สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๕ มีนาคม ๒๕๕๒

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง โดยเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และมีการบูรณาการในการแก้ไขปัญหา โดยเรียกให้ทราบว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือมนุษย์

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้อง ขอบพระคุณท่านประธานที่ได้บรรจุกระทู้ถามของผมเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้ ผมตั้งกระทู้ถามเรื่องนี้ต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็เนื่องจากว่า ปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะ ชายฝัืงเปึนปัญหาที่มีหน่วยงาน มีกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องมากมายไม่สามารถ ที่จะระบุให้รัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งมาตอบกระทู้ได้ อย่างไรก็ตามต้อง ขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯพณฯ สุวิทย์ คุณกิตติ ที่ได้ให้ความกรุณา มาตอบกระทู้ในวันนี้นะครับ ความจริงปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะชายฝัืงไม่ใช่เรื่องใหม่ นะครับ เพียงแต่ว่าเปึนปัญหาที่มีการสะสมมายาวนาน แล้วก็ประเทศของเราเพิ่งมา ตื่นตัวที่จะดูแลแก้ไขปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะชายฝัืงเอาเมื่อประมาณ ๑๐ กว่าป้มานี้เอง ผมจําเปึนต้องหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาเพื่อที่จะกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงาน ของราชการหันมาสนใจกับปัญหานี้อย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง ที่ผ่านมาเมื่อเราต้องเผชิญ กับปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะชายฝัืงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้พยายามที่จะเข้ามามีบทบาท ในการแก้ไขมารับรู้ มาสัมผัสกับปัญหาแล้วก็เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในส่วนที่ตัวเอง เข้าไปเกี่ยวข้องนะครับ เราพบว่าแนวชายฝัืงประเทศไทยตั่งแต่ทั้งฝัืงอ่าวไทยและ ฝัืงอันดามันตั้งแต่ปลายแหลมของจังหวัดตราดไล่เรื่อยลงมาไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส ที่อําเภอตากใบนะครับ แล้วก็จากจังหวัดสตูลขึ้นไปจนถึงจังหวัดระนองระยะทาง ประมาณ ๒,๖๑๔ กิโลเมตร วันนี้เผชิญกับปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะชายฝัืงเท่าเทียม เพียงแต่ความรุนแรงของปัญหามากน้อยแตกต่างกันเท่านั้นเอง ตามตัวเลขของ กรมการขนส่งทางน้ําและพาณิชยนาวีซึ่งอยู่กระทรวงคมนาคมนะครับ แต่ว่าเข้ามา เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ด้วย ก็บอกว่าชายฝัืงของอันดามันถูกน้ําทะเลกัดเซาะรุนแรง เปึนระยะทางยาวถึง ๑๑๔ กิโลเมตร อันนี้เฉพาะที่รุนแรงนะครับ ของชายฝัืงอ่าวไทยพบ การกัดเซาะรุนแรงต้องสูญเสียพื้นดินไปป้ละ ๕ เมตรถึง ๒๐ เมตร เปึนระยะทางมากกว่า ๔๘๕ กิโลเมตร รวม ๒ ฝัืง แต่ละป้เราต้องสูญเสียพื้นดินจากการกัดเซาะของน้ําทะเล มาถึงเกือบ ๖๐๐ กิโลเมตรนะครับ แต่ว่าแต่ละพื้นที่ความสูญเสียนี่แตกต่างกัน พื้นที่ที่ถูก กัดเซาะรุนแรงที่สุดก็คือพื้นที่ชายฝัืงรูป ก ของอ่าวไทยนี่แหละครับ คือพื้นที่ที่ครอบคลุม ๕ จังหวัดก็คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสมุทรสงคราม พื้นที่บริเวณนี้เฉลี่ยถูกทะเลกลืนกินไป ป้ละประมาณ ๒๕ เมตร มีตัวเลขรายงานของสํานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนะครับ ยกตัวอย่างพื้นที่ชายฝัืงทะเลอ่าวไทยนะครับ ซึ่งประสบปัญหากัดเซาะรุนแรงเฉพาะ ฝัืงตะวันตกไล่ไปตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีนะครับ อย่างเช่น ที่บ้านดอนมะขามย่างเนื้อ ตําบลปากทะเล อําเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่บ้านหนองเสือ ตําบลเกาะหลัก อําเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ตําบลหาดทรายรี ตําบลปากน้ํา อําเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ที่บ้านพอด ตําบลชลคราม อําเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่บ้านแหลมตะลุมพุก ตําบลแหลมตะลุมพุก อําเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่บ้านอู่ตะเภา ตําบลท่าบอน อําเภอระโนด จังหวัดสงขลา ที่บ้านบางตาวา ตําบลบางตาวา อําเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และที่บ้านคลองตัน ตําบลศาลาใหม่ อําเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส นี่เปึนตัวอย่างที่ให้เห็นว่า หมู่บ้านชายทะเลแถบนั้นถูกกัดเซาะที่รุนแรงมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จังหวัด นครศรีธรรมราชของผม ปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะชายฝัืงรุนแรงมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะ ในพื้นที่ชายฝัืงทะเลของอําเภอหัวไทรไปตลอดจนสุดปลายแหลมตะลุมพุก ของอําเภอปากพนัง และที่อําเภอท่าศาลา โดยเฉพาะในพื้นที่ตําบลท่าศาลานะครับ มีหน่วยงานหลายหน่วยงานพยายามเข้าไปดูแลแก้ไขมานับสิบป้ แต่ว่าหน่วยงานเหล่านั้นก็ใช้วิธีลองผิดลองถูกในการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่การใช้แท่งปูน ใช้ล้อยาง รถยนต์เก่าเอาไปทิ้งเพื่อสร้างปะการัง ก็เข้าใจว่าถ้าปะการังเกิดแล้วก็จะ สามารถที่จะสร้างแนวปัองกันน้ําทะเลไม่ให้กัดเซาะได้ แต่ว่าวิธีการเหล่านั้น สุดท้ายแล้ว มันก็ล้มเหลวใช้การไม่ได้ ต่อมาก็พัฒนาเปึนการสร้างพนังกั้นคลื่น ก็คิดว่าการใช้แท่งปูน ลงไปกั้นเอาเขื่อนเรียงหินไปเรียงชายหาดจะทําให้ต่อสู้กับแรงน้ําได้ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ กับแรงน้ําทะเลที่พัดเข้าสู่ชายฝัืง แล้วก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งปัญหานี้ได้ ล่าสุดนี่ครับ ผมได้ลงไปสํารวจพื้นที่ในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชที่บริเวณชายฝัืงตั้งแต่บริเวณ บ้านหน้าสตน อําเภอหัวไทร ไล่เรื่อยไปจนถึงปลายแหลมตะลุมพุกนะครับ ผ่านวัด เกาะเพชร ซึ่งเคยอบอุ่นใจกับการที่ได้เงินจากการสร้างจตุคามรามเทพ แล้วไปสร้าง พนังกั้นน้ําตลอดแนวชายหาดของวัดที่ถูกน้ํากัดกินไปประมาณ ๑๐ กว่าไร่นี่ครับ ก็อุ่นใจ อยู่ได้พักหนึ่งครับ แต่ว่าเอาเข้าจริงแล้วก็สู้น้ําทะเลไม่ได้ วันนี้กรมการขนส่งทางน้ํา พาณิชยนาวีก็ได้ทุ่มงบประมาณไปเกือบ ๖๐๐ ล้านบาทนะครับ ในการไปสร้างสิ่งที่ เรียกว่า กองหินนอกชายฝัืงที่วางเปึนแนวยาวตลอดแนวชายฝัืงระยะทางประมาณร่วม ๑๐ กิโลเมตร ซึ่งก็ยังไม่ครบโครงการ ก็เปึนที่อุ่นใจได้ว่าน่าจะเปึนวิธีการที่จะปัองกันการ กัดเซาะชายฝัืงได้ในระดับหนึ่งนะครับ แต่ว่าชาวบ้านแถวนั้นก็ไม่มั่นใจนะครับว่า เมื่อฤดู มรสุมที่จะเข้ามาในป้ใหม่นี้ แรงของน้ําทะเลที่จะพัดเข้ามากัดเซาะนี่จะรุนแรงจนเขื่อน เหล่านั้นจะต้านทานได้อยู่หรือไม่ ที่สําคัญก็คือว่าเงื่อนไขด้านงบประมาณครับ ในการ จัดทําเขื่อนปัองกันคลื่นดังกล่าวของกรมขนส่งทางน้ําและพาณิชยนาวีก็ได้งบประมาณ มาแต่ละป้ประมาณสัก ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท แล้วก็ทํามาแล้ว ๒ ป้นะครับ ก็คาดว่าในป้ หน้าถ้ามีงบประมาณ ถ้ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปช่วยอีกตรงนั้นก็จะทําให้เต็ม โครงการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ เมื่อยังทําไม่ทันไม่ครบโครงการ เมื่อสร้างแนวกั้น คลื่นไว้จุดหนึ่งคลื่นก็จะหักเหทิศทาง และก็พัดทรายไปในอีกทิศทางหนึ่ง และความรุนแรง ของน้ําที่จะเข้ามาปะทะชายฝัืงนี่กลับรุนแรงหนักยิ่งขึ้นไปอีก