ผ่องศรี ธาราภูมิ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องการศึกษาวิจัย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีมาตรฐานการวิจัยที่เป็นอิสระ และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาในการวิจัยและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน เปึนผู้หนึ่งที่ได้ร่วมลงนามเสนอร่างพระราชบัญญัติการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่าง ประเทศร่วมกับ ส.ส. ดอกเตอร์รัชดาและคณะ ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตกราบเรียนว่า ดิฉันเห็นด้วยในหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับคือ ร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... ที่เสนอโดยรัฐบาล และร่างที่สมาชิกร่วมกันเสนอนะคะ แต่เนื่องจากว่าโดยเนื้อหาสาระนั้นมีความแตกต่าง ดิฉันก็ขออนุญาตได้แสดงความคิดเห็นนะคะว่าตลอด ๑ ป้ที่ผ่านมา ที่ดิฉันได้มีโอกาส ได้ร่วมรับฟังข้อมูลในเรื่องของปัญหาอุปสรรคในการเจรจาข้อตกลงการค้า หรือกรอบ การเจรจาต่าง ๆ นั้น ดิฉันได้รับฟังข้อมูลจากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จากสภาแห่งนี้ รวมทั้งได้รับความคิดเห็นจากส่วนราชการต่าง ๆ ที่เปึนผู้ปฏิบัติว่ามีปัญหา อุปสรรคอย่างไรในสิ่งที่ต้องดําเนินการที่จะทําให้ทันต่อสถานการณ์แล้วก็เปึนประโยชน์ ของประเทศชาตินะคะ เนื่องจากในมาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญได้มีข้อบัญญัติดังกล่าว ก็ทําให้หลาย ๆ เรื่องที่ไม่ว่าจะเปึนกระทรวงพาณิชย์ที่จะได้ติดต่อเจรจาการค้าขายสินค้า ต่าง ๆ หรือว่าแม้แต่ในด้านการทหารที่จะได้ตัดสินใจดําเนินการทางยุทธวิธีก็จะต้องติดขัด อยู่ในเรื่องของกรอบการเจรจาว่าจะขัดต่อข้อกําหนดในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้น การมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อรองรับการกระทําให้คล่องตัวก็จะเปึนเรื่องที่ดีทําให้ การทํางานนั้นคลี่คลายต่อสิ่งที่เปึนอุปสรรคได้นะคะ อย่างไรก็ดี เมื่อได้ศึกษาร่างของ รัฐบาลนะคะ แล้วก็ในส่วนคณะทํางานที่ได้ยกร่างร่วมกับท่านดอกเตอร์รัชดาก็เห็นว่า จริง ๆ แล้วหลักการสาระสําคัญไม่ได้ต่างกัน เพียงแต่ในเนื้อหาสาระของคณะสมาชิก ที่ได้เสนออีกร่างหนึ่งได้บ่งชี้ลงไปในรายละเอียด ยกตัวอย่างเช่น ในร่างของรัฐบาล ที่ได้กําหนดว่าหนังสือสัญญาประเภทใดบ้างที่ควรจะนําเข้าสู่สภาก็ได้กําหนดไว้ตาม รัฐธรรมนูญว่า เช่น หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม หรือว่าหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางด้านการค้าหรือการลงทุนของประเทศอย่างมี นัยสําคัญ ที่จริงก็ไม่ได้แตกต่างกันนะคะ แต่ว่าในร่างของสมาชิกก็ให้ระบุลงไปเลยนะคะว่า อย่างเช่น ที่มีผลผูกพันทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน จะได้ระบุถึงเรื่องปัญหาเรื่อง ของทรัพย์สินทางปัญญาลงไปด้วย สัญญาที่เกี่ยวข้อง อันนี้สืบเนื่องมาจากที่เราได้รับฟัง ปัญหานะคะว่าตอนที่เครือข่ายผู้ป์วยโรคเอดส์ (AIDS : Aquired Immuno Deficiency Syndrome หรือ โรครภูมิคุ้มกันบกพร่อง) ที่มีปัญหาเรื่องของสิทธิบัตรยา อันนี้ปกติในกรอบการเจรจาการค้าก็จะไม่หยิบสินค้าที่เปึนปัจจัย ๔ นะคะ ที่เปึนปัจจัย จําเปึนในการดํารงชีวิต ซึ่งยาเปึนปัจจัย ๔ ในการดํารงชีวิต ปกติแล้วก็จะไม่เอาขึ้นมาอยู่ ในเรื่องของการเจรจาการค้า เพราะว่าเปึนความมั่นคงของประเทศ ความมั่นคงของชีวิต มนุษย์นะคะ แต่ว่าเนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการเจรจาที่ผ่านมามีการนําเอาเรื่องของ สิทธิบัตรยามาอยู่ในการเจรจาด้วย ดังนั้นด้วยข้อห่วงใยดังกล่าว ก็เห็นว่าในเรื่องเหล่านี้ ก็ควรจะได้ระบุรายละเอียดลงไปนะคะ หรือแม้แต่เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหาเรื่องของ ขยะพิษต่าง ๆ อันนี้ในร่างของสมาชิกก็เลยได้ใส่รายละเอียดลงไป แต่จริง ๆ แล้วก็จะอยู่ กรอบเดียวกับของรัฐบาลในเรื่องของความมั่นคงทางด้านสังคมแล้วก็เศรษฐกิจ นอกจากนั้นแล้วดิฉันก็มีข้อสังเกตในเรื่องของร่างของรัฐบาลนะคะ ซึ่งในมาตรา ๗ ที่ระบุว่า ในการจัดทําหนังสือสัญญาตามมาตรา ๔ ถ้ามีกรณีที่จะต้องดําเนินการเจรจา ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบและกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันจัดทํากรอบการเจรจาเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรี อันนี้ก็เปึนข้อสังเกตนะคะว่า ปกติการจะทําสัญญากับใครจริง ๆ ก็ต้อง มีการเจรจาอยู่แล้วถึงจะทําสัญญาได้ ทําไมจึงต้องระบุไว้ด้วยว่า ถ้ามีกรณีที่จะต้อง ดําเนินการเจรจา เพราะจริง ๆ ถ้าจะทําสัญญาอะไรมันก็ต้องมีการเจรจากันอยู่แล้วนะคะ นอกจากนั้นแล้วในมาตรานี้ยังระบุด้วยว่า ให้คณะรัฐมนตรีได้จัดทําเผยแพร่กรอบการ เจรจาให้ประชาชนทราบโดยทั่วไป และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับกรอบ การเจรจาเพื่อประกอบการดําเนินการต่อไป อันนี้ก็เปึนเรื่องที่ดีนะคะที่จะให้ประชาชนได้ มีส่วนร่วมแล้วก็รับฟังความคิดเห็น แต่ความตรงนี้เหมือนกับว่าถ้าประชาชนมีความ คิดเห็นอย่างไรแล้ว รัฐบาลก็ต้องนําไปประกอบเพื่อดําเนินการต่อไป ตรงนี้อาจจะเปึนข้อ ผูกมัดมากเกินไปหรือไม่ หากว่าข้อคิดเห็นของภาคประชาชนอาจจะเปึนข้อที่รัฐบาลไม่ สามารถดําเนินการได้หรืออย่างไรนะคะ
นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของการศึกษาวิจัยในมาตรา ๑๐ ที่กําหนดว่า ต้องจัดให้มีการศึกษาวิจัยนั้น ก็จะมีปัญหา ปกติงานวิจัยที่มีคุณภาพก็จะต้องใช้ ระยะเวลาพอสมควรนะคะ ดังนั้น ถ้าหากว่าก่อนที่จะไปเจรจาเราก็กําหนดว่าจะต้องมี การวิจัยซึ่งเปึนสิ่งจําเปึน แต่ว่าตรงนี้กรอบการเจรจาบางครั้ง ถ้าการวิจัยใช้เวลานาน ก็อาจจะทําให้การเจรจานั้นต้องรอเวลาอย่างล่าช้า ในส่วนตรงนี้อาจจะมีการกําหนดได้ หรือไม่ว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยในแต่ละเรื่องนั้นควรจะมีระยะเวลามากน้อยเพียงใด นะคะ นอกจากนั้นแล้วการนําเสนอข้อมูลความคิดเห็นหรือว่าผลการวิจัยที่ปรากฏอยู่ใน หลายมาตรานะคะ ในร่างของรัฐบาลนั้นก็กําหนดให้เสนอผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศ ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งตรงนี้ประชาชนอาจจะเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะมีข้อกําหนดต่อมาว่า ในการนี้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดอาจกําหนดให้ดําเนินการโดย วิธีอื่นก็ได้ แต่ดิฉันก็เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะการเจรจาการค้า เสรีที่ผลกระทบต่อเกษตรกรนั้น โอกาสที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางเครือข่ายเทคโนโลยี สารสนเทศก็จะยากนะคะ ดังนั้น น่าจะไม่ต้องให้เปึนทางเลือก ระบุไปเลยว่าควรจะมีการ เผยแพร่โดยวิธีการอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นนะคะ
นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของงานวิจัยมีอยู่ ๒-๓ มาตราที่ระบุไว้ว่า ในกรณี ที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปึนผู้จัดให้มีการวิจัย แต่จะมอบหมายให้ใครเปึนผู้วิจัยนั้นก็ ขอให้ผู้ที่เปึนอิสระไม่มีส่วนได้ส่วนเสียนะคะ แล้วก็ยังมีการระบุว่า ในกรณีที่ไม่มี หน่วยงานใดศึกษาวิจัยหรือว่าไม่มีใครดําเนินการต่อ ก็ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ดําเนินการเอง อันนี้ก็จะทําให้มีผลต่อผลการวิจัยที่ปรากฏออกมานะคะ เพราะว่าดูจาก รายงานที่ผ่านมาหลาย ๆ ฉบับ ตอนที่เราศึกษาเรื่องกรอบอาเซียน ดิฉันเห็นว่าตอนที่ อาเซียนเกาหลีก็เคยเห็นรายงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บอกว่า ผลการวิจัยนะคะ บอกว่าไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกร เมื่ออ่านแล้วก็ยังติดใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะเปึนการเจรจากับประเทศญี่ปุ์นนะคะ เราก็มีผลกระทบเรื่องการผลิตโคเนื้อ กับประเทศออสเตรเลียก็เรื่องโคนม แต่เวลาผลงานวิจัยของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็ไม่ปรากฏ เขียนว่า ผลกระทบที่มีต่อเกษตรกร ดังนั้นจึงอยากจะขอว่ามาตรฐานการวิจัยแล้วก็หน่วยงานที่ทําการวิจัยจะต้องเปึนอิสระ จริง ๆ นะคะ แล้วในกรณีที่มีผลการวิจัยจากหลายหน่วยงานแล้วผลการวิจัยมีความ แตกต่างกัน อันนี้รัฐบาลจะใช้วิจารณญาณอย่างไรว่าจะเชื่อผลการวิจัยของหน่วยงานใด ที่เปึนมาตรฐาน
ส่วนนี้ดิฉันก็ขออนุญาตให้ข้อสังเกตนะคะ แล้วก็ขอยืนยันว่าในหลักการ และเหตุผลนั้นเห็นความจําเปึนของการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้นะคะ แล้วก็เห็นด้วยกับ หลักการของรัฐบาลส่วนรายละเอียดนั้นเพื่อความรอบคอบในการผ่านร่างกฎหมาย ก็เห็นสมควรให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ นะคะ ก็ขอกราบขอบพระคุณค่ะ