ศาสตราจารยเศรษฐพร ชี้แจงวิวัฒนาการโทรคมนาคมไทย-ตอบคำถามส.ส. 100+

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒

ศาสตราจารย์เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ นำทีมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. มาชี้แจงและตอบคำถามสมาชิกสภาถึง 100+ ข้อ โดยสรุปวิวัฒนาการกิจการโทรคมนาคมไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงกฎหมายปี 2544 พร้อมทั้งอธิบายโครงการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และกล่าวถึงการจัดสรรทุนเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา

ศาสตราจารย์เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่นกระผม ศาสตราจารย์เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของสํานักงาน คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ คือเลขาธิการและรองเลขาธิการมา ณ ที่นี้ เพื่อที่จะช่วยให้ข้อมูลแล้วก็ตอบข้อสงสัยและคําถามของท่านผู้มีเกียรตินะครับ ก่อนอื่น กระผมขอเรียนว่า ในวันนี้เปึนพระคุณอย่างยิ่งที่ท่านผู้มีเกียรติได้กรุณาให้ทั้งข้อสังเกต ให้ข้อแนะนํา ให้ข้อเสนอแนะและให้ความห่วงใย รวมตลอดถึงได้วิพากษ์วิจารณ์แล้วก็ขอให้ ชี้แจงในประเด็นคําถามต่าง ๆ ที่ท่านยังสงสัยอยู่ เพราะรวมคําถามทั้งหมดแล้วมีมากกว่า ๑๐๐ คําถามนะครับ ดังนั้นกระผมจะขออนุญาตท่านประธานจัดกลุ่มคําถามแล้วก็ตอบ ตามกลุ่มคําถามนะครับ เพราะหลาย ๆ ท่านก็ได้ถามคําถามในทํานองเดียวกันนะครับ ก่อนอื่นจะขออนุญาตใช้เวลาท่านประธานว่า กิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทย มีวิวัฒนาการมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเริ่มต้น ตั้งแต่สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมสถาปนากรมโทรเลขขึ้นมาเปึนหน่วยงานแรกที่ดูแลในการให้บริการ ทางด้านโทรคมนาคมทางด้านโทรเลข และต่อมาก็มีโทรศัพท์ซึ่งเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี ทางด้านทางสาย และต่อมาจึงมีเทคโนโลยีทางด้านวิทยุเกิดขึ้น ก็มีการให้บริการทางด้าน วิทยุโทรเลข ซึ่งทางด้านโทรคมนาคมทางสายก็มีกฎหมายที่พัฒนามาตั้งแต่กฎหมายกรม โทรเลขฉบับแรกเมื่อป้ ๒๔๒๗ นะครับ แล้วต่อมาก็มีฉบับที่เปึนป้ ๒๔๕๗ นะครับ และ พระราชรบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ป้ ๒๔๗๗ ซึ่งใช้มานาน เพิ่งยกเลิกไปเมื่อตอนที่มี พระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม ป้ ๒๕๔๔ ออกมาใช้บังคับ ส่วนทางด้าน กิจการวิทยุ ซึ่งมีทั้งวิทยุคมนาคม วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์นะครับ ก็พัฒนาการมา ไล่เลี่ยกัน นับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยุโทรเลขซึ่งนําวิทยุมาใช้ในกิจการ โทรเลขก่อน แล้วต่อมาก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วยวิทยุสื่อสาร ใช้มาตั้งแต่ป้ ๒๔๗๘ และ พอมาถึงป้ ๒๔๙๘ ก็มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติวิทยุสื่อสาร โดยแยกเปึน ๒ ฉบับ คือ พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ป้ ๒๔๙๘ และพระราชบัญญัติ วิทยุคมนาคม ป้ ๒๔๙๘ เช่นเดียวกันออกมาใช้บังคับในโอกาสเดียวกันนะครับ ที่นําเรียน อย่างนี้ก็อยากจะเรียนว่า กิจการทางด้านการกระจายเสียงโทรทัศน์และโทรคมนาคม ในบ้านเรา เปึนกิจการที่อิงอยู่กับพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีที่พัฒนามาทางสายแล้วก็ ทางคลื่นวิทยุ แล้วตอนหลังก็มาผสมกันนะครับ กระผมเองอยากจะขอเรียนอย่างนี้ ครับว่า ทางด้านที่เปึน ขออภัยครับ ทางด้านที่เปึนกิจการโทรคมนาคมนี่พัฒนาการก็มา เรื่อยตลอด จนกระทั่งถึงป้ ๒๕๔๐ ที่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๔๐ ที่มีบทบัญญัติว่าด้วยเกี่ยวกับเรื่องคลื่นนะครับ บอกว่าคลื่นที่ใช้ในกิจการ กระจายเสียงโทรทัศน์และโทรคมนาคมถือเปึนทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์ สาธารณะนะครับ

แล้วในวรรคสองก็บอกว่า ให้มีองค์กรของรัฐที่เปึนอิสระทําหน้าที่ในการ จัดสรรคลื่นและกํากับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

วรรคสาม ก็พูดถึงวัตถุประสงค์ในการกํากับดูแลขององค์กรอิสระที่จะ ตั้งขึ้นว่า ให้คํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ทั้งในด้าน การศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะอื่น ๆ รวมทั้งการแข่งขัน โดยเสรีอย่างเปึนธรรม ตรงนี้เปึนที่มาที่เมื่อมีรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ก็มีบทบัญญัติ ที่ออกมาเปึนกฎหมายลูกก็คือ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ป้ ๒๕๔๓ กฎหมาย ฉบับนี้ได้กําหนดให้มีองค์กรกํากับดูแลที่ทําหน้าที่ในการที่จะจัดสรรคลื่นและกํากับดูแล กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเปึน ๒ องค์กรนะครับ นั่นก็คือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. นะครับ กับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. แต่ปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่น ป้ ๒๕๔๓ ใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๓ นะครับ กทช. มาเกิดขึ้นเมื่อป้ ๒๕๔๗ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ ใช้เวลาถึง ๔ ป้เศษ แต่ทาง กสช. จนปัจจุบันนี้ยังไม่เกิดขึ้น ตรงนี้เปึนที่มาที่กระผมจะขออนุญาตนําเรียนว่า คําถามที่ท่านได้ถามเกี่ยวกับเรื่องกิจการที่เปึนกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กระผมอยากจะขอเรียนว่า ตามกฎหมายที่กําหนดไว้เปึนหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่ในหน้าที่ ความรับผิดชอบของ กทช. หรือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตรงนี้เปึน ประเด็นสําคัญนะครับว่า กิจการวิทยุกระจายเสียงไม่ว่าจะเปึนกิจการวิทยุกระจายเสียง ที่เกี่ยวกับชุมชนก็ดี หรือเปึนกิจการวิทยุกระจายเสียงทั่วไป กิจการโทรทัศน์ที่เปึน ฟรี ทีวี หรือเปึนโทรทัศน์บอกรับสมาชิกไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ กทช. แต่บังเอิญว่าเดิมที มีกฎหมายที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่นี้คือ พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์ ป้ ๒๔๙๘ นี้เปึนแม่เปึนพื้นฐานในการที่กํากับดูแลเกี่ยวกับกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ฉะนั้นในตอนนั้นก็อยู่ในความรับผิดชอบของทาง สํานักนายกรัฐมนตรี ทางกรมประชาสัมพันธ์และมีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาในภายหลัง ชุดหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการ กบว. (คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์) เดิม ตอนหลังเปึนคณะกรรมการ กกช. (คณะกรรมการวิทยุกระจายเสียงและ โทรทัศน์แห่งชาติ) นะครับ ซึ่งตรงนี้ก็ทําหน้าที่ดูแลทางด้านกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์ ตลอดมา ส่วนทางด้านโทรคมนาคมก็อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมเดิม ซึ่งตอนนี้มาอยู่ที่กระทรวง ไอซีที หรือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แล้วก็ มีกรมไปรษณีย์โทรเลขดูแลอยู่ตอนนั้นกับมีคณะกรรมการชุดหนึ่งเหมือนกันเรียกว่า กบถ. หรือคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาตินะครับ ตรงนี้ เปึนเรื่องที่สําคัญมากครับ พอมาถึงป้ ๒๕๕๑ มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการ ประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ป้๒๕๕๑ ออกมาใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายที่ค่อนข้างแปลกนะครับ เพราะว่า

๑. ยกเลิกกฎหมายเก่าทั้งหมดซึ่งทําให้มีผลกระทบถึงกฎหมายลูกที่เปึน กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี มติ กบว. มติ กกช. ทั้งหมด

๒. ยกเลิกอํานาจหน้าที่ขององค์กร เช่น สํานักนายกรัฐมนตรีก็ดี กรมประชาสัมพันธ์ก็ดี หรือ กกช. ก็ดีไปหมดเลยนะครับ ทําให้ตั้งแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑ เปึนต้นมา ไม่มีองค์กรของรัฐใด ไม่มีบุคคลใดทําหน้าที่ในการกํากับดูแลกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทยเลย เพราะว่าในกฎหมายฉบับนี้ไม่มีบท เฉพาะกาลที่กําหนดให้กฎหมายเดิมที่ยังใช้อยู่ หรือองค์กรเดิมหรือบุคคลเดิมที่ยังใช้อยู่ ทําหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กสทช. หรือ กสช. ใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ตรงนี้เปึนจุดอ่อนที่สําคัญนะครับ แต่มีบทเฉพาะกาลที่ให้อํานาจแก่ กทช. ในการ ทําหน้าที่หลัก ๒ ประการ นั่นก็คือ

๑. ให้ กทช. ทําหน้าที่ในการออกใบอนุญาตเปึนการชั่วคราวมีอายุ ๑ ป้ ให้แก่สถานีวิทยุชุมชน กับสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่น ซึ่งไม่รวมถึงสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ตรงนี้เปึนประเด็นสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นตลอดเวลาตั้งแต่ป้ ๒๕๕๑ วันที่ ๕ มีนาคม ที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ เปึนช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีสุญญากาศในการกํากับดูแลกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ คงมีเฉพาะส่วนหนึ่งที่ให้อํานาจ กทช. มาดําเนินการ ตรงนี้ กระผมก็จะขอตอบคําถามที่เกี่ยวข้องกับคําถามที่เกี่ยวกับภารกิจที่ท่านได้ถามว่า กิจการ วิทยุชุมชนกับกิจการโทรทัศน์ไม่ใช้คลื่นที่ได้รับอํานาจอยู่ในบทเฉพาะกาลนี่นะครับ ก็ขอเรียนว่าในกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ป้ ๒๕๕๑ กําหนดเอาไว้ว่า ให้ กทช. ตั้งคณะอนุกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ขึ้นมาช่วย กทช. ทําหน้าที่ใน ๒ เรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้คณะกรรมการชุดนี้ก็มีคณะทํางาน ที่รับผิดชอบทางด้านวิทยุชุมชนชุดหนึ่ง คณะทํางานรับผิดชอบทางด้านกิจการโทรทัศน์ ไม่ใช้คลื่นชุดหนึ่ง ก็ได้ทํากฎกติกาที่จะออกใบอนุญาตให้แก่สถานีวิทยุชุมชนเสร็จแล้ว แต่โดยหลักการจะต้องไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ซึ่งก็กําหนดไว้ว่าวันที่ ๑๑ พฤษภาคมนี้ จะจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะที่โรงแรมรามาการ์เดนท์ กระผม ขออนุญาตท่านประธานประกาศเชิญชวนท่านผู้ที่สนใจไปร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ โรงแรมรามาการ์เดนท์ ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคมนี้ ส่วนกิจการที่เกี่ยวกับโทรทัศน์ที่ไม่ใช้ คลื่นก็จะเปึนเดือนถัดไปครับ คิดว่าจะเปึนเดือนมิถุนายน ซึ่งหลังจากที่ไปรับฟัง ความคิดเห็นสาธารณะมาแล้วก็มาแก้ไขปรับปรุง แล้วก็คิดว่าจะเริ่มออกใบอนุญาตให้ได้ นะครับ ส่วนหลักเกณฑ์ในรายละเอียดก็ขอความกรุณาว่าคงใช้เวลาเยอะ อาจจะต้องขอ ในโอกาสต่อไปนะครับ อันนั้นเปึนเรื่องที่ ๑ ที่เกี่ยวกับกิจการวิทยุกระจายเสียงที่เปึน วิทยุชุมชนและโทรทัศน์บอกรับสมาชิก

