สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒

ฐิติมา ฉายแสง หารือเรื่องการกู้เงินจากญี่ปุ่นเพื่อสร้างรถไฟฟ้าและแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะของประชาชน โดยเธอแสดงความเห็นว่าการกู้เงินของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ต้องผ่านสภาแห่งนี้ แต่ถ้าผ่านสภาจะต้องผ่านการควบคุมการตรากฎหมายของรัฐธรรมนูญ

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ค่ะ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอเกริ่นถึงเรื่องต่อจากนี้ไปนะคะ เพื่อเปึนตัวอย่างแล้วก็จะโยงเข้า กับร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... ที่เรากําลัง อภิปรายว่าเราจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ท่านประธานคะ มันมีข่าว ออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่แล้วนะคะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณ์ จาติกวณิช นั้น กําลังจะนําเรื่องการกู้เงิน ประมาณ ๖๓,๐๐๐ ล้านเยน หรือคํานวณออกมาเปึนเงินบาทได้ประมาณ ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท จากรัฐบาลญี่ปุ์นเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และนําเข้าสู่สภาในวาระต่อไป เพื่อเอามาทําอะไร เอามาลงทุนสร้างรถไฟฟัาสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต ท่านประธานคะ เรื่องนี้เปึนตัวอย่างว่า หากเรื่องการกู้เงินจากญี่ปุ์นนี้เข้าสู่สภาจะมีผู้คนที่ได้ยินได้ฟังแล้วก็ เข้าใจใน ๒ อารมณ์ด้วยกัน

อันที่ ๑ จะกู้เงินอีกแล้วหรือ พวกเราชาวไทยจะมีหนี้เพิ่มกันอีกแล้วหรือ ปัจจุบันประชาชนคนไทยนะคะท่านประธาน ไม่ว่าจะเปึนผู้สูงอายุสักแค่ไหน หรือว่า จะเปึนเด็กทารกแรกเกิดก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีหนี้สาธารณะติดตัวกันอยู่ประมาณ ๕๕,๐๐๐ บาทต่อคนอยู่แล้วนะคะ และนี่กําลังจะเปึนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นกันอีกแล้วหรือ นี่คืออารมณ์ที่ ๑

ส่วนอารมณ์ที่ ๒ บางคนอาจจะคิดว่า เอาละ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของ ชาติ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เพื่อความทันต่อยุคสมัยของโลกนี้ เพื่อความ สะดวกสบายรวดเร็ว หรือเพื่อให้คนมีงานทํา จะเพื่ออะไรก็แล้วแต่ประเทศไม่มีเงิน จะลงทุน รัฐบาลจึงต้องไปขอหยิบขอยืมเงินจากคนอื่นเขามาลงทุน แหม จะเปึนหนี้เพิ่ม สัก ๓๐๐-๔๐๐ บาทต่อคน ๖๓ ล้านคนจะเปึนอะไรไป ท่านประธานคะ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กําลังจะนําเงินกู้จากไจก้า ญี่ปุ์น ๖๓,๐๐๐ ล้านเยนนั้นเข้าสู่คณะรัฐมนตรี แล้วนําเข้าสู่สภา ดูเหมือนว่าจะบริสุทธิ์ใจดี โปร่งใสดี จะเอาเข้าสู่สภาเพื่อให้ผู้แทน ปวงชนชาวไทยอย่างดิฉันเองได้รับรู้แล้วก็เห็นชอบก่อน มันดูดีนะคะแต่ท่านประธาน ทราบไหมคะว่าทําไมรัฐบาลของอภิสิทธิ์จะต้องนําเข้าสู่สภาให้ความเห็นชอบก่อน ก็เพราะว่า

เหตุผลที่ ๑ ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ นั้นกําหนดไว้ ในวรรคสามอยู่แล้วว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบด้วย นี่คือเหตุผลที่ ๑

เหตุผลที่ ๒ ว่าทําไมรัฐบาลจะต้องนําร่างนี้เข้าเสนอสู่สภาให้ ความเห็นชอบ ก็เพราะว่าร่างพระราชบัญญัติที่เราอภิปรายอยู่นี้ยังไม่ได้ผ่านสภา ยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างไรคะ เพราะฉะนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์จะไปกู้เงินในเร็ว ๆ นี้จึงต้องเอา เข้าสู่สภา แต่ท่านประธานคะ ถ้าเกิดว่าร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทํา หนังสือสัญญา พ.ศ. .... ของ ครม. นี้ผ่านฉลุยโดยไม่มีการแก้ไขแต่อย่างใด รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะกู้เงินเปึนหนี้เพิ่มจะกี่แสนบาทกี่หมื่นล้านบาทไปทําสัญญากับใคร ประเทศใด ถึงแม้ว่าจะมีผลผูกพันทางการค้าหรือการลงทุน จะมีผูกพันทางงบประมาณ แค่ไหนเพียงใดก็ไม่ต้องผ่านสภาให้รับรู้ แค่รัฐบาลอภิสิทธิ์กับคุณกรณ์ จาติกวณิช นั้น ไปทําสัญญาเงินกู้กับประเทศนั้น ๆ ได้เลยตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานคะ เห็นหรือยังว่าผลเสียหายมันคืออะไร รัฐบาลจะไปปูัยี่ปูัยําประเทศชาติอย่างไร หรือจะไป ทําเรื่องใหญ่โตแค่ไหน ก็ไม่ต้องให้ประชาชนหรือผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้นรับทราบ ถามว่าดิฉันพูดมาตรงนี้รายละเอียดมันอยู่ที่ตรงไหนท่านประธาน ดูที่วรรคสองของ มาตรา ๔ ในร่างพระราชบัญญัติที่เรากําลังพิจารณาอยู่นะคะ เขาบอกว่า หนังสือสัญญา ตามวรรคหนึ่งนั้นไม่รวมถึงหนังสือสัญญากู้เงินหรือค้ําประกันเงินกู้ ที่รัฐบาลไทย หรือราชอาณาจักรไทยทําขึ้นตามกฎหมายที่ให้อํานาจไว้เปึนการเฉพาะหรือเปึนการทั่วไป ดูสิคะว่าเปึนอย่างที่ดิฉันพูดหรือเปล่า หรืออภิปรายหรือเปล่า มาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญเปึนมาตราที่สําคัญนะคะ เปึนมาตราที่หลายคนให้ความสนใจ แล้วก็เห็น ว่าถกเถียงกันโต้แย้งกันเยอะ แล้วเปึนประเด็นที่ข้าราชการไม่กล้าทํางานกันเยอะแยะมาก รวมทั้งดิฉันคิดว่าคุณนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ถูก ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายในสภาเยอะ แล้วก็โดนพันธมิตรนั้นกล่าวร้ายจน คุณนพดล ปัทมะ นั้นเปึนผู้ที่ดิฉันคิดว่าเปึนผู้ที่มีสป่ริต (Spirit) สูง มีอย่างอายถึงแม้ว่า ไม่ผิดอะไรเลย แต่ก็ขอลาออกจากการเปึนรัฐมนตรี ท่านประธานดูนะคะว่า มันเหมือนว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็ดี หรือพันธมิตรนั้นให้ความสําคัญกับมาตรา ๑๙๐ มาก แต่รัฐบาลนี้ ขณะนี้กําลังนําร่างพระราชบัญญัติของ ครม. ตามวรรคสอง มาตรา ๔ กลับมาบอกว่า ถ้าเปึนเรื่องการกู้เงินหรือค้ําประกันเงินกู้นั้นกับประเทศโน้นประเทศนี้ไม่ต้องเข้าข่าย มาตรา ๑๙๐ ทําสัญญาไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เลย นั่นคือไม่ต้องผ่านสภา ดูสิคะว่าพอคนอื่นก็บอกว่าต้องผ่านสภา แต่พอตัวเองไม่ต้องหรอก ทําได้เลย ดูเหมือนกับ ว่าทําแบบรีบร้อนเสียด้วย แล้วอย่างนี้เราจะเห็นความจริงใจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อย่างไรคะ ดิฉันกลับเห็นว่ารัฐบาลนี้หมกเม็ดหรือเลี่ยงบาลีเสียด้วยซ้ํา เพราะร่างพระราชบัญญัติของ ครม. มาตรา ๔ วรรคสอง บอกว่า ไม่รวมถึงหนังสือสัญญา กู้เงินหรือค้ําประกันเงินกู้ ซึ่งกรณีนี้ดิฉันเห็นว่าการกู้เงินมันมีผลผูกพันการลงทุน มันน่าจะ ขัดกับเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ วรรคสองและวรรคสาม และท่านประธานคะ ถ้าสภาแห่งนี้ผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แบบขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญโดยให้ การลงคะแนนหรือการลงมติเปึนไปแบบพวกมากลากไป ดิฉันก็คงต้องอาศัยข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๘ คือการควบคุมการตรากฎหมาย ที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๕๔ ที่บอกไว้ว่า ร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภา ให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๑๕๐ หรือร่างพระราชบัญญัติใดที่ รัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๑๕๑ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนําร่างพระราชบัญญัตินั้น ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง อันที่ ๑ (๑) หาก ส.ส. ส.ว. หรือว่าทั้งสองสภา จํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของทั้งสองสภา ดิฉันคิดว่าดิฉันคงต้องใช้ ๑ ใน ๑๐ ของ จํานวนสมาชิก ซึ่ง โอ.เค. ส.ส. มี ๔๘๐ คน เอาเต็มเลยนะคะ ส.ว. ๑๕๐ คน รวมแล้ว ๖๓๐ คน ๑ ใน ๑๐ ก็คือประมาณ ๖๓ คน ดิฉันใช้ ๖๐ กว่าคนของพรรคเพื่อไทย ถามว่า ทําอะไร เสนอความเห็นไปที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อท่านส่งไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วก็แจ้งนายกรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง แต่สําหรับวันนี้นะคะดิฉันเอง คิดว่าดิฉันไม่สามารถจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรีฉบับนี้ ในวาระที่ ๑ นี้ได้ เพราะเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยค่ะ