อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แหล่งน้ำ, ถนน, รถไฟ, สถานีอนามัย, โรงเรียน และการท่องเที่ยว พร้อมกับการสนับสนุนรายได้ของประชาชน เช่น โครงการเรียนฟรี, โครงการรักษาฟรี และโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดการขาดดุลของงบประมาณ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอเรียนชี้แจงท่านสมาชิกผ่านท่านประธานต่อ คําถามในเรื่องของการปรับลดวงเงินงบประมาณสําหรับป้งบประมาณประจําป้ งบประมาณ ๒๕๕๓ นะครับ ก็เปึนอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวว่าโดยปกติแล้วในการ จัดทํางบประมาณ แล้วก็ดําเนินนโยบายทางการคลังของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่เศรษฐกิจฝ๋ดเคืองหรือเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะพยายามที่จะใช้เงินงบประมาณ หรือเงิน ของรัฐบาลเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นแนวทางที่รัฐบาลดําเนินการ ในขณะนี้ก็คือใช้นโยบายการคลังในลักษณะของการขาดดุล นั่นหมายถึงว่าเราใช้เงิน มากกว่าเก็บเงินเข้ามา ก็เปึนการอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเปึนไปตามหลักที่ว่า เพียงว่า เราจะต้องประเมินว่าการขาดดุลงบประมาณนั้นเราสามารถกําหนดวงเงินงบประมาณ ตามความเปึนจริงได้ที่จํานวนเท่าไร
ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกก็คงทราบดีว่ามีการจัดวงเงินงบประมาณสําหรับ ป้งบประมาณปัจจุบันคือ ป้งบประมาณ ๒๕๕๒ มาตั้งแต่ช่วงกลางป้ที่แล้ว แล้วสภาก็ อนุมัติเปึนกฎหมายเมื่อเดือนตุลาคม จากเดือนตุลาคมมาจนถึงเดือนธันวาคม นั่นก็คือ ก่อนที่ผมจะได้มีโอกาสเข้ามาทํางานตรงนี้ ก็มีการประเมินอยู่แล้วครับว่าการขาดดุล งบประมาณจะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ต่ํากว่าเปัาหมาย ขณะนั้น ที่ผมเข้ามาวันแรกก็ไม่ต่ํากว่า ๑ แสนล้านบาท การขาดดุลตรงนี้ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บ รายได้ลดลงก็เปึนผลโดยตรงมาจากการหดตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสําคัญ ๆ ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเปึนต้นมาจนถึงปัจจุบัน ทุกเดือนการส่งออกและ การนําเข้าจะลดลงในอัตราประมาณร้อยละ ๒๐ ถึงร้อยละ ๓๐ จริง ๆ การนําเข้าอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ํา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งภาษีศุลกากร และแน่นอนครับเมื่อการค้าระหว่างประเทศหดตัว อย่างรุนแรง เศรษฐกิจภายในก็ได้รับผลกระทบไปด้วย การจัดเก็บภาษีก็ต่ํากว่าเปัา ก็มีการประเมินกันครับว่าจนถึงขณะนี้จากวันที่ผมเข้ามาน่าจะจัดเก็บต่ํากว่าเปัา ๑ แสนล้านบาท วันนี้หลังจากที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต่อเนื่องมา บวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเรื่องของความไม่สงบภายในประเทศของเราเอง และส่งผลต่อความเชื่อมั่น ก็ประเมินว่า ที่สุดแล้วการจัดเก็บรายได้น่าจะต่ํากว่าเปัาหมายถึง ๒ แสนล้านบาทขึ้นไป เหตุผลนี้ก็คือ ข้อจํากัดสําคัญในการกําหนดกรอบวงเงินของรัฐบาลในการใช้จ่ายในป้งบประมาณต่อไป เพราะท่านประธานก็คงจะทราบว่าการกําหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายนั้นต้องสัมพันธ์ กับการจัดเก็บรายได้ ซึ่งเราไม่ต้องการที่จะประมาณการการจัดเก็บรายได้สูงเกินความ เปึนจริง เพราะว่าถ้าเราทําเช่นนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือว่า หน่วยงานด้านภาษีอากร ก็จะถูกแรงกดดันให้จัดเก็บภาษีให้ได้เข้าเปัา ถ้าไม่เข้าเปัาก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่เพื่อน ส.ส. หลายยุคหลายสมัยก็จะมาบ่นกันว่ามีการไปไล่เก็บ หรือใช้คําว่า ไปรีดไถ ไปกําหนด เปัาหมายแล้วก็ต้องจัดเก็บให้ได้ ก็เดือดร้อนผู้ประกอบการไม่เอื้อต่อการทําธุรกิจแล้วก็ การขยายตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้นเราก็มาคํานวณว่ารายได้ที่เราคิดว่าจะเก็บได้จริงเปึน รายได้สุทธิสําหรับป้งบประมาณต่อไปน่าจะอยู่ที่ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเรามี กฎหมายอยู่ ๒ ฉบับครับ คือกฎหมายหนี้สาธารณะกับกฎหมายวิธีการงบประมาณ ที่เขียนเอาไว้ชัดเจนว่าการที่จะกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณนั้นจะทําได้เปึน สัดส่วนเท่าไรของงบประมาณโดยรวม หรือของวงเงินในเรื่องของการชําระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งตามกฎหมายแล้วคํานวณออกมาก็เท่ากับว่าเราจะมีสิทธิกู้เงินได้และอยู่ในกรอบของ กฎหมายได้ไม่เกิน ๓๘๐,๖๑๑.๙ ล้านบาท ดังนั้นถ้าเปึนอย่างนั้นก็หมายความว่า งบประมาณที่เราจัดตั้งได้สูงสุดสําหรับป้งบประมาณต่อไปก็จะอยู่ที่ ๑,๗๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าเพื่อความไม่ประมาทรัฐบาลก็คิดว่าการขาดดุลไม่น่าจะขาดดุล เต็มจํานวนชนเพดานตามกฎหมาย ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ปรับลดลงมาเปึนประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เปึนเหตุผลว่าทําไมวงเงินงบประมาณนั้นจึงอยู่ที่ ๑ ล้าน ๗ แสนล้านบาท หรือ ๑.๗ ล้านล้านบาท
ถามว่าเมื่อเปึนเช่นนี้แล้วรัฐบาลจะทําอย่างไรกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ คําตอบก็คือว่าเราก็จะใช้เงินนอกงบประมาณเข้ามาเสริมการใช้เงินงบประมาณในการ กระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงได้ออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ ๒ ที่มุ่งในเรื่องของ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามแนวคิดประเทศไทยเข้มแข็ง ก็คือจะมีการลงทุน ในเรื่องของแหล่งน้ําเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานและพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากระบบการ กระจายน้ํา แทบจะเรียกได้ว่าเปึนเท่าตัว เรื่องของถนนหนทางระหว่างหมู่บ้าน เรื่องของ รถไฟรางคู่ เรื่องของการปรับปรุงสถานีอนามัยเปึนโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพ ประจําตําบล เรื่องของการปรับปรุงโรงเรียนและสถานศึกษา การสนับสนุนการท่องเที่ยว การสนับสนุนเศรษฐกิจที่ใช้ความคิดเชิงสร้างสรรค์ และที่สําคัญก็คือว่ายังคงโครงการที่ พยุงรายได้หรือสนับสนุนรายได้ของพี่น้องประชาชน เช่น โครงการเรียนฟรี โครงการรักษาฟรี โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อย่างนี้เปึนต้น เมื่อเสร็จสรรพแล้วเราก็คิดว่าจะสามารถมีเงิน ที่มาเสริมในเรื่องของการลงทุนใน ๓ ป้งบประมาณข้างหน้าอีก ๑.๕ ล้านล้านบาท โดยจะแบ่งออกเปึนระยะ ๆ ในระยะต้นนี้ก็คาดว่าภายใน ๑ ป้ข้างหน้านี้จะมีเงินลงทุนที่ เสริมลงไปประมาณ ๒ แสนล้านบาท ดังนั้นแม้ว่าจะมีการปรับวงเงินงบประมาณลดลงไปนะครับ จากที่เคยตั้งเปัาไว้ว่าจะสามารถใช้จ่ายได้ที่ ๑.๙ ล้านล้านบาทนั้น เราก็ยังจะสามารถคง ในเรื่องของการลงทุนจากภาครัฐได้ในสัดส่วนเท่าเดิม เพียงแต่ว่าจะเปึนการนําเงิน นอกงบประมาณมาใช้ประมาณ ๒ แสนล้านบาทในเบื้องต้นนะครับ พร้อม ๆ ไปกับ การใช้จ่ายเงินงบประมาณ ๑ ล้าน ๗ แสนล้านบาท ซึ่งเปึนวงเงินที่เราคิดว่าเหมาะสม แล้วก็สอดคล้องกับกฎหมายในการขาดดุลงบประมาณครับ