ทีนี้ก็จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องที่มีการพูดถึงเรื่องกิจการวิทยุชุมชน แล้วก็บอกว่า ทาง กทช. เองไปป่ดสถานีบ้าง ไปทําอะไรบ้าง ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า กิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทย รวมทั้งกิจการโทรคมนาคมด้วย นับตั้งแต่ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ป้ ๒๕๔๓ ตั้งแต่วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๓ เปึนต้นมา มีบทเฉพาะกาลกําหนดเอาไว้นะครับว่า ในช่วงเวลาที่ยังไม่มี กสช. เกิดขึ้น หรือยังไม่มี กทช. เกิดขึ้น ให้องค์กรเดิมทําหน้าที่เดิมไปก่อน ให้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ใช้ไปก่อน ให้บุคคลที่มีอํานาจหน้าที่อยู่เดิมมีอํานาจหน้าที่ตามเดิมไปก่อน แต่ห้ามทํา ๓ อย่าง นั่นก็คือ ๑. ห้ามจัดสรรคลื่นใหม่ ๒. ห้ามอนุญาตประกอบกิจการใหม่ ๓. ห้ามอนุญาตประกอบ กิจการเพิ่มเติมจากที่ได้มีการอนุญาตไว้แล้ว ท่านประธานครับ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือกิจการโทรทัศน์นะครับถ้าจะถูกต้องตามกฎหมายจะต้องมีความถูกต้อง ด้วย ขออนุญาตใช้คําง่าย ๆ เพื่อจะจําง่ายว่า ๔ ค ด้วยกันนะครับ ค ตัวแรกก็คือ ๑. เรื่องคลื่นวิทยุ จะต้องถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับอนุญาตให้ถูกต้อง แต่บังเอิญ กฎหมายก็กําหนดว่าในช่วงเวลาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๓ เปึนต้นมา ไม่สามารถจัดสรรคลื่นใหม่ ให้ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีสถานีใดที่ได้รับอนุญาตจัดสรรคลื่นที่ถูกต้องเลย อันที่ ๒ เครื่อง เครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง เครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ ต้องถูกต้องตามกฎหมายมีมาตรฐาน ที่ถูกต้อง แต่ที่ผ่านก็ไม่มีการได้รับอนุญาตนะครับ ยกเว้นแต่เอาไปแทนเครื่องเดิม อันที่ ๓ เรื่องคน คนที่จะขออนุญาต คนที่จะทําหน้าที่เปึนผู้ประกาศ คนทําหน้าที่เปึน ช่างเทคนิคก็ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรฐานที่กําหนด อันที่ ๔ เรื่อง ความ หรือว่า คอนเทนท์ (Content : ความหมาย) หรือว่าสาระ เนื้อหาสาระของรายการ ก็ต้องได้รับ ความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่ผ่านมาในช่วงที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๓ เปึนต้นมานะครับ กิจการใดที่ดําเนินการเกี่ยวกับวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรทัศน์ทั้งหมดเปึนสถานีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะมีกรณีว่า สิ่งเหล่านั้นบังเอิญมีช่วงเวลาหนึ่งที่คณะรัฐมนตรี ผ่อนผันให้มีการทดลองกิจการวิทยุชุมชน และมีการทําหลักเกณฑ์ที่อนุญาตให้สามารถ ประกอบการได้เปึนการชั่วคราว แล้วก็มีการอนุญาตให้มีการโฆษณาได้ ก็ทําให้เกิดวิทยุชุมชนขึ้นมาทั่วประเทศ เท่าที่ ทราบตอนนี้มีจํานวนมากกว่า ๔,๐๐๐ สถานี ซึ่งทั้ง ๔,๐๐๐ สถานีนี้ถ้าว่าไปแล้วก็คือ ไม่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งสิ้น แต่ว่าในการกํากับดูแลอยากจะเรียนว่าเราตกลงกันอย่างนี้ ครับว่า ถ้าการรบกวนเกิดขึ้นจากสถานีวิทยุชุมชน ไปรบกวนสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ด้วยกันเอง เดิมทีให้อยู่ความรับผิดชอบของกรมประชาสัมพันธ์ที่จะ ดําเนินการในการที่จะดูแล ส่วนที่เปึนการรบกวนทางด้านโทรคมนาคม เช่น ไปรบกวน การสื่อสารการบินที่อาจจะทําให้เครื่องบินชนกันได้ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น อย่างนี้เปึนเรื่องที่ อยู่ในความรับผิดชอบเดิมของกรมไปรษณีย์โทรเลข ตอนหลังมาอยู่ในความรับผิดชอบ ของสํานักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาตินะครับ แต่บังเอิญอย่างที่กระผม เรียนนะครับว่า ตั้งแต่ป้ ๒๕๕๑ เปึนต้นมา ตั้งแต่วันที่ ๕ มีนาคมนี้ พอมีพระราชบัญญัติ การประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ๒๕๕๑ ออกมาใช้บังคับ เขาไปยกเลิก อํานาจหน้าที่ของสํานักนายกรัฐมนตรี อํานาจหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ อํานาจหน้าที่ ของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อํานาจหน้าที่ของหน่วยงานที่จะดูแลตรงนี้คือ กทช. ด้วยนะครับ ก็ทําให้ไม่มีหน่วยงานกํากับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ในประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้นะครับ ในกรณีที่ทาง กทช. ได้รับการร้องเรียนหรือเราทราบว่า วิทยุชุมชนไปรบกวนการโทรคมนาคมข่ายการบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราก็จะมีการตักเตือน ถ้าเขาหยุดเขาแก้ไขก็ไม่เปึนไร แต่ถ้าไม่หยุดเราก็จะดําเนินการจับกุมและดําเนินคดี ตามกฎหมายต่อไปนะครับ ส่วนในกรณีที่เกี่ยวกับเรื่องดีสเตชั่น เนื่องจากดีสเตชั่นเปึน สถานีโทรทัศน์ ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ กทช. นะครับ กทช. ไม่ได้ทําอะไรด้วย เมื่อสักครู่มีท่านผู้มีเกียรติได้บอกว่าทาง กทช. ไปป่ดสถานีไทยคม ทาง กทช. ไม่ได้เคย ไปป่ดสถานีไทยคม ไม่เคยไปป่ดสถานีดาวเทียม การตรวจสอบก็เปึนเรื่องที่ทําหน้าที่ตาม กฎหมายเพื่อที่จะปัองกันไม่ให้สถานีวิทยุคมนาคม สถานีวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ กวนกัน อันนั้นเปึนหลักการใหญ่ ท่านประธาน อันนั้นเปึนประเด็นแรกที่อยากจะเรียนตอบ คําถามที่ท่านได้กรุณาถามมามากนะครับ

