สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๕ มีนาคม ๒๕๕๒

กรณี จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาตอบคำถามของท่านสมาชิก และหารือเรื่องนโยบายการค้ำประกัน หลักเกณฑ์การคืนสินเชื่อ การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาการชำระหนี้หรือดอกเบี้ย และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของเกษตรกร โดยเสนอแนวทางแก้ไข 4 แนวทาง และแจ้งว่าในช่วงปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรแล้วประมาณ 3,000 ราย มีมูลค่าหนี้รวม 540 ล้านบาท นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการชำระหนี้ของเกษตรกรที่ได้รับเงินกู้จากธนาคารการเกษตรและพัฒนาเกษตรกร (ธกส.) และระบุปัญหาของเกษตรกรที่มีหนี้สินกับธนาคารกสิกรไทย

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบคําถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ คุณวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ จากมุกดาหารนะครับ ก็ต้องขอขอบพระคุณต่อคําอภิปราย แล้วก็ข้อเสนอแนะที่มีให้กับทาง ธ.ก.ส. โดยเฉพาะ ผมในฐานะเปึนรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังก็คงตําแหน่งประธานของทาง ธ.ก.ส. ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ข้อเสนอแนะของท่านและข้อสังเกตของท่านก็ล้วนแล้วแต่เปึนประโยชน์ที่ผมจะ นําไปดําเนินการต่อไป ผมจะขออนุญาตท่านประธานในการที่จะตอบคําถาม ๒ คําถาม แรกของท่านสมาชิก ส่วนคําถามในเรื่องของนโยบายการค้ําประกันนําไปสู่นโยบาย ในการรักษาระดับราคาพืชผลนะครับ ผมจะขออนุญาตให้ทางท่านรองนายกรัฐมนตรี ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายตอบต่อจากผมนะครับ

ในส่วนของคําถามที่ ๑ ในเรื่องของนโยบายหลักเกณฑ์การคืนสินเชื่อ ผมต้องขออนุญาตเรียนก่อน ในส่วนของข้อเท็จจริง ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติได้นําเสนอเมื่อสักครู่เกี่ยวกับเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนะครับ คือ ผมเข้าใจว่าคงไม่มีกรณีไหนที่ทาง ธ.ก.ส. เก็บอัตราดอกเบี้ยสูงถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะคํานวณโดยวิธีใดก็แล้วแต่ ต่อลูกค้าของ ธ.ก.ส. เอง คืออันดับแรกเลย ผมขอเรียน ว่ามันผิดกฎหมาย แล้วก็เช่นเดียวกันก็ไม่คิดว่าจะมีทางธนาคารพาณิชย์ที่ได้ปล่อยกู้ ให้กับลูกค้าในอัตราดอกเบี้ยต่ําถึง ๓ เปอร์เซ็นต์หรือ ๔ เปอร์เซ็นต์ตามที่ท่านได้ หยิบยกขึ้นมาเปึนตัวอย่าง เพราะต้นทุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ก็สูงกว่านั้น อยู่แล้วนะครับ โดยเฉพาะถ้ารวมถึงค่าดําเนินการด้วย ผมขอเรียนเปึนข้อมูลว่า แม้แต่ใน ส่วนของรัฐบาลที่กู้ยืมนะครับ ยังกู้ยืมได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ํากว่าอัตราที่ท่านนําเสนอ เมื่อสักครู่นิดเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าข้อมูลในส่วนต่างระหว่าง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับพ่อค้า ตามที่ท่านได้นําเสนอเมื่อสักครู่ เทียบกับ ทาง ธ.ก.ส. คิดกับทางเกษตรกร คงไม่ได้มีส่วนต่างมากถึงขนาดนั้น ผมขออนุญาตเรียน นะครับว่า ณ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยที่ทาง ธ.ก.ส. เรียกเก็บจากลูกค้ารายบุคคลที่เปึน เกษตรกร ที่ท่านเรียกว่า เอ็มอาร์อาร์ เมื่อสักครู่ก็คือ ลูกค้ารายย่อยชั้นดีนั้นอยู่ที่ ๗ เปอร์เซ็นต์ตามที่ท่านได้เรียน แต่ส่วนต่างสูงสุดที่จะเปึนอัตราดอกเบี้ยที่กําหนดกับ ลูกค้ารายย่อยก็คือ ๗ เปอร์เซ็นต์ อย่างมากที่สุดก็คือบวกอีก ๓ ในกรณีที่ลูกค้ามีการ ผิดนัดชําระหรือผิดเงื่อนไขตามสัญญา ก็มีการจํากัดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จะคิดต่อลูกค้า กลุ่มนี้ไว้ที่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะฉะนั้นอัตราที่สูงกว่านั้นที่ท่านได้นําเสนอเมื่อ สักครู่นั้นคงไม่ใช่เปึน ธ.ก.ส. นะครับ อาจจะเปึนการกู้ยืมนอกระบบหรือไม่อย่างไร ผมไม่ทราบนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าทางเกษตรกรมีการถูกเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ย ตามที่ท่านได้นําเสนอจริง และมีประเด็นอย่างใดก็แล้วแต่ที่ไม่กล้าที่จะร้องเรียนโดยตรง ต่อ ธ.ก.ส. ก็ขอให้ยื่นเรื่องมาโดยตรงกับผมที่กระทรวงการคลังได้เลย