ทําให้พื้นที่ที่ไม่มีแนวปัองกัน นี่ครับ ต้องไปรับเคราะห์กรรมอันนั้น และชาวบ้านที่อยู่บริเวณที่เหนือขึ้นไปนี่ก็จะประสบ ปัญหารุนแรงมากขึ้นนะครับ ตรงนี้ก็เลยทําให้เกิดตั้งคําถามกันว่า มีหลายหน่วยงานที่ เข้าไปดูแลแก้ไขในส่วนนั้น แต่ว่าเอาเข้าจริงแล้ว ด้วยข้อจํากัดทางด้านงบประมาณ ด้วยการจัดโครงสร้างการบูรณาการ การแก้ไขปัญหาที่ไม่เปึนจริง ก็เลยทําให้เกิดสภาพ ต่างคนต่างทํา ต่างคนต่างตั้งงบประมาณ การแก้ไขปัญหาก็เลยตก เคราะห์กรรมก็ตก อยู่กับพื้นที่ชายฝัืงเหล่านั้นนะครับ ความจริงแล้วผมตั้งกระทู้ถามนี้ไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม นะครับ มาถึงตอนนี้สภาพน้ําทะเลอาจจะไม่ดุเดือดรุนแรงนะครับ แต่ว่าในอีกไม่กี่เดือน ข้างหน้าจะเข้าสู่ช่วงมรสุม การกัดเซาะชายฝัืงทะเลก็จะรุนแรง บางพื้นที่ก็อาจจะจําเปึนที่ จะต้องอพยพโยกย้ายพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะชาวประมงที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยเหล่านั้น วันนี้เราต้องยอมรับนะครับว่าสภาพความเสียหายที่มันปรากฏขึ้นจากการที่ สื่อสารมวลชนได้นําเสนอภาพหรือว่าจากบทรายงานของหน่วยราชการเองที่ไปพบไปเห็น ปัญหานี่ ก็พบว่าเปึนปัญหาที่รุนแรงมาก และจําเปึนที่จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลายเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ มีคนเปรียบเทียบนะครับว่าแต่ละป้ความสูญเสียดินแดน จากการที่น้ําทะเลกัดเซาะชายฝัืงมันมากกว่าการเสียดินแดนจากความขัดแย้งทาง การเมืองเสียอีก ตรงนี้เปึนเรื่องที่มีความสําคัญจริง ๆ แล้วก็เปึนปัญหาที่เกิดขึ้นจาก ธรรมชาติที่เราไม่รู้ว่าจะไปสู้รบปรบมือ จะไปสร้างแนวปราการปัองกันที่มั่นคงยั่งยืน แท้จริงได้อย่างไร เปึนเรื่องที่มีความสําคัญนะครับ วันนี้หน่วยงานที่เข้าไปแก้ไข เท่าที่ผมได้สํารวจตรวจดู ก็มีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝัืง กรมทรัพยากรธรณี กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมการขนส่งทางน้ําและพาณิชยนาวี นอกนั้นก็มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จังหวัด อําเภอที่มีบทบาทเข้าไปดูแลเฉพาะในส่วนของปัญหาตัวเอง แต่ว่าก็อย่างที่ทราบ นะครับว่า แต่ละคนก็มีข้อมูล มีข้อรับรู้ที่จํากัด เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาสิ่งที่ทางจังหวัด อําเภอ ทําได้ในเวลาอันรวดเร็วก็คือคิดวิธีการปัองกันแก้ไขเฉพาะหน้าได้อย่างไรก็ทําอย่างนั้น เช่น เมื่อน้ําทะเลพัดซัดเข้ามาหมู่บ้านชาวประมง วิธีการก็คือขนหินไปเรียงไว้ ตามชายหาด ก็คิดว่านี่คือวิธีการที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ มันก็ได้ใช้งบประมาณ นั่นละครับว่ามันก็ไม่ยั่งยืนและก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอีกมากมาย ปัญหาคือว่า เราจะบูรณาการภาคส่วนเหล่านั้นอย่างไร ผมจึงอยากจะตั้งคําถามเรียนถามกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใน ๒ ข้อควบกันไปเลยก็คือปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะชายฝัืงของไทยทั้งสองฝัืงมีสาเหตุ มาจากอะไรบ้าง

๑. ก็รู้อยู่แล้วว่ามาจากเรื่องของธรรมชาติกับน้ํามือมนุษย์ แต่ว่าแยกแยะ ได้ไหมครับว่าแต่ละพื้นที่มันเกิดขึ้นมาจากเหตุผลอะไร แต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างไร ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านสภาพแวดล้อม

๒. ก็คือรัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน มีหน่วยงาน ใดบ้างที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และที่สําคัญก็คือมีการบูรณาการการทํางาน ร่วมกันอย่างไร ใครเปึนเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะชายฝัืงครับ