อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงปัญหาการกำหนดเขตแดนไทยในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องเศรษฐกิจ โดยไม่แบ่งแยกความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจน นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการเงินของประเทศ และเสนอแนวทางแก้ไขการขาดดุลของรัฐบาล 3 ข้อ ได้แก่ การเก็บภาษีมากขึ้น การขายทรัพย์สมบัติของชาติ และการกู้ยืมเงิน
ขออนุญาตกราบเรียนนะครับ ที่จริงไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันเลยนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าไม่มีแนวเส้นเขตแดนไทยในแผนที่ แต่วัตถุประสงค์ของกฎหมายภายในจะไม่เหมือนกับกรณีที่ไปทําแถลงการณ์ร่วมและมี แผนที่แนบท้าย ผมจึงได้กราบเรียนว่า กรณีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป์านะครับ ท่านย้อนไปดู ป้ ๒๕๒๒ ก็มีแนวเส้นเขตแดนไทยคลาดเคลื่อนครับ ไม่ตรงกับฉบับป้ ๒๕๔๑ ไม่ตรงกับ แผนที่ฝรั่งเศส ไม่ตรงกับแผนที่ แอล ๗๐๑๗ อะไรนั่นนะครับ ไม่ตรงเลยครับ มันก็จะเปึน ปัญหาว่าแผนที่ใดใช้เพื่อการใด นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียนครับ ไม่ได้บอกว่ามันไม่ได้ปรากฏ อยู่นะครับ อันนี้จะได้ทําความเข้าใจ
ส่วนประเด็นที่ว่ามีถนนในเขตแดนเราแล้วนี่แปลว่าเราเสียอธิปไตยหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ครับ มิฉะนั้นเราต้องเสียดินแดนไปตั้งแต่ป้ที่แล้วครับ เพราะถนน มันสร้างตั้งแต่ป้ที่แล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อมีการละเมิดเข้ามาก็ประท้วงเพื่อเปึนการยืนยันสิทธิ ของเรา ซึ่งมันเคยมีการประท้วงมาครับ จริง ๆ รัฐบาลสมัครท่านก็ประท้วงเมื่อเดือนเมษายนครับ ตอนนั้นมีการเข้ามาทําก่อสร้างเหมือนกันนะครับ รัฐบาลสมัครก็ประท้วง ผมก็อภิปรายว่า ที่ทําอย่างนั้นถูกต้อง ต้องประท้วงไป ครั้งนี้เราก็ประท้วงเช่นเดียวกันก็เปึนการรักษาสิทธิครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตต่อไปเรื่องเศรษฐกิจเลยนะครับ สิ่งแรกที่กระผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ วันนี้เศรษฐกิจของเราเผชิญกับวิกฤติ ในระดับซึ่งทั้งโลกและเราอาจจะไม่เคยพบมาก่อน ผมกราบเรียนว่าเราต้องช่วยกันผนึกกําลังครับ เราอย่าสร้างความแตกแยก วันนี้ผมสังเกต ว่ามีความพยายามที่จะพูดถึงประวัติส่วนตัวของผมกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เกิดที่ไหน เรียนหนังสือที่ไหน มาจากครอบครัวอย่างไร ผมกราบเรียน ท่านครับ ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดที่ไหน ไม่ว่าครอบครัวจะยากดีมีจนนะครับ ความเปึน คนไทยในหัวใจนะครับเราทุ่มเททํางานให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้ครับ คนจน ทํางานให้คนจน คนจนทํางานให้คนรวย คนรวยทํางานให้คนจน คนรวยทํางานให้คนรวย เปึนเรื่องปกติครับ ขอให้เปึนเรื่องที่คนไทยทํางานให้กับคนไทย อย่ามาแบ่งแยก
ประการถัดมาที่ต้องกราบเรียนครับว่ามีความพยายามที่จะ ผมจะเรียกว่า ล้อเลียนสบประมาทว่าอายุผมน้อย อายุท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังน้อย ที่จริงก็ไม่น้อยไม่มากหรอกครับก็ ๔๔ ป้ ตั้งใจทํางาน ไม่โกง ผมว่าการทุ่มเททํางาน ด้วยความซื่อสัตย์ ใช้ความรู้ความสามารถมีมากน้อยแค่ไหนก็ต้องวัดกันต่อไป ผมคิดว่า ไม่เปึนเรื่องที่น่าจะต้องมาตําหนิกัน ที่จริงท่านไปทําสถิติว่าผมไปปาฐกถากี่ครั้ง อะไรกี่ครั้งนี่นะครับ ผมเชื่อเลยครับว่าการประชุมทั้งที่เปึนทางการ ทั้งที่เปึนการภายใน ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ผมมั่นใจเลยว่าผมไม่ได้ทําน้อยกว่าหลาย ๆ ท่าน ที่มาอยู่ตรงนี้ก่อนหน้าผม ผมมีแต่เสียงทักท้วงนะครับ แม้แต่เพื่อน ๆ ผู้สื่อข่าวที่ทําเนียบ ว่าทํางานแบบไม่สนใจสุขภาพ เพราะฉะนั้นผมก็กราบเรียนนะครับว่าผมก็จะทุ่มเท ต่อไปครับ ทําไม่สําเร็จผมก็รับผิดชอบครับ ถ้าบ้านเมืองเสียหายผมก็ไม่อยู่ต่อให้ บ้านเมืองเสียหาย อันนี้เปึนความตั้งใจของผมและนี่ก็คือแนวทางการทํางานของผมตลอด มาในฐานะนักการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับมันมีความพยายามที่จะสร้างความ เข้าใจที่ผิดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือว่าพอเห็นว่าเศรษฐกิจในขณะนี้มันเกิดปัญหาทั่วโลก นี่ครับ ที่ไหนก็เหมือนกันครับ วันนี้พอการค้าโลกมันหดไป ซึ่งเปึนปัจจัยที่มาจากกําลังซื้อ ในต่างประเทศที่ลดลงไปจากวิกฤติทางการเงินของเขานี่ครับ เราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ
๑. การส่งออกหด กระทบการจ้างงาน
๒. การท่องเที่ยวกระทบ เพราะคนเดินทางระหว่างประเทศน้อยลง
๓. พอการนําเข้าลดลง กําลังซื้อคนลดลง ความมั่นใจ ไม่มั่นใจกับอนาคต ว่าปัญหาวิกฤติในประเทศต่าง ๆ จะจบลงหรือไม่ การจัดเก็บภาษีก็ลดลงตามการจับจ่าย ใช้สอยที่ลดลง ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมดครับ ผมกราบเรียนว่าตั้งแต่วันแรก ที่ผมเข้ามาทํางานผมพูดความจริงตลอดครับ ผมไม่เคยบอกเลยว่าเศรษฐกิจดี ไม่ได้พูด อย่างนั้นครับ แต่พื้นฐานทางระบบสถาบันการเงินเราแข็งแกร่งไม่เหมือนประเทศที่กําลัง มีปัญหาในตะวันตก แต่ผมบอกว่าหนัก หนักมาก หนักน้อยก็ยังผูกพันอยู่กับเศรษฐกิจ ต่างประเทศอยู่ ผมเข้ามานี่พูดตั้งแต่วันแรกเลยครับ ท่านสมาชิกที่มาแสดงตัวเลขว่า จัดเก็บรายได้ไม่เข้าเปัานี่ วันที่ผมเข้ามาก็คาดอยู่แล้วว่าทั้งป้เก็บต่ํากว่าเปัาแน่ ไม่น้อยกว่าแสนล้านบาทครับ อันนี้ไปดูได้เลยนะครับ เพราะผมในการพูดความจริงกับ ประชาชน แล้วถามว่าที่จัดเก็บรายได้ต่ํากว่านี่ผมไม่ได้บอกว่าเปึนความผิดของใคร แต่ก็ต้องพูดตามความเปึนจริงเพราะผมถูกต่อว่าบอกทําไมรัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้น้อย ผมก็บอกปัญหานี้มันสืบเนื่องมาตั้งแต่กลางป้ที่แล้ว เพราะวิกฤติเศรษฐกิจโลกมันกระทบ ประเทศไทยมาตั้งแต่กลางป้ที่แล้ว เท่านั้นเองครับ ทีนี้ถ้าท่านไม่กล่าวหาผม ผมก็ไม่ต้อง พูดอันนี้ พอผมพูดอันนี้ท่านก็กลับไปคิดว่าผมไปโทษคนนั้นคนนี้ ผมไม่ได้โทษ ผมบอก ข้อเท็จจริงให้ทราบ เมื่อท่านกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะหารายได้เข้ามา ทีนี้เมื่อเรา เจอกับภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้คล้าย ๆ กับป้ ๒๕๔๐ ป้ ๒๕๔๑ นะครับ เราก็ต้องเลือกครับ เลือกว่าเราจะปล่อยไปตามธรรมชาติ ให้คนตกงาน ให้คนมีปัญหาหรือไม่ ผมก็บอกว่าเราคงไม่ทําอย่างนั้นแน่ เมื่อไม่ทํา อย่างนั้นแน่รัฐบาลก็ต้องมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลจะต้องกระตุ้น เศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องใช้เงิน เมื่อรัฐบาลใช้เงินก็ต้องถามว่าเงินจะมาจากไหนในภาวะ เศรษฐกิจแบบนี้ ผมก็บอกได้ว่ามันก็มีอยู่ ๓ ทางครับ
แนวทางที่ ๑ เก็บภาษีมากขึ้น ซึ่งผมก็บอกว่าไม่ใช่แนวทางที่ผมสนับสนุน ยกเว้นภาษีซึ่งโดยโครงสร้างตามธรรมชาติของมันอาจจะต้องมีการปรับอยู่แล้ว เช่นที่ผม พูดเรื่องเหล้า เรื่องเบียร์ และที่ผมพูดเรื่องที่ว่าในภาวะปกติเราคงต้องการจะมีการเก็บ ภาษีสรรพสามิตน้ํามัน อันนี้ก็ถือว่าไปได้ แต่ว่าก็เก็บในระดับหนึ่ง แล้วก็ย้ํากันเสมอว่า กระทรวงการคลังอย่าไปกังวลเปัารายได้ จนไปที่เราเรียกกันว่า ไปรีดไถภาษี อย่าไปทํา อย่างนั้นกับภาษีเงินได้เราไม่ต้องการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นนี่คือทางที่ ๑ ที่จะเอาเงินมา
แนวทางที่ ๒ ขายทรัพย์สมบัติของชาติ ผมก็ไม่อยากทํา ก็เหลือ
แนวทางที่ ๓ ก็คือกู้ครับ ถามว่ากู้ผิดไหม สถานการณ์อย่างนี้ไม่ผิดหรอกครับ ท่านไปถามมาทั่วโลกสิครับ แล้วก็ที่ท่านอภิปรายกันเองบอกประเทศจีนใช้เงินเท่านี้ ประเทศญี่ปุ์นใช้เงินเท่านั้น ประเทศมาเลเซียใช้เงินเท่านี้ หลายประเทศกู้ทั้งนั้นละครับ แต่พอประเทศอื่นทําท่านไม่พูดว่าเปึนการกู้ แต่พอประเทศไทยจะขาดดุล ท่านบอกเปึนความผิด ท่านก็เล่าไปเถอะครับ ผมก็บอกได้ว่ามันเปึนเรื่องปกติธรรมดาได้มากเลยครับ ผมไม่ต้องไป บรรยายงานวัดหรอกครับ ผมเอาของจริง ป้ ๒๕๔๕ รัฐบาลทักษิณกู้ไหม กู้ ป้ ๒๕๔๖ รัฐบาลทักษิณกู้ไหม กู้ ป้ ๒๕๔๗ รัฐบาลทักษิณกู้ไหม กู้