ทีนี้ในส่วนแนวนโยบายของทาง ธ.ก.ส. เกี่ยวกับเรื่องของการช่วยเหลือ เกษตรกรที่อาจจะประสบปัญหาต่อความสามารถในการชําระหนี้หรือชําระดอกเบี้ย ทาง ธ.ก.ส. ก็ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบที่มีต่อเกษตรกรทั่วประเทศ แล้วก็ตั้งแต่ผมเข้ามา ดํารงตําแหน่งแล้วก็เข้ามามีส่วนร่วมกับการทํางานของ ธ.ก.ส. ก็เห็นความตั้งใจ ในส่วนของ ธ.ก.ส. ที่จะหาแนววิธีที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นในการที่จะเจรจาต่อรองในเรื่อง ของการผ่อนหนี้หรือผ่อนเงื่อนไขการชําระหนี้ของเกษตรกรมาโดยตลอดในทุกระดับ นะครับ ผมขอเรียนก่อนว่า ตามขั้นตอนนะครับ

อันดับแรก เมื่อเกษตรกรมีปัญหานะครับ หน้าที่ของทาง ธ.ก.ส.ในฐานะ ผู้ปล่อยกู้ ก็คือต้องมาวิเคราะห์สาเหตุที่มาของปัญหาว่ามีมูลเหตุจากอะไร ก็มีได้อยู่ ๒ ส่วน คือ

มีมูลเหตุจากตัวปัญหาของผู้กู้เอง อาจจะป์วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ซึ่งในกรณีเหล่านี้เขาจะมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกรผู้นั้นเฉพาะ ในบางส่วนนะครับ

ที่มาอีกปัญหาก็คือ มูลเหตุจากปัจจัยทางภายนอก ซึ่งอันนี้ก็แน่นอนที่สุด เรื่องของภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ ฝนแล้ง น้ําท่วม ลมพายุต่าง ๆ นานา ซึ่งอาจจะส่งผลต่อ ผลิตผลนะครับ แล้วก็ความสามารถในการที่จะหารายได้มาชําระหนี้ อันนี้เมื่อวิเคราะห์ แล้วนะครับว่า เหตุผลที่มาของปัญหาของเกษตรกรนั้นมาจากเหตุใดนะครับ ก็จะมีแนว วิธีการแก้ปัญหาอยู่ ๔ แนวหลักด้วยกันนะครับ

แนววิธีแรกก็คือ การผัดผ่อนเวลาชําระหนี้เงินกู้นะครับ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก็มีการดําเนินการตามแนวนี้อยู่บ้างนะครับ ในช่วงป้บัญชีปัจจุบัน คือป้บัญชีป้ ๒๕๕๑ ก็มีการดําเนินการไปประมาณ ๔๔ ล้านบาท ด้วยแนววิธีการแก้ปัญหาในการผัดผ่อน ชําระหนี้เงินกู้ของลูกหนี้ที่เปึนเกษตรกร

แนววิธีที่ ๒ นะครับก็คือการให้บุคคลอื่นมารับใช้หนี้หรือเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ก็อาจจะมีบางกรณีที่อาจจะมีผู้ค้ําประกันหรือมีบุตรของทางเกษตรกรที่ประสบปัญหา มารับภาระแทน ในกรณีโดยเฉพาะที่มีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเจ็บป์วยของเกษตรกร ที่เปึนลูกหนี้ แต่ก็ต้องเรียนนะครับว่ากรณีในลักษณะนี้มีค่อนข้างน้อย

