สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๕ มีนาคม ๒๕๕๒

ธีระ วงศ์สมุทร หารือเรื่องน้ำนมดิบที่มีส่วนเกินอยู่ประมาณ 280-300 ตัน และรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยมาตรการระยะสั้น เช่น การขยายชั้นเรียนโรงเรียนเพื่อดูดน้ำนมส่วนเกินเข้าสู่ระบบ และการอนุมัติงบกลางเพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการผลิตนมผงในประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบ และเร่งรณรงค์ให้ผู้บริโภคนมเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาเรื่องสารปนเปื้อน

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ต่อปัญหาที่ ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติได้กรุณานําเมื่อสักครู่นะครับ ผมขออนุญาตว่าสถานการณ์ปัจจุบัน นั้นในเรื่องของน้ํานมดิบนะครับ ซึ่งมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ประมาณวันละ ๒,๔๕๔ ตัน ต่อลิตรโดยประมาณนะครับ ซึ่งขณะนี้ปัญหาของน้ํานมดิบที่ยังมีส่วนเกินอยู่ก็อยู่ที่ ประมาณ ๒๘๐-๓๐๐ ตันโดยประมาณตามที่ท่านได้กรุณาได้กล่าวไว้แล้วนะครับ ในเรื่อง ตรงนี้นะครับรัฐบาลก็พยายามแก้ไขปัญหาตรงนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องมาตรการระยะสั้น ที่ดําเนินการ และเรื่องของที่พยายามทําอย่างไรที่จะดูดนมส่วนเกินตรงนี้เข้ามาสู่ในระบบ นะครับ

เรื่องแรกก็คือ กรณีเรื่องนมโรงเรียนนะครับ ซึ่งรัฐบาลก็กรุณาได้อนุมัติ ขยายชั้นเรียนจากก่อนวัยเรียนถึง ป. ๔ เปึน ก่อนวัยเรียนถึง ป. ๖ นะครับ เมื่อเราเพิ่ม ป. ๕ ป. ๖ ขึ้นมาแล้วนะครับ จะสามารถที่จะดูดน้ํานมตรงนี้วันละประมาณ ๒๘๕ ตันต่อวันนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็แปลว่าส่วนเกินต่าง ๆ ก็จะได้รับการแก้ไข ก็จะทําให้น้ํานมดิบไม่มีปัญหาแล้วนะครับ ต่อคําถามที่ท่านบอกว่ามติ ครม. อนุมัติ แล้วก็จริงแต่ไม่มีเรื่องงบประมาณนะครับ เพราะว่าในมติคณะรัฐมนตรีนั้นเรามอบหมาย ให้กระทรวงมหาดไทยกรุณาประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อกรุณาปรับแผน เจียดจ่ายเงินส่วนหนึ่งนะครับ ก็เปึนที่ทราบว่าขณะนี้นะครับ ในกรณีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็ดี อะไรต่าง ๆ ก็ดี ก็มีแผนงานโครงการต่าง ๆ ที่รองรับอยู่แล้วจึงไม่สามารถ ที่จะจัดสรรงบประมาณตรงนี้มาเจียดจ่ายงบประมาณตรงนี้มาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ นะครับ รัฐบาลก็พยายามดําเนินการ เมื่อทราบว่ามันมีปัญหาก็ได้เลือกงบประมาณที่จะ ดําเนินการตรงนี้นะครับ ซึ่งสุดท้าย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้กรุณาเมื่อวานนี้จากการ หารือนะครับ ก็จะอนุมัติงบกลางส่วนหนึ่งมาแก้ไขปัญหาตรงนี้ ฉะนั้นการดําเนินการแก้ไข ปัญหาเรื่องน้ํานมดิบที่มันล้นอยู่ตรงนี้ก็ได้รับการแก้ไข มติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาแล้วก็จะ สามารถแก้ไขซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะให้นําเสนอคณะรัฐมนตรีในวันอังคารนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้นