จุมพฏ บุญใหญ่ หารือเรื่องความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเข้าดำรงตำแหน่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และยังขาดสมาชิกภาพในสภา ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
ครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้พูดว่า ความถูกต้องตามกฎหมายนั้นยัง ต่ํากว่าความชอบธรรม ผมจึงขอถามเรื่องความชอบธรรมของท่านนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า การเข้าสู่ตําแหน่งของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นไม่มีความ ชอบธรรม โดยการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๒ นั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุ ๓ ประการ กล่าวคือ นายชัย ชิดชอบ ไม่มีอํานาจที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป่ดประชุมสมัย วิสามัญ และนายชัย ชิดชอบ ไม่มีอํานาจที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงคะแนน เลือกท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่มีอํานาจลงคะแนน ท่านประธานครับ มาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบอกว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการลงคะแนน ของ ส.ส. คุณสมบัติของ ส.ส. ซึ่งเปึนคุณสมบัติพื้นฐานสําคัญ กระผมขอยกเพียง ๓ ประการ ถ้าขาดประการใดประการหนึ่งจะทําให้ ส.ส. คนนั้นไม่มีอํานาจที่จะปฏิบัติ หน้าที่
อันที่ ๑ ครับท่านประธาน คนจะเปึน ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองจึงจะ สมัครรับเลือกตั้งได้ นี่คือบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ และถ้าคนใดลาออก ส.ส. คนใดลาออกจากการเปึนสมาชิกพรรคการเมืองจะขาดสมาชิกภาพทันที นี่คือเขาสมัครใจลาออก แต่เหตุที่ออกจากพรรคการเมืองหรือไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง โดยไม่สมัครใจ เช่น พรรคขับออกนั้น ก็ขาดสมาชิกภาพทันทีที่พรรคขับออก แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้เงื่อนเวลาไว้ว่า ให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ว่า พรรคมีมติไม่ชอบ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคมีมติชอบ ก็ขาดสมาชิกภาพ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคมีมติไม่ชอบ ก็ให้โอกาส ส.ส. คนนั้นไปหาพรรคสังกัด เสียภายใน ๓๐ วัน แต่ในระหว่างนั้นจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ อีกเหตุหนึ่งท่านประธานครับ คือ ส.ส. ที่ขาดจากการเปึนสมาชิกพรรคการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองถูกยุบ เช่น พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งขาดสมาชิกภาพ เหตุที่ขาดจากสมาชิกภาพการเปึนสมาชิกพรรคการเมือง จึงทําให้ ส.ส. คนนั้น ไม่มีความสามารถในการที่จะทําหน้าที่ ท่านประธานครับ นี่คือข้อสําคัญประการที่ ๑
ข้อสําคัญประการที่ ๒ นอกจากสมัครโดยสังกัดพรรคการเมือง และเปึนสมาชิกพรรคการเมืองแล้ว ส.ส. จะต้องได้รับเลือกตั้งจากประชาชน แม้ได้รับ เลือกตั้งแล้วถ้ากรรมการการเลือกตั้งไม่รับรองว่าการเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็ไม่ได้เปึน ส.ส. หรือแม้แต่จะรับรองการเลือกตั้งไปแล้ว แต่ตรวจสอบได้ภายหลังตามการร้องคัดค้าน ก็สามารถให้ใบเหลือง ใบแดงย้อนหลังได้ และเมื่อยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแล้ว จะต้องหยุดการทําหน้าที่ทันที ท่านประธานครับ แม้ ส.ส. คนนั้นจะยังไม่ขาดจากการเปึน ส.ส. แต่ไม่มีความสามารถในการทําหน้าที่
องค์ประกอบอันที่ ๓ ที่สําคัญคือ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมของ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ นายชัย ชิดชอบ เปึน ส.ส. พรรคพลังประชาชน แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชนถูกยุบเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ในวันที่ นายชัย ชิดชอบ ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ตามเอกสารลงวันที่ ๑๑ ธันวาคม บอกว่าประธาน รัฐสภา ท่านประธานครับ นายชัย ชิดชอบ ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองในวันนั้น ตําแหน่ง ประธานรัฐสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรของ นายชัย ชิดชอบ ได้หลุดไปแล้วครับ และไม่ได้เปึน ส.ส. จึงไม่มีอํานาจลงนาม การเป่ดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีใน วันที่ ๑๕ จึงไม่สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ ส.ส. สังกัดกลุ่ม เพื่อนเนวินซึ่งออกจากพรรคพลังประชาชนประมาณ ๓๗ คน ในวันที่โหวตลงคะแนน ท่าน ประธานที่เคารพ ก็ยังมิได้สังกัดพรรคการเมือง ฉะนั้นคะแนนที่ลงให้ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเปึนโมฆะ ท่านประธานครับ เมื่อเปึนโมฆะแล้ว ในวันที่ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นายชัย ชิดชอบ ก็ยังมิได้เปึน ส.ส. ที่สังกัดพรรคการเมืองครับ ฉะนั้นตัวนี้จึงถือได้ว่า ส.ส. ที่ยังไม่สังกัด พรรคการเมืองจะเข้ามาประชุมสภาทําหน้าที่เปึนผู้แทนราษฎรไม่ได้ เหมือนกับ ส.ส. ที่ถูก คณะกรรมการการเลือกตั้งร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต้องยุติการทําหน้าที่ แม้จะ ยังได้รับสวัสดิการมีสิทธิรับเงินเดือนก็ตาม ท่านประธานครับ ด้วยเหตุนี้ความ ชอบธรรมของท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้จึงไม่มี
กระผมขอตั้งคําถามแรกครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงว่า นายชัย ชิดชอบ สังกัดพรรคการเมืองใดหรือไม่ และท่านได้ถามแกนนําคือ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านอดีตรัฐมนตรีเนวิน ชิดชอบ ในการร่วมกันตั้งรัฐบาลนั้น ท่านได้ถามหรือไม่ว่าสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินทั้ง ๓๗ คนนั้น สังกัดพรรคการเมืองใด