อันที่ ๒ คําถามที่เกี่ยวกับเรื่องบทบาท หน้าที่ของ กทช. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการที่เก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มา แล้วก็รู้สึกอาจจะไม่สามารถเก็บได้อย่างเต็มที่ ก็ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า กทช. เปึนองค์กรกํากับดูแลนะครับ มีหน้าที่ในการกําหนด หลักเกณฑ์ วิธีการในการที่จะกํากับดูแลการประกอบกิจการ ดูแลการคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรโทรคมนาคม ดูแลส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนา บุคลากรทางด้านโทรคมนาคม การกระจายบริการอย่างทั่วถึง ทั่วประเทศ เหล่านี้เปึนต้น นะครับ กทช. ไม่ได้มีหน้าที่หลักในการที่จะหารายได้เข้ารัฐ เพราะในกฎหมายก็บอกว่า ในการกําหนดค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตก็ดี ค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคมก็ดี หรือค่าธรรมเนียมคลื่นความถี่ก็ดี จะต้องกําหนดตามความเหมาะสมและความจําเปึน ของการที่จะทําหน้าที่ในการกํากับดูแลเท่านั้น จะต้องไม่ให้เปึนภาระเกินไป แก่ผู้ประกอบกิจการ ดังนั้นรายได้ทั้งหมดที่ไปตกอยู่แก่ผู้ประกอบกิจการนั้น ผู้ประกอบ กิจการก็จะต้องเสียภาษีนะครับ ก็ไม่ใช่เปึนหน้าที่ของ กทช. จะไปดูแลตรงนั้นนะครับ อันนี้อยากจะทําความเข้าใจท่านนะครับ

ถัดไปก็เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่อันหนึ่งที่ถามกันก็คือ เรื่องที่เปึนห่วงว่า ทาง กทช. ไม่ได้ดูแลเรื่องการที่มีคนต่างด้าวมาประกอบกิจการโทรคมนาคมนะครับ ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยเราขณะนี้ จะมีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งเปึนผู้ที่มารับใบอนุญาตโดยตรงจาก กทช. ซึ่งใบอนุญาตก็จะมีแบบที่ ๑ แบบที่ ๒ แบบที่ ๓ อันนี้เขาก็จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน แล้วเราก็จะคิดค่าธรรมเนียมตามที่ประกาศออกไปแล้วนะครับ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเปึนผู้ที่มี สัญญาร่วมการงาน สัญญาสัมปทานหรือสัญญาการอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ เช่น จากบริษัท ทีโอที (TOT) จํากัด หรือที่เปึนองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิม หรือบริษัท กสท. โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน) พวกนี้เขายังไม่มารับใบอนุญาตจากเรา เขาได้รับสิทธิตามที่กฎหมายให้สิทธิไว้ว่า เนื่องจากมีสิทธิอยู่เดิมในการที่ได้รับสัมปทานหรือการอนุญาตการร่วมการงานมาแล้วก็ ให้มีสิทธิต่อไป แล้วผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ก็จะเปึนคนที่แบ่งรายได้ให้แก่ ทีโอที หรือ กสท. โทรคมนาคมนะครับ ในการไปคิดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจาก ทีโอที ก็ดี หรือจาก กสท. โทรคมนาคมก็ดี เราก็กําหนดหลักเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อไม่ให้เปึนภาระแก่หน่วย ผู้ประกอบกิจการตามที่กฎหมายกําหนด แล้วหลักเกณฑ์ทั้งหมดนี้เราก็จะทําการรับฟัง ความคิดเห็นสาธารณะก่อนที่จะมีการบังคับใช้นะครับ อันนั้นอยากจะขอเรียน

ส่วนเรื่องต่างด้าวที่มาถือหุ้น ขอเรียนว่าตั้งแต่มีผู้ประกอบกิจการที่มายื่น ขอใบอนุญาตจากเรา อันนี้เราดูแลอย่างเข้มงวดนะครับ เราจะต้องสอบถามไปที่กระทรวง พาณิชย์ให้ยืนยันมาทุกรายว่าผู้ที่มาขออนุญาตประกอบกิจการจาก กทช. เราเปึนผู้ที่มี ผู้ถือหุ้นต่างด้าวเกินตามที่กฎหมายกําหนดหรือไม่ ถ้าเผื่อมีใครเกินเราก็ไม่สามารถจะ อนุญาตได้ เพราะฉะนั้นก็เรียนได้เลยว่าเปึนเรื่องที่เราดูแลอย่างเข้มงวดอยู่นะครับ

อันถัดไปนะครับ ก็เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของ กทช. เกี่ยวกับการบริหารจัดการเลขหมายโทรคมนาคมนะครับ ท่านได้ถามว่าเลขหมาย โทรคมนาคมมีการจัดสรรไปสําหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ประมาณ ๘๗ ล้านเลขหมาย แต่มีการใช้อยู่ ๖๔ ล้านเลขหมาย โทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ แล้วก็บริการโทรศัพท์ ประจําที่จัดสรรไปประมาณ ๒๒ ล้านเลขหมาย แต่มีการใช้งานประมาณเกือบ ๘ ล้านเลขหมาย ไม่ถึง ๘ ล้านเลขหมายดีนี่นะครับ ท่านถามว่าเลขที่เหลือไปอยู่ที่ไหน อย่างไร ก็ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ในกรณีของโทรศัพท์เคลื่อนที่นี่นะครับ เราก็เห็นใจทาง ผู้ประกอบกิจการ แล้วก็ตกลงกันว่าดูแลในเรื่องว่าเนื่องจากเลขหมายที่มีการใช้ใน ลักษณะที่เปึน พรีเพด หรือว่าจ่ายเงินก่อนโดยไปซื้อซิมก่อนนี่นะครับ เขาจะต้องมี เลขหมายนี้ไปอยู่ในตลาด เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้มีโอกาสที่จะเลือกเลขหมาย เพราะฉะนั้น ก็จะมีเลขหมายเหล่านี้สํารองอยู่ส่วนหนึ่ง กับเลขหมายอีกส่วนหนึ่งก็คืออยู่ในขั้นตอนที่ การเปลี่ยนเลขหมายจากเลขหมายเดิมมาเปึนเลขหมายใหม่ จากการที่มีการส่งเสริม การขายก็ดี หรือการเปลี่ยนแปลงก็ดีอีกจํานวนหนึ่งนะครับ อันนั้นสําหรับโทรศัพท์มือถือ ส่วนสําหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ เนื่องจากเดิมทีกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่เปึนกิจการผูกขาด อีกที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แล้วก็ปัจจุบันคือบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) นี่นะครับ เดิมทีทาง ทีโอที เองก็เปึนผู้ที่บริหารจัดการเลขหมายเลขนะครับ เพราะฉะนั้น ในลักษณะของการที่กําหนดเลขหมายประจําพื้นที่ต้องมีการกําหนดเปึนกลุ่ม เมื่อกําหนด เปึนกลุ่มก็ไปวางไว้เลย เช่น จังหวัดนี้ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ เลขหมาย จังหวัดนี้ ๘,๐๐๐,๐๐๐ เลขหมายนี่ครับ ก็ไม่สามารถจะถอนตรงนั้นออกมาได้ ความจริงทางผู้ที่ถือครอง เลขหมายเขาก็อยากจะส่งคืนเหมือนกัน เพราะว่าที่ถือครองเลขหมายไว้ต้องจ่ายค่า เลขหมายให้แก่ กทช. ด้วย แต่ว่าเขาถอนไม่ได้เพราะว่าเปึนระบบทางเทคโนโลยีที่เขาวาง เอาไว้แล้ว แล้วเผื่อมีประชาชนมาขอก็จะไม่สามารถให้บริการได้ ตรงนั้นเปึนเหตุผล นะครับที่อยากจะเรียน

ส่วนในเรื่องเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านได้กรุณาถามเรื่องจังหวัดสมุทรสาครนะครับ ที่เลขหมายของท่านทําไมจึงไม่เปึน ๐๒ แล้วไม่บวกด้วย ๗ ตัวนะครับ อันนี้ก็ขอเรียน อย่างนี้ครับว่ากระผมเองก็เพิ่งทราบนี่นะครับ ไม่เคยใส่ใจมาก่อนเปึนพิเศษ จะขอรับเรื่องนี้ ไปดูแลจัดการให้ท่านว่าเปึนอย่างไร แล้วจะขอความกรุณาท่านประธานว่าทําเรื่องตอบ ท่านโดยตรงต่อไปนะครับในส่วนนั้น

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องการคงสิทธิเลขหมายหรือขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ นัมเบอร์ พอสสิบิลิตี้ (Number Possibility) ก็เปึนเรื่องจริง ๆ แล้วตามกฎหมายบัญญัติ เอาไว้ว่าเมื่อผู้ประกอบกิจการมีความพร้อม ให้ กทช. จัดให้มีเรื่องการคงสิทธิเลขหมาย ซึ่งอันนี้เราก็ได้ทําเกือบ ๒ ป้แล้วนะครับ ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะ ก็มาติดขัดอยู่ ๒ ประเด็น ก็คือ ๑. เรื่องการที่จะต้องมีที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า เคลียริ่ง เฮาส์ (Clearing House) หรือจุดศูนย์กลางในการที่จะทําเปึนศูนย์กลางในการที่จะประสานงานในการ ที่จะมีการโยกย้ายแลกเปลี่ยนเลขหมายระหว่างผู้ประกอบกิจการด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ก็เข้าใจว่า จะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้

กับอีกอันหนึ่งเรื่องอัตราค่าบริการ ตัวระเบียบหลักเกณฑ์เบื้องต้นทําเสร็จ แล้ว แต่คงจะต้องรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พยายามจะเร่งทําให้ เร็วที่สุดนะครับ

ถัดไปเปึนเรื่องเกี่ยวกับเรื่องที่สําคัญที่ท่านได้พูดถึง คือเรื่องการคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏในรายงานที่บอกว่ามีการร้องเรียนเพียง ๒๐๐ กว่าราย นี่นะครับ จริง ๆ แล้วตัวเลขอันนั้นก็คงเปึนตัวเลขรวมว่ามีจํานวนรายที่ร้องเรียนโดยตรง มาแต่ตั้งแต่มีการตั้งสถาบันคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรคมนาคมมาแล้ว สถิติการร้องเรียน โดยตรงไปที่สถาบันคุ้มครองผู้ใช้บริการที่เปึนทางโทรศัพท์เปึนจํานวนถึงแสนครั้งนะครับ แต่ว่าบังเอิญวันนี้กระผมไม่ได้รับตัวเลขมานะครับ ก็จะขออนุญาตถ้าเผื่อท่านต้องการ รายละเอียดกระผมจะนําเสนอท่านโดยตรง แต่ขอรับสารภาพอย่างหนึ่งก็คือว่า จริง ๆ แล้วเรื่องที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคนี้นะครับ ทาง กทช. ได้กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ต่าง ๆ ไว้มากมาย รวมทั้งช่องทางในเรื่องการร้องเรียนต่าง ๆ แต่สิ่งที่ขาดไปก็อย่างที่ท่าน ได้กรุณาแนะนํา เสนอแนะมานะครับ ก็คือเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่จะให้เข้าถึงประชาชน ในทุกกลุ่มยังไม่ดีพอ อันนี้จะขอรับเอาข้อเสนอแนะ ข้อแนะนําของท่านไปแก้ไขปรับปรุง แล้วก็คิดว่าในป้หน้าคงจะดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ ขอรับเรื่องนี้ไปนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง ก็คือเรื่องที่ ท่านได้พูดถึงการที่จะไปพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลนะครับ อันนี้ก็ขอเรียนว่าโครงการ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเยาวชน มีโครงการที่ทาง กทช. ได้ริเริ่มทําเปึนโครงการ นําร่อง ๒ โครงการอยู่นะครับ ที่อยากจะเรียนนิดหนึ่งก็คือว่าเราไปร่วมกับมหาวิทยาลัย แม่ฟัาหลวงที่จังหวัดเชียงรายในการทําโครงการทางด้านที่เรียกว่า เทเล เซ็นเตอร์ (Tele Center) ซึ่งเราจะคัดเลือกโรงเรียน ๒๑ โรงเรียนในระดับมัธยมต้นนะครับ ที่ให้ทาง มหาวิทยาลัยแม่ฟัาหลวงเปึนคนเลือก แล้วเราจะทําระบบออนไลน์ (Online) ติดต่อไป แล้วเราเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปให้ที่โรงเรียน โรงเรียนละ ๒๐ เครื่อง ทั้งหมด ๒๑ โรงเรียนนะครับ แล้วทางมหาวิทยาลัยแม่ฟัาหลวงก็จะเปึนคนที่ทําซอฟต์แวร์ หรือรายการการเรียนการสอน วิชาที่สอนส่งไปให้ยังโรงเรียนทั้ง ๒๑ โรงเรียน แล้วในขณะเดียวกันก็มีการไปพัฒนาครู ไปพัฒนานักเรียนทั้งหมด แล้วก็มีการเป่ดโอกาส ให้ประชาชนในท้องถิ่นที่ใกล้เคียงกับโรงเรียนได้มีการร่วมใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ไปอยู่ใน โรงเรียนเหล่านั้นด้วย อันนี้เราทําที่จังหวัดมหาสารคามอีกแห่งหนึ่งก็ทํานองเดียวกัน เปึนโครงการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ ๘๐ พระชนมพรรษานะครับ นอกจากนี้ก็มีการที่เกี่ยวกับเรื่องการที่จัดสรรทุนอบรมให้แก่ การพัฒนา การส่งเสริม การวิจัยและพัฒนา แล้วก็การให้ทุนแก่นักเรียนนะครับ ก็ได้ทํากัน อย่างเข้มงวด แล้วก็ตั้งใจว่าจะขยายให้มากขึ้นนะครับ

อีกอันหนึ่งเปึนเรื่องที่ท่านถามถึงกองทุนพัฒนากิจการโทรคมนามคมเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ ท่านถามว่าตอนนี้ไปถึงขั้นไหนแล้ว ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ในกฎหมายนี้กําหนดเอาไว้ว่า ให้ กทช. นี้ตั้งกองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อ ประโยชน์สาธารณะขึ้นมากองทุนหนึ่ง ซึ่งทําหน้าที่ ๓ ประการ หน้าที่ประการแรกก็คือว่า กองทุนนี้ต้องจัดให้มีการกระจายบริการโทรคมนาคมโดยทั่วถึง เพราะฉะนั้นเมื่อมีเงิน ก็ต้องเอาไปให้ในการที่กระจายบริการโทรคมนาคมไปยังส่วนท้องถิ่นห่างไกลนะครับ อันที่ ๒ ใช้ในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา อันที่ ๓ ใช้ในการส่งเสริมการพัฒนา บุคลากร ซึ่งตรงนี้ก็ได้ดําเนินการแล้วนะครับ กองทุนที่มีอยู่ตอนนี้เข้าใจว่ามีอยู่ประมาณ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งมีอยู่ ๑,๐๒๐ ล้านบาทเศษ ๆ กับอีกอันหนึ่งประมาณ ๙๔๙ ล้านบาทเศษ เพราะฉะนั้นรวมแล้วทั้งหมดก็ประมาณเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังไม่มากนักนะครับ เพราะตรงนี้ก็มีหลักเกณฑ์ที่จะต้องไม่ให้เปึนภาระเกินไปแก่ผู้ประกอบกิจการนะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องสําคัญที่ท่านได้ถามก็คือ เรื่องเกี่ยวกับบทบาทของ กทช. ในการที่จะไปดูแลพื้นที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนี้ก็ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ แล้วทาง กทช. ไม่ได้นิ่งดูดายนะครับ ก็กําลังดําเนินการอยู่โดยประสานงานกับ ทางหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ แต่เราไม่ได้ทํารายงานหรือไม่ได้ออกข่าวตรงนี้ เพราะว่า ต้องการให้เปึนการเก็บลับไว้ก่อน เมื่อดําเนินการแล้วจึงจะได้รายงานให้ทราบต่อไป เช่น เราร่วมกับทาง ปปง. (สํานักงานปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ในการที่จะใช้ข้อมูล ทางด้านโทรคมนาคมในการที่จะสืบให้รู้ว่ามีแหล่งการเงินมาสนับสนุนในการก่อการร้าย หรือไม่อย่างไรเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือในการที่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในท้องที่ อย่างนี้ เปึนต้น รวมทั้งเราได้ส่งเสริมในการที่จัดหาเครื่องไม้เครื่องมือให้ทางด้านตํารวจในพื้นที่ไป ปฏิบัติการด้วยนะครับ แต่บังเอิญยังไม่ได้รายงานอยู่ในรายงานนี้นะครับ เรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือที่ท่านได้ถามเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบในการที่ทาง กทช. มีหน้าที่ในการกระจายบริการโดยทั่วถึงนะครับ หรือที่เรียกว่า ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส ออบลิเคชั่น (Universal Service Obligation) ตรงนี้ก็มีหลักเกณฑ์อยู่ ๖ ข้อด้วยกัน นะครับ ที่ท่านได้ถามไปแล้ว ในการทําแผนเรื่องนี้เราก็จัดการให้ มีทางเลือก ๒ ทาง ตามที่กฎหมายกําหนดก็คือว่า เราบังคับว่าใครที่เปึนผู้มารับใบอนุญาตจาก กทช. ถ้าเปึน ใบอนุญาตแบบที่ ๒ และแบบที่ ๓ แบบที่ ๒ ที่มีโครงข่ายเปึนของตนเอง จะต้องไปทํา บริการในพื้นที่ชนบทด้วย ถ้าไม่ไปนะครับ ต้องการทําเฉพาะในเมือง ต้องจ่ายค่าบริการ ที่จะกระจายบริการโทรคมนาคมโดยทั่วถึง ๔ เปอร์เซ็นต์จากรายได้ที่มีเข้ากองทุนพัฒนา กิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ และทาง กทช. จึงจะเอาเงินนั้นไปบริหาร จัดการให้มีการกระจายบริการไป

อันที่ ๒ ถ้าตั้งแต่ต้นเลยก็บอกว่า เขาไม่ไป เขาก็ต้องจ่าย ๔ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ซึ่งตอนนี้ก็ปรากฏว่าอีกอันหนึ่งก็คือว่าท่านสนใจไปทําก็ไปทําได้เลย แต่ไปทํานี้ หมายความว่า ต้องทําตามแผนที่ทาง กทช. กําหนด โดยพิจารณาร่วมกับผู้ที่สนใจจะไปทํา ซึ่งก็ปรากฏว่ามี ๒ รายทํานะครับ ก็คือทาง ทีโอที กับ ทาง กสท. โทรคมนาคมนะครับ ซึ่งอันนี้ก็ได้ทําตามเปัาหมายทั้งหมดเลยนะครับ เช่น ที่ทาง ทีโอที ได้กําหนดไว้ ๘,๖๑๘ แห่ง ก็ได้ทําไปแล้ว ๘,๓๒๖ เลขหมาย ก็เหลือประมาณ ๒๙๒ เลขหมายที่เขาคิดว่าจะทําเสร็จ ตามกําหนดนะครับ ส่วนทางการสื่อสารแห่งประเทศไทย เราได้ขยายเวลาไปถึงเดือนมิถุนายน ก็ได้ทําไปแล้ว ๓,๓๔๖ แห่งนะครับ ส่วนทาง ทีโอที เกี่ยวกับโทรศัพท์ประจําที่ โทรศัพท์ สาธารณะประจําสถานีอนามัยที่ไปกําหนดว่าต้องติดตั้งอย่างละ ๑ เลขหมาย ก็ปรากฏว่า ทาง ทีโอที ก็ทําได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ ๕,๔๑๒ เลขหมาย ส่วนทาง การสื่อสารแห่งประเทศไทย กสท. โทรคมนาคม ทําไปได้ ๑,๓๐๔ เลขหมาย ก็คือ ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เนื่องจากมีปัญหาของทาง กสท. โทรคมนาคมเอง ที่เกี่ยวข้องกับการขัดข้องด้านการอนุมัติงบประมาณแผ่นดินของ กทช. เขาเองนะครับ ตามระเบียบภายในของเขา ส่วนการแจกบัตรโทรศัพท์สําหรับกลุ่มคนพิการและ กลุ่มคนชรามีรายได้นี่น้อยนะครับ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ ได้นําร่องแจกจ่ายไปก่อน เพื่อปัองกันไม่ให้มีการรั่วไหลนะครับ ก็แจกไปที่จังหวัดเชียงรายแล้ว ๒๑,๖๐๐ บัตร ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ๑๔,๖๑๑ บัตร ก็กําลังดําเนินการประสานงานกับทางกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นะครับ ที่จะทํารายละเอียดตรงนี้ต่อไปนะครับ ส่วนโทรศัพท์สาธารณะชุมชนผู้มีรายได้น้อยนี้ ทาง ทีโอที ได้ทําเสร็จแล้ว ๔๘๔ เลขหมาย ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ส่วนทาง กสท. ก็เหตุเดียวกันก็คือว่ามีปัญหาเรื่อง งบประมาณก็ทําไปได้เพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนโทรศัพท์สาธารณะสําหรับคนพิการ อันนี้ ก็ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะต้องจัดอํานวยความสะดวกให้แก่ผู้พิการ อันนี้ ทีโอที ก็ได้ทําไปแล้ว ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนทาง กสท. ก็มีปัญหายังทําได้แค่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากงบประมาณนะครับ ทาง ทีโอที จัดทําโทรศัพท์สาธารณะสําหรับหน่วยงาน ช่วยเหลือสังคมนี้ก็ทําไปแล้วทั้งหมด ๙๓.๖ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีกนิดเดียว เหลือประมาณ ๙ เลขหมายนะครับ ส่วนทาง กสท. เอง ก็ทําไปประมาณ ๕๕ เลขหมาย อันนั้นก็เปึน รายละเอียดที่นําเสนอท่านนะครับ

ส่วนคําถามที่ท่านได้ถามมาที่สําคัญอีกอันหนึ่งนะครับ ที่ท่านผู้มีเกียรติได้ ถามโดยเฉพาะนะครับ เกี่ยวกับเรื่องบทบาทหน้าที่ของ กทช. ในช่วงเหตุการณ์วิกฤติ ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า กิจการวิกฤติมีการใช้สื่อสารมวลชนปลุกระดมทําอะไรบ้าง ช่วยเหลือในเหตุวิกฤติอย่างไร ก็อยากจะเรียนว่า อย่างที่ผมเรียนนะครับ ในกรณีที่เปึน กิจการโทรทัศน์ก็อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของ กทช. ในส่วนที่เปึนอินเทอร์เน็ต ก็ได้ ประสานงานร่วมกัน และมีข้อที่เราได้ตักเตือนผู้ประกอบกิจการไปอยู่ตลอดเวลานะครับ ว่ามีเงื่อนไขอยู่แล้วว่า การไปให้บริการจะต้องดูแลในสิ่งเหล่านี้ด้วยนะครับ สําหรับการ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพทางเครื่องอินเทอร์เน็ต ทางคลื่นที่ปรากฏอย่างที่เรียน ถ้าเปึน กิจการโทรทัศน์ก็อยู่นอกเหนือ ส่วนทางอินเทอร์เน็ตก็ขอเรียนว่า ในช่วงที่ผ่านมาทั้งหมด นี่นะครับ บังเอิญเรื่องที่เกี่ยวข้องมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ผู้ที่รับผิดชอบคือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร ท่านรัฐมนตรีท่านเปึนผู้รับผิดชอบโดยตรงนะครับ เพราะฉะนั้นทาง กทช. เอง ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการไปทําดําเนินการตามพระราชบัญญัติการกระทําความผิดทาง คอมพิวเตอร์นะครับ

ส่วนเรื่องที่ พรีเพด นะครับ ได้มีการตรวจสอบหรือไม่อย่างไร โทรศัพท์มือถือมีเลขหมายที่หมิ่นเหม่เอาไปใช้ในการพนันหรือการไปใช้ในทางเพศอะไร ต่ออะไรพวกนี้นะครับ ก็เปึนเรื่องที่อยากจะเรียนว่าก็มีความเปึนห่วงกังวลเช่นเดียวกับ เรื่อง เอสเอ็มเอส กําลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาทําหลักเกณฑ์ วิธีการในเรื่องนี้อยู่ครับ ก็อยากจะขอเรียนอย่างนั้นนะครับ

อีกท่านหนึ่งก็ถามเรื่องเกี่ยวกับแม่บท แผนแม่บทของกิจการโทรคมนาคม แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องกรณีวิทยุชุมชนทั่วประเทศ หรือการที่จะพัฒนาเครื่องกิจการ วิทยุกระจายเสียงระบบเอเอ็มให้เปึนดิจิตอล อันนี้ก็อยากจะเรียนว่าก็อย่างที่กระผมได้ เรียนแล้วว่าอยู่นอกเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบของ กทช. นะครับในส่วนที่เกี่ยวกับวิทยุ เอเอ็มหรือวิทยุเอฟเอ็ม (FM) ก็แล้วแต่นะครับ สิ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่าทางด้าน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการตัดสัญญาณก็ดี อะไรต่ออะไรก็ดี ผู้ตัดสัญญาณก็ไม่ใช่ กทช. หรอกนะครับ ก็เปึนผู้มีอํานาจตามพระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ที่จะเปึน ผู้ดําเนินการนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามทาง กทช. เองเรามีเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคที่จะไป ช่วยร่วมมือในการดูแลด้วยนะครับ

