชาชนเองก็ไม่พร้อมที่จะจับจ่าย ภาคธุรกิจ ก็ขาดความมั่นใจไม่มีการลงทุน ดังนั้นเหลือเพียงแค่ภาครัฐที่จะเข้ามาเยียวยา รักษาสภาพเศรษฐกิจของเราไว้ได้ ถามว่า ๑ ล้านล้านบาทนั้น ทรัพยากรของรัฐเพียงพอ หรือไม่ ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ขอเรียนเลยว่า เราไม่สามารถที่จะ มาทดแทนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเอกชนได้ทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เรา เช่นเดียวกันครับ ไม่สามารถที่จะอยู่เฉย ๆ และรอให้ภาคเศรษฐกิจจะต้องประสบสภาวะ ถดถอยต่อไป ดังนั้นภาครัฐจะต้องขับเคลื่อนและขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วนตามทรัพยากร ของภาครัฐเท่าที่มี และนี่ไม่ใช่ประเด็นที่เปึนประเด็นท้าทายประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ท่านประธานครับ ทุก ๆ ประเทศในโลก ทุก ๆ สภาในโลกที่ใช้ระบอบประชาธิปไตย กําลังจะต้องพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นเดียวกันกับเรา สหรัฐอเมริกาเปึนที่ ทราบกันดีนะครับ งบกระตุ้นเศรษฐกิจของเขา ๑.๔ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศจีนเอง ๕๘๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ญี่ปุ์น ๕๔๐,๐๐๐ ฟ่ลิปป่นส์ ๑๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ทุก ๆ ประเทศครับ ออสเตรเลียอีก ๗ แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าเปรียบเทียบกับขนาดของ เศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็ไม่ได้แตกต่างกับของเราครับ งบขาดดุลของเรา ณ ป้นี้ที่ได้ นําเสนอต่อการพิจารณาของสภา เทียบกับขนาดของเศรษฐกิจเราเท่ากับประมาณ ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ใกล้เคียงครับ กับงบกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ ในส่วนของ สหรัฐอเมริกาและหลาย ๆ ประเทศต้องใช้งบประมาณมากกว่าเราเพราะอะไร ก็เพราะเขา ต้องเจียดงบประมาณไปอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบสถาบันการเงินของเขา ก็โชคดีที่ สถาบันการเงินของเรามีความเข้มแข็ง ดังนั้นเมื่อประเทศเราประสบปัญหาเศรษฐกิจ ในระดับนี้ มีความจําเปึนอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องนําเสนอมาตรการที่จะกระตุ้น และจะต้อง เปึนมาตรการเร่งด่วน ถ้าเรามีความจําเปึนต้องเสนอมาตรการเร่งด่วนเราต้องทําอย่างไร ปัจจุบันเงินไม่หมุน ดังนั้นวิธีการที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือการผันเงินส่วนของรัฐบาล ไปสู่มือของพี่น้องประชาชนที่กําลังประสบปัญหาเงินฝ๋ด เพื่อพี่น้องประชาชนกลุ่มนั้น จะได้นําเงินเหล่านั้นกลับคืนเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ และนี่ก็คือที่มาของหมวดต่าง ๆ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นําเสนอต่อสภาเพื่อพิจารณา ถามว่าผลของการกําหนด งบประมาณขาดดุลเพิ่มเติมอีกแสนกว่าล้านบาทนี้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน ของประเทศอย่างไรบ้าง ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนเพื่อนสมาชิกว่า ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภาระหน้าที่ที่สําคัญที่สุดของผมก็คือการรักษา เสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ก็อยากจะเรียนสั้น ๆ ว่าการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมนั้นก็อยู่ใน กรอบของกฎหมายทุกประการ เรามีความระมัดระวัง ความจริงสามารถที่จะกู้ยืมเงินเพื่อ ใช้ในงบประมาณกลางป้ได้มากกว่านี้อีกเกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ด้วยความ ระมัดระวังและความเปึนห่วงเปึนใยต่อเสถียรภาพระบบการเงินการคลังของประเทศ เราจึงได้จํากัดงบขาดดุลไว้ในระดับ ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ได้มีการนําเสนอ เรายังมี วงเงินค้ําประกันที่รัฐบาลสามารถที่จะใช้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐในการแก้ปัญหา เศรษฐกิจอีก ๓ แสนกว่าล้านบาท ที่เราได้ใช้ไปแล้วในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ แต่ก็ยังเหลือ วงเงินสํารองเผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่นเดียวกันกับวงเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งก็มีกรอบ กฎหมายที่กําหนดไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่รัฐบาลจะกู้ยืมเพิ่มเติมนั้น สามารถที่จะกู้ยืมได้ ในปริมาณเม็ดเงินอีกเท่าไร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เพื่อนสมาชิกสบายใจว่าในส่วนของ เสถียรภาพหรือผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง สืบเนื่องจากมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นยังทําให้เรามีความสบายใจได้ ผมขอเข้าถึงประเด็นคําถามที่ เพื่อนสมาชิกได้กรุณาตั้งให้กับทางผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึง ข้อเสนอแนะและประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาที่ผมพอที่จะชี้แจงได้ ในประเด็นที่เกี่ยวกับ ตัวมาตรการเอง สักครู่เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีคงจะมีโอกาสที่จะชี้แจง แต่มีคําถามจากหลายท่านนะครับ อภิปรายต่อประเด็นเรื่องความถูกต้องทางกฎหมาย ของการเสนองบประมาณพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิก อาจจะมีความกังวลต่อมาตรา ๑๖๙ ในรัฐธรรมนูญนะครับ ที่ได้กําหนดให้ต้องตั้ง งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้การใช้เงินคงคลังในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําป้ นอกจากนั้นทางรัฐธรรมนูญยังได้บัญญัติไว้ด้วยว่า จะต้องกําหนดแหล่งที่มา ของรายได้เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วด้วย ในส่วน ๙๗,๐๐๐ ล้านบาทที่เปึนงบขาดดุลเพิ่มเติมนั้น รัฐธรรมนูญได้เป่ดช่องให้เราสามารถที่จะกู้ยืมเงินได้ ในงบประมาณกลางป้ฉบับนี้เราได้มีการตั้งงบชดเชยการใช้เงินคงคลังในช่วง ป้งบประมาณ ๒๕๕๑ อีกประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งกฤษฎีกาได้ตีความไว้ถูกต้อง ครับ ว่าจะต้องชี้แจงที่มาของรายได้ซึ่งไม่สามารถที่จะเปึนเงินกู้ได้ ในที่นี้ผมก็จะขอ อนุญาตชี้แจงเลยนะครับว่า ที่มาของรายได้ส่วน ๑๙,๐๐๐ ล้านบาทที่เปึนงบชดเชยนั้น จะเปึนแหล่งรายได้ที่มาจากเงินภาษีของรัฐบาล ตัวงบประมาณกลางป้เองนั้นมีมูลค่า ทั้งหมด ๑ แสนกว่าล้านบาทนะครับ จะส่งผลต่อการขยายตัวของจีดีพี (GDP : Gross Domestic Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) อย่างน้อยประมาณ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเปึนมูลค่าเปึนเม็ดเงินประมาณ ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท การกระตุ้นให้มี การขยายตัวของเศรษฐกิจในวงเงิน ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนที่สุดครับ นํามาซึ่งรายได้ ภาษีที่จะกลับมาสู่รัฐบาล ซึ่งทางกระทรวงการคลังได้คํานวณไว้อยู่ในระดับประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นครับท่านประธานครับ วันนี้คณะรัฐมนตรีเองก็ได้อนุมัติ การเก็บภาษีสรรพสามิตน้ํามันนะครับ หลังจากที่ได้มีการยกเว้นไปในช่วงของมาตรการที่ เรียกกันว่า มาตรการ ๖ มาตรการ ๖ เดือน เงินภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลจะเก็บได้ในช่วง ป้งบประมาณที่เหลืออยู่ ๘ เดือน มีมูลค่าโดยรวมอีกประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สมาชิกคงจะสบายใจได้นะครับว่า รายได้ที่จะมาจาก เงินภาษีนั้นเพียงพอต่อการชดใช้งบชดเชยการใช้เงินคงคลังที่เกิดขึ้นในช่วงป้ ๒๕๕๑ นอกจากนั้นครับท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกก็ได้ถามถึงมาตรการระยะกลาง มาตรการระยะยาวด้วยความเปึนห่วงว่า หลังจากที่ได้มีการแก้ปัญหาระยะสั้นแล้ว จะมี นโยบายอื่น ๆ เช่นไรบ้างนะครับในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป คําถามนี้เปึน คําถามที่ดีนะครับ และทางรัฐบาลก็ได้ตระเตรียมมาตรการไว้หลายรูปแบบ

ประเด็นปัญหาที่สําคัญของเศรษฐกิจของเรา ณ วันนี้คือเงินไม่หมุน การเข้าถึงแหล่งสินเชื่อเปึนไปด้วยความยากลําบาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อม เพราะฉะนั้น ๑ ในภารกิจที่สําคัญที่สุดของรัฐบาล ก็คือความพยายามที่จะ ขับเคลื่อนให้การปล่อยสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินของเรากลับมาสู่สภาวะปกติ ข้อเท็จจริง ณ วันนี้คือ สภาพคล่องในระบบมีเพียงพอ ประเด็นปัญหาก็คือ การประเมิน ความเสี่ยงโดยสถาบันการเงิน ทําให้เขามีความกลัวในการที่จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม ต่อผู้ประกอบการ บทบาทหน้าที่ของรัฐที่สามารถที่จะทําได้ก็คงจะต้องทําผ่านสถาบันการเงิน ของรัฐเปึนหลัก และบทบาทหน้าที่สําคัญของสถาบันการเงินของรัฐก็คือ การเข้ามา ลดความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงินเอกชน เพื่อสถาบันการเงินเอกชนจะได้มีความพร้อม ในการที่จะกลับเข้ามาสู่กระบวนการการปล่อยสินเชื่อเหมือนเดิม เรื่องของการค้ําประกัน การส่งออก เรื่องของการค้ําประกันสินเชื่อก็เปึนบทบาทของสถาบันการเงินของรัฐนะครับ ที่มีเตรียมพร้อมอยู่แล้ว และการเพิ่มทุนในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐเพื่อจะได้มี ประสิทธิภาพในการทํางานมากขึ้น ก็เปึน ๑ ในแผนของรัฐบาลที่จะมีการดําเนินการต่อไป การลงทุนในโครงการต่าง ๆ ร่วมกับเพื่อนรัฐมนตรีจากกระทรวงอื่น ๆ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ก็มีแผนกําหนดการที่ชัดเจนนะครับ โครงการทุก ๆ โครงการที่รัฐบาลได้เคยอนุมัติ มาแล้วในรัฐบาลในอดีต ก็เปึนโครงการที่ทางรัฐบาลชุดปัจจุบันยืนยันว่าจะดําเนินการ ต่อไป และผมเองในฐานะผู้ที่ต้องรับผิดชอบที่มาของเงิน ก็ได้ประสานกับแหล่งเงินทุก ๆ ประเภท เพื่อยืนยันความตั้งใจของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่จะผลักดันการขับเคลื่อนการลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่ เพื่อส่งผลต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศในระยะยาว ประเด็นที่ท้าทายประเทศไทยอีกประเด็นหนึ่ง แล้วก็เปึนประเด็น ที่ท้าทายเพื่อน ๆ ในประเทศในภูมิภาคเอเชียทุก ๆ ประเทศ ก็คือตลอดช่วง ๒๐-๓๐ ป้ ที่ผ่านมานี้ กระบวนการผลิตของทุก ๆ ประเทศในเอเชีย ได้สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับความ ต้องการสินค้าจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา พูดง่าย ๆ การลงทุน การเพิ่มกําลังการผลิตในภูมิภาคเอเชียในช่วง ๒๐ ป้ที่ผ่านมา ทําขึ้นมาเพื่อรองรับความ ต้องการในส่วนของสินค้าส่งออกไปสู่ประเทศตะวันตก ณ วันนี้พวกเราทราบกันดีว่า ประเทศเหล่านั้นกําลังประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจ ความต้องการสินค้าของเราลดลง เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท้าทายทุก ๆ ประเทศในเอเชียพร้อมกันก็คือ กําลังการผลิตที่เราได้ ลงทุนสร้างขึ้นมาในช่วง ๒๐ ป้ที่ผ่านมานั้น เมื่อผลิตออกมาแล้วเราจะนําสินค้านั้นไปขายใคร เพราะฉะนั้นความท้าทายของทุก ๆ ประเทศในเอเชียก็คือ การเสริมสร้างตลาดภายในเอเชีย เพื่อเรามีความจําเปึนจะต้องบริโภคสินค้าของกันและกัน และประเด็นนี้ก็จะเปึนประเด็นสําคัญ ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการประชุมผู้นําอาเซียน ก่อนหน้านั้นก็จะมีการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังจากทุก ๆ ประเทศในอาเซียนบวกกับอีก ๓ ประเทศสําคัญ คือ จีน ญี่ปุ์น เกาหลี เพราะฉะนั้นในทุก ๆ เวที ทุก ๆ วิธีการ รัฐบาลก็พยายามที่จะหา แนววิธีในการที่จะหาตลาดให้กับผู้ประกอบการของประเทศเรา นอกจากนั้นก็มีท่าน สมาชิกนะครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่านวิทยา บุรณศิริ ได้แสดงความกังวลต่อความ เหมาะสมในการนําเสนอ ๕ มาตรการ ลดภาระของประชาชนนะครับ ท่านได้เอ่ยว่า สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เสมือนกับว่าไม่ควรที่จะสนับสนุนโครงการลักษณะอย่างนี้ ต่อไป ผมก็จะขอเรียนนะครับว่า สภาพแวดล้อมจริง ๆ ก็เปลี่ยนไปนะครับ และนี่ก็คือ สาเหตุที่ทางรัฐบาลก็ได้เข้ามาปรับรายละเอียดของแต่ละโครงการให้มีความเหมาะสมมากขึ้น ลดการฟุ์มเฟ๋อยในการใช้สินค้าที่สามารถที่จะเข้าถึงได้ฟรีนะครับ แต่ขณะเดียวกันก็ยังตระหนัก ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และคิดว่ายังมีความเหมาะสมในการที่จะนําเสนอ โครงการที่ลดภาระของพี่น้องประชาชนต่อไป ท่านวิทยาได้เอ่ยด้วยนะครับว่า ทําไมใน งบประมาณชุดนี้ไม่มีข้อเสนอเรื่องของการประกันพืชผล แต่ท่านคงจะลืมไปนะครับว่า รัฐบาลก็ยังยืนยันโครงการรับประกันราคาพืชผล ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สืบเนื่องมาจาก รัฐบาลที่แล้ว นอกเหนือจากนั้นก็ได้มีการเพิ่มวงเงินการประกันราคาสินค้าพืชผลเกษตร รวมทั้งเพิ่มประเภทสินค้าเกษตรภายในโครงการด้วยอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเปึน โครงการนอกงบประมาณครับ เพราะทั้งหมดนั้นเปึนโครงการที่ได้รับการสนับสนุน ทางด้านเงินกู้โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ คือ ธ.ก.ส. โดยมีรัฐบาลคือ กระทรวงการคลังเปึนผู้ค้ําประกัน

