สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒

วรงค์ เดชกิจวิกรม เสนอแนะให้รัฐบาลจัดทำกรอบการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการประสานการเจรจาและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อดำเนินการวิจัยอย่างอิสระ และเพื่อให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังขอให้รัฐบาลปรับปรุงและป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรา 12 ที่กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาวิจัยเอง

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมเห็นด้วยกับท่านคณะรัฐมนตรีที่เสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้ามา เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจนขึ้นในการทําสัญญาระหว่างประเทศ ระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันฟังเพื่อนสมาชิกพาดพิงมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ แล้วไม่สบายใจ แต่ผมคิดว่าเราคงจะคุยกันในเชิงหลักวิชาการดีกว่า เพราะว่าคุยในเชิง การเมืองคุยกี่วัน ๆ ก็ไม่จบ ผมถือว่าเปึนเอกสิทธิ์อันชอบธรรมที่ ส.ส. ของ พรรคประชาธิปัตย์จะรวบรวมรายชื่อให้ได้ ๒๐ คน ในการเสนอ พ.ร.บ. ขึ้นมาสักฉบับหนึ่ง ที่โดยหลักการไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นไม่แปลกครับ เพราะว่าพวกเราทําหน้าที่ ในฐานะตัวแทนประชาชน อะไรที่เราคิดว่าเราคิดได้ดีกว่ารัฐบาลเราก็มีสิทธิที่จะคิด อะไรที่เราคิดว่าเราคิดไม่ดีกว่ารัฐบาลเราก็สามารถทําตามรัฐบาลได้ ดังนั้นผมสนับสนุน หลักคิดของ ท่าน ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนในการลงชื่ออย่างน้อย ๒๐ คนขึ้นไป ที่เสนอร่างอันนี้ขึ้นมา

ผมเรียนกับทางท่านประธานสภาผ่านไปยัง ครม. ว่า ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้นเปึนเรื่องที่ยากครับ ประชาชนทั่ว ๆ ไปที่ฟังตามวิทยุอาจจะไม่เข้าใจว่า กระบวนการที่ ส.ส. คุยกันอยู่ ณ วันนี้รายละเอียดฟังดูแล้วบางครั้งมันสับสน ผมขออนุญาตพูดสั้น ๆ เพื่อให้ประชาชนทางบ้านเข้าใจว่า ในขั้นตอนการจัดทําหนังสือ สัญญา ถ้าพูดเปึนภาษาชาวบ้านผมสรุปได้เปึน ๑๑ ขั้นตอน ที่จะสรุปสั้น ๆ ตรงนี้ว่า

ในขั้นตอนที่ ๑ ในการทําหนังสือสัญญานั้น ครม. ต้องเสนอกรอบให้กับ รัฐสภาพิจารณา ในขั้นตอนนี้จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นี่คือขั้นตอนที่ ๑ หลังจากขั้นตอนที่ ครม. เสนอกรอบให้กับรัฐสภาแล้ว

เข้าสู่ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือรัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบ ก็คือพิจารณาว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ จากนั้นแล้วจึงเข้าสู่

ขั้นตอนที่ ๓ คือขั้นตอนที่นําไปสู่การเจรจา ในขั้นตอนที่มีการเจรจานั้น จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนด้วย นําไปสู่

ขั้นตอนที่ ๔ เพื่อสรุปผลการเจรจา ซึ่งในขั้นตอนที่ ๔ นั้นเปึนขั้นตอน สําคัญ จะเปึนขั้นตอนที่จะได้ร่างสัญญาขึ้นมา จึงนําไปสู่

ขั้นตอนที่ ๕ เพื่อเสนอร่างต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อความเห็นชอบ ในขั้นตอนที่ เสนอร่างให้ ครม. ให้ความเห็นชอบลงนามนั้น ซึ่งขั้นตอนนี้ถึง ครม. มีมติเห็นชอบก็ยัง ไม่มีผลบังคับใช้ และนําไปสู่

ขั้นตอนที่ ๖ ก็คือขั้นตอนการลงนาม ในขั้นตอนการลงนามนั้น การลงนาม ซึ่งลงนามไปแล้วก็ยังไม่มีผลบังคับจนกว่าจะมีการให้การรับรองด้านสัตยาบัน และนําไปสู่

ขั้นตอนที่ ๗ ก็คือ ครม. จะเสนอหนังสือสัญญาขอความเห็นชอบต่อ รัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ ครม. เสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วจึงนําไปสู่

ขั้นตอนที่ ๘ ซึ่งรัฐสภาจะต้องให้ความเห็นชอบภายใน ๖๐ วัน และนําไปสู่

ขั้นตอนที่ ๙ คือรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และ

ขั้นตอนที่ ๑๐ ก็คือก่อนที่จะให้สัตยาบันนั้น ครม. จะต้องรับฟังความ คิดเห็น

ผมกําลังจะชี้ให้เห็นว่า ถ้าตีความในกรอบหนังสือสัญญาภาษากฎหมาย เปึนภาษาชาวบ้านแล้ว ทุกขั้นตอนตั้งแต่เสนอพิจารณาจนกระทั่งลงนามในเชิง สัตยาบันที่มีผลบังคับใช้นั้น ครม. จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน ทุกขั้นตอน ถึงแม้ผมจะเห็นด้วยกับร่างฉบับนี้ทั้งที่รัฐบาลเสนอ แล้วก็มี ส.ส. ประชาธิปัตย์ ๒๐ กว่าท่านเสนอเข้ามา ----------------------------------------------------------------------------- โดยหลักการกรอบเราเห็นด้วยครับ เราเห็นด้วยในเชิงหลักการ แต่ขณะเดียวกันก็มี รายละเอียดปลีกย่อยที่มีรายละเอียดที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเห็นต่างกันได้ ผมอยากจะฝาก ข้อคิดเห็นไปยังท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องใน ๓-๔ ประเด็นในร่างที่ท่านเสนอมา คือร่างที่ ท่านเสนอมาตามมาตรา ๔ ในมาตรา ๔ นะครับ ถ้าเพื่อน ๆ สมาชิกมีเอกสารลองดู ในมาตรา ๔ ได้กําหนดถึง การจัดทําหนังสือสัญญาดังต่อไปนี้ ให้ดําเนินการตามขั้นตอน และวิธีการตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งกําหนดไว้ ๕ หัวข้อ ผมพิจารณาดูแล้ว ๕ หัวข้อที่ทาง ครม. เสนอมานั้นยังไม่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ผมเห็นสอดคล้องกับเพื่อน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอว่า การทําเอกสารสัญญา ๕ ข้อที่รัฐบาลเสนอมานั้นมันยัง ไม่กว้างพอ ซึ่งอยากจะให้รัฐบาลได้พิจารณาครอบคลุมทางด้านสิ่งแวดล้อม ด้านแรงงาน ตลอดจนผูกพันด้านเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะว่าวันนี้เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องแรงงาน แล้วก็ เรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นเปึนปัญหาสําคัญระดับโลก จึงอยากจะให้ร่างของรัฐบาล ครอบคลุมใน ๓ หัวข้อนี้เพิ่มเติมครับ

ในประเด็นที่ ๒ ก็คือมาตรา ๗ ซึ่งมาตรา ๗ ได้มีการพูดถึงในการจัดทํา หนังสือตามมาตรา ๔ ซึ่งกําหนดไว้ว่า ถ้ามีกรณีที่จะต้องดําเนินการเจรจา ให้หน่วยงานที่ รับผิดชอบและกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันจัดทํากรอบการเจรจา ผมอยากเรียน ท่านประธานไปยังรัฐมนตรีนะครับว่า ในการจัดทํากรอบการเจรจามันเปึน คอนเซอร์เวทีฟ (Conservative : นักอนุรักษ์นิยม) ครับ ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องครับ ค่อนข้างจะ คอนเซอร์เวทีฟ คือค่อนข้างจะอนุรักษ์ให้อํานาจตกไว้กับหน่วยงานรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศ ผมสนับสนุนแนวคิดของท่านดอกเตอร์รัชดา ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติว่า เปึนไปได้ไหมว่าวันนี้ปัญหาผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน สัญญาระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ เกิดขึ้นเฉพาะหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพราะวันนี้ว่ามีประชาชนทุกภาคส่วน รับผลกระทบ ทุกภาคส่วนมีสิทธิที่จะได้รับผลกระทบในการเจรจาของรัฐบาล ดังนั้นการ จํากัดสิทธิในการจัดทํากรอบในการเจรจาที่กําหนดไว้แค่กระทรวงการต่างประเทศกับ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องนั้นมันจึงแคบเกินไป ผมจึงอยากจะเสนอที่จะสนับสนุนท่าน ดอกเตอร์รัชดาว่า ท่านน่าจะต้องมีคณะกรรมการประสานการเจรจาหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศขึ้นมา โดยที่คณะกรรมการประสานงานการเจรจาหนังสือสัญญาระหว่าง ประเทศนั้นจะทํากรอบการเจรจาที่กว้างขึ้น และคณะกรรมการชุดนี้ผมคิดว่าจะต้อง ประกอบทุกภาคส่วนครับ มีตัวแทนทุกกระทรวง ทบวง กรมเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ในทุก ๆ ด้าน เพราะว่าวันนี้หนังสือสัญญาระหว่างประเทศไม่ได้มี ผลเฉพาะแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่มันเกี่ยวข้องและครอบคลุมประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบอย่างกว้างขว้างจึงเปึนข้อเสนอผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีครับ

ประเด็นที่ ๓ ในมาตรา ๑๐ บอกไว้ว่า ต้องจัดให้มีการศึกษาวิจัยโดยให้ หน่วยงานหรือองค์กรที่มีความเปึนอิสระ โดยเฉพาะประเด็นนี้ถ้าฟังดูผิวเผินนี้มันดู น่าเชื่อถือครับ ว่าหน่วยงานที่จะทําการเจรจาจะต้องจัดให้มีการศึกษาวิจัยโดยหน่วยงาน ที่มีความอิสระ แต่ผมอยากจะเรียนนะครับว่าวันนี้การทําการศึกษาวิจัยบางครั้งมันเปึน ความละเอียดอ่อนครับ ท่านประธานลองนึกภาพนะครับว่า สมมุติกระทรวงใด กระทรวงหนึ่งจะทําการเจรจา กระทรวงพาณิชย์แล้วกันครับ จะเจรจาเรื่องหอม กะเทียม ผมสมมุตินะครับ จ้างอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง งบประมาณสัก ๑ ล้านบาท ๒ ล้านบาท ๓ ล้านบาท ก็แล้วแต่ หรือคณะนี้ไปศึกษาวิจัยถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะ เกิดขึ้น ความรู้สึกผมที่ได้สัมผัสกับอาจารย์ที่ทํางานวิจัย บางครั้งคนทํางานวิจัย จริงอยู่ เขาก็มีเอธธิคซ์ (Ethics : จริยธรรม) มีคุณธรรม จริยธรรม ของคนทําการวิจัยว่าทุกอย่าง ต้องตรงไปตรงมา แต่ขณะเดียวกันการรับเงินเข้ามาทีหลาย ๆ ล้านบาท แล้วผลการวิจัย ออกมาแล้วขัดแย้งกับคนให้ทุนวิจัยมันก็ทําให้เกิดข้อกังขาได้เหมือนกัน ผมเกรงว่า มันจะมีลักษณะจิตใจที่เอนเอียงที่ทําให้ผลการวิจัยสอดคล้องกับคนที่ให้ทุนวิจัย ดังนั้น อยากจะเสนอผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในฐานะเจ้าของร่าง วันนี้เรามีหน่วยงานที่เรียกว่า สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ซึ่งเปึนหน่วยงานกลาง ของรัฐบาล ผมย้ํานะครับ คือสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เปึนไปได้ไหมครับว่า การทําการวิจัยที่จะดูผลกระทบกับพี่น้องประชาชนทุกระดับตั้งแต่ก่อนระหว่างเจรจา หรือ หลังการเจรจา ไม่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปึนคนดําเนินการเอง เพราะหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดําเนินการเองเมื่อไร จ่ายเงินเองเมื่อไร บางครั้งสามารถที่จะกระซิบบอกว่า อยากจะให้ผลเปึนอย่างโน้นเปึนอย่างนี้ได้ ให้งบประมาณนี้สนับสนุนมาที่สํานักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย และให้สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเปึนคนบริหาร งบประมาณก้อนนี้เอง ในการที่จะไปทําการวิจัยตามหัวข้อที่หน่วยงานที่ทําการเจรจา ต้องการ และผมเชื่อว่าสํานักงานนี้เวลาทําการวิจัยแล้ว ผลจะออกมาอย่างไร ก็แล้วแต่ มันน่าจะได้รับผลการวิจัยที่น่าเชื่อถือ น่าเชื่อถือกว่าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไป จ้างอาจารย์หรือจ้างหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทําการวิจัย เพราะว่าเราเกรงว่าจะมี ผลการวิจัยที่เอนเอียง

ข้อสังเกตสุดท้ายที่อยากจะฝากไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๒ กําหนดไว้ว่า กรณีที่ไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดศึกษาวิจัย ให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบทําการศึกษาวิจัยเอง ตรงนี้น่ากลัวเปึนอย่างยิ่งครับท่านประธานครับ คําถาม ถามว่า ปัญหาหนึ่งประเด็นที่ไม่มีหน่วยงานใดที่จะรับวิจัยมันไม่ปกติครับ ผมเชื่อว่ามัน จะเปึนจุดที่จะทําให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ที่กฎหมายข้อนี้ตามมาตรา ๑๒ กําหนดไว้ว่า ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบศึกษาวิจัยเอง ดังนั้นอยากจะฝากเปึนข้อสังเกตว่า ตรงนี้เปึน ข้อที่ละเอียดอ่อนเปึนอย่างยิ่ง ไม่ควรที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทําการศึกษาวิจัยเอง เพราะการที่กําหนดออกมาในรูปแบบนี้เท่ากับว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งโจทย์ ตอบโจทย์ แล้วก็เสนอโจทย์ของตัวเองได้ครับ ดังนั้นฝากเปึนข้อสังเกตครับ อยากจะฝาก ให้ท่านรัฐมนตรีแก้ตรงประเด็นพวกนี้ไปให้หน่วยงานสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และโดยเฉพาะมาตรา ๑๒ ต้องแปรญัตตินะครับ อย่าเป่ดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คิดเอง ทําเอง ชงเอง เสนอเอง แล้วก็สรุปเอง จะมีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนมาก เราต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมา การเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศหรือข้อกําหนด ในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องทางการค้า วันนี้สร้างผลกระทบข้างเคียง ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล รัฐบาลอดีตที่ผ่านมามีการเจรจาเรื่อง เอฟทีเอ หรือการเจรจาเรื่องทางการค้า สามารถสร้างความแตกแยกให้กับพี่น้องประชาชนใน ภาคเหนืออย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของกระเทียม ท่านประธานคงจะทราบนะครับว่า พี่น้องในภาคเหนือปลูกหอม ปลูกกระเทียมเยอะ แต่เพราะ เอฟทีเอ กับจีนที่จะทําให้ พี่น้องประชาชนในภาคเหนือนั้นมีปัญหาเรื่องหอมกระเทียมที่วันนี้ราคาตกต่ําทุกป้ รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลทุกป้ ดังนั้นข้อสังเกต ๔ ข้อนี้อยากจะฝากไปยังท่านรัฐมนตรีที่ เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงแล้วก็ปัองกันปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผมเชื่อท่านรัฐมนตรีครับ ผม เชื่อว่าท่านตั้งใจครับ และเชื่อว่าท่านจะสามารถดูแลปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ แต่ขณะเดียวกันข้อเท็จจริงว่าท่านตลอดจนรัฐบาลประชาธิปัตย์คงไม่สามารถจะเปึน รัฐบาลได้ตลอดไป แล้วเกรงว่ารัฐบาลบางรัฐบาลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ หวังผลประโยชน์ต่าง ๆ จากการเจรจาระหว่างประเทศจะเอาจุดพวกนี้มาทําผลประโยชน์ ให้กับพวกพ้องหรือพวกตนเอง ดังนั้นเราเจ็บนิดหนึ่งดีกว่าครับท่าน วันนี้เราเจ็บตัว อะไรก็แล้วแต่ที่ไม่เปึนสิ่งที่เอื้อประโยชน์ให้ท่านทํางาน ท่านเจ็บนิดหนึ่งไม่เปึนไร แต่ท่าน จะปัองกันเหลือบทางการเมืองอนาคตได้ดีครับ อยากจะฝากเปึนข้อคิดเห็นให้ท่านครับ ขอบคุณครับ