ส่วนเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ก็เปึนแนววิธีที่ ๓ ที่ทาง ธ.ก.ส. ใช้ในการดําเนินการแก้ปัญหา ซึ่งในช่วงป้บัญชีที่ผ่านมาก็มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ใน หลายกรณี ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้มาแก้ปัญหา หลังจากมีการประเมินว่าคงจะต้องใช้ ระยะเวลา ๆ หนึ่งในการที่จะแก้ปัญหาของเกษตรกรผู้เปึนหนี้นะครับ ซึ่งในช่วงป้ที่ ผ่านมาก็มีการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในวิธีนี้ไปประมาณ ๓,๐๐๐ ราย มีมูลค่าหนี้ รวมแล้วประมาณ ๕๔๐ ล้านบาท ซึ่งวิธีการปรับโครงสร้างหนี้ก็มีหลายวิธีด้วยกัน ๔ วิธี หลัก ๆ ก็คือในการขยายระยะเวลาการชําระหนี้ ในการปรับลดดอกเบี้ย ในการที่ขยาย ระยะเวลาชําระหนี้และลดดอกเบี้ย รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการชําระหนี้ บางส่วน หรือการขยายเวลาชําระหนี้หรือละลดดอกเบี้ยก็คือทุก ๆ อย่างรวมกันหมดเลย ในช่วงที่ผ่านมาก็ตามที่เรียนมีการดําเนินการในลักษณะนี้ไปพอสมควร

ส่วนแนววิธีที่ ๔ ในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหาเรื่อง ของการชําระคืนหนี้นั้นก็คือ การจําหน่ายลูกหนี้เงินกู้ออกจากบัญชีเปึนหนี้สูญเลย ซึ่ง ในกรณีนี้ก็มีการดําเนินงานค่อนข้างสม่ําเสมอมาโดยตลอดนะครับ ก็จะมีการประเมินว่า สุดท้ายแล้วตัวลูกหนี้นั้นมีความสามารถที่จะชําระหนี้ทั้งหมดหรือไม่ ถ้าด้วยเหตุผลใด ก็แล้วแต่ ไม่ว่าหลักประกันไม่เพียงพอ หรือเหตุผลต่าง ๆ ที่พิจารณาแล้วปัญหาสุดท้าย แล้วมาจากการกระทําที่สุจริต ทางธนาคารในบางกรณีก็จะพิจารณาในการที่จะจําหน่าย ลูกหนี้เงินกู้ออกไปจากบัญชีตัดเปึนสูญ ซึ่งในช่วงป้ที่ผ่านมาก็มีการดําเนินการในลักษณะ นี้ไปเกือบ ๑,๐๐๐ ราย มีมูลค่าหนี้โดยรวมก็ประมาณ ๒๖๐ ล้านบาทนะครับ อันนี้ก็ยัง ไม่ได้รวมถึงส่วนของลูกหนี้เกษตรกรนะครับ ที่ขึ้นบัญชีกับกองทุนฟุ๋นฟู ซึ่งก็มีการ ดําเนินการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ล่าสุดทางคณะรัฐมนตรีเองก็เพิ่งได้อนุมัติการโอน หนี้จาก ธ.ก.ส. มาอยู่ที่กองทุนฟุ๋นฟูตามเงื่อนไขข้อตกลงที่ทาง ธ.ก.ส. มีกับทางกองทุน ฟุ๋นฟู มูลค่าในล็อต (Lot) แรกในป้งบประมาณ ป้ ๒๕๕๓ ถ้าผมจําไม่ผิดก็ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการจัดงบประมาณจากงบกลางมีมูลค่า ประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท ในการที่จะซื้อที่ดินทํามาหากินของเกษตรกรกลับคืนมาในกรณี ที่มีการบังคับคดีไปแล้ว แล้วก็มีการขายทอดตลาดในส่วนของที่ดินทํามาหากินของ เกษตรกรไปสู่นายทุนแล้ว ทั้งหมดทั้งปวงก็สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลและความเปึนห่วง เปึนใยที่ทาง ธ.ก.ส. มีต่อลูกค้านะครับ แล้วก็อย่างไรก็แล้วแต่ก็คงเปึนไปได้ที่มีบางกรณี ที่ลูกค้าอาจจะมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเปึนธรรม ก็ตามที่ผมได้เรียน ในกรณีนั้น อย่าได้เกรงกลัวนะครับ หรือถ้ามีความจําเปึนประสบการณ์ในอดีตที่จะต้องเกรงกลัว ก็ขอให้ทําเรื่องร้องเรียนผ่านท่าน ส.ส. มาถึงผมเองก็ได้นะครับ

ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างเพิ่มเติมเมื่อสักครู่นั่งฟังการอภิปรายของ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ลพบุรีนะครับ อาจารย์ผ่องศรีได้พูดถึงปัญหาของเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมวัว ก็ทําให้ผมนึกขึ้นได้ถึงบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้ที่เปึนตัวอย่างที่สามารถ จะตอบคําถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ด้วยในกรณีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม นะครับ ในจังหวัดสระบุรีเองก็มีเกษตรกรในประเภทนี้ประมาณ ๒,๒๐๐ ราย มีมูลค่าหนี้ อยู่กับทาง ธ.ก.ส. อยู่ประมาณ ๒๕๐ ล้านบาท กระจายอยู่ ๓ อําเภอด้วยกัน อําเภอมวกเหล็ก อําเภอวังม่วง อําเภอแก่งคอย ซึ่งล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาเพราะ ขายสินค้าไม่ได้ ก็ตามที่อาจารย์ผ่องศรี ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ เมื่อสักครู่ได้ อภิปรายมา ซึ่งในกรณีลักษณะนี้ทาง ธ.ก.ส. ก็ได้พิจารณายืดเวลาการชําระหนี้ออกไปถึง ๑๒ เดือน แล้วก็มีนโยบายที่ชัดเจนว่าในกรณีที่ยังประสบปัญหาการขายผลิตผลต่อเนื่อง ก็พร้อมที่จะพิจารณาในการยืดเวลาการใช้หนี้ออกไปอีก ๑๒ เดือนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นความยืดหยุ่นนั้นก็เปึนส่วนหนึ่งของแนววิธีการบริหารจัดการแก้ไขปัญหา เรื่องของหนี้สินของเกษตรกร โดย ธ.ก.ส. อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมหวังว่าคําตอบทั้งหมด ที่ให้นั้นตรงต่อคําถามของท่านที่มี

ผมขออนุญาตเสริมประเด็นสั้น ๆ ครับท่านประธาน ในส่วนของคําถามที่ ๒ ว่ามีนโยบายในการที่จะแก้ปัญหา ผมขอทวนคําถามนะครับ หรือนโยบายเกี่ยวกับการคิด ดอกเบี้ยและค่าปรับสําหรับการออกสินเชื่อดังกล่าวเพื่อเปึนการช่วยเหลือเกษตรกร อย่างไรนั้น เมื่อสักครู่ผมก็ได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ แต่ก็จะขอเรียนว่า เรื่องของการขยาย ระยะเวลาการชําระหนี้ให้ลูกค้านั้น ตามตัวอย่างในกรณีของจังหวัดสระบุรีก็คงเปึน นโยบายหลักแล้วก็วิธีการหลักที่ทาง ธ.ก.ส. จะนํามาใช้เพื่อลดภาระให้กับพี่น้องเกษตรกร ต่อไป แล้วก็ในช่วงของป้บัญชี ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ก็ได้มีการดําเนินการในลักษณะนั้น นอกจากในกรณีที่จังหวัดสระบุรีแล้วนะครับ อีกเกือบ ๆ ๑,๐๐๐ ราย วงเงินกู้ทั้งหมดที่ได้ มีการผ่อนชําระออกไปก็มีมูลค่ารวม ๖๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งรวมถึงมูลค่าดอกเบี้ยที่ ปรับลดให้อีกประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท อันนี้ก็เปึนตัวอย่างในส่วนของความพยายามของ ทาง ธ.ก.ส. ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาเรื่องหนี้สินนะครับ แต่ก็ตามที่เรียน ถ้ามีปัญหาอะไรเพิ่มเติมก็ขออนุญาต ถ้าทางพี่น้องเกษตรกรฟังการชี้แจงอยู่นะครับ ขอให้ใช้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของท่านแล้วก็นําเรื่องส่งโดยตรงมาที่ทาง กระทรวงการคลังก็ได้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