วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ หารือเรื่องการกู้ยืมเงินจากธนาคารกสิกรไทย โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนด และเสนอแนะแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร
ท่านประธานคะ ขอเรียนท่าน คือ ท่านรัฐมนตรีบอกเมื่อสักครู่นี้ว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ใช่นะคะ ที่ดิฉันยกตัวอย่าง ก็คือว่า ในกรณีที่เขายืมเงินอยู่ ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีการคิดหักเบี้ยประกันไปเหลืออยู่ ๗,๐๐๐ บาท นี่ค่ะที่ดิฉันเทียบเคียงให้ท่านรัฐมนตรีทราบนะคะ แต่ไม่ใช่ว่าทาง ธ.ก.ส. คิดเขา ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ดิฉันได้ท้วงติงในกรณีเรื่องอัตราดอกเบี้ยนี้ ตัวนี้เปึนแผ่นที่ ดิฉันปรินท์ (Print) ออกมาจาก ธ.ก.ส. นะคะ ท่านบอกว่าอัตราดอกเบี้ยนั้น ๗ เปอร์เซ็นต์ บวก ๓ ก็เท่ากับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในนโยบายที่บอกไปนี้ก็คือว่า ให้ ธ.ก.ส. นั้นกู้ยืมเงินนี้ อัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ พอ ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ ถ้าหากว่าผ่อนจ่ายส่งคืนไม่ทันก็มีค่าปรับ ขึ้นเปึนถึง ๙ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ ถ้าหากว่าเปึนสินเชื่อที่ไม่ดีมาก ๆ ก็เปึน ๑๔ เปอร์เซ็นต์ นี่ละค่ะ คือตั้งแต่ที่ได้ทราบมานะคะ แล้วก็ได้มีเอกสารแต่ก่อนนั้นก็คือ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ ท่านบอกว่าตัวที่ดิฉันถือมานี้ ดิฉันนําเอาออกมาจาก ธ.ก.ส. นะคะ ธ.ก.ส. นั้นเขียนว่าเปึน อัตราต้นทุนเงิน ๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วบวกอัตราต้นทุนบริหาร ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วบวก อัตราส่วนเหลื่อม ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ดิฉันเอาออกมานี้ของ ธ.ก.ส. นะคะ แต่ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ บวก ๓ เปอร์เซ็นต์นั้น ดิฉันก็เพิ่งได้ยินวันนี้ค่ะ แต่หนังสือแผ่นนี้มีอยู่ที่ ธ.ก.ส. ก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีช่วยดูด้วย และทีนี้ ในส่วนที่ท่านบอกว่า ท่านมีมาตรการในการผ่อนนั้น คือมันไม่ตรงคําถามที่ดิฉันถามค่ะ ดิฉันถามว่าท่านมีนโยบายแก้ไขหลักเกณฑ์การคืนสินเชื่อดังกล่าวไหม ที่ดิฉันได้อภิปราย ไว้ว่า ในช่วงที่ยังไม่มีราคาประกัน แต่ก็ไปเร่งรัดให้กับเกษตรกรนั้นนําผลผลิตออกมา สู่ตลาด คือมาขายคืนเพื่อต้องการอยากจะได้เงิน คือเอาเงินนี้คืนแก่ ธ.ก.ส. ในรูป การส่งผลผลิตขายให้กับ ธ.ก.ส. แล้วก็คืนเงินต้นนั้นไป เพื่อจะไม่ได้โดนค่าปรับหลังจาก ที่ไม่จ่ายให้ทันเดือนธันวาคม ดิฉันอยากจะบอกว่าท่านเคยคิดเรื่องนี้ไว้หรือไม่ ถ้าไม่คิด ดิฉันอยากจะขอเสนอว่าอยากจะให้ท่านว่าในเดือนธันวาคมนี้ กับวันที่ ๓๑ มีนาคมนี้ ไม่ต้องไปบอกเกษตรกรหรอกค่ะ เพราะเขาเหล่านั้นนั่งนับวัน ๆ อยู่ พยายามที่อยากจะ คืนเงิน แต่เมื่อขายไม่ได้และขายไม่ได้ราคา เขาก็ไม่อยากจะคืน แต่พอได้ราคา มีราคา ประกันมาก็จะมีมาในเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเกินเวลาที่ขีดจํากัดที่ให้เขา ส่งเงินคืน ก็จะมีเพิ่มค่าปรับ อย่างเช่น ดิฉันได้บอกไว้ค่ะว่าเขากู้ในสัญญานั้น ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วพอเกินเดือนธันวาคม บวกขึ้นไปอีก ๔ เปอร์เซ็นต์ เปึน ๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกินวันที่ ๓๑ มีนาคมนี้ ก็จะบวกขึ้นไปอีกเปึน ๑๔ เปอร์เซ็นต์นะคะ อยากให้ท่านดูใน รายการที่เขาเคยปฏิบัติมา และได้เงินคืนจากเกษตรกรนะคะ ตัวนี้ดิฉันได้เห็นหนังสือแล้ว จากกลุ่มเกษตรกรที่ใบเสร็จที่ออกมาจาก ๕ เปอร์เซ็นต์ในสัญญานั้นบอกว่าสัญญา อัตราดอกเบี้ย ๕ เปอร์เซ็นต์ พอคืนไม่ทันเดือนธันวาคมนะคะท่านรัฐมนตรีเพิ่มอีก ๔ เปอร์เซ็นต์ เปึน ๙ เปอร์เซ็นต์ พอหลังจากคืนไม่ทัน ๓๑ มีนาคมนี้ก็เปึน ๑๔ เปอร์เซ็นต์ นี่ละค่ะ ดิฉันว่าในช่วงเดือนที่จะให้คืนเงินนี้ปรับเปึนให้เขาคืนเดือนเมษายนเลยได้ไหม อย่างนั้น นี่ละค่ะดิฉันว่าถ้าท่านยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ ก็ขอเสนอเลยนะคะว่า ให้กลุ่มเกษตรกรนี้ คืนในเดือนสิ้นสุดก็คือ เดือนเมษายน แล้วถึงคิดค่าปรับเขานะคะ ในช่วงถ้าเขาคืนไม่ทัน เดือนธันวาคม ถ้าคืนไม่ทันวันที่ ๓๑ มีนาคมนี้ ให้ดอกเบี้ยคงอยู่ในอัตราเดิมในสัญญา ของเขา จะเปึน ๕ เปอร์เซ็นต์หรือจะเปึน ๗ เปอร์เซ็นต์ หรือจะเปึน ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ความยินยอมในตอนทําสัญญา ก็ขอฝากท่านรัฐมนตรีด้วยนะคะที่ท่านบอกว่า ท่านผ่อน ๆ ผ่อนแล้วก็ปรับโครงสร้างหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ที่ท่านทําให้นั้นก็คือ เอาต้นทุนไปบวกกับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับแล้วนะคะ แล้วเอามารวมกัน แล้วก็หารให้ เกษตรกรจ่ายคืนนี่ละค่ะ ก็คือเพิ่มเปึนเท่ากับว่าเปึนอัตราเขาเรียกอัตราเพิ่มกําลังด้วย นะคะ เพิ่มกําลังบวกเข้าไปอีกด้วย จากที่ต้นทุน ๑๐๐ บาท เพิ่มเข้าไปคือจากที่จะคิด ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านไปคิดเปึน ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็บวกอัตราดอกเบี้ยนั้นเข้าไปกับต้นทุน แล้วก็มาปรับโครงสร้างหนี้ คือให้เขาหารจ่ายใน ๑ ป้ นี่ละค่ะคือแนวปรับโครงสร้างหนี้ ให้กับเกษตรกร นั่นก็เท่ากับว่าไปสมทบเอาดอกเบี้ยนั้นสมทบเข้าไปเลยเปึน ๑ ป้ค่ะ อยากให้ท่านไปดูรายงานนะคะเพราะว่าเกษตรกรนั้นหลาย ๆ คนบ่นมาอย่างนี้ แล้วดิฉัน ก็ได้คํานวณคูณให้กับเขาแล้วนะคะ ต้นทุนอย่างนี้ไปบวกอัตราดอกเบี้ยซึ่งไม่เปึนอัตรา ดอกเบี้ยในสัญญานะคะท่าน ก็ขอเรียนท่านไว้ว่าเกษตรกรนี้เดือดร้อนเพราะเรื่อง ปุิยแพงอยู่แล้ว แต่ในขณะที่ ธ.ก.ส. เอาปุิยไปเปึนสินเชื่อให้เขานั้น เขาก็ทุกข์ใจอยู่แล้ว นะคะ แล้วมาเจอผลผลิตในช่วงที่เขาจะนําเอาออกมาตลาด ไม่ได้ประกันราคาให้กับเขา แต่ต้องการอยากจะเร่งเอาเงินคืน ธ.ก.ส. เท่าไรก็ขาย อย่างที่ดิฉันยกตัวอย่างนะคะ จาก ๒ บาท ๕๔ สตางค์ ถ้า ๙๕ สตางค์ ๑ บาท ๒๐ สตางค์ก็ขาย ยางพาราจาก ๑๐๙ บาท เขามาซื้อในราคา ๔๗ บาท ก็ขายอย่างนี้ค่ะ ข้าว ๑๒,๐๐๐ บาท เขามาซื้อในราคา ๗,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาทก็ขาย นี่ละค่ะความเจ็บช้ําของเกษตรกรที่จะต้องขายเพื่อที่ จะต้องนําเงินคืนให้ ธ.ก.ส. ให้ทันเดือนธันวาคม หรือไม่ก็ให้ทันเดือนมีนาคมนี้นะคะท่าน ขอบคุณค่ะ