วิทยา แก้วภราดัย เรียกร้องให้สำนักงานตรวจสอบข้อเท็จจริงส่งข้อมูลเบื้องต้นมาเพื่อใช้ในการวินิจฉัยกรณีการแจ้งความเกี่ยวข้องกับรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข และหารือเรื่องโครงการซื้อรถพยาบาลที่มีการล็อกสเปกและประมูลที่ไม่เหมาะสม พร้อมเรียกร้องการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมาย
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตตอบเพื่อนสมาชิกนะครับ ที่ท่านอ่าน ถูกต้องครับมีการไปแจ้งความ และผมก็ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่ามีการแจ้งดําเนินคดี ตามข้อกล่าวหาที่ปรากฏในเอกสารของ สตง. และตามข่าวก็ปรากฏว่ามีเอกสาร ประกอบการแจ้งดําเนินคดีทั้งหมด ๑๕๐ หน้า แต่เอกสารที่มาถึงผมมีแค่ ๗-๘ หน้าครับ ไม่ได้มีรายละเอียดข้อเท็จจริงเรื่องนี้เลย และท่านก็ทราบดีนะครับว่าผมเพิ่งมาอยู่ กระทรวงสาธารณสุข และก่อนมาอยู่กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้ติดตามพฤติกรรมของ กระทรวงสาธารณสุขมาก่อนเลย ผมต้องอาศัยระยะเวลาดังกล่าวทั้งหมด ไม่อาจถามใคร ในกระทรวงได้ครับ เพราะบุคคลที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูงของ กระทรวง และทั้งโครงสร้างทั้งหมดเปึนไปได้ผมจะหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากนั้นไม่ได้ อย่างน้อย สตง. ต้องส่งข้อเท็จจริงเบื้องต้นมาให้ผมครบถ้วนในการใช้อํานาจวินิจฉัย สิ่งที่ผมหาได้ครับ ก็คือหาจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งติดตามเรื่องการทุจริต รถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขมานานหลายป้ครับ โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกที่อยู่ ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขหลายท่าน ติดตามเรื่องโน้นเรื่องนี้ดีครับ มันมี ความเปึนมาอย่างนี้ครับท่าน แล้วขอขอบคุณท่านจุมพฏ บุญใหญ่ เปึนการเบื้องต้น นะครับ ท่านตามให้ดีนะครับอย่ากระพริบตา ข้อเท็จจริงเปึนอย่างนี้ครับ ที่ได้รับ การบอกเล่าจากเพื่อนสมาชิกในสภาด้วยกัน
กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งต้นโครงการจะซื้อรถพยาบาล จํานวน ๒๓๑ คัน เริ่มต้นจะซื้อ ๒๐๑ คัน ตั้งต้นว่าจะซื้อคันละ ๒ ล้านบาท ตั้งงบประมาณนะครับ คันละ ๒ ล้านบาท หลังจากตั้งงบประมาณเสร็จ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขเราก็ติดตามดูครับ แล้วก็เกิดมีการกําหนดสเปกรถขึ้นมา คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ผมไม่อยาก เอ่ยนามนะครับ หลายท่านนั่งอยู่ในสภา ติดตามและพฤติกรรมส่อไปในทางว่ามีการ ล็อกสเปก มีการเอื้อประโยชน์ให้เจ้าของรถรายหนึ่งได้แต่เพียงผู้เดียว ก็มีการ วิพากษ์วิจารณ์อภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎร สุดท้ายก็ไม่มีใครฟังครับ ก็ยังดื้อดันทุรัง ประมูลกัน ผลการประมูลได้มาในราคา ๑ ล้าน ๗ แสนบาท จาก ๒ ล้านบาทนะครับ เหลือ ๑ ล้าน ๗ แสนบาท พอเหลือ ๑ ล้าน ๗ แสนบาท ก็ระหว่างเตรียมตัวที่จะลงนาม ทําสัญญา บังเอิญเปลี่ยนรัฐมนตรีครับ หลังจากเปลี่ยนรัฐมนตรี รัฐมนตรีท่านใหม่มาก็ฟัง ข้อวิพากษ์วิจารณ์ของ ส.ส. ในสภา ท่านใหม่ก็สั่งให้ตั้งกรรมการสอบเรื่องราวเดิมว่า เปึนมาอย่างไร แล้วก็โยกปลัดกระทรวงคนเดิมออกไป ส่งคนใหม่ขึ้นมานั่งรักษาการ กระบวนการสอบก็เริ่มต้นครับ สอบไปสอบมาก็ออกอาการว่าล็อกสเปก ก็รื้อสเปกครับ รื้อสเปกกันเสร็จก็มีการจัดซื้อ จัดจ้างเสร็จ แต่มันเปึนความโชคร้ายของประเทศนี้ครับ บริษัทที่ผลิตรถตู้มี ๒ บริษัท รื้อสเปกโน้นก็มาติดอันนี้ ผมก็ไม่ว่าครับจะรื้ออย่างไรก็ตาม แต่ผลการจัดจ้างรอบที่ ๒ ของรัฐมนตรีท่านใหม่ครับ ได้มาในราคาเหลือ ๑,๔๗๐,๐๐๐ บาท ถูกไปอีกกว่าเดิมคันละ ๒ แสนบาท ก็เปึนข้อวิพากษ์วิจารณ์ครับ คนที่โดนรื้อสเปกรายเดิมก็โกรธแค้น หมูเขาจะหามกันแล้วครับ ๑ ล้าน ๗ แสนบาท นี่มีคนเอาคานเข้ามาสอดเหลือ ๑,๔๗๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดผมไม่ได้เกี่ยวข้องนะครับ เปึนเรื่องที่เพื่อนคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขเล่าให้ฟัง แล้วท่านไม่ได้เล่าต่อแค่นั้นเอง ครับ ผมก็กระซิบถามข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขครับว่าทําไมคนที่ประมูลได้ ๑ ล้าน ๗ แสนบาทไม่มีใครสอบ คนที่ประมูลได้ ๑,๔๗๐,๐๐๐ บาท ถูกตั้งกรรมการสอบ แล้วผมกําลังจะถูกกําหนดให้เอาเรื่องคนที่ประมูลในราคา ๑,๔๗๐,๐๐๐ บาท ก็ได้ ข้อเท็จจริงจากเพื่อนกรรมาธิการอีกนะครับว่า เรื่อง ๑ ล้าน ๗ แสนบาท ยังค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. (สํานักงานปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) แล้วเฉพาะ ๑ ล้าน ๗ แสนบาท ยังค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. เฉพาะอย่างนั้นนะครับ เขาบอกว่า เตรียมฟังข้อเท็จจริง ครับว่า มีนักการเมืองเรานี่นะครับเข้าไปมีส่วนได้เสียในราคา ๑ ล้าน ๗ แสนบาท และก็ เอาสตางค์เขาไปแล้วคันละ ๒ แสนบาท เพราะฉะนั้นท่านอย่ากระพริบตาครับ เรื่องนี้ ผมไม่แกล้งใครครับ แล้วก็จะทําอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอก ผมจะทําอย่างโปร่งใส ใครได้ อะไรไปต้องคายออกครับ เงินของประเทศชาติตกน้ําไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เพราะฉะนั้น ท่านไม่ต้องเปึนห่วงครับ ผมจะทําทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา และผมไม่มีลูกน้องแม้แต่ คนเดียวในกระทรวงนี้ ทุกคนเสมอเท่ากันครับ แต่ใครก็ตาม โกงเงินแผ่นดินไป ผมจะเอา กลับคืนให้ท่านครับ