สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๒

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องความเป็นธรรมในมาตรา 7 และการปฏิรูปการเมือง โดยกล่าวถึงความแตกต่างในความคิดเห็นของพรรคการเมืองต่าง ๆ และความจำเป็นในการปกป้องประชาธิปไตย และตอบกลับคำพูดของท่านรัฐมนตรีที่อ้างว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนนะครับ ประเด็นของ ท่านสมาชิกก็คงจะเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย แล้วก็เรื่องของจริยธรรมถูกผิด ความเปึนธรรม ที่ผมรู้สึกผิดหวังก็คือว่าท่านมีการกล่าวอ้างหลายครั้งว่าเรื่องนี้ผมไม่เคย พูด เรื่องนี้ผมไม่เคยค้าน ทั้ง ๆ ที่มันมีหลักฐานเอกสารบ่งบอกชัดเจน กราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ ในเรื่องของมาตรา ๗ อีกครั้งนะครับ ผมบอกแล้วว่าเงื่อนไข มาตรา ๗ ที่ผมเสนอก็คือ ต้องไม่มีทั้งรัฐบาลและไม่มีทั้งรัฐสภา ซึ่งเปึนการตัดสินใจของ ท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ เอง นั่นคือข้อเสนอของผม ไม่ใช่ข้อเสนอที่บอกว่า ให้มีการใช้ มาตรา ๗ ทั้ง ๆ ที่ยังมีรัฐบาลอยู่ อันนี้เพื่อความเข้าใจนะครับ เพราะเมื่อสักครู่ท่านก็บอกว่า ผมเสนอทั้ง ๆ ที่มีรัฐบาลอยู่

ประเด็นที่ ๒ ท่านบอกว่าเกิดการรัฐประหารขึ้น ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองผมไม่พูดอะไร ถ้าท่านไปตรวจสอบข่าววันที่ ๒๐ กันยายน (วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙) ซึ่งเปึนวันแรกที่มีการลงข่าว ผมนี่ครับเปึนคนพูดว่า ผมไม่เห็นด้วย แล้วผมก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความต่างมีเท่านี้ครับ ความต่างก็มี อยู่ว่าผมมองว่าทําอย่างไรเราให้อํานาจกลับคืนมาสู่ประชาชนเร็วที่สุด ราบรื่นที่สุด ประเด็นตรงนี้ก็เปึนความแตกต่างเท่านั้นเองว่าใครจะดําเนินการเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างไร ผมกราบเรียนว่าที่ท่านบอกว่า กกต. หลังจาก คมช. มาจากการสรรหา แล้วก็ ดําเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ฝ์ายท่านไม่พอใจ ผมก็กราบเรียนว่าผู้สมัครผมจํานวนมาก ก็ไม่พอใจการแบ่งเขต แล้วก็การทํางานของ กกต. ที่ผ่านมาทางพรรคผมก็ได้ทั้งใบเหลือง ได้ทั้งใบแดงเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีอะไรที่บ่งบอกนะครับ ตรงกันข้ามกับสภาพก่อนที่เกิด การรัฐประหาร ที่ศาลได้วินิจฉัยตัดสินชัดเจนถึงความไม่เปึนกลางของ กกต. และมี ความชัดเจนขนาดที่ว่า กกต. เข้าไปแก้ไขฐานข้อมูลเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ พรรคการเมืองบางพรรค อย่างนี้ละครับที่ผมคิดว่ามันคือความล้มเหลวก่อนหน้าที่จะเกิด การรัฐประหารเสียอีก และสิ่งที่ยืนยันก็คือว่าถ้าท่านจําได้ครับ ในช่วงที่เกิดวิกฤติ ประมาณต้นป้ ๒๕๔๙ ทุกพรรคการเมืองรวมทั้งพรรคไทยรักไทยด้วย เห็นด้วยกันว่าถึง เวลาแล้วต้องมีการรื้อรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ครั้งใหญ่ จะใช้คําว่า ปฏิรูปการเมือง หรือ อะไรก็ตาม เพราะได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้ แล้วมีผลต่อการแทรกแซง องค์กรอิสระไม่เปึนไปตามเจตนารมณ์ กราบเรียนว่าด้วยเหตุผลนั้นละครับ ผมก็ถึงได้ย้ํา เสมอว่าเราคงต้องดูกันตามข้อเท็จจริง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ โดยหลักการดีครับ แต่เมื่อ ใช้แล้วมีปัญหาก็ต้องมีการแก้ไข ขณะที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เมื่อมีการผ่านออกมานี่ผมก็เปึนคนแรกที่ยืนยันว่าจะต้อง แก้ไข และผมจะได้กราบเรียนต่อไปนะครับว่าทําไมบางประเด็นผมพูด ทําไมบางประเด็น ผมไม่พูด ท่านบอกว่าในฐานะที่เปึนนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยนี่ ถามว่าผมพูด เรื่องปัญหายุบพรรคบ้างไหม หรือไม่ อย่างไร ผมพูดนะครับ ที่จริงล่าสุดในวันผู้สื่อข่าว วันนักข่าว ผมก็ไปแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้อย่างชัดแจ้งครับ แล้วก็ยืนยันหลัก ประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนก็คือว่า เราต้องระมัดระวังอย่าไปพูดในสิ่งที่ทําให้ ประชาชนเข้าใจได้ว่าเราเพียงแต่ปกปัองประโยชน์ของตัวเอง นั่นคือเหตุผลว่าทําไม การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการปฏิรูปการเมืองนี่ผมถึงได้พยายามประสานกับพรรคของท่าน นะครับว่า ให้สถาบันอย่างสถาบันพระปกเกล้านี่เขาเปึนเจ้าภาพเถอะ ให้ฝ์ายวิชาการ เขาเปึนคนเริ่มต้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าเรามีความคิดที่จะไปแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ถ้ามีประเด็นในเชิงหลักการจะเปึนมาตรา ๒๖๖ มาตรา ๒๖๗ จะเปึนเรื่องของปัญหาการยุบพรรคหรืออะไรนี่ให้คนที่เขาเปึนกลางเขาศึกษาครับ แล้ว การอยู่ที่สถาบันพระปกเกล้าก็จะเปึนส่วนดีตรงที่ว่ายังมีความยึดโยงกับฝ์ายนิติบัญญัติ ทําให้เราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ผมถึงได้เชิญชวนพรรคของท่าน เพราะผมก็เปึนคนที่ รับฟังความคิดเห็นของทุกฝ์าย ข้อเรียกร้องของเสื้อแดงนี่ครับ ในเรื่องการดําเนินคดีก็ดี ในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ดี เปึนข้อคิดเห็นที่ผมรับฟัง แล้วก็พยายามที่จะ สนองตอบแล้วก็ได้พยายามปรึกษาหารือกับทางฝ์ายค้าน แล้วก็ยืนยันที่จะทําต่อไป ที่จริง หลังจากที่พระปกเกล้าตอบมา บังเอิญผมก็ยังไม่มีโอกาสได้พบกับท่านประธานวิป แล้วก็ ท่านประธาน ส.ส. ของท่าน ตั้งใจว่าจะคุยกันสัปดาห์นี้ก็บังเอิญมามีเรื่องของ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ สัปดาห์หน้าครับ ผมจะเดินหน้าคุยกับท่านทั้งหลายต่อไปในเรื่อง ของการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมก็ยืนยันความเห็นผม ตั้งแต่ต้น ผมกราบเรียนว่าความคิดของผมทั้งหมดนี่ครับ ผมบันทึกไว้เปึนหนังสือที่ผม เขียนนะครับ ผมเขียนในช่วงที่มีการรัฐประหาร ก็คือการเมืองหลังรัฐประหารก็ดี ร้อยฝัน วันฟัาใหม่ก็ดี ความคิดผมจะปรากฏชัดเจนว่าอะไรบ้างที่ผมเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ในช่วงที่ ปฏิวัตินี่ผมบันทึกไว้เปึนลายลักษณ์อักษร เพราะฉะนั้นท่านตรวจสอบได้ว่าผมคิดอย่างไร แล้วก็ได้แสดงออกต่อสาธารณะอย่างไร พอมาถึงเรื่องของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กับ การลงประชามตินี่นะครับ ผมก็กราบเรียนว่าที่จริงท่านก็อภิปรายไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับผม นะครับ อาจจะเกี่ยวข้องกับ คมช. บ้าง กับองค์กรอื่น ๆ บ้าง แต่ก็กราบเรียนนะครับว่า วันที่ลงประชามตินี่ผมคนแรกนะครับ ออกโทรทัศน์เชิญชวนว่า พรรคการเมืองต้องเริ่มคิด เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปัญหาของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี่มันมาติดขัด อยู่ตรงที่การต่อต้านว่าถ้ามีการแก้ไขเพื่อตัวเอง สังคมอีกส่วนหนึ่งก็รับไม่ได้ เพราะมันก็ เปึนไปตามปัญหาของการขัดหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมนั่นเอง ตรงนี้เปึนเรื่องที่ผม พร้อมที่จะร่วมกันหาทางออกกับทางพรรคฝ์ายค้านต่อไป

ทีนี้ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมเปึนอย่างนี้ครับ ท่านอ้างว่า ผมเองไม่เคยพูดคัดค้านเวลาที่มีการกระทําที่ผิดกฎหมาย ท่านไปตรวจสอบข่าวได้ทุกครั้ง ครับ เมื่อมีการเข้ายึดทําเนียบ เมื่อมีการเข้าไปในสนามบิน ผมแถลงข่าวชัดเจนว่า ผมไม่เห็นด้วย รวมไปถึงครั้งแรกนะครับที่ผมจําได้ครับ ก็คือที่จังหวัดกระบี่ เมื่อมีรัฐมนตรี ถ้าเข้าใจไม่ผิดคือท่านรัฐมนตรี เฉลิม นะครับ ท่านไปราชการที่จังหวัดกระบี่ แล้วก็เกิด ปรากฏการณ์ที่มีผู้ชุมนุมไปขัดขวาง ผมก็ให้สัมภาษณ์ว่าผมไม่เห็นด้วย ถูกต่อว่าจาก ประชาชนในพื้นที่ ถูกต่อว่าจากพันธมิตร แต่ผมก็แสดงความคิดเห็นอย่างนี้เปึนประจํา นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะพิสูจน์ได้นะครับว่าผมเองมีความซื่อตรงต่อหลักการ อุดมการณ์ ของผม ซึ่งสนับสนุนเรื่องของประชาธิปไตย แต่ว่าขณะเดียวกันก็ต้องให้ความเปึนธรรม นะครับ การเคลื่อนไหวหลายอย่างที่ท่านต่อว่าต่อขานนี่ก็เปึนไปด้วยความสงบ แต่ว่า ท่านนึกออกไหมครับว่าเหตุการณ์ความรุนแรงจริง ๆ ครั้งแรกในทางการเมืองที่เห็นได้ชัด นี่ครับ ผมประสบด้วยตัวเองครับ ที่จังหวัดเชียงใหม่ครับ ที่มีนักการเมืองบางกลุ่มนี่ครับ สั่งให้คนมาพังเวทีแล้วพยายามทําร้ายร่างกายผมครับ นั่นแหละครับคือครั้งแรกของ ปรากฏการณ์ที่เอามวลชนมาทําร้ายกัน แล้วก็นับตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเปึนรัฐบาลนี่ครับ หรือตั้งแต่วันแรกที่ผมได้รับเลือกจากสภาแห่งนี้ออกไปนี่ครับ ท่านเห็นไหมครับ ทุ่มอิฐ ทุ่มหินเข้าใส่รถของ ส.ส. มีการราดน้ํามันด้วย มีความพยายามจะจุดไฟเผาด้วย นั่นแหละครับ ผมถามว่าแล้วท่านให้สัมภาษณ์บ้างไหมครับว่าไม่เห็นด้วย ตรงกันข้ามหลังจากที่ผมและคณะรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ มี ส.ส. ของท่านประกาศเลยครับ ว่าต่อไปนี้ไปไหนจะต้องเจอกับความหายนะ ใช้คําให้รุนแรงเข้าไว้เสมือนส่งเสริมในเรื่อง ของการใช้ความรุนแรงกระทําต่อการปฏิบัติหน้าที่ ผมกราบเรียนว่าผมนี่ได้ให้นโยบาย ชัดเจน การชุมนุมต่อต้านผมทําได้ครับ จะมาตั้งเวทีปราศรัยด่าก็ทําได้ครับ แต่ว่า ถ้าทําร้ายร่างกาย ทําลายทรัพย์สินนี่ผมก็บอกว่าก็ต้องรักษากฎหมาย นี่คือนโยบายที่ผม ก็มอบให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ์ายความมั่นคงแล้วก็ยึดถือปฏิบัติมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็เปึนไปตามหลักการทั้งหลายที่ท่านนี่พูดว่า ท่านเชื่อและผมไม่พูด แต่จริง ๆ ผมทั้งพูดและทั้งทําครับ แม้กระทั่งการยุบพรรคนี่ท่านเคยสังเกตไหมครับ ในขณะที่ท่าน บอกว่าท่านไม่เห็นด้วยกับมาตรการอย่างนี้ ท่านนี่เปึนฝ์ายที่ยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ มาตลอด ในขณะที่การยุบพรรคที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ๆ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยยื่นเรื่องให้ ยุบพรรคการเมืองใดเลยครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมคิดว่าน่าจะยืนยันได้ว่าความคิดของเรา ความเชื่อของเรานี่มันเหมือนมันต่าง และใครทําอะไรอย่างไร สุดท้ายครับ ท่านพูดถึง เรื่องการจ่ายเงิน ๒,๐๐๐ บาท ผมกราบเรียนอย่างนี้ มาตรการเรื่อง ๒,๐๐๐ บาท นี่มุ่งไป ที่ผู้มีรายได้ประจําที่มีรายได้น้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีมาตรการอื่น มาตรการ ๒,๐๐๐ บาทนี่ใช้เงินประมาณ ๑๙,๐๐๐ หรือ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับเอาคร่าว ๆ แต่เงินที่เรากําลังทุ่มช่วยเกษตรกร เฉพาะเรื่องการแทรกแซงราคา ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นะครับ ไม่ใช่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนที่นําไปสู่โครงการชุมชน พอเพียง รวมทั้งเงินเก่าและเงินใหม่นี่ก็ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มากกว่า เราเข้าใจดี ครับว่ามีคนที่ไม่ได้มีรายได้ประจําที่ยากไร้ที่ยากลําบาก เราก็ทุ่มเททรัพยากรตรงนั้นไป แต่ท่านไปหยิบเอาเพียงโครงการเดียวแล้วบอกว่าไม่มีการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งไม่จริงครับ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การเรียนฟรีนี่ก็ไปถึงผู้มีรายได้น้อยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นตรงนี้ก็เปึน ประเด็นที่ท่านคงจะต้องนํากลับไปคิดไปทบทวนนะครับ ยิ่งไปกว่านั้นครับ สิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนก็คือว่าที่เราเลือกใช้มาตรการจ่ายเงิน ๒,๐๐๐ บาทนี่ครับ ท่านก็พูด ทํานองว่า อันนี้ไม่ถูกต้องขัดหลักจริยธรรมหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าอย่าลืมว่าก็มีข้อเสนอ ซึ่งไม่มีใครทักท้วงเลยนะครับ บอกทําไมรัฐบาลนี่ไม่ส่งเงินเข้าประกันสังคมแทนลูกจ้าง เปึนเวลา ๖ เดือน ข้อเสนอนั้นนี่นะครับ ว่าไปแล้วก็คือให้เงินคนในประกันสังคมเกือบ ทุกคนนี่ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท ไม่มีใครคัดค้านเลยครับ แต่ที่เราทําวิธีนี้เพราะเราต้องการ แยกคนที่มีรายได้ต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ออกจากคนที่มีรายได้ตั้งแต่ ๑๕,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ซึ่งถ้าใช้มาตรการในการให้รัฐบาลไปจ่ายเงินประกันสังคมแทนลูกจ้างนี่ ทุกคนได้ หมดครับทั้งจนทั้งรวย เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่เราได้คํานึงอยู่แล้วในเรื่องของหลักการ ที่จะต้องช่วยคนที่ด้อยโอกาสแล้วก็มีความจําเปึนที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือเปึนเบื้องต้น นะครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมเองเข้าใจข้อทักท้วงของท่าน รับฟังท่าน แล้วก็ขอยืนยันว่าแนวปฏิบัติที่ผ่านมาไม่ว่าจะเปึนช่วงก่อนรัฐประหาร หลังรัฐประหารต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังยึดมั่นในหลักการ ซึ่งผมเชื่อว่าเราน่าจะเห็น ตรงกันว่าเปึนหลักการของประชาธิปไตย และผมก็ย้ําอีกครั้งครับ ขอเชิญท่านทั้งหลาย มาช่วยกันหารือว่าเราจะผลักดันเรื่องของการปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป อย่างไร