เรื่องความแตกแยกของคนในชาติที่อาจจะเกิดขึ้น ถามว่าทาง กทช. เคยทําอะไรบ้าง เท่าที่เห็นจากการเกิดเรื่องที่ปรากฏในกรณี ขออภัยนะครับ จะเปึน ดีสเตชั่นอะไรก็ดี อย่างที่เรียนจริง ๆ แล้วทาง กทช. ไม่ได้ไปทําอะไรกับสถานีดาวเทียม ไทยคม ไม่ได้ไปทําอะไรกับ ดีสเตชั่น อันนี้เราไม่ได้ไปทําอะไร แต่มีเจ้าหน้าที่ที่ต้องไป ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตํารวจในการเข้าไปดําเนินการนะครับ เพราะมีหน้าที่ทางเทคนิคที่ต้องไป ช่วยดูแลว่าเปึนเครื่องที่อยู่ในขอบเขตกฎหมายที่จะดําเนินการหรือไม่ ท่านประธานครับ อยากจะขอเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อสักครู่กระผมได้เรียนไปแล้วว่ากิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ไม่มีหน่วยงานกํากับดูแลโดยตรง มีสุญญากาศ ในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใครจะกระทําความผิดแล้วจะพ้นจากความผิด นะครับ เพราะว่าการใช้วิทยุกระจายเสียงก็ดี การใช้วิทยุโทรทัศน์ก็ดี การใช้ โทรทัศน์ก็ดี ไปกระทําความผิดที่ไปละเมิดคนอื่นตามกฎหมายอาญาก็ผิดตามกฎหมาย อาญา ไปละเมิดทางด้านความมั่นคงก็ผิดกฎหมายทางด้านความมั่นคง ไปละเมิด ทางด้านแพ่งก็ไปผิดกฎหมายทางด้านแพ่ง ไปละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็ผิดกฎหมาย ทรัพย์สินทางปัญญา เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่โดยตรงสามารถดําเนินคดีได้เลย ครับ ไม่ต้องมารอ กสช. ที่จะมาใหม่หรือยังไม่มา ไม่ต้องจะรอ กทช. นะครับ อันนี้อ้าง กฎหมายทางด้านกฎหมายอาญาก็ดี กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงก็ดี กฎหมายที่ เกี่ยวกับกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญานี้สามารถดําเนินการตาม กฎหมายนั้นได้เลยนะครับ เช่น มาออกอากาศและไปละเมิดกฎหมายนี้ก็สามารถสั่ง ดําเนินการดําเนินคดีได้ไม่ต้องรอ กสช. หรือรอ กทช. อันนี้อยากจะเรียนเพื่อความเข้าใจที่ ถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างสัญญาณ ดีสเตชั่นก็ขอเรียนที่ท่านได้ถามมานะครับว่า จริง ๆ แล้วทาง กสช. เราไม่ได้ไปทําอะไรด้วยนะครับ เรามีแต่เจ้าหน้าที่ที่ไปช่วยดูทาง เทคนิคเท่านั้นเองที่ทางตํารวจขอความร่วมมือมา เพื่อไปดูว่า เครื่องนี้เข้าข่ายที่จะเปึน เครื่องส่งไหมอะไรอย่างนั้นนะครับ เราไม่ได้ไปดําเนินการตรงนี้นะครับ ก็อยากจะขอเรียน

อีกท่านหนึ่งก็ได้กรุณาแสดงความเปึนห่วงเปึนใยว่าอยากจะให้ทําการที่จะ ประชาสัมพันธ์ในเรื่องสิทธิการร้องเรียนหรือช่องทางการร้องเรียนของผู้บริโภคนะครับ อันนี้ก็ขอรับไปว่าจะรับไปดําเนินการในส่วนนี้นะครับ

ท่านประธานครับ กระผมไม่ทราบว่าใช้เวลามากเกินไปหรือเปล่านะครับ อีกอันหนึ่งที่ท่านได้ถามนะครับว่า กรณีที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการกระจายบริการ โดยทั่วถึงทั้ง ๕ ข้อนะครับ เมื่อครู่นี้ท่านเรวัต ขอความกรุณาที่เอ่ยชื่อท่านนะครับ กระผม ได้นําเรียนแล้วว่าได้ดําเนินการไปตามผลที่ปรากฏนะครับ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านได้เสนอแนะว่า ทาง กทช. น่าจะเปึนจุดเริ่มต้น ในการที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อที่จะให้เปึนแนวทางในการพัฒนาในประเทศไทย ตรงนี้สถาบันส่งเสริมการวิจัยและ พัฒนาของ กทช. เองก็ได้รับส่วนนี้ไปดําเนินการอยู่แล้วนะครับ ก็จะขอรับความคิดเห็น อันนี้ไปผนวกในการดําเนินการต่อไปด้วยนะครับ

อีกท่านหนึ่งท่านก็บอกเรื่องการส่งเสริมการวิจัยอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ที่ท่านอยากจะให้ชัดเจนว่าได้ไปทําอะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่กระผมได้เรียนไป แล้วนะครับ ก็ได้ดําเนินการไปมากพอสมควรนะครับ

อีกข้อหนึ่งที่ท่านเปึนห่วงเรื่องการจัดการทางด้านเรื่องคงสิทธิเลขหมาย ตรงนี้ก็ขอเรียนว่าก็จะขอรับไปนะครับ ที่เร่งรัดดําเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุดในปัญหา ๒ ปัญหาที่ค้างอยู่เรื่อง เคลียริ่ง เฮาส์ กับเรื่องอัตราค่าบริการในการที่จะย้ายจากค่ายหนึ่ง ไปอีกค่ายหนึ่งนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเรียนนะครับ ท่านผู้มีเกียรติได้กรุณาให้ข้อสังเกต แล้วก็ตําหนิว่ารายงานของ กทช. ไม่มีรายงานว่าด้วยการเงินหรือการคลัง บังเอิญ ในกฎหมายที่กําหนดให้ กทช. ต้องทํารายงานนําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในมาตรา ๗๔ บังเอิญกําหนดเอาไว้ว่า ให้ กทช. รายงานเรื่องอะไรบ้างนะครับ ซึ่งในนี้ก็มี กําหนดเอาไว้ว่า ให้ กทช. รายงานผลงานประจําป้ด้านการบริหารคลื่นความถี่และกิจการ โทรคมนาคม โดยต้องแสดงรายละเอียดแผนงานและผลการปฏิบัติงาน รายละเอียด เกี่ยวกับการบริหารคลื่นความถี่ การจัดสรรคลื่นความถี่ การประกอบกิจการโทรคมนาคม และแผนดําเนินงานในระยะต่อไป เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายใน ๓ เดือน นับแต่วันสิ้นป้ปฏิทิน ซึ่งอันนี้เองทาง กทช. ก็ได้ดําเนินการตามที่กฎหมายกําหนด ในมาตรา ๗๔ เปึนสําคัญครับ ท่านประธานครับ เพื่อให้ท่านที่ยังอาจจะติดใจสงสัยหรือ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ได้สอบถามเพิ่มเติม กระผมจะขออนุญาตยุติตรงนี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