ส่วนเรื่องของประเด็นคําขออื่น ๆ นะครับ หรือข้อเสนอแนะ ไม่ว่าจะเปึน งบประมาณเพื่อพี่น้องที่ทําหน้าที่เปึน อปพร. เรื่องของงบในแต่ละจังหวัด เรื่องของ โครงการต่าง ๆ นะครับ อย่างเช่น ถนนไร้ฝุ์น ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมก็ได้ชี้แจงไปแล้ว รวมถึงระบบน้ํา ทั้งหมดทั้งปวงก็เปึนโครงการที่รัฐบาลให้ ความสําคัญ แต่พวกเราต้องอย่าลืมนะครับว่า มาตรการที่นําเสนอในวันนี้เปึนมาตรการ เร่งด่วน หวังผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะฉะนั้นจะต้องเปึนโครงการที่เมื่อ รัฐบาลมีการเบิกจ่ายงบประมาณส่วนนี้ไปแล้ว จะมีการนําเงินส่วนนั้นกลับเข้ามาสู่ระบบ เศรษฐกิจโดยเร็ว และวิธีการที่มีโอกาสที่จะมีการรั่วไหลน้อยที่สุดนะครับ นั่นคือที่มาของ แนวมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้นําเสนอในวันนี้ และนอกจากนั้นนะครับ มาตรการอื่น ๆ ที่อยู่นอกงบประมาณกลางป้ ทางรัฐบาลก็ได้นําเสนอมาโดยตลอดในช่วง ๒ อาทิตย์ ที่ผ่านมา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ มาตรการที่ทางกระทรวงการคลังได้นําเสนอ เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการขนาดเล็ก ก็คือการตัดภาระภาษีขั้นต่ําของผู้ประกอบการ ที่มีรายได้ไม่เกิน ๑ ล้านบาท จากนี้ไปผู้ประกอบการเกือบ ๑ ล้านรายนะครับทั่วประเทศไม่จําเปึนที่จะต้องจ่ายภาษี ตราบใดที่รายได้ของผู้ประกอบการผู้นั้นไม่สูงกว่า ๑ ล้านบาท ก็เปึนการประหยัดเม็ดเงิน ภาษีให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กที่กําลังเดือดร้อนอยู่

สุดท้ายนะครับท่านประธาน ผมจะต้องขออนุญาตชี้แจงในประเด็นที่ ส.ส. โดยเฉพาะ ส.ส. จากส่วนของฝ์ายค้าน ได้มีการกล่าวถึงในส่วนของบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตนะครับ ก็น่าเสียดายนะครับ เพราะว่าประเด็นนี้จริง ๆ ก็ ไม่อยากที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาชี้แจงอีก ถ้าเพื่อนสมาชิกอยู่ในห้องประชุมตลอดนะครับ หรือไม่ถ้าไม่อยู่ในห้องประชุมก็ติดตามการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกท่านอื่น ท่านก็ คงไม่หยิบยกข้อมูลที่ยังผิดพลาดและไม่ตรงต่อข้อเท็จจริงมานําเสนอในห้องประชุมนี้ แต่เพื่อความชัดเจนนะครับก็อยากที่จะชี้แจงในประเด็นที่มีการกล่าวอ้างถึงบทบาท ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ในการที่จะไปกู้ยืมเงินจากโครงการ ไอเอ็มเอฟ เสมือนว่า เราไปเปึนต้นตอการก่อปัญหาวิกฤติทางการเงินเมื่อ ๑๑ ป้ที่แล้ว ข้อเท็จจริงความจริงผม ก็ได้ชี้แจงไปแล้วเมื่อประมาณบ่าย ๓ โมง ๑ ครั้งนะครับ แต่ว่ารัฐบาลของพรรค ประชาธิปัตย์ในแต่ละครั้งที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ มักจะเข้ามาหลังจากวิกฤตการณ์ได้ เกิดขึ้นแล้วเมื่อ ๑๑ ป้ที่แล้วก็ไม่แตกต่างครับ รัฐบาลก่อนหน้านั้นได้ป่ดสถาบันการเงิน ได้ลดค่าเงินบาท และได้ไปเซ็นสัญญาเงินกู้กับ ไอเอ็มเอฟ ก่อนที่ทางรัฐบาลพรรค ประชาธิปัตย์จะเข้ามารับภาระหน้าที่ที่จะต้องแก้วิกฤติต่อไป อันนี้เปึนข้อเท็จจริงที่มี ความสําคัญ จึงขออนุญาตท่านประธานชี้แจงเพื่อความชัดเจน ส่วนข้อเสนอแนะอื่น ๆ นะครับ ผมก็ได้ถือโอกาสได้จดไว้ทุก ๆ ประเด็น แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิก จากทั้งฝัืงรัฐบาลและฝัืงฝ์ายค้านนะครับที่ได้ให้เวลาในการที่จะวิพากษ์วิจารณ์และให้ ข้อเสนอแนะที่เปึนประโยชน์ต่อการทํางานในระดับกรรมาธิการต่อไป ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