ทิวา เงินยวง หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งมีความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ประชาชนทราบข้อมูลและแสดงความคิดเห็นในกระบวนการนี้ และเรียกร้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและการแก้ไขผลกระทบจากกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทิวา เงินยวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่ผมจะ นําเสนอกราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้ครับ อยากจะตั้งเปึนข้อสังเกตหลายประการ ด้วยกันสําหรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งมีความสําคัญและอยู่ในความสนใจของ พี่น้องประชาชนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรัฐบาลที่แล้วที่มีกรณีศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยกรณีเขาพระวิหาร อยากจะทําความเข้าใจนิดหนึ่งครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานครับว่า หนังสือสัญญาฉบับนี้ที่มีรากฐานมาจาก หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เสนอโดยรัฐบาลและเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีความจําเปึนที่ต้องอนุวัตให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มีความจําเปึนจริง ๆ ครับ และประสบการณ์ที่ผ่านมาในช่วง ๑ ป้ ๔ เดือน นะครับ ผมจําได้ว่าท่านรัฐมนตรี ต้องขอเอ่ยชื่อท่าน ท่านรัฐมนตรี กษิต รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านกล่าวเมื่อสักครู่ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ ผ่าน มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ นะครับ ๑ ป้ ๔ เดือน เกือบ ๔ เดือนเต็ม แล้วนะครับ ถ้าร่างนี้ได้นําเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ก็ดี หรือของรัฐบาลตั้งแต่ต้นก็ดี ไม่ว่าจะเปึนรัฐบาลใดก็ตามนะครับ มันก็จะทําให้ปัญหาที่ผ่านมาในช่วงไม่กี่เดือน ที่ผ่านมานี่นะครับ ยกตัวอย่างปัญหาเขาพระวิหารก็จะไม่เปึนอย่างนี้ ยกตัวอย่างเช่น หนังสือสัญญาจํานวน ๔๐ กว่าฉบับ ที่เราต้องเป่ดประชุมรัฐสภาแบบเร่งด่วนขึ้นมา ๔๐ กว่าฉบับครับ แล้วเราก็วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเราอ่านกันไม่ไหวครับ ผมเห็นเพื่อนสมาชิก ยกขึ้นมาท่วมหัวนะครับ เบื้องต้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการทําหนังสือสัญญา นี่ถ้าพูดถึงหลักจริง ๆ มันมีอยู่ ๒ หลักเกณฑ์ครับ หลักเกณฑ์แรกนี่เปึนหลักเกณฑ์ที่บอกว่า รัฐ หรือผู้นําของรัฐ หรือประมุขของรัฐ เมื่อไปทําหนังสือสัญญาแล้วนี่นะครับ จะผูกพัน มีสถานภาพเปึนกฎหมายภายในด้วย ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาครับ ประธานาธิบดี จะไปลงนามทําหนังสือสัญญากับต่างชาติ ท่านประธานครับ กราบเรียนว่าหนังสือสัญญา นั้นกลายเปึนกฎหมายภายในแล้วครับ ใช้บังคับได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ อเมริกาถึงบอกว่าต้องทําไมครับ ถ้าประธานาธิบดีจะไปลงนามในหนังสือสัญญาขอความ เห็นชอบจากสภาซีเนท (Senate) หรือสภาสูงก่อน เพื่อให้ตัวแทนของประชาชนให้ความ เห็นชอบนะครับ นั่นเปึนกฎหมายภายในเลย แต่สําหรับประเทศไทยเราครับ ท่านประธาน ครับ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ครั้งแรกป้ ๒๔๘๙ ครับ ในมาตรา ๗๖ แล้วก็ใช้มาจนถึง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานเพื่อมันจะได้นําไปสู่ กระบวนการที่เราถกเถียงกันว่าทําไมต้องเร่งด่วน ทําไมต้องขัดรัฐธรรมนูญ ทําไมขัด หรือไม่ จะส่อหรือไม่นะครับท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๔๘๙ มาตรา ๗๖ บอกว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สงบศึก และ ทําหนังสือสัญญาอื่นกับนานาประเทศ ที่จริงเราลืมไปเยอะครับ หนังสือสัญญาอื่นซึ่ง เขียนไว้ทุกฉบับนะครับ วรรคสองเขาบอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ไทยหรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเปึนไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบ ของรัฐสภา เพราะฉะนั้นในการทําหนังสือสัญญาของไทยเราที่ผ่านมาทั้งหมดนี่เหมือนกับ อังกฤษหรือออสเตรเลียครับ การทําหนังสือสัญญานั้นเขาถือว่าเปึนอํานาจของฝ์ายบริหาร ครับ ท่านประธานครับ เปึนอํานาจของฝ์ายบริหารนะครับ เราใช้หลักนี้ มาตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อเปึนอํานาจของฝ์ายบริหาร หลักการต่อไปเปึนอย่างไรครับ ถ้าหนังสือสัญญานั้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายภายใน หนังสือ สัญญานั้นยังมาใช้บังคับไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ หนังสือสนธิสัญญา เกี่ยวกับด้านแรงงาน ไอแอลโอ. (ILO : International Labour Organization องค์การ แรงงานระหว่างประเทศ) ผมจําได้ว่าเราเซ็นคงสัก ๖๐-๗๐ ป้ที่แล้ว แต่เราต้องมาออกเปึน ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๕ เพื่อคุ้มครองแรงงานเด็ก และหญิง ถ้าเราไม่ออกกฎหมายภายในก็ไม่มีผล เพราะฉะนั้นเราใช้หลักนี้ มาตลอดครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นหนังสือสัญญาใดที่มีผลเปลี่ยนแปลง กฎหมายภายในนะครับ ปรับปรุงแก้ไข ยกเลิกกฎหมายภายในต้องได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาก่อน ท่านประธานคงเคยทราบนะครับว่าเราไปลงนามในสนธิสัญญา หลายฉบับครับ ถ้ารัฐบาลไม่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงปรับปรุง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะที่มีระบบรัฐสภาอยู่มีความเปึนประชาธิปไตยอยู่ ถ้าไม่มีการเสนอครับ หนังสือสัญญานั้นก็ไม่ได้มีผลอะไรเลยครับ เปึนเพียงกรอบในการ บอกว่ารัฐบาลควรจะทําเท่านั้นแต่ไม่ผูกพันภายในนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้ แนวความคิดที่ ๒ นี้นะครับท่านประธานครับ เราจะเห็นได้ว่าหนังสือสัญญาที่รัฐบาลไป ทําความตกลงกับรัฐต่างประเทศไว้นี่นะครับ ผมเล่าให้ท่านประธานฟังครับ เจอมาด้วย ตัวเอง เมื่อป้ ๒๕๒๗ ครับท่านประธาน มีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งชื่อว่า ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กรันต์ ธนูเทพ เปึนหัวหน้าภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ ขณะนั้นไทยเราถูก กดดันเรื่องลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้าและการแข่งขันที่เปึนธรรม ท่านทราบไหมครับ ท่านอาจารย์ท่านนี้ท่านทําวิจัย ท่านก็ไปที่กระทรวงการต่างประเทศ ครับ ทําหนังสือถึงรัฐมนตรีเลยนะครับ ขอข้อมูลหนังสือสัญญาไมตรีทางการค้า ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ป้ ๒๕๐๘ คําตอบของกระทรวงการต่างประเทศ คืออะไรครับท่านประธาน เปึนความลับครับ เราต้องทําอย่างไรครับในการค้นคว้าหนังสือ สัญญาฉบับนี้ ท่านประธานครับ ท่านอาจจะไม่เชื่อครับแต่เปึนข้อเท็จจริง ๒๐ กว่าป้ แล้วครับ เราไปเจอที่ไหนครับ ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในอเมริกา มีเกือบ ทุกห้องสมุดครับ ท่านเห็นไหมครับ การเป่ดเผยข้อมูลให้กับประชาชน ป้ ๒๕๐๘ เราลงนาม เรียนชื่อผู้ลงนามก็ได้ครับ จอมพล ถนอม กิตติขจร ครับ ป้ ๒๕๐๘ เราไปพบได้ ในห้องสมุดสหรัฐอเมริกาครับ แต่ในประเทศไทยเราจะมาทําการค้นคว้าวิจัยนี่บอกว่า เปึนความลับครับ ท่านคงทราบดีว่าเรื่องลิขสิทธิ์นั้นมีผลต่อประเทศจี ๗ ทั้งหลายอย่างไร มีผลต่อประเทศที่ลงทุนในการค้นคว้าและวิจัย คือ รีเสิร์ช แอนด์ ดีวีลอปเมนท์ (Research and development) อย่างไรบ้างนะครับ ที่ผมต้องพูดตรงนี้เพราะอะไรครับ เพราะเดี๋ยวจะชี้ให้เห็นถึงว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความโปร่งใส มีส่วนที่เรียกว่า ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร มีส่วนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ อย่างไร ไม่ใช่ฝ์ายบริหารจะยึดหลักเดิมนะครับ ที่จะไปทําหนังสือสัญญาใดก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้การทําหนังสือสัญญาบางฉบับนั้นมันมีผลผูกพันและมีผลกระทบต่อแบบ วิถีชีวิตทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของคนไทยโดยตรงแล้วครับ มันไม่ใช่ต้อง มาออกกฎหมายใหม่แล้วครับ มันมีผลหลายด้าน โดยเฉพาะทางด้านการค้าและ การลงทุนครับท่านประธานครับ สําหรับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ ตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐ เปึนต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่ ๒๔ สิงหาคม (วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐) ที่ประกาศใช้นี่นะครับ ต้องยอมรับครับว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับที่เราทราบ กันอยู่นี่นะครับ มาตรา ๑๙๐ นี่ก่อให้เกิดประเด็นข้อถกเถียง ผมใช้ข้อถกเถียง หลายด้าน ครับ ด้านแรกต้องยอมรับว่าวรรคแรกนี่นะครับเปึนเรื่องเดิม ส่วนที่ ๒ ที่เกี่ยวกับอํานาจ อธิปไตยเรื่องดินแดน เรื่องที่จะต้องมีกฎหมายภายในต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้ เปึนไปตามความตกลงหรือทําหนังสือสัญญานั่นเปึนแบบเดิม แต่มาเพิ่มเติม อีกหลายประการนะครับ ผมก็ตามไปดูครับท่านประธานครับ ตามไปดูว่าเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาบอกว่าอย่างไร ทําไมเขาร่างมาอย่างนี้ ผมตามไปดูเขาก็บอกว่า เจตนารมณ์ของเขานี่นะครับ ทําโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เอาประเด็นแรกก่อน เขาบอกว่าเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ ขออนุญาตอ่านสักนิดนะครับท่านประธานครับ จะได้บันทึกไว้ได้ตรงตามเอกสารครับ เพื่อกําหนดหลักเกณฑ์การทําหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ มีหลักเกณฑ์ดังนี้นะครับ
ประการที่ ๑ การทําสนธิสัญญาหรือสัญญาอื่นระหว่างประเทศไทยกับ นานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศ เปึนพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ในฐานะทรงเปึนประมุขแห่งรัฐ อันนี้คงเดิมนะครับ มีท่านสมาชิกได้กล่าวไปแล้วนะครับ
ประการที่ ๒ สนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาที่คณะรัฐมนตรีต้องขอรับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาในกรอบการเจรจา ดูนะครับ กรอบการเจรจา และต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนและภายหลังการเจรจา หรือก่อนลงนามในหนังสือสัญญา มีทั้งสิ้น ๕ ประเภทครับ ในเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญนั้นเขาใช้คําว่า ๕ ประเภทครับ ท่านประธานครับ ซึ่งเดี๋ยวจะได้ตามไปดูว่าทําไมถึงร่างของรัฐบาลร่างไว้เช่นนั้นนะครับ
ประเภทแรก ก็คือประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงอํานาจอธิปไตยของรัฐ
ประเภทที่สอง ก็คือประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่อาณาเขต ซึ่ง ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ
ประเภทที่สาม สี่ ห้า นี่นะครับที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ
ประเภทที่สาม ประเภทที่มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง
ประเภทที่สี่ ประเภทที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ผมตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ ประเภทที่สี่นี้มีคําว่า งบประมาณ ของประเทศ ครับท่านประธานครับ
ประเภทที่ห้า ประเภทที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเปึนไปตาม สัญญา อันนี้เปึนแบบเดิมครับ
ทีนี้มาดูเจตนารมณ์ข้อที่สามครับ มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนและวิธีการ จัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ ท่านเห็น ไหมครับ มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ ถ้าตามไปดูในรัฐธรรมนูญจะเห็นครับ วรรคสองกับ วรรคห้าต่างกันนะครับ คําว่า งบประมาณของประเทศ ไม่มีนะครับ ตรงกันครับ ในรัฐธรรมนูญกับในเจตนารมณ์ ผมไม่แน่ใจว่าจะตกหรือเปล่า เพราะเราเคยถกเถียงกัน มาว่าลืมเขียนไปหรือเปล่าในวรรคห้านะครับ
ประการที่สี่ครับ ผมถือว่าเปึนสาระที่เปึนประโยชน์กับประชาชน โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตย กําหนดให้มีการเยียวยาประชาชนหรือผู้ประกอบการ ขนาดกลางหรือขนาดย่อม ผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญา ผมคิดว่าตรงนี้คือ หัวใจครับ เปึนหัวใจสําคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญและเปึนหัวใจสําคัญของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ที่จะทําให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลที่เคยเปึนความลับ อันดํามืดแบบที่ผมยกตัวอย่างเมื่อป้ ๒๕๒๗ ที่เกิดขึ้น
ประการที่ห้า กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่ เกิดปัญหาเกี่ยวกับประเภทของหนังสือสัญญาและการทําหนังสือสัญญาว่าต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ท่านประธานครับ ถ้าเราดูเจตนารมณ์ ดูรัฐธรรมนูญ ที่ประกาศใช้ และมาดูร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนะครับ ที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่ากฎหมายฉบับนี้อย่าไปกล่าวหาว่าเร่งด่วนหรือไม่เร่งด่วนเลยครับ ผมคิด ว่ามันเปึนความจําเปึนของประเทศไทยเราครับ มันเปึนความจําเปึนของสังคมไทยครับ กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพิ่งผ่าน ๔ รัฐบาลแล้วครับท่านประธานครับ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นะครับที่มีมติส่งกฤษฎีกา ๑๖ กันยายน ๒๕๕๑ กฤษฎีกาส่งกลับมาให้รัฐบาลคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ครับ รัฐบาลสมัครท่านทําอะไรบ้าง หรือไม่ผมไม่ทราบ เพราะช่วงนั้นกฎหมายอยู่ในช่วงกฤษฎีกาพิจารณา ท่านประธานครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีท่านที่ ๔ ครับ ชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ กระทรวง การต่างประเทศส่งหนังสือกลับมาถึงรัฐบาลไว้แล้วใช่ไหม ผมจําได้ว่าเรื่องนี้นะครับ มีมติคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาหารือเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... ผมจําได้ว่าหนังสือลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ขณะนั้นท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เปึนนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ใช่มีแค่นั้นครับ ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและ วิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... ที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้ว ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่บอกต่อไปครับ ซึ่งดําเนินการต่อนะครับ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอ สภาผู้แทนราษฎรต่อไป ถ้าดูจากเอกสารก็คือวิปรัฐบาลในขณะนั้นก็รับไปพิจารณา ถ้ามีความเห็นอย่างไรก็ว่ากันต่อไป ส่งไปกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง การต่างประเทศส่งกลับมา ๑ ป้ ๔ เดือนครับท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ ๑ ป้ ๔ เดือนที่ก่อให้เกิดเราต้องเรียกประชุมรัฐสภาเพื่ออนุมัติหนังสือสัญญา ซึ่งบางฉบับผมได้ เชิญเจ้าหน้าที่ เชิญปลัดกระทรวง เชิญอธิบดีหลายกระทรวงครับ มาสอบถาม บางฉบับ สงสัยครับว่าจะต้องขออนุมัติหรือขอความเห็นชอบจากรัฐสภาไหม เจ้าหน้าที่บางท่าน บอกอาจารย์ฉบับนี้ไม่ต้องเลย แต่เพื่อปัองกันว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ถ้ายังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ครับท่านประธานครับ หนังสือสัญญา ทุกฉบับต่อไปมหาวิทยาลัยรามคําแหง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ ไปทําความ ตกลงกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ถามว่าเปึนความตกลงผูกพันไหม ความตกลงระหว่าง หน่วยงานย่อยขององค์กรของรัฐ ความตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ ยังไม่พูดถึงเรื่องกู้เงิน นะครับเปึนประเด็นซึ่งเดี๋ยวผมกล่าวถึงทีหลัง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการจัดขั้นตอนและ วิธีการในการทําหนังสือสัญญาแบบนี้นี่นะครับ ที่เราจะต้องพิจารณารับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้ ผมเรียกว่า ไม่เร่งด่วน หรือเร่งด่วน แต่ผมเรียกว่า เปึนความ จําเปึนของประเทศชาติที่ต้องมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับท่านประธาน ตามไปดูต่อไป นะครับท่านประธานครับ สําหรับพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ผมคิดว่าผมเห็นด้วยและ เห็นชอบในหลักการนะครับ ผมอยากจะเห็นว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ มีหลักการ ที่มีความโปร่งใส แล้วก็ยอมรับอํานาจของประชาชนครับ ผมได้กราบเรียนท่านประธาน แล้วว่า วิธีการทําหนังสือสนธิสัญญาของเรานั้นเราใช้หลักที่เรียกว่า ฝ์ายบริหารเปึน ผู้มีอํานาจครับ ไปทําได้เลยครับ ในอดีตที่ผ่านมาครับไปทําได้เลย แต่เปึนครั้งแรกของ ประเทศไทยที่เอาทั้ง ๒ ระบบเข้ามาอยู่ในมาตราเดียวกัน กราบเรียนอย่างนี้นะครับ ฝากไว้ไปในชั้นกรรมาธิการ เมื่อเอาทั้ง ๒ ระบบเข้ามาอยู่ในมาตราเดียวกัน สิ่งที่ตามมา ก็คือส่วนหนึ่งยังรู้สึกว่ายังอยู่ในอํานาจของฝ์ายบริหาร เช่น เมื่อไปทําหนังสือสัญญาแล้ว ถ้ามีลักษณะเปึนการเปลี่ยนแปลงนะครับ อาณาเขตหรืออธิปไตย หรือต้องมีการออก พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติ อันนั้นยังใช้หลักเดิมอยู่
อันที่ ๒ นี่นะครับ ขอความเห็นชอบจากสภา ต้องมีความโปร่งใส ทั้งกระบวนการครับทุกขั้นตอนเลย จะไปทําหนังสือสัญญาอะไรเมื่อสักครู่ได้กราบเรียน แล้วนะครับในเจตนารมณ์ กรอบก็ต้องขออนุมัติครับ ถ้าแสดงเจตนาแล้วมีผลผูกพันก็ต้อง ขออนุมัติจากสภา ขอความเห็นชอบจากสภา เขียนไว้ละเอียดยิบเลยครับ นั่นถือว่าทําไม ครับ ที่ผมบอกว่ามันทําให้เกิดการสร้างดุลแห่งอํานาจว่าฝ์ายบริหารซึ่งแต่เดิมนั้นสามารถ ไปทําได้เลย ต่อไปนี้ไม่ได้แล้วนะครับ ต่อไปนี้ต้องให้ผู้แทนของประชาชนทั้ง ๒ สภาครับ เปึนผู้ให้ความเห็นชอบ นั่นคือระบบที่เราเอามามอบอํานาจให้กับตัวแทนของประชาชน ก็คือให้ประชาชนทําไมครับ ซึ่งเปึนเจ้าของอํานาจที่สูงที่สุดเปึนผู้ให้ความเห็นชอบโดย ผ่านตัวแทนของท่าน ผมเห็นว่านี่เปึนกระบวนการที่โปร่งใส
อันที่ ๓ ครับ หน่วยงานหรือองค์กรของรัฐหรือรัฐบาลก็ตามนะครับ จะไป ทําหนังสือสัญญาใด จะมีทํากรอบอะไรนี่นะครับ ต้องบอกประชาชนก่อนถูกไหมครับ ผมใช้ภาษาชาวบ้านก็แล้วกัน ต้องบอกประชาชนให้ทราบก่อนนะครับ เมื่อบอกประชาชน ทราบแล้วยังมีกระบวนการที่จะบอกได้ว่าเรื่องที่ไปเซ็นสัญญานั้น มันจะมีผลกระทบ อย่างไรให้มีการศึกษาวิจัย เราคงไม่มาถกเถียงในชั้นรับหลักการครับว่าหน่วยงานไหนจะทํา สกว. (สํานักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย) หรือไม่ หรือจะให้มหาวิทยาลัยหรือจะให้ใครทํา ถ้าหน่วยงานทําเอง ก็คงเข้าข้างตัวเองเราคงไม่ถกเถียงในประเด็นนั้น แต่เราพูดถึงระบบที่ดีไซน์ (Design) ขึ้นมาที่ออกแบบขึ้นมาตามกฎหมายฉบับนี้ครับ โปร่งใสครับ ประชาชนได้รับทราบข้อมูล แสดงความคิดเห็น ส่วนจะไปทํารูปแบบรับฟังความคิดเห็นอย่างไร นั่นเปึนรายละเอียด ที่ไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการได้ครับท่านประธาน แต่หลักของมันคือความโปร่งใส นี่เปึน สิ่งที่เกิดความพยายามที่จะสร้างระบบการเมืองการปกครอง ระบบกฎหมายที่ อยู่บนพื้นฐานของคําว่า ทรานสพาเรนซี (Transparency) หรือคําว่า โปร่งใส มาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ คําคํานี้ฮิตมากครับท่านประธานครับ ได้รับความนิยมมาก และ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็เปึนส่วนหนึ่งที่เดินตามกระบวนการในด้านนี้หลักการอันนี้
อีกหลักการหนึ่งในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกคือความ มีส่วนร่วมของพลเมืองหรือการเมืองเปึนเรื่องของพลเมือง เพราะฉะนั้นวันนี้ผมถือว่า เปึนนิมิตหมายที่ดีนะครับ ที่ฝ์ายนิติบัญญัติซึ่งเปึนตัวแทนของประชาชนได้เข้ามา มีส่วนร่วมในการใช้อํานาจที่จะตรวจสอบการทําหนังสือสัญญาครับ ผมว่าเปึนนิมิตหมาย ที่ดีครับ นี่ประเด็นที่ ๒ นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ครับ การเป่ดโอกาสให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก หนังสือสัญญา วันนี้เราจะออกกฎหมายฉบับหนึ่งเรื่องภาษี เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีผลกระทบต่อประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมนะครับ ประชาชนเสนอกฎหมาย ได้นะครับ การตั้งกรรมาธิการที่เราจะต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับคนสูงอายุ เห็นไหมครับท่านประธานครับ เยาวชน เด็ก สตรี องค์กร เอ็นจีโอ (NGO) (Non Governmental Organizations องค์กรพัฒนาเอกชน) ต่าง ๆ นะครับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญบัญญัตินะครับ ข้อบังคับแก้ปรับแล้วนะครับ ให้คนเหล่านี้ต้องมาเปึน กรรมาธิการถึงหนึ่งในสามครับ ท่านตามไปดูกฎหมายฉบับนี้สิครับ วิจัยมาแล้ว ผลกระทบเปึนอย่างไรนี่นะครับ ถ้าผลกระทบในทางลบก่อให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจ ขนาดย่อม ขนาดกลาง ผมเน้นตรงนี้นะครับ เขาใช้คําว่า ธุรกิจขนาดย่อม ขนาดกลาง ครับ เพราะฉะนั้นเขาจะเน้นไปที่อะไรครับ การค้าและการลงทุนครับ ดูเชื่อมโยงกัน นะครับที่ผมได้กล่าว เพราะฉะนั้นการเยียวยาแก้ไขผลกระทบหรือความเสียหายให้กับ พี่น้องประชาชนนี่นะครับ ผมถือว่านี่คือหัวใจอย่างไรครับ ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ครับ นั่นคือหัวใจ หรือคอร์ คอสท์ (Core cost) ของกฎหมายฉบับนี้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนมีส่วนร่วม ผลกระทบนี่นะครับ บังคับนะครับหน่วยงานต้องรีบ แก้ไขโดยเร็วครับ แล้วแก้ไขเยียวยาดูแลความเสียหายต้องอย่างเปึนธรรมด้วยนะครับ เพราะอย่าลืมครับท่านประธานครับ เรียนท่านประธานตรง ๆ เรื่องนี้เท่าที่ผมได้สอบถาม ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญมา มันเริ่มมาจาก เอฟทีเอ ครับ
มาประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องกฎหมายฉบับนี้มีหลายท่านครับที่บอกว่า มันอาจจะส่อว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฝ์ายบริหารเสนอมาเพื่อกู้เงินหรือไม่ เสนอมานั้น ไม่ชัดเจนหรืออาจจะขัดรัฐธรรมนูญนะครับ หรือบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอกฎหมาย ไม่เห็นด้วยกับพรรคร่วมรัฐบาล แล้วก็พูดถึงกฎหมายฉบับนี้นะครับมีพูดถึงมาตรฐาน สถาบันนิติบัญญัติครับท่านประธานครับ สิ่งที่เรากําลังจะแสดงออกวันนี้จะเปึนภาพ สะท้อนของสถาบันนิติบัญญัติครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องยอมรับครับว่ามันค้างคา มาป้กว่าและเปึนร่างกฎหมายสําคัญอยู่ในความสนใจของประชาชน
ประเด็นแรกครับถามว่าบทบัญญัติในร่าง ๒ ฉบับนั้นมีเนื้อหาสาระ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนะ กราบเรียนท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสุดท้ายบอกไว้ หนังสือสัญญาใดขัดหรือไม่ขัด นั่นเปึนเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นบอกไว้เฉพาะนะครับ แต่กรณีที่พระราชบัญญัติฉบับนี้จะขัดหรือไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขาบัญญัติไว้ครับ หลังจากที่รัฐสภานี่ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ๒ ประเภท ประเภทพระราชบัญญัติธรรมดานั้นเมื่อผ่านรัฐสภาไปแล้ว สมาชิกวุฒิสภาหรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ ใน ๑๐ ครับร้องได้ครับว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เคยมีประวัติ มาแล้วครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ป้ ๒๕๔๕ เดือนตุลาคม ร่างพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งครับผ่านสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานทราบไหมครับ เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกาครับ เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกานั้นสมาชิก ส่วนหนึ่ง ๑ ใน ๑๐ ก็เข้าชื่อขอยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างกฎหมายฉบับนั้นขัดต่อ รัฐธรรมนูญ เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ยังไม่ถึง ๓๐ นาที ถึงรัฐบาลแล้วครับ ไม่เกิน ๑๙.๐๐ นาฬิกา ถึงสํานักราชเลขาธิการครับ ท่านคงจําได้ครับ พระราชบัญญัติฉบับนั้น สําคัญครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญให้สิทธิสมาชิกครับที่จะร้องว่า พระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีกระบวนการอยู่แล้วครับ ผมกราบเรียนครับว่าไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะวินิจฉัย ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับท่านสมาชิกที่ได้ อภิปรายว่า ไม่มีใครชี้ครับว่าเปึนอํานาจของเรา แต่สิ่งที่เราจะต้องพิจารณาก็คือขัด หรือไม่ขัดนั้นเปึนเรื่องที่รัฐธรรมนูญกําหนดกระบวนการในการวินิจฉัย สุดท้ายคือ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งก็มีคําวินิจฉัยครับท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าว ไปแล้วนะครับ คําวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๔๒ ป้ ๒๕๔๓ ป้ ๒๕๕๑ นะครับผมจะ ไม่กราบเรียนเพราะเปึนเรื่องซ้ําประเด็นครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นว่าจะขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญนั้น ผมคิดว่าเปึนกระบวนการที่บัญญัติไว้แล้วตามรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งเปึน เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ
ประเด็นถัดมาครับ ประเด็นที่ว่าฝ์ายบริหารเสนอมาเพื่อกู้เงินหรือไม่ ถ้าผม ดูร่างทั้ง ๒ ฉบับนี่นะครับ มันไม่ใช่ประเด็นการกู้เงินครับ เพราะการกู้เงินเขามี พระราชบัญญัติแบบที่เพื่อนสมาชิกได้กราบเรียนครับ เราก็อ่านกันทั้งสิ้นนะครับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ป้ ๒๕๔๘ ก็มีกันทุกคน ซึ่งเขาบอกไว้เลย ครับ เรื่องกู้เงินเขาบอกว่า ให้กระทรวงการคลังเปึนผู้มีอํานาจในการกู้เงินหรือค้ําประกัน เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ผู้เดียว โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี หน่วยงาน ของรัฐ นอกจากระทรวงการคลังจะกู้เงินหรือค้ําประกันมิได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายให้ อํานาจไว้เปึนการเฉพาะ ประเด็นนี้ละครับคงจะเปึนประเด็นถกเถียง ซึ่งการถกเถียง การโต้แย้งในระบบรัฐสภานั้นเราถือว่าเปึนสิ่งที่ดีงามครับท่านประธานครับ ถ้าไม่มี ความเห็นแย้งจะไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาครับ วันนี้ผมก็ตั้งข้อสังเกตไปถึง คณะกรรมาธิการที่จะต้องรับกฎหมายฉบับนี้ไปพิจารณาว่าเรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญเปึน กฎหมายสูงสุดครับ มาตรา ๑๙๐ เขียนไว้นะครับ หลักกฎหมายทั่วไปเราถือว่า ถ้ามีกฎหมายบัญญัติไว้เปึนการเฉพาะนะครับ ในการบังคับใช้กฎหมายเราใช้กฎหมาย เฉพาะครับ เพราะฉะนั้นก็เปึนข้อสังเกตที่จะฝากไปถึงท่านคณะกรรมาธิการทั้งหลายว่า วันนี้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการทําหนังสือสัญญานี่นะครับเปึน หลักทั่วไป พระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ป้ ๒๕๔๘ นั้นเปึน กฎหมายเฉพาะหรือไม่ จะเปึนไปตามหลักกฎหมายนะครับ ซึ่งเปึนหลักที่เราสอนกันใน คณะนิติศาสตร์ทั่วไป อันนี้ผมฝากข้อคิดไปนะครับ แต่ครับ ข้อคิดฝากต่อไปก็คืออะไรครับ ที่จะฝากเปึนข้อสังเกตไป ถามว่าแล้วมันขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ทั้ง ๒ ฉบับ นะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราบอกว่าพระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญมีคนร้องไป ไม่มีใครว่า เหมือนกับป้ ๒๕๔๐-๒๕๔๓ ที่รัฐบาล นายชวน หลีกภัย สั่งให้ทุกกระทรวง ทบวง กรมต้องทําการแก้ไขกฎหมายให้เปึนไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งตอนนั้นผมช่วยงานที่กระทรวงมหาดไทย ท่านประธานทราบ ไหมครับ ๓๖ ฉบับครับที่ต้องแก้ไขให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นวันนี้ ไม่ใช่ประเด็นปัญหาว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขั้นตอนและวิธีการทําหนังสือสัญญาว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เปึนประเด็นที่หยิบยกให้ตรงประเด็นก็คือ ถ้ายกไป เรื่องการกู้เงินก็ต้องตั้งคําถามว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ บริหารหนี้สาธารณะนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ครับ ที่ให้อํานาจรัฐมนตรีไว้โดยไม่ผ่านรัฐสภานี่นะครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมเชื่อว่าในการทํางานของรัฐบาลก็คงมีคนที่จะให้ข้อคิดว่าอะไรบ้าง วันนี้ผมเชื่อว่า รัฐบาลนั้นก็คงคิดอยู่แล้วว่า ทุกเรื่องที่จะเปึนปัญหาส่งเข้าสภาหมด เหมือนกับที่เราต้อง อ่านหนังสือท่วมหัวที่ผ่านมานะครับท่านประธานครับ
ประเด็นสุดท้ายครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าที่ผมเห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนั้นเปึนความจําเปึนของประเทศไทย และ ถ้าร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับได้มีโอกาสผ่านรัฐสภา แล้วก็ประกาศใช้ ผมเชื่อว่าจะทําให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัว
ประการที่ ๒ จะสร้างความชัดเจนให้กับหนังสือสัญญาว่าฉบับใดต้องทํา เรื่องใด ต้องเข้าสู่ความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าประการสุดท้าย ประโยชน์ ของประชาชนครับในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เข้าถึงข้อมูลข่าวสารเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเคยดํามืด มาในอดีตครับ วันนี้สว่างแล้วครับ ที่ประชาชนจะได้รับการคุ้มครองโดยเฉพาะผลกระทบ จากการทําหนังสือสัญญา ๓-๔ ประเด็นนี้นะครับ ผมจึงมีความเห็นชอบและเห็นด้วย ในหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน