สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๒

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหารและบทบาทของตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านยืนยันว่าประเทศไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา แต่ยังยืนยันการสงวนสิทธิในเขตแดนของประเทศไทย และยืนยันการเจรจาเรื่องการถอนทหารในพื้นที่ที่มีปัญหาสิทธิอ้างอธิปไตยทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กระผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า มีส่วนที่กระผมจะต้องชี้แจง ๒ กระทรวงด้วยกันคือ กระทรวงการต่างประเทศกับ กระทรวงการคลัง จะขออนุญาตเริ่มต้นจากชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง การต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหาร แล้วตามด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนะครับ ซึ่งก็จะพันไปถึงเรื่องที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงที่มาและการทํางานของ รัฐบาลนี้เพื่อที่จะได้ต่อเนื่องไปชี้แจงในเรื่องของประเด็นการบริหารเศรษฐกิจนะครับ ก็จะขออนุญาตท่านประธานที่จะดําเนินการตามนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ

ประเด็นแรกที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหารที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่า มีการพาดพิงถึงการทําหน้าที่ของผมในฐานะผู้นําฝ์ายค้านว่า มีการนําเสนอข้อมูล มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ก็กราบเรียนครับว่าในขณะที่ผมเปึนผู้นําฝ์ายค้านก็มีหน้าที่ ในการตรวจสอบแล้วก็รักษาผลประโยชน์ของชาติ แล้วก็ขอเรียนสรุปสั้น ๆ ก่อนว่า สิ่งที่ กระผมได้แสดงความคิดเห็นไปในวันนั้น กระผมยังยืนยันทุกประการ คํายืนยันที่ว่านั้น ก็คือว่า ประการแรกผมถือว่าเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นต้องเปึนไปตาม สนธิสัญญา นั่นก็คือเรื่องของสันปันน้ํา ประการที่ ๒ ก็คือว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิก ของสหประชาชาติ เคารพในคําตัดสินของศาลโลก ในกรณีที่ว่าปราสาทพระวิหารนั้น ศาลโลกได้ตัดสินให้เปึนให้อยู่ในอธิปไตยในดินแดนของกัมพูชา ซึ่งผมยืนยันตั้งแต่ วันนั้นว่า อันนั้นครอบคลุมเฉพาะตัวปราสาทและพื้นที่ใต้ปราสาท แต่หาได้ครอบคลุมถึง บริเวณรอบ ๆ ปราสาทแต่อย่างใดไม่ ซึ่งในการเคารพและปฏิบัติตามคําพิพากษาของ ศาลโลกนั้น รัฐบาลไทยก็ได้ทําการสงวนสิทธิ การสงวนสิทธิที่ว่านั้นก็คือการสงวนสิทธิว่า สามารถที่จะใช้สิทธิตามธรรมนูญหรือข้อบังคับของศาลโลกว่า เมื่อใดที่มีข้อมูลนะครับ ซึ่งมีการบ่งบอกว่า ประเด็นที่เปึนข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งนั้นจําเปึนจะต้องมีการหยิบยกขึ้นมา พิจารณาใหม่ก็สามารถใช้สิทธิได้ โดยไม่มีอายุความ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกมาถามว่า ทําไมวันนี้ไม่ไปทวงคืน ทําไมวันนี้ยังไม่ไปอย่างนั้นอย่างนี้ กระผมก็กราบเรียนครับว่า สิ่งที่ผมได้เปึนจุดยืนกําหนดเปึนจุดยืนก็คือว่า เราสงวนสิทธิตรงนี้ไว้และเมื่อเรามีข้อมูล ที่สามารถจะเข้าเงื่อนไขในการหยิบยกไปต่อสู้ได้เราก็จะทํา วันนี้ผมก็ยังคิดอย่างนี้ เชื่ออย่างนี้และปฏิบัติตามแนวทางนี้ ประเด็นปมปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลเมื่อป้ที่แล้ว เปึนอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ที่มีการพูดถึงว่าจะเสียดินแดนหรือไม่นี่ สืบเนื่องไปจาก การที่ตัวแทนของรัฐบาลไทยนี่ไปลงนามในเอกสาร ซึ่งมีแผนที่แนบท้ายอันอาจจะ สามารถตีความได้ว่าเปึนการยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวหรือการแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว นี่จะส่งผลในเรื่องของดินแดนเขตแดน ตรงนี้ไม่เหมือนกับกรณีที่เรามีแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ซึ่งเปึนกฎหมายภายใน ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะกฎหมายพระราชกฤษฎีกาที่ท่านหยิบยกขึ้นมา เมื่อป้ ๒๕๔๑ แต่ย้อนหลังกลับไปครับก็มีเรื่องของพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป์า อะไรต่าง ๆ นะครับ ซึ่งแนวเขตแดนนี่ก็จะมีปัญหาความคลาดเคลื่อน แต่ในทางปฏิบัติ ก็ถือว่าสิ่งเหล่านั้นเปึนกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ก็คือกําหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป์า หรือกําหนดเขตอุทยานแล้วแต่กรณีไม่ใช่เรื่องของเขตแดนระหว่างประเทศ ทํานอง เดียวกันที่กระผมได้เคยอภิปรายว่าแผนที่ทหารที่นํามาใช้อ้างอิงนั้นก็มีการหมายเหตุ เอาไว้ชัดเจนว่า เขตแดนระหว่างประเทศ ถามว่าวันนี้เรายึดถือเรื่องของเขตแดนระหว่าง ประเทศอย่างไร ก็ต้องตอบว่ามันมีข้อพิพาทกันอยู่ ฝ์ายไทยถือสันปันน้ํา ฝ์ายกัมพูชาถือ แผนที่ที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่าแผนที่ฝรั่งเศสก็เกิดปัญหาที่มีพื้นที่ซึ่งต่างฝ์ายต่างอ้างสิทธิ ทับซ้อนกันอยู่ ตรงนี้ถามว่าผมเคยเสนอแนะว่าอย่างไร ผมก็เคยเสนอแนะว่าต้อง ย้อนกลับไปยึดถือบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งทําไว้ภายใต้รัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีชวน ที่บอกว่าจะต้องมีคณะกรรมการที่มาจัดทําหลักเขตแดน ขึ้นมาและในระหว่างที่มีการจัดทําหลักเขตแดนนั้น จะต้องไม่มีการดําเนินใด ๆ ที่เข้าไป ปรับสภาพพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกัน นี่คือแนวปฏิบัติครับ คําถามก็คือว่าหลังจากที่กระผมได้อภิปรายไปแล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น คําตอบก็คือว่า แถลงการณ์ร่วมถูกวินิจฉัยว่าเปึนโมฆะ แล้วก็ได้มีการส่งเรื่องนี้ไปที่กัมพูชา กัมพูชาก็ได้ ยอมรับแจ้งกลับมาอย่างเปึนทางการว่า บัดนี้รับทราบว่าแถลงการณ์ร่วมนั้นเปึนอันใช้ไม่ได้ ดังนั้นประเด็นถามว่าปัญหาที่เราโต้แย้งทักท้วงว่าจะเสียดินแดน สืบเนื่องจากแถลงการณ์ ร่วมก็จบลงไปครับ จบลงไปจากคําวินิจฉัยของศาล ซึ่งเมื่อมีการแจ้งไปยังฝ์ายกัมพูชา แล้วเขาไม่โต้แย้งกลับมา ประเด็นถัดมาก็คือว่า แล้วแปลว่าขณะนี้มันมีการสูญเสียดินแดน หรือไม่ ผมก็ต้องตอบว่ามันมีการละเมิดข้อตกลง ข้อ ๕ ที่ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่นะครับ ของบันทึกความเข้าใจร่วมกันว่ามันมีการเข้าไปปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่ ถามว่า การปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่ การสร้างถนนนี่มันเปึนอย่างไร ก็ต้องตอบนะครับว่ามันเปึน ความพยายามของฝ์ายกัมพูชาที่ทํามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่พบเห็นนะครับ แล้วก็มีการ ตรวจสอบ แล้วก็มีการายงานนี่ ไม่ได้มาเริ่มต้นในช่วงเดือนมกราคมนะครับ มันเริ่มมา ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายนครับ เดือนกันยายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม นี่คือความต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าช่วงแรกทําตามแนวเส้น ถนนเดิม ต่อมาทําเปึนทางที่เหมือนกับเปึนทางแยกออกมา ซึ่งทั้งหมดนี้ครับเราก็ถือว่า ไม่เปึนไปตามข้อตกลง ถามว่าเมื่อไม่เปึนตามข้อตกลงต้องทําอย่างไร คําตอบก็คือ ประท้วง ถามว่าประท้วงนี่ทําได้อย่างไร ก็ทําได้หลายระดับครับ มีตั้งแต่การประท้วง ในระดับเจ้าหน้าที่ ระดับท้องถิ่นไปจนถึงการประท้วงโดยเปึนหนังสือที่ออกไปจาก กระทรวงการต่างประเทศ กระผมกราบเรียนครับว่า จะบอกว่ากระทรวงการต่างประเทศ ประท้วงเดือนมีนาคม เราสูญเสียดินแดนแล้วคงไม่ได้ครับ ไปคิดอย่างนั้นไม่ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องถามว่าตั้งแต่เดือนกันยายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม ที่มีการก่อสร้างถนนนี่ครับ แล้วก็มีการรายงานมา รัฐบาลในขณะนั้น ไม่ประท้วงนี่สูญเสียดินแดนหรือยัง ผมก็คิดว่ายังครับ ตราบเท่าที่มันมีการแสดงหรือ การอ้างสิทธิ ซึ่งในกรณีที่ผ่านมาชัดเจนที่สุดก็คือ มันมีการตรึงกําลังกันอยู่ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ความมั่นใจนะครับว่า จุดยืนของผมไม่ว่าจะเปึน ฝ์ายค้านหรือจะเปึนรัฐบาลนี่เหมือนเดิม ข้อกฎหมาย ความเห็นเหมือนเดิม และแนวทาง ก็คือจะรักษาอธิปไตยของประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันครับ ผมต้องขอขอบคุณเพื่อน สมาชิกที่อภิปรายเรื่องนี้นะครับ ก็คือท่านสมาชิกจากศรีสะเกษ ประทานโทษเอ่ยนามท่านนะครับ ท่าน ส.ส. ธเนศ ผมขอบคุณที่ท่านได้ทําให้พวกเรามองเห็นว่า ที่สุดครับการแก้ปัญหานี้ ต้องนึกถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ท่าน ส.ส. ก็คงจะจําได้นะครับ ในช่วงที่ผมเปึนผู้นํา ฝ์ายค้านก็ได้มีโอกาสไปที่ศรีสะเกษ ผมไปงานพระราชทานเพลิงศพของทหารที่เสียชีวิต จากเหตุการณ์ที่กระทบกระทั่งกันในขณะนั้นครับ ผมประทับใจที่เห็นพี่น้องชาวศรีสะเกษ มาร่วมงานเปึนจํานวนมาก บนความรู้สึกถึงความเสียสละของนายทหารคนนั้น ของทหาร ผู้นั้นนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ก็เปึนการบ่งบอกครับว่า พี่น้องชาวศรีสะเกษต้องการ ๒ สิ่ง ๑. คือโอกาสในเรื่องของเศรษฐกิจที่พึงจะได้จากเรื่องของการท่องเที่ยว จากสภาพพื้นที่ ตรงนั้น กับคุณค่าของตัวปราสาทพระวิหาร และ ๒. ขณะเดียวกันก็ยังยึดมั่นว่าเราต้อง รักษาอธิปไตยของเรา ผมกราบเรียนครับว่าในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเกิดปัญหาอย่างที่ว่าขึ้นนี่ครับ จุดยืนวิธีการบริหารของเราก็คือ

ประการแรก ในระดับท้องถิ่นมีการประท้วงไป แล้วก็มีการรายงานขึ้นมา ในระหว่างที่รายงานขึ้นมามีการประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็มีการกําหนด แนวทาง สิ่งหนึ่งก็คือว่า เดิมทีมีความคิดเหมือนกันครับว่าจะมาขอแก้กรอบการเจรจา ซึ่งสภาเคยให้เอาไว้นะครับ แล้วก็ต่อมาทางกัมพูชามีความประสงค์อย่างมากว่าทหารทั้ง ๒ ฝ์ายต้องรีบถอนออกมา แต่คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องนี้แล้วเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะ เปลี่ยนกรอบการเจรจา หรือจะยอมตกลงทันทีทันใดในเรื่องของการถอนทหาร เพราะใน เรื่องที่มีสภาพของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ นั่นคือประเด็น ที่อยากจะยืนยันว่าเรามองเห็นแล้วว่ามีปัญหา แต่เรารักษาสิทธิของเราไม่เสียดินแดน

ประการที่ ๒ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต้นเดือนมันมีการประชุมของ คณะกรรมการ ซึ่งเปึนกลไกตาม เอ็ม.โอ.ยู. (MOU) อยู่แล้วหรือบันทึกความเข้าใจร่วมกัน อยู่แล้ว เราก็ให้ตรงนั้นทํางานไป

ประการที่ ๓ ในการมาเยือนประเทศไทยของท่านนายกฮุน เซ็น ในการ ประชุมอาเซียนมีโอกาสหารือทวิภาคีผมก็ได้หยิบยกขึ้นมาว่าเรื่องนี้ทั้งหมดขอให้เปึนไป ตาม เอ็ม.โอ.ยู. ป้ ๒๕๔๓ ซึ่งท่านฮุน เซ็น เห็นด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีประเด็นอะไรที่เรา บริหารงาน แล้วก็ไปมีผลที่จะเสียดินแดน แล้วก็ไม่เปึนเรื่องที่บอกว่าเราพยายามที่จะไป ต่อรองเพื่อที่จะให้ท่านเดินทางมาร่วมประชุมอาเซียน ผมทราบครับว่ามีคนกลุ่มหนึ่ง ไปขัดขวางจริง ๆ พยายามที่จะไม่ให้ผู้นําในกลุ่มอาเซียนมาร่วมประชุม แต่ว่าในที่สุดผู้นํา ทุกประเทศเขาก็ตกลงที่จะมา แล้วผมก็ไม่เอาเรื่องที่เปึนผลประโยชน์ของชาติไปแลก หรอกครับ ผมเน้นอย่างเดียวถึงผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศในอาเซียนด้วยกันว่า เราต้องเดินหน้าในการประชุมสุดยอดเพื่อผลักดันประชาคมอาเซียนต่อไป เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เปึนประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดน ไทยกัมพูชานะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เพิ่มเติมอีกนิดเดียวครับ เพราะว่าท่าน ส.ส. ซึ่งผมเห็นใจท่านนะครับ ท่านก็บอกว่ารัฐบาลไม่รู้ร้อนรู้หนาวหรือเปล่า ถ้าหากว่าบอกว่า เจรจากันไปเรื่อย ๆ ผมกราบเรียนว่าไม่ใช่หรอกครับ ใจผมก็อยากให้เจรจาได้สําเร็จ โดยเร็วที่สุด แต่ว่าในท่ามกลางจุดยืนที่มันยังไม่ตรงกันครับ ถ้าอยากให้เจรจา จบเร็วมันก็มีทางเดียวครับคือยอมเขา ซึ่งเราเห็นว่ายังไม่ควรยอมไม่ว่าจะเปึนเรื่องชื่อ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งมีการเจรจานะครับ ซึ่งวันนี้ผมก็หวังว่าท่านจะไป ช่วยทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่นะครับว่าเราจะพยายามที่จะหาข้อยุติ บนภายใต้กรอบของข้อตกลงอย่างสันตินะครับ แต่จะไม่ให้เสียประโยชน์ของประเทศชาติ มิฉะนั้นก็มีทางเดียวครับ ที่ผมบอกว่าการเจรจาไปเรื่อย ๆ ก็ยังดีคือ ดีกว่าล้มโต๊ะเจรจา และปะทะกัน นั่นความสูญเสียที่สุดของพี่น้องประชาชนในพื้นที่แล้วก็กองทัพของเรานะครับ ถ้าจะต้องมีการปะทะกัน เพราะฉะนั้นนี่คือแนวทางนโยบายที่จะดําเนินการต่อไป และผม กราบเรียนท่านประธานด้วยความจริงใจครับว่าขอให้ท่านสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่ นะครับ ช่วยให้ข้อมูลผมเปึนระยะ ๆ แล้วผมก็มีความตั้งใจจริง ๆ ว่าเราต้องแก้ไขปัญหานี้ เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แล้วรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไปพร้อม ๆ กัน ท่านประธานที่เคารพครับเมื่อผมชี้แจงอย่างนี้แล้ว ท่านประธานก็คงจะ เห็นนะครับว่าผมไม่มีประเด็นอะไรเลยที่จะต้องเอาเรื่องของหน้าตาประเทศไปต่อรองกับ เรื่องผลประโยชน์ของชาติเรื่องดินแดน เช่นเดียวกันครับมีการตั้งข้อสงสัยว่าผมตั้ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปึนการตอบแทนในทางการเมือง เปึนเพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์จะต้องตอบแทนพันธมิตร พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืน อย่างนั้นอย่างนี้ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับที่จริงผมเสียใจอยู่นิดหนึ่งนะครับ ว่ามีท่านสมาชิกท่านหนึ่งอภิปรายข้อความซึ่งเปึนเท็จนะครับ คือบอกว่าผมเรียกร้องให้ ทหารปฏิวัติอันนี้ไม่เคยมีครับ ผมสัมภาษณ์ทุกครั้งบอกเหตุการณ์จะเลวร้ายอย่างไร ผมมีความเชื่อว่าเราต้องมีทางออกอื่นที่ไม่ใช่การรัฐประหารนะครับ อันนี้ผมไม่ทราบท่าน ไปได้ข้อมูลมาจากไหน อย่างไร ไม่เคยมีนะครับ ทีนี้ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรครับ เรื่องนี้อภิปรายกันในสภามาหลายครั้ง ตั้งแต่ผมเปึน ผู้นําฝ์ายค้านผมก็อธิบาย สิทธิส่วนบุคคลก็เปึนสิทธิส่วนบุคคล แต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ระมัดระวังครับเพื่อไม่ให้มีการไปตีความว่าพรรคประชาธิปัตย์เองไม่รักษาจุดยืน ของพรรคเวลาที่จุดยืนของพรรคกับพันธมิตรไม่ตรงกัน บางเรื่องก็ต้องยอมรับนะครับ จุดยืนพันธมิตร ประชาธิปัตย์ก็ตรงกัน เหมือนกับที่ นปช. ก็มีจุดยืนตรงกับพรรคเพื่อไทย หลายเรื่อง แต่บางเรื่องก็ต่างกันและทุกครั้งที่ต่างกันผมก็แสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมา ไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปทําเนียบ ไม่เห็นด้วยกับการที่จะไปทําให้เกิดปัญหากับสนามบิน ไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปใน เอ็นบีที (NBT) ไม่เห็นด้วยกับการที่ไปสกัดกั้นไม่ให้รัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ให้สัมภาษณ์ทุกครั้งครับ แต่ว่าขณะเดียวกันผมก็คิดว่าท่านก็ได้อภิปรายซึ่งก็ เสียหายต่อพันธมิตร ซึ่งทางอาจารย์สมเกียรติขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน ท่านก็ชี้แจงไปในส่วนของพันธมิตร บุคลากรนี่ผมก็ระวังครับ บังเอิญกรณีท่านรัฐมนตรี กษิต เปึนไปอย่างที่ท่านอาจารย์สมเกียรติได้อภิปรายครับ ไม่ได้เปึนคนวางแผน ไม่ได้เปึน แกนนํา เปึนวิทยากรรับเชิญเท่านั้นเองครับ ฉะนั้นตรงนี้ผมกราบเรียนว่า นั่นคือเหตุผล