สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๕ มีนาคม ๒๕๕๒

วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ หารือเรื่องสินเชื่อของเกษตรกรที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้กู้ยืม โดยเรียกร้องการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีปัญหาในการชำระคืนสินเชื่อ โดยเฉพาะเกษตรกรในจังหวัดมุกดาหารที่มีปัญหาในการชำระคืนสินเชื่อและผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่คุ้มค่า

นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ดิฉันได้ตั้งกระทู้ไว้เกี่ยวกับเรื่องสินเชื่อเงินกู้ของธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตามที่ดิฉันได้ตั้งกระทู้ไว้นี้อยากจะขออภิปราย เล็กน้อยในส่วนที่หลักการและเหตุผลที่ตั้งกระทู้เพื่อต้องการอยากจะได้คําตอบจาก รัฐมนตรีผู้ดูแลเกี่ยวกับเกษตรกรนะคะ

เรื่องสินเชื่อของเกษตรกรนี้เกี่ยวเนื่องจากปัญหาประสบภาวะปัญหา ทางเศรษฐกิจ สินค้าทางการเกษตรหลายรายการที่มีราคาตกต่ํา และไม่คุ้มค่ากับ ที่ได้ลงทุน จนเกษตรกรไม่สามารถที่จะชําระคืนสินเชื่อได้ ที่ได้ขอจากธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้ทันตามกําหนด ดังนั้นทางรัฐบาลสมควร จะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อให้ดํารงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบัน จึงอยากจะขอชี้เหตุผลไว้คร่าว ๆ ในส่วนของจังหวัดมุกดาหารที่มีปัญหาเกี่ยวกับ เรื่อง ธ.ก.ส. นะคะ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คําว่า ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้กลุ่มเกษตรกร ได้รับสินเชื่อไปเพื่อที่จะได้ทําการเกษตร และหลังจากที่ทําการเกษตรนั้นแล้ว ผลผลิต ที่ออกมาน่าจะได้คุ้มค่ากับผลผลิตที่ทํามา การประกอบอาชีพของเกษตรกรนั้นในจังหวัด มุกดาหารมีมากนะคะ เทียบ ๆ ๘๐.๖๑ เปอร์เซ็นต์ มีทั้งหมด ๔๔,๒๓๐ ครัวเรือน นี่คือสถิติของจังหวัดมุกดาหารแค่จังหวัดเดียวนะคะ ถ้าเราเทียบเท่าทั้งประเทศแล้วจะ มากน้อยเท่าไรนะคะ แค่เฉพาะเกษตรกรในจังหวัดมุกดาหารก็ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วนะคะ ทีนี้กลุ่มที่เปึนเกษตรกรนี้ทํานา ที่ดิฉันได้เรียนไว้เมื่อสักครู่ ๔๐,๐๐๐ กว่าราย ถ้าทําไร่ก็มี ๑๕,๐๐๐ กว่าราย ๑๕,๕๕๔ ครัวเรือน เทียบ ๆ เท่ากับว่า ๒๘.๓๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไปรวมทั้ง ๒ อย่างนี้ เท่ากับ ๖๐.๑๒ เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่อยู่ในจังหวัดมุกดาหาร ท่านคะ การเกษตรนี้เปึนผลต่อเศรษฐกิจประเทศมาก ซึ่งปัจจุบันนี้ผลผลิตต่าง ๆ นั้น ต้องให้เกษตรกรได้มีกําลังใจในการที่จะเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตรนั้นออกมา สู่ตลาด ในการที่ธนาคารให้สินเชื่อไปนั้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ก็คือ ธ.ก.ส. นี่ค่ะ ย่อ ๆ มาจากชื่อ ธ.ก.ส. ว่าให้เกษตรกรนั้นกู้ยืมเงิน ในการกู้ยืมเงินไป ก็จะเรียนให้ท่านรัฐมนตรีได้ทราบด้วยนะคะว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม นั้นเปึนช่วงที่ผลผลิตกําลังจะออกมา แต่ในช่วงที่รัฐบาลไม่ได้มีค่าประกันให้เขา คือไม่ได้ตั้งประกันราคาให้กับเขาในช่วงเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม แต่ก็มาประจวบกับ ในช่วงที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรนี้ ให้เขาจ่ายเงินคืนในช่วง เดือนธันวาคม เพราะอะไรคะ เพราะอาจจะเปึนสากลที่ให้ทางธนาคารนี้จัดเก็บเงินคืน สินเชื่อของกลุ่มเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปนะคะ ว่าต้องส่งคืนภายในช่วงป่ดงบสิ้นป้ อย่างนี้ ก็มีการเร่งรัดให้เกษตรกรนั้นคืนเงิน ทีนี้เกษตรกรนี้จะคืนเงิน จําเปึนอย่างยิ่ง ที่จะต้องนําเอาผลผลิตนั้นออกสู่ตลาด คือเอาออกมาขายก่อน เอาออกมาขายถึงจะมี เงินคืนให้ธนาคาร ก็มีการผ่อนผันว่า ถ้าไม่คืนในเดือนธันวาคม ก็ให้ไปคืนภายใน เดือนมีนาคม นี่คือระยะเวลาที่จํากัด เท่ากับว่าบังคับให้เกษตรกรจะต้องส่งคืนภายใน เดือนนี้ ๆ นะคะ แต่ในการส่งคืนนั้น ถ้าหากว่าส่งคืนไม่ทันเดือนธันวาคม ก็จะมีการคิด อัตราดอกเบี้ยในอัตราหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าส่งคืนหลังจากเดือนธันวาคมก็จะมีการคิดอัตรา ดอกเบี้ยอีกอัตราหนึ่ง แล้วถ้าหากว่าส่งคืนไม่ทันเดือนมีนาคม ก็จะมีการคิดดอกเบี้ย อีกอัตราหนึ่ง นี่ละค่ะเปึนส่วนที่ทําให้เกษตรกรเหล่านั้นหวาดหวั่นเปึนอย่างมาก ในช่วง เดือนพฤศจิกายนพอเริ่มที่จะมีการเอาผลผลิตออกมาแล้ว ก็รีบละ ไม่อยากจะไปจ่าย ค่าดอกเบี้ยเพิ่มทีละขั้น ๆ อย่างนี้นะคะ ก็ได้เก็บผลผลิตนั้นออกมาขาย แต่ในช่วง เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคมนั้นเก็บออกมาขาย ราคาไม่ได้ตามที่ต้องการ จากปกติ ที่เขาขายมันสําปะหลัง อย่างเช่น มันสําปะหลังนะคะ มันสําปะหลังนี้เขาสามารถที่จะเอา ออกมาได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม ในช่วงนั้นได้ราคาแค่ ๙๕ สตางค์ ถึง ๑ บาท ๒๐ สตางค์ เท่านั้นเองนะคะ ทั้ง ๆ ที่ในขณะถ้าหากเขาขายในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมนี้ เขาจะขายได้ในราคา ๒ บาท ถึง ๒ บาท ๕๔ สตางค์ นี่คือยกตัวอย่างแค่เฉพาะมันสําปะหลังให้ท่านรัฐมนตรีได้เข้าใจถึงว่า วิถีชีวิตของ เกษตรกรนั้นเขาเปึนอย่างไรในภาคอีสานนี้ ได้ทราบกันอยู่ตลอดเวลาว่าฝนนี้ ๔ เดือน แดดนั้น ๘ เดือนนะคะ ความแห้งแล้งมันมี ผลผลิตที่ออกมานั้นจะต้องอยู่ที่อากาศด้วย ถ้าอากาศไม่ถูกต้องไม่ตรงตามฤดูกาลที่เขาเพาะปลูก ผลผลิตนั้นก็ออกมาน้อย ๆ ตามสถิติที่ดิฉันได้อ่านดูในนี้นะคะว่า ตามที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แจ้งให้ ทราบ ทางจังหวัดมุกดาหารนี้ปลูกมันสําปะหลังได้ ๑ ไร่ ต่อ ๒ ตันครึ่ง ทั้ง ๆ ในขณะที่เขา ควรจะได้ถึง ๕.๕ ตัน ถึง ๒๕ ตัน ๓๐ ตัน อย่างเช่น ที่อําเภอคลองหาดที่ดิฉันได้เคย อภิปรายไว้ว่าควรจะได้ผลผลิตถึง ๓๐ ตัน แต่ถ้าผลผลิตถึง ๓๐ ตันนี้จะทําอย่างไรคะ ก็คงจะต้องมีทั้งน้ํา มีทั้งดิน มีทั้งอาหารให้กับเขา อาหารก็คือปุิยอย่างนี้ค่ะ จากที่ดิฉันได้ ตรวจสอบมา ธ.ก.ส. นี้ให้เขากู้ยืมนั้นก็ไม่มาเปึนเงิน แต่ละครั้ง ๆ ที่ให้กู้ยืมเงินออกมานั้น เจาะจงไปเปึนที่ปุิยเปึนส่วนมาก ให้เอาปุิยเปึนสินเชื่อออกมา แล้วก็คํานวณเปึนเงินไป ใน เวลาที่เอาเงินสินเชื่อเปึนปุิยออกมานั้น ราคากระสอบปุิยนั้นราคาตามท้องตลาด ไม่ใช่ เปึนราคาตามที่รัฐบาลกําหนดเอาไว้ว่าให้ขายให้กับเกษตรกรราคาเท่านี้ ๆ อย่าง ยกตัวอย่างว่า ปุิยสูตร ๑๕:๑๕ ที่เหมาะแก่กลุ่มเกษตรกรนี้ใช้เปึนอย่างมาก ปุิยกระสอบ ๑๕ : ๑๕ นี้ ในช่วงเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายนนี้นะคะ ตกกระสอบ หนึ่ง ๑,๐๐๐ กว่าบาท ๑,๒๐๐-๑,๔๐๐ บาท แต่พอในช่วงที่เก็บผลผลิตนั้น ในช่วงเดือน พฤศจิกายน เดือนธันวาคม ตกเหลือ ๗๐๐-๘๐๐ บาท นี่ค่ะ ระยะห่างของราคานั้นเปึน อย่างไร ในช่วงที่ ธ.ก.ส. ให้ราคานั้น อยู่ในราคาที่กระสอบละ ๑,๑๐๐ บาท ท่านคะ นี่ละ ค่ะ เหตุผลต่าง ๆ ในกรณีที่ยืมเงินไป เกษตรกรเหล่านั้นไม่คิดละคะว่าจะไม่ส่งเงินคืน แต่เขาคิดเพียงแต่ว่า ถ้าหากเขาส่งเงินคืนให้กับ ธ.ก.ส. แล้วผลกําไรเขาจะได้ไหม เขาจะมีเงินพอเหลือที่จะ เยียวยาตัวของเขาเองหรือจะใช้เปึนการเลี้ยงดูลูกหลานต่อไปหรือไม่ จะตกเปึนผลกําไร ไหม แต่ถ้าตีค่าของการให้สินเชื่อไปนี้มันหมดไปอยู่ที่ปุิยแล้วส่วนหนึ่ง แล้วมันหมดไป อยู่กับการประกันนะคะ ประกันชีวิตหรือประกันผลผลิตอีกด้วย ไม่ทราบว่า ธ.ก.ส. ไปกําหนดอย่างไรว่าเกษตรกรที่มากู้ยืมเงินนี้จะต้องทําประกันภัยผลผลิตประเภทหนึ่ง แล้วจะต้องทําประกันภัยชีวิตด้วยอีกประเภทหนึ่ง เบี้ยประกันนั้นหักในตอนที่จ่ายเงิน มานะคะ จากที่หักค่าปุิยไปแล้วก็จะมาหักค่าประกันเบี้ยประกันอีก ยกตัวอย่าง ก็คือได้รับคําร้องเรียนมาละค่ะจากที่เขากู้ยืมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เขาได้เงินกลับไป ซื้อเรื่องเมล็ดพันธุ์หรืออะไรต่าง ๆ เปึนจ้างค่าไถเหลือแค่ ๗,๐๐๐ บาท ท่านค่ะ แต่ในกรณีที่ ธ.ก.ส. คิดดอกเบี้ยนั้นก็คิดใน ๑๐,๐๐๐ บาทนะคะ ถ้าเทียบว่า ๑๐,๐๐๐ บาท กับ ๗,๐๐๐ บาท แล้วมาคิดดอกเบี้ยนั้นเท่ากับคิดดอกเบี้ยของกลุ่ม เกษตรกรนั้นไป ๓๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านค่ะ นี่ละค่ะ เห็นท่านรัฐมนตรีส่ายหัว แต่ว่าผลคําร้องเรียนจากพื้นที่ที่ได้บอกออกมาอย่างนี้ แล้วก็ มีผลว่าเกษตรกรเหล่านั้นไม่กล้าที่จะมาร้องเรียนด้วยตนเอง และไม่กล้าที่จะทําหนังสือ ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรด้วย เรื่องอะไรคะ มีคําบอกไว้คําหนึ่งว่า ถ้าหากว่าไปร้องเรียน ธ.ก.ส. เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องจะไม่ทําให้และจะไม่ให้กู้ จะมีคํานี้ สะท้อนออกมาจากกลุ่มเกษตรกรนั้นแทบจะทุกคน ถ้าเทียบ ๆ แล้วก็เท่ากับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นี้ละค่ะ ทั้ง ๗ อําเภอในจังหวัดมุกดาหาร ดิฉันได้เปึนผู้แทนราษฎรตั้งแต่ ป้ ๒๕๓๘ จนกระทั่งป้นี้ ป้ ๒๕๕๒ แล้วนะคะ ก็ยังมีคํานี้ออกมาด้วย ดิฉันจึงได้ตั้ง กระทู้ถามไว้ในส่วนนี้นะคะ แล้วก่อนที่จะตั้งกระทู้ถามไว้ก็อยากจะขอบอกว่าในอัตรา ดอกเบี้ยที่ดิฉันได้รับมานี้ให้กลุ่มเกษตรกรนั้นกู้เงิน ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ นั้น ปล่อยให้สินเชื่อให้กับพ่อค้ารายย่อยหรือพ่อค้าระดับกลาง ระดับใหญ่ ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ ๕ แล้วในช่วงนั้นก็เห็นว่ารัฐบาลนี้ช่วยเหลือในด้านอาคารก่อสร้างอาคาร ก็ให้กู้ในร้อยละ ๓ หรือ ๓.๕ เริ่มจาก ๒.๗๕ มาถึง ๓ บาท แล้วก็ถึง ๓.๕๐ บาท นี่คือร้อยละต่อป้นะคะ แต่ในส่วนที่ดิฉันได้รับรายงานมานี้เขียนว่าอัตราดอกเบี้ย สผ ๑๓/๒๕๕๒ (ส. ทั่วไป) ภัทราวรินทร์ ๓๖/๒ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เอ็มอาร์อาร์ (MRR : Minimum Retail Rate อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สําหรับลูกค้าชั้นดี) เท่ากับอัตราต้นทุนเงิน บวกอัตรา ทุนบริหาร บวกอัตราส่วนเหลื่อม เท่ากับอัตราต้นทุนเงิน ๘ บาท บวก ๓.๕ คืออัตรา ทุนบริหาร บวกอัตราส่วนเหลื่อม ๑ บาท เท่ากับ ๑๒.๕ ต่อป้ ก็แปลว่าคําว่า เอ็มอาร์อาร์ นี้ก็คือ ๑๒.๕ ต่อป้ ท่านคะ อัตราดอกเบี้ยให้กับกลุ่มเกษตรกรกู้ยืมเงินไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท เอ็มอาร์อาร์ ลบ ๑ เท่ากับ ๑๑.๕ ท่านคะ ต่างกับธนาคารพาณิชย์ ของสากลที่ให้กลุ่มผู้บริโภคเงินกู้สินเชื่อนี้ สําหรับกลุ่มพ่อค้ารายย่อย รายกลาง รายใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เกษตรกรนะคะ อยู่ที่ ๒.๗๕ ๓.๑ ๓.๑๕ ๓.๕ มากสุด ๆ ก็คือ ๗.๕ นะคะ แต่สําหรับเกษตรกรตาดํา ๆ นี้ท่านกําหนดไว้ไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาทนี้ เอ็มอาร์อาร์ ลบ ๑ เท่ากับ ๑๑.๕ พอไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท เอ็มอาร์อาร์ก็เท่ากับ ว่า ๑๒.๕ พอเกินกว่า ๑๐๐,๐๐๕ บาท แต่ไม่เกิน ๓ แสนบาท เอ็มอาร์อาร์ บวก ๑ เท่ากับ ๑๓.๕ ท่านคะ เกินกว่า ๕ แสนบาท แต่ไม่เกิน ๑ ล้านบาท เอ็มอาร์อาร์ บวก ๓ เปึน ๑๕.๕ อัตราดอกเบี้ยเกินกว่า ๑ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๕ ล้านบาท เอ็มอาร์อาร์ บวก ๔ เท่ากับ ๑๖.๕ พอเกินกว่า ๕ ล้านบาท เอ็มอาร์อาร์ บวก ๔.๕ เท่ากับ ๑๗.๕ นี่เท่ากับว่าเปึนการบังคับโดยเฉพาะเลยว่าคุณเปึนเกษตรกรนี้คุณต้องมากู้ คุณไปเปึน พ่อค้าที่คุณจะไปซื้อรถไถอะไรลงทุน ๕ ล้านบาท ๑ ล้านบาทนี้ไม่ได้แล้วอย่างนี้ เพราะดอกเบี้ยสูงถึง ๑๗.๕ ก็เลยเปึนช่องทางของพ่อค้าที่จะมารับจ้างไถให้กับ กลุ่มเกษตรกร ท่านให้สิทธิเกษตรกรกู้ยืมเงินแต่ใน ๑๑.๕ แต่ท่านไม่ให้สิทธิของเขา เอาในส่วนซึ่งจะได้มาซึ่งผลผลิตทางการเกษตร ๖๐,๐๐๐ บาท ซื้อได้ไหมคะรถไถ ไม่ได้นะคะท่าน ๕ ล้านบาท ถ้าได้ ๕ ล้านบาทเขาซื้อได้ทั้งรถไถนา ทั้งรถอีแต๋นอะไร ต่าง ๆ ได้ทั้งนั้น ซื้อที่ดิน ซื้อปุิย ซื้ออะไรได้ ถ้าได้ ๕ ล้านบาท แต่ถ้า ๕ ล้านบาทนี้ ดอกเบี้ย ๑๗.๕ นี่เท่ากับว่าที่ดิฉันบอกล่ะค่ะ ปูมีขามากนะคะ แต่เลือดในตัวปูนั้นน้อย จริง ๆ ดิฉันจึงขอตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่ามีแนวทางในการที่จะแก้ไขเรื่องสินเชื่อ ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรนี้ให้เกษตรกรได้อย่างไร ก็คงจะขอถามเปึน ๓ คําถามนะคะ อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีตอบคําถามแรกก่อนนะคะ แล้วก็คําถามที่ ๒ ดิฉันถึงจะขึ้นมาถามท่านอีกนะคะว่า

รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขหลักเกณฑ์การคืนสินเชื่อดังกล่าวเพื่อเปึน การช่วยเหลือเกษตรกรอย่างไร หรือไม่ มีแนวความคิดหรือมีนโยบายในการแก้ไขเรื่องที่ ดิฉันได้อภิปรายไว้เมื่อสักครู่นี้หรือไม่ ว่าให้คืนเงินอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม แล้วก็ หลังจากนั้นผ่อนให้คืนสิ้นวันที่ ๓๑ มีนาคม ท่านมีนโยบายในการที่จะแก้ในระยะเดือน ที่บอกไปนี้หรือไม่นะคะ