สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒

ชลน่าน ศรีแก้ว สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา แต่ไม่เห็นด้วยกับหลักการของร่างพระราชบัญญัตินี้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังวิพากษ์วิจารณ์การออกกฎหมายรองรับการกู้หนี้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา และเสนอให้ตรากฎหมายมารองรับในการจําแนกประเภทหนังสือสัญญา เพื่อเคารพสิทธิของเสียงข้างน้อยในการทักท้วงเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ตามที่คณะรัฐมนตรี โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและ วิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... เข้าสู่สภา ท่านประธานครับ ผมขอย้ํา ร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณา ของสภาแห่งนี้ในนามของคณะรัฐมนตรี แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ อีกฉบับหนึ่งเข้ามา ผมขออนุญาตท่านประธานครับ บันทึกหลักการและเหตุผลของ เพื่อนสมาชิกเสนอนี่เขียนว่า ประกอบร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... เช่นกัน แต่สิ่งที่ผมจะต้องขออนุญาตให้ท่านประธานได้โปรดพิจารณารับฟังคําอภิปรายของผม และเพื่อนสมาชิกที่ทรงเกียรติแห่งสภาแห่งนี้ได้ฟังเหตุฟังผลของผมที่จะนําเสนอเกี่ยวกับ การทําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมุมมองของผมในฐานะเปึนสมาชิกคนหนึ่งเปึน ตัวแทนของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เบื้องต้นผมต้องบอกกับท่านประธานและ สมาชิกแห่งนี้ว่าผมเห็นด้วยกับการที่ประเทศนี้ บ้านเมืองนี้จะต้องมีกฎหมายขึ้นมารองรับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ซึ่งเขียนเอาไว้ประกอบกับบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๓ (๓) ที่เขียนและบอกไว้ชัดเจนครับว่าต้องทําให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้หลังจากแถลง นโยบายนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งครั้งแรก ระบุวิธีการเนื้อหาสาระลงไป โดยเฉพาะขั้นตอน และวิธีการ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่าในความเห็นด้วย ตรงนั้นก็มีความคิดคล้ายกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คนที่ได้พยายามอภิปรายให้เห็นเหตุผล และความจําเปึน ผมเองไม่ได้ขัดและแย้งในเรื่องนั้นเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าโดยภาพรวมผมเห็นด้วย แต่สิ่งที่ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่าผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมไม่สามารถที่จะรับหลักการ กฎหมายฉบับนี้ได้ ถึงแม้มีเหตุผลความจําเปึนที่ต้องเสนอ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเอง ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่สามารถรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ทั้งของคณะรัฐมนตรีและก็ของเพื่อนสมาชิกได้ ผมมีเหตุผลอย่างนี้ท่านประธานครับ และก่อนที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่าทําไมผมไม่รับ ผมขออนุญาตท่านประธาน นิดเดียวครับ เผอิญมีข้ออภิปรายของเพื่อนสมาชิกเพื่อความเข้าใจอันดีของ พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ กฎหมายฉบับนี้เสนอโดยคณะรัฐมนตรีนะครับ มีหนังสือส่ง สภาเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ จากสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติ ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... กราบเรียน ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎร สิ่งที่ส่งมาด้วยนะครับก็เปึนร่างพระราชบัญญัติ ผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านนะครับ เพราะมีความสําคัญที่จะต้องชี้แจงและกราบเรียนท่านประธาน

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาหารือลงมติให้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... ต่อ สภาผู้แทนราษฎร จึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวพร้อมบันทึกหลักการ และเหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญมาเพื่อขอให้โปรดนําเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป ขอแสดง ความนับถืออย่างยิ่ง ลงชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนังสือฉบับนี้ส่งสภาเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ ไม่เปึนประเด็นถกเถียงกันหรอกครับว่ากฎหมาย ฉบับนี้จะยกร่างสมัยไหน แต่สิ่งที่จะเปึนคําตอบชัดเจน ก็คือเสนอโดยคณะรัฐมนตรีชุดนี้ โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอในวันนี้ด้วย เราไม่ต้องเถียงกัน ประเด็นนั้นหรอกครับ มันเปึนประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันเกี่ยวเนื่องกัน ที่มุมมองเปึนมุมมองของประเด็นการเมือง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าผมไม่สามารถที่จะรับหลักการของร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับได้ ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายพร้อมกันทั้งของคณะรัฐมนตรีและของเพื่อนสมาชิก นะครับ ท่านประธานครับ เหตุผลที่สําคัญที่สุดคือไม่เปึนไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ส่อว่าจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมย้ํานะครับ ส่อว่าจะขัดหรือแย้ง เพราะผมเองไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ สมาชิกทุกท่านมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในมุมมอง ของตัวเองในการที่จะวิเคราะห์ ในการที่จะแปลความ ในการที่จะตีความ แน่นอนครับ ความเห็นต่างเปึนสีสันของประชาธิปไตย แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดหนีไม่พ้นหลักของเหตุผล และความเปึนจริง ท่านประธานครับ ทําไมผมได้กราบเรียนท่านประธานว่าไม่เปึนไปตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมเอาร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนะครับ ถ้าท่านประธาน มีอยู่ในมือนะครับ โดยเนื้อหาสาระใกล้เคียงกัน หลักการนี้เขียนเหมือนกันเลยครับ ให้มีกฎหมายว่าด้วยขั้นตอน ของรัฐบาลนะครับ ให้มีกฎหมายว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการ จัดทําหนังสือสัญญา อันนี้เขียนตามรัฐธรรมนูญกําหนดนะครับ อ้างเหตุผลไป ของเพื่อน สมาชิกนะครับ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ท่านประธานเห็นความต่างไหมครับ ของเพื่อนสมาชิก มีกฎหมายว่าด้วยการจัดทํา หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ของคณะรัฐมนตรี ให้มีกฎหมายว่าด้วยขั้นตอนและ วิธีการจัดทําหนังสือสัญญา ท่านประธานครับ ทําไมผมต้องเน้นครับ เหตุที่ผมต้องเน้น เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคห้า เขาเขียนไว้อย่างนั้น เขาเขียนว่า ขออนุญาต ท่านประธานครับ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือ สัญญา อันนี้ชัดเจนครับ ของเพื่อนสมาชิก ผมอาจจะดูละเอียดลงไป เพราะว่าตัวหลักการ นี่เปึนตัวสําคัญครับ หลักการที่มีลักษณะต่างกันถึงแม้จะมีลักษณะทํานองเดียวกัน แต่มีบทมาตราที่รองรับแตกต่างกันไป สภาแห่งนี้เคยมีมติครับ เคยมีข้อวินิจฉัยและ มีปัญหามากในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ถ้าสมมุติว่าสภาแห่งนี้รับหลักการทั้ง ๒ ฉบับนะครับ โดยใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเปึนหลัก ผมถามว่ารับหลักการ ให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ของเพื่อนสมาชิกไปด้วยหรือไม่ ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้ผมต้องขออนุญาตท่านประธานชี้ประเด็นนิดเดียว เพราะ มีปัญหาในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ถ้าสภาแห่งนี้ถือว่าหลักการทํานองเดียวกัน แต่แตกต่างกัน แตกต่างกันแน่นอนครับ ฉบับนี้ไม่มีการกําหนดขั้นตอนและวิธีการ เปึน การจัดทําหนังสือสัญญาเลย แต่อันนี้กําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา คล้ายแต่ไม่เหมือน ถ้ารับไว้ ๒ ร่างและใช้ร่างรัฐบาลเปึนหลัก ตัวบทมาตราที่เขียนรองรับ ของเพื่อนสมาชิกอาจจะมีปัญหาถ้ามีคนแปลความ เพราะฉะนั้นผมฝากฝ์ายเสียงข้างมาก นะครับ ถ้าจะรับ รับไปทั้ง ๒ ฉบับและแยกรับด้วย ท่านประธานครับ สิ่งที่รัฐธรรมนูญ กําหนดให้มีกฎหมายขั้นตอนและวิธีการตามวรรคห้าของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ สาเหตุที่ผมถือ ๒ ฉบับนี้ผมพยายามจะชี้ให้ประธานเห็นว่า ความแตกต่างอยู่ตรงไหนครับ ท่านประธานครับ ที่ผมไม่สามารถรับหลักการได้ ผมตรวจสอบรายละเอียดของหลักการ เหตุผล แล้วก็มาตราที่กําหนดไว้ของคณะรัฐมนตรี ๒๐ มาตราครับ กับของเพื่อนสมาชิก หลักการ เหตุผล ๓๖ มาตรา มีความต่างกันอย่างชัดเจนครับ โดยเฉพาะประเด็นที่กําหนด ประเภทของหนังสือสัญญา ผมเน้นนะครับ ประเภทของหนังสือสัญญาของคณะรัฐมนตรี ได้เขียนประเภทของหนังสือสัญญาไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถามว่าจําเปึนต้อง เขียนไหม เขียนตั้งแต่ประเภทหนังสือสัญญาที่ลอกเลียนเอามาจากมาตรา ๑๙๐ ทั้ง ๕ ประเภทครับ ประเภทที่ ๑ ที่มีผลต่อเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือ อํานาจนอกอาณาเขต หรือสิทธินอกอาณาเขต รัฐธรรมนูญเขียนไว้ครับ ประเภทที่ ๑ ประเภทที่ ๒ หนังสือสัญญาที่มีผลจะต้องไปออกกฎหมายมารองรับในประเทศเรา เขียนไว้เปึนข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ของรัฐบาลเขียนไว้ว่า เปึนหนังสือสัญญาที่มีผลต่อการผูกพัน งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ เขียนไว้ในข้อที่ ๓ ข้อที่ ๔ หนังสือสัญญา ที่มีผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้างขวางและมีนัยสําคัญ และก็ข้อที่ ๕ ครับ มีผลต่อเรื่องการค้า การลงทุน ของเพื่อนสมาชิกมีข้อสังเกตครับท่านประธาน ที่แตกต่าง จากร่างของรัฐบาล รัฐบาลเหมาความรวมเอาว่า ๑ ใน ๕ ของสัญญานั้นตาม มาตรา ๑๙๐ ต้องมาทําหนังสือสัญญารองรับ มากําหนดแผนและขั้นตอนรองรับ วิธีการ แต่เพื่อนสมาชิกครับ ยึดเอาวรรคห้าเปึนหลักเลย ยึดเอาวรรคห้าเปึนหลัก โดยมาเขียนใน มาตรา ๓ กําหนดเปึนคํานิยามออกมา เพราะวรรคห้า ท่านประธานครับ ถ้าผมจะ กราบเรียนท่านประธานลงรายละเอียดอีกนิดหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกไม่ได้พูดถึง อะไร ที่เพื่อนสมาชิกพูดผมพยายามจะหลีกเลี่ยง วรรคห้า ถ้าดูเน้นลงไปท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญเขาเน้นเฉพาะ ถ้าเปึนร่างรัฐบาลนะครับ คือข้อ ๔ และข้อ ๕ หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง คือข้อที่ ๔ ของรัฐบาลนะครับ มาตรา ๔ หรือมีผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ ในข้อ ๕ ของ ร่างรัฐบาล ของเพื่อนสมาชิกเราหยิบเอา ๒ ประเด็นนี้ขึ้นมาเปึนตัวกําหนดใน ร่างกฎหมาย โดยไม่พูดถึงเรื่องภาระงบประมาณผูกพัน สัญญาที่มีภาระผูกพัน งบประมาณไม่ได้พูดถึง หนังสือสัญญาที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไม่ได้พูดถึง ครับ หนังสือสัญญาที่มีผลต่อการทํากฎหมายรองรับไม่ต้องพูดถึงครับ อันนี้คือสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกเห็นต่างจากร่างรัฐบาลชัดเจน และผมก็ว่าเปึนความชาญฉลาดเขาด้วย ที่เขาพยายามทํากฎหมายขึ้นมารองรับตามรัฐธรรมนูญกําหนดไม่ได้นอกเหนือ ไม่ได้ นอกเหนือ ของเพื่อนสมาชิกนะครับ แต่สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ร่างของ คณะรัฐมนตรีกับร่างของเพื่อนสมาชิกที่ผมพยายามกราบเรียนท่านประธานว่า มันจะส่อ ไปในทางที่จะขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ เพราะว่าทั้ง ๒ ฉบับนี้มีเจตนาคล้ายกัน คือ ไปกําหนดประเภทของหนังสือสัญญาไว้ในร่างกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกให้ทํา รัฐธรรมนูญบอกให้ทํากฎหมายขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาครับ ก็ว่าไป ของเพื่อนสมาชิกอาจจะทําองค์กรขึ้นมารองรับ ของ ครม. อาจจะว่าเปึนอํานาจหน้าที่ของ ครม. ไปนะครับ ทํากระบวนการของการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน รับฟัง ความคิดเห็นทําประชามติ ทําอะไรไป อันนี้เปึนเรื่องของวิธีการและรายละเอียดคล้าย ๆ กัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามชี้ให้ท่านประธานดูนะครับว่า ร่างของ ครม. และร่างของ เพื่อนสมาชิกนี่ไปกําหนดประเภทหนังสือสัญญาไว้ในกฎหมาย ผมถามท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ตั้งแต่วรรคหนึ่งไล่ลงไปถึงวรรคห้านี่ครับ วรรคหนึ่งนี่สําคัญ มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายแล้ว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ วรรคสอง กําหนดประเภท หนังสือสัญญาไว้ในรัฐธรรมนูญในวรรคสองของมาตรา ๑๙๐ หนีจากนั้นไม่ได้ครับ ก็ ๕ ประเภท วรรคสามว่าไปด้วยวิธีการและขั้นตอนต่าง ๆ ที่ ครม. จะต้องมาบอกกับสภา เสนอกรอบให้สภาให้ความเห็นชอบ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญไม่มีวรรคใดเลยครับ ไล่เลียงมาวรรคห้า วรรคหก ไม่มีวรรคใดเลยครับที่เขียนไว้ว่า การกําหนดประเภท หนังสือสัญญาให้เปึนไปตามตัวบทกฎหมายไม่มีครับ ถ้ารัฐธรรมนูญอยากจะให้ทํา อย่างนั้น เขาต้องเขียนอย่างนั้นครับ ผมไม่โทษรัฐบาล ไม่โทษเพื่อนสมาชิก แต่ผมโทษ รัฐธรรมนูญ แล้วถ้ารัฐธรรมนูญอยากจะให้สภาแห่งนี้ไปออกกฎหมายมารองรับว่า คุณสามารถที่ไปออกกฎหมายรองรับมากําหนดประเภทหนังสือสัญญาได้ใน แต่ละเรื่องนี่ รัฐธรรมนูญต้องให้อํานาจมาครับ แต่เขาไม่ได้ให้ คุณจะไปแปลความอย่างไร ก็เปึนสิทธิของคุณ แต่เขาบอกว่าเมื่อมีข้อสงสัย ในวรรคหกเขียนชัดเจนครับ เปึนอํานาจ ของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะชี้ขาด เพราะฉะนั้นการที่จะกําหนดประเภทหนังสือ สัญญาในร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี่ ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามีการส่อเจตนาที่จะ ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และอาจจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ด้วย

ประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ มาตรา ๔ วรรคสอง ผมไม่พูดถึงแล้ว ครับ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกพูดมาเยอะ แต่ถ้าแปลความวรรคสี่ มาตรา ๔ วรรคสองของ ร่างรัฐบาล ของ ครม. นี่ถ้าตีว่าเปึนสัญญาที่มีผลการผูกพันตามของบประมาณของ ประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ถ้าทุกท่านในที่นี้ตอบว่าใช่ มันก็คือมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง จริงอยู่ครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่า ก็มันมีกฎหมายเฉพาะรองรับอยู่แล้ว ผมไป ศึกษากฎหมายเฉพาะท่านประธานครับ ที่ท่านอ้างถึงพระราชบัญญัติบริหาร หนี้สาธารณะ ป้ ๒๕๔๘ แก้ไขเพิ่มเติมป้ ๒๕๕๑ กําหนดไว้ครับว่า การที่รัฐบาลจะกู้หนี้ จะต้องทําอย่างไร กู้หนี้ต่างประเทศทําอย่างไร กู้หนี้ภายในทําอย่างไร เขียนไว้นะครับ มาตรา ๒๑ กู้ภายในไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของงบรายจ่ายประจําป้นะครับ งบประมาณนั้น บวกกับงบเพิ่มเติมร้อยละ ๘๐ ของเงินส่งใช้เงินกู้ ป้นี้คํานวณชัด ๆ ผมบอกให้เลยครับ ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ กู้ได้แค่ ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สูงสุดบวกงบกลางป้ที่เราจัดสรร ไปให้อีก ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาทนะครับ ต้นป้ ๑,๘๓๕,๐๐๐ ล้านบาท บวกกลางป้เข้าไปกู้ภายในได้สูงสุด ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท คํานวณเรียบร้อยครับ ผมไม่ได้คํานวณเองนะครับ สํานักเศรษฐกิจการคลังที่มาชี้แจง งบประมาณกลางป้เขาทําตัวเลขให้ผมดูเลย ๒๒ ครับ กู้หนี้นอกประเทศ หนี้ต่างประเทศ ร้อยละ ๑๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจําป้หรือเงินรายจ่ายเพิ่มเติม ผมตีว่า ๒ ล้านล้านบาท ก็แค่ ๒ แสนล้านบาท นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะกู้ได้ ชัดเจนครับ ตรงนี้ผม ไม่เถียง เพราะมีกฎหมายเฉพาะรองรับ แต่ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลจะกู้ โดยใช้กฎหมายเฉพาะไปกู้นี่ ถามว่าทําไมไม่ทําเลยล่ะครับ กู้ไปแล้ว ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท กลางป้ ต้นป้ ๒,๔๙๕,๐๐๐ ล้านบาท ตีว่า ๒ ล้าน ๕ แสนล้านบาท งบขาดดุลต้นป้ นะครับกู้ไปแล้วครับ ผมเห็นรายงานหนี้สาธารณะ เห็นกู้ไปแล้ว ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท จะกู้เพิ่ม แต่กู้หนี้ต่างประเทศท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมจะ พยายามชี้ให้เห็นจังหวะและขั้นตอน ท่านประธานครับ การกู้หนี้ต่างประเทศถ้ารัฐบาลคิดว่า มีกฎหมายเฉพาะรองรับทําไมไม่ไปกู้ล่ะครับ แต่รัฐบาลไม่ทําหรอกครับ เพราะรัฐบาล ไปกู้ต่างประเทศถือว่าเปึนหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ สัญญาค้ําเงินกู้ ระหว่างประเทศด้วย รัฐบาลก็เลยบอกว่าถึงแม้มติ ครม. ออกเมื่อวันอังคารนี่ครับ ๒ ล้านเหรียญ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จะกู้หนี้ต่างประเทศจาก เอดีบี (ADB : Asian Development Bank หรือ ธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย ) จากเวิลด์ แบงก์ (World Bank : ธนาคารโลก) จากไจก้า (JICA : Japan International Cooperation Agency องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ์น) รัฐบาลบอกว่าจะต้องให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ เห็นไหมครับรัฐบาลก็รู้ รัฐบาลมีแนวทางอยู่ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะทํานี่นะครับ มันไม่ใช่เพราะการกู้หนี้ครั้งนี้หรอกครับ แต่มัน จะเปึนความสะดวกของการบริหาร ท่านก็เลยเอามาแปะไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้โดยที่ รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกให้ทําเลย มาเขียนวรรคสองรองรับไว้ ถ้าสภาแห่งนี้ รัฐสภาแห่งนี้ให้ ความเห็นชอบ ท่านก็บอกว่านี่อย่างไรมีกฎหมายรองรับ แต่ผมถามท่านประธานครับว่า การออกกฎหมายลูกแบบนี้ถึงแม้ไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่เปึนกฎหมายที่ รัฐธรรมนูญบอกให้ทํา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไหมครับ เพราะรัฐธรรมนูญกําหนด ประเภทไว้แล้วว่าจะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ ไม่เห็นยากเลยครับ ก็ให้สภาให้ความเห็นชอบก็ไปกู้ได้ จะกู้กี่แสนล้านบาท กี่หมื่นล้านบาทก็ไม่ว่า นี่ครับ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะกู้มาลงทุนในระยะ ๓ ป้ สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง สนธิสัญญาระหว่างประเทศมาชี้แจงบอกว่าชัดเจนครับ เข้ามาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนและชี้ให้ท่านประธานเห็นภาพเปึนเรื่อง ๆ ไปนี่มันมีความจําเปึนที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าสิ่งที่ผมบอกว่าผมจะ ไม่รับกฎหมายฉบับนี้ถ้าไม่มีเหตุไม่มีผลนี่ก็คือไปขัดขวางการพัฒนาประเทศ ผมเอง เปึนนักประชาธิปไตยครับ ผมไม่โทษรัฐบาล ผมกราบเรียนแล้ว ไม่โทษเพื่อนสมาชิกครับ แต่โทษรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่ร่างโดยผู้ร่างที่มีจิตอคติด้านใดด้านหนึ่ง ผมต้องขออนุญาตใช้คําแรงสักนิดนะครับ ถ้ามองเปึนภาพรวมเราปฏิบัติกันมาจนถึง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นะครับ อํานาจเปึนขององค์พระมหากษัตริย์ตามวรรคหนึ่งชัดเจน และการที่จะไปทําสัญญาต่างประเทศเฉพาะเรื่องที่มาออกกฎหมายมาเปลี่ยนแปลง กฎหมายและมีผลต่ออํานาจอธิปไตย มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตกันที่ต้องมาผ่านสภา ตาม ป้ ๒๕๔๐ แต่ ป้ ๒๕๕๐ เติมเรื่องของการค้า การลงทุน ผลกระทบเศรษฐกิจ และสังคมลงไป ท่านประธานครับ ผมชี้อย่างนี้แล้วนี่ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีผู้เสนอ กฎหมายคงเห็นว่ารอยด่างที่จะเกิดขึ้นในการพิจารณามันคืออะไร จริงอยู่ครับสภาแห่งนี้ อาจจะพิจารณา แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่รองรับ มาตรา ๒๗๐ แล้วก็กริ่งเกรงว่าเราจะกระทําตามอํานาจหน้าที่ของเราเปึนตรากฎหมายนี่ กระทําขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เราไม่รู้หรอกครับ เกิดมีการตีความขึ้นมาแล้วขัดพวกเรา ก็ผิดกันทั้งหมด อันนี้ไม่ใช่คําขู่ เปึนการคาดสถานการณ์ว่า ท่านประธานสังเกตนะครับ ผมจะไม่บอกว่าผิดหรือไม่ผิด เพราะผมไม่มีอํานาจชี้ ผมเปึนสมาชิกคนหนึ่ง แต่ตั้งข้อสังเกตเข้าไป มาตรา ๒๗๐ อาจจะไม่ผิดก็ได้ครับ แต่ถ้าเกิด มีการยื่นตีความบอกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขาบัญญัติไว้ว่าสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ส่อเจตนาทําผิดรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติของกฎหมาย ก็เข้า มาตรา ๒๗๐ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เองมันก็เปึนข้อกริ่งเกรง เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญ ที่สุด สิ่งที่สําคัญที่สุดนะครับ ถ้าสภาเราผ่านไปถึง ๓ วาระนะครับ ส่งให้วุฒิสภา ผมเชื่อว่า วุฒิสภาในฐานะฝ์ายกลั่นกรองกฎหมายเขาจะรับร่างสภาผู้แทนราษฎรไป ไม่ใช่ ร่างรัฐบาลนะครับ ไม่ใช่ร่างสมาชิก เปึนร่างสภาผู้แทนราษฎรเขาไปพิจารณา สิ่งที่วุฒิสภาจะทํามี ๒ เรื่องครับ ๑. เขาพิจารณา ๒. เขาจะส่งตีความว่ากระบวนการ การพิจารณากฎหมายฉบับนี้ถูกหรือไม่ เพราะมีเพื่อนสมาชิกตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่แรก ที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปว่า การบรรจุระเบียบวาระไม่เปึนไปตามมติของสภา ไม่เปึนไปตามข้อบังคับของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อบังคับออกด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๔ ท่านประธาน ถ้าเขาตีความตามนั้น ถ้าเกิดวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วย กระบวนการการพิจารณาแล้ว นั่นเหตุผลอันที่ ๑ ครับที่กฎหมายฉบับนี้จะถูกส่งคืน อันที่ ๒ ครับ เขาจะส่งเรื่องของสาระ สาระของกฎหมายที่ถูกบทบัญญัติ จริงอยู่ครับ วุฒิสภามีอํานาจแก้ไขนะครับ เขาอาจจะไปตัดออกก็ได้ ร่างรัฐบาล วรรคสองนะครับ ผมพูดเผื่อวรรคสามไว้ด้วยที่ให้อํานาจ ครม. ไปกําหนดเรื่องประเภทหนังสือสัญญา อยู่อันเดียวกันเลยครับ ให้อํานาจฝ์ายบริหาร ถึงแม้จะเขียนแก้เกี้ยวในวรรคสี่บอกว่า มาให้สภาทักท้วงภายในสิบห้าวัน ท่านประธานครับ ทักท้วงอย่างไรครับ ใช้มติอะไร หรือครับ เปึนการเขียนที่ผมคิดว่าการนําสู่การปฏิบัติค่อนข้างยุ่งยากมาก เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ทางออกที่ดีที่สุดนะครับ อยากให้เพื่อนสมาชิกและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ด้วยความเคารพ ท่านนะครับ ถอนร่างของท่านออกไปเพื่อให้ ครม. ไปพิจารณาก่อนที่สภาแห่งนี้จะ รับหลักการก็ได้ และส่งเข้ามาใหม่ครับ ไปปรับแก้เสีย ไม่มีผลเลยครับที่ท่านจะกริ่งเกรงว่า จะกู้ไม่ได้ ไม่จําเปึนเลยครับ ท่านจะกู้ท่านก็มาผ่านสภาตามมาตรา ๑๙๐ เท่านั้นเองครับ ไม่ได้ยากอะไร พวกเราก็อนุมัติให้อยู่แล้ว ถ้าท่านมีเหตุมีผล ถอนไปเถอะครับ ก่อนที่จะมี การลงมติว่ารับหลักการหรือไม่รับหลักการ แต่ถ้าท่านไม่ถอนนี่ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ผมเองเปึนหนึ่งในสมาชิกสภาแห่งนี้ที่จะไม่รับหลักการ และผมคิดว่า กระบวนการการพิจารณาในขั้นต่อไป ถ้าสภาแห่งนี้ตั้งกรรมาธิการขึ้นไปพิจารณา ถึงแม้ ใจผมเองอยากจะเข้าไปร่วมพิจารณาในชั้นของกรรมาธิการเพื่อจะไปปรับแก้อะไรต่าง ๆ แต่ผมกริ่งเกรงเรื่องของรัฐธรรมนูญมาตราหลัง ๆ ที่รองรับมา มันเปึนเหตุครับที่เราอาจจะ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าไม่สามารถจะตั้งกรรมาธิการไปพิจารณาร่วมได้ ผมคิดว่า มันจะเปึนข้อยุ่งยากครับ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มันเดินไปได้ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ ผ่านไปท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถอนเถอะครับ เอาออกไปและก็ไปใช้เวลาในการพิจารณาและส่งกลับมาใหม่ภายใน ๖๐ วันได้ไหมครับ ตามข้อบังคับ ตามรัฐธรรมนูญ ผมว่ากฎหมายฉบับนี้อย่างไรมันก็เปึนประโยชน์ โดยเฉพาะวิธีการและขั้นตอนที่จะให้ประชาชนมามีส่วนร่วม และท่านก็ไปดูด้วยนะครับ วรรคห้า เขาเน้นเฉพาะที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคม อย่างกว้างขวาง มีผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน ทําไมเขาเน้น ๒ เรื่องนี้ครับ เพราะ เขาไปเอาตัวอย่างหรือข้อสังเกตที่เขาบอกว่ารัฐบาลชุดก่อนไปทําไว้ก็เลยต้องไปเขียนล็อก ไว้อีก ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมจะจบการอภิปรายของผม ข้อเสนอผมนะครับ อยากให้ท่านรัฐมนตรีถอนเรื่องนี้ออกไป

อันที่ ๒ ครับ ถ้าจะให้ดีเรามาร่วมกัน เหมือนเพื่อนสมาชิกท่าน ส.ส. ลําพูน สงวน พงษ์มณี ได้นําเสนอในสภาแห่งนี้ มาช่วยกันปรับแก้มาตรา ๑๙๐ ถ้าจะคงไว้ทั้ง ๕ เรื่อง ที่เปึนหนังสือสัญญา ๕ เรื่องก็ได้ครับ แต่ไปเขียนบทบัญญัติรองรับไว้สักนิดว่า ให้ตรากฎหมายมารองรับในการจําแนกประเภทหนังสือสัญญาได้ ก็จะเปึนประโยชน์ ท่านประธานครับ เราทํางานเพื่อพี่น้องประชาชนครับ บ้านเมืองเปึนของทุกคน ผมได้รับ โอกาสจากพี่น้องประชาชนให้มาเปึนผู้แทน ผมก็พยายามทําหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด เท่าที่จะทําได้ แต่ต้องกราบเรียนนะครับท่านประธานครับ หลักประชาธิปไตยนี่ฝากท่านประธานไปยังเสียงข้างมาก ถึงแม้ท่านจะปกครองด้วย ระบอบ ด้วยกฎของเสียงข้างมาก แต่ท่านต้องเคารพสิทธิของเสียงข้างน้อยในการที่ พวกเราทักท้วงด้วย ถ้ามันเปึนประโยชน์ ข้อทักท้วงเหล่านั้นถ้าเปึนประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชน เปึนประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง สังคมบ้านเราก็เดินไปด้วยกันได้ ฝ์ายนิติบัญญัติของเรา สถาบันของเราก็ไปด้วยกันได้ มันก็เปึนประโยชน์กับประเทศชาติ บ้านเมือง กราบขอบคุณท่านประธานครับ