สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สนับสนุนให้รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่และเข้มแข็ง และไม่เห็นด้วยกับการอภิปรายที่มีลักษณะเป็นการข่มขู่ นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการกู้เงินของรัฐบาล โดยระบุว่า การกู้เงินนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และรัฐบาลไม่ควรกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้เร่งรีบในการกู้เงิน

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ครับ ผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุงครับ ความจริงผมไม่ได้ ตั้งใจที่จะอภิปรายกฎหมายฉบับนี้ครับ แล้วผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายตั้งแต่ ช่วงบ่ายและผมคิดว่าถ้าผมไม่แสดงความคิดเห็นบ้างพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งที่รับฟัง การอภิปรายของเพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกจากฝ์ายค้านอาจจะสับสนได้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมสนับสนุนการทํางานของฝ์ายค้านอย่างเต็มที่และ ผมเชื่อครับว่าฝ์ายค้านต้องทําหน้าที่ที่เข้มแข็งกว่าฝ์ายรัฐบาล มิฉะนั้นแล้วฝ์ายค้าน ไม่มีโอกาสที่จะเปึนรัฐบาลหรอกครับ ฝ์ายค้านต้องทํางานหนักกว่ารัฐบาลแน่ครับ ผมประสบมาแล้วครับใน ๘ ป้ที่ผ่านมาที่ผมเปึนฝ์ายค้าน แต่ว่าการทําหน้าที่ ที่เพื่อนสมาชิก ขออภัยผมพูดถึงฝ์ายค้านได้พูดมาในหลาย ๆ ท่านที่ผมจําเปึนต้องยืนขึ้น พูดกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกวันนี้ก็คือ การอภิปรายของหลายท่านนั้นมีลักษณะ ที่ผมคิดว่ามีลักษณะเปึนการข่มขู่กัน ซึ่งผมคิดว่าโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าน่าจะ ไม่ถูกต้องมากนัก ท่านบอกว่ารัฐบาลนี้และเพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะฝ์ายรัฐบาลกําลัง ทําผิดกฎหมาย กําลังเสนอกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ และท่านบอกว่า ท่านจะถอดถอน และท่านได้พูดเลยไปถึงพี่น้องประชาชนว่าพี่น้องประชาชนไม่สนับสนุน ผมสนับสนุนท่านนะครับ ถ้าท่านคิดว่าฝ์ายรัฐบาลทําสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ท่านถอดถอนเถอะครับ แต่ว่าการอภิปรายลักษณะเปึนการข่มขู่ว่าจะถอดถอนนั้น ผมคิดว่าเราไม่ยอมครับ ผมคนหนึ่งก็ไม่ยอม ที่ว่าไม่ยอมคือเราไม่ยอมให้รัฐบาล ทําผิดกฎหมายแน่นอนครับ ท่านทําหน้าที่ได้ครับ แต่ว่าจะมาข่มขู่ว่าถ้าเราลงมติวันนี้ ท่านจะถอดถอนและพูดต่อไปว่า ท่านจะคอยดูสิว่าจะมีสมาชิกฝ์ายรัฐบาลท่านไหนบ้างต้องหลุดพ้นจากตําแหน่ง อย่างนี้ ผมคิดว่ารับกันไม่ได้หรอกครับ เรื่องที่ ๑ ครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศท่านมาอย่างถูกต้องครับ และท่านมีเกียรติในสภาแห่งนี้ครับ ผมอาจจะพูดลักษณะอย่างนี้เพราะว่าผมรู้จักท่านมาก่อน แต่ผมไม่เอาความรู้สึก นับตั้งแต่ท่านเปึนรัฐมนตรีจนถึงวันนี้มาพูดในสภาแห่งนี้ครับ ที่ผมพูดทั้งหมดนี่ผมรู้จัก ท่านมาก่อนที่ท่านเปึนรัฐมนตรี วันที่ท่านเปึนรัฐมนตรีแล้วสักคําหนึ่งท่านไม่เคยทักผม และสักคําหนึ่งผมไม่เคยพูดกับท่านเลยครับตั้งแต่ท่านเปึนรัฐมนตรี แต่ผมรู้จักท่าน ก่อนท่านเปึนรัฐมนตรี ที่ผมต้องพูดอย่างนี้เพราะผมคิดว่าท่านเปึนคนที่มีความปรารถนาดี ต่อบ้านเมืองคนหนึ่งครับ ท่านก็มีเกียรติครับ มีเกียรติเหมือนกับรัฐมนตรี มีเกียรติ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ทุกคนละครับ และท่านมาตามรัฐธรรมนูญแน่นอน ครับ ท่านประธานครับ สองคนยลตามช่องนะครับ คนหนึ่งมองเห็นโคลนตมครับ อีกคนหนึ่งมองเห็นแสงดาวอยู่แพรวพราว ผมไม่ว่าหรอกครับ มันมีทั้งด้านมืด ด้านสว่าง ครับ แต่ว่าในใจผมขณะนี้ครับที่ผมรู้จักรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมา ท่านเปึนคนที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติคนหนึ่งครับ บังเอิญครับในช่วงชีวิตหนึ่ง ของท่าน ในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ ท่านอาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ บางเรื่องซึ่งบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ผมเชื่อว่าในยามที่สังคมวิกฤติ บ้านเมือง ต้องการคนกล้าหาญครับ บ้านเมืองวิกฤติต้องการคนกล้าหาญครับ อาจจะไม่ใช่คนดีก็ได้ แต่ต้องเปึนคนกล้าหาญ ไม่ว่ากล้าหาญในด้านไหนนะครับ ต้องสามารถนําประเทศ ฝ์าวิกฤติไปได้ ผมเชื่อว่าท่านมาอย่างถูกต้องครับ แล้วก็มีเกียรติครับ เราอาจจะมี ความเห็นในลักษณะอย่างนี้ต่างกันได้ครับ ผมเรียนท่านประธานแล้วว่า สองคนยลตาม ช่องครับ ผมสนับสนุนท่านแน่ครับ ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้าครับ แต่ผมจะไม่ยอมให้ท่านทํา ผิดกฎหมายครับ วันนี้ท่านไม่ได้ทําสิ่งที่ผิดต่อกฎหมายเลยผมยินดีสนับสนุนท่านครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย บังเอิญข้อมูลผมอยู่ตรงโน้น ครับไม่ได้ติดมาครับ ท่านประธานเรียกผมเสียก่อน เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายถึงมาตรา ๔ วรรคสอง ผมอ่านตอนแรกผมก็ไม่สบายใจครับว่า ในมาตรา ๔ วรรคสอง ที่ปล่อยให้ รัฐบาลไปกู้เงินที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เปึนการเฉพาะหรือทั่วไปได้ โดยไม่ต้องขอ ความยินยอมจากรัฐสภานั้นมันสุ่มเสี่ยงต่อการผิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจครับ แต่ว่าเมื่อผมอ่านโดยละเอียดแล้วครับ ผมคิดว่าในมาตรา ๔ วรรคสอง ที่บัญญัติไว้นะครับ เขาบอกว่าต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ครับ ซึ่งหมายความว่า ไม่ใช่อยู่ ๆ รัฐบาลจะไปขอกู้เงินจากต่างประเทศหรือในประเทศได้โดยลําพัง มิใช่ครับ มันต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ วันนี้เรากําลังออกกฎหมายเพื่ออนุวัตให้เปึนไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ นั้นบอกว่า ต้องออก กฎหมายนี้ให้เสร็จภายในหนึ่งป้นับแต่วันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย รัฐบาลไม่ได้เร่งรีบครับ แต่ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่าเมื่อเราไม่มีพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ยอมรับกันไหม ครับว่า ในอดีตนั้นรัฐบาลบางชุดเคยทําความเสียหายและผิดพลาด โดยไปมีข้อตกลงกับ ต่างประเทศ รัฐต่างประเทศโดยไม่ผ่านความยินยอมของรัฐสภามาแล้วครับ ผมไม่เอ่ยถึง นะครับรัฐบาลไหน แต่ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคําวินิจฉัยไว้แล้วว่ามีรัฐบาลบางชุด นะครับไปทําความตกลงกับรัฐต่างประเทศซึ่งผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยอย่างนั้นไว้แล้วครับ ผมคิดว่าที่รัฐบาลออกกฎหมายฉบับนี้ ครับ ไม่ได้เร่งรีบ และมิได้เปึนไปเพื่อการกู้หนี้ยืมสินให้ประเทศชาติเปึนหนี้แต่ประการใด ครับ ไม่ใช่ครับ ถ้ารัฐบาลนี้ทําสิ่งซึ่งเปึนภาระกับประเทศชาติ มันเปึนหน้าที่ของเรา ทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาลครับต้องไม่ยินยอมแน่ละครับ เพราะฉะนั้นจะหาว่ารัฐบาลเร่งรีบ ออกกฎหมายเพื่อไปกู้เงินนั้น ผมคิดว่าเปึนการกล่าวหาที่รุนแรงแล้วก็มักง่ายเกินไปครับ ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้สอบถามท่านผู้รู้ครับ ขออภัยเอ่ยนาม ท่านดอกเตอร์ไตรรงค์ครับ เพื่อนสมาชิกบอกว่ารัฐบาลนี้กู้เงิน เต็มเพดานแล้ว ผมอยากให้รัฐมนตรีที่อยู่สักท่านหนึ่งครับ บังเอิญครับรัฐมนตรีก็ไม่ขยัน เสียด้วย ปล่อยให้สมาชิกพูดว่ารัฐบาลกู้เงินมาเต็มเพดานแล้ว ผมอยากให้เอาความจริงมาพูด ในสภาแห่งนี้สิครับว่า ก่อนที่รัฐบาลนี้จะบริหารประเทศชาตินั้น รัฐบาลในชุดที่แล้ว หรือ ชุดที่ผ่าน ๆ มานั้นได้กู้เงินไปแล้วเท่าไร เอาตัวเลขมาดูสิครับ ผมจําได้ว่าในระยะ ๓–๔ ป้ที่ผ่านมา ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ รัฐบาลจัดงบประมาณขาดดุลทั้งสิ้นนะครับ เมื่อรัฐบาลจัดงบประมาณขาดดุลก็หมายความว่ารัฐบาลต้องกู้เงินครับ กู้ภายในประเทศ การกู้เงินภายในประเทศก็มีกฎหมายเขียนไว้ครับ ว่ารัฐบาลจะกู้ได้เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่ายประจําป้เท่านั้นนะครับ สูงกว่านั้นทําไม่ได้ นี่คือกฎหมายที่เขียนไว้ โดยเฉพาะครับ นอกจากนั้นในการกู้เงินซึ่งเปึนเงินต่างประเทศ มิใช่กู้เปึนเงินไทยนะครับ รัฐบาลก็กู้ได้เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจําป้เท่านั้นเองครับ ทํานอกเหนือจากนี้ไม่ได้ ถามว่าแล้วในการกู้เงินที่รัฐบาลกู้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็ดี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ดี ทําตามกฎหมายทั้งสิ้นนะครับ แล้วก็ทําตามกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา แห่งนี้ครับ เพราะฉะนั้นจะมากล่าวหารัฐบาลไปกู้เงินโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ โดยไม่ดู ขอบเขต ผมคิดว่าเปึนการพูดที่ง่ายเกินไปในการกล่าวหากับรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมสนับสนุนการทํางานของฝ์ายค้าน หลักในระบอบ ประชาธิปไตยไม่มีการเก็บภาษีจากประชาชนโดยไม่ผ่านความยินยอมของตัวแทน ประชาชน นี่คือหลัก คือหัวใจของประชาธิปไตยครับ ในขณะเดียวกันครับ รัฐจะไม่มีการ จ่ายภาษีของประชาชน รัฐจะไม่มีการใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของ ตัวแทนปวงชน นี่เปึนหลักเหมือนกันครับ หลักนี้เรายึดถือครับ ในระบอบประชาธิปไตย ยึดถือหลักนี้ทั้งสิ้นนะครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ๒๕๕๐ ที่เขามี บทบัญญัติในมาตรา ๑๙๐ นั้น เขาไม่ได้คุ้มครองรัฐบาลนะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ คุ้มครองรัฐนะครับ คุ้มครองรัฐไม่ได้คุ้มครองรัฐบาล คุ้มครองรัฐคือคุ้มครอง ประเทศนี้ครับ คือคุ้มครองประชาชนว่ารัฐบาลไหนก็ตามในอนาคตข้างหน้านี่ครับ จะไป ทําสัญญา หรือทําสนธิสัญญาโดยทําให้ประชาชนหรือรัฐเสียประโยชน์ไม่ได้ครับ รัฐบาล อาจจะได้ประโยชน์ รัฐบาลมาแล้วไปครับ แต่ว่ารัฐคือประเทศนี้จะเสียประโยชน์ไม่ได้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ คุ้มครองรัฐคือประเทศนี้ครับ ถามว่าถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้ดีขึ้นไหม ง่ายขึ้นไหม ง่ายขึ้นครับ มาตรา ๑๙๐ ทําให้ รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ยากขึ้นครับ แต่มันเปึนการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศชาติ มากยิ่งขึ้น ผมไม่ติดใจหรอกครับว่าหลังจากนี้เพื่อนสมาชิกจะนับองค์ประชุมหรือเปล่า ผมไม่ติดใจหรอกครับว่าหลังจากนี้ท่านสมาชิกจะลงมติในวาระที่หนึ่งหรือเปล่า ผมไม่ติดใจ หรอกครับว่าหลังจากนี้สมาชิกจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ถอดถอนพวกเราหรือเปล่า ผมไม่ติดใจครับ แต่ผมยืนยันกับท่านประธานว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่เร่งรีบในการ ออกกฎหมาย รัฐบาลไม่มีเจตนาที่จะออกกฎหมายนี้เพื่อไปกู้เงิน รัฐบาลนี้มาโดย ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็มาโดยชอบด้วย กฎหมาย ผมจะรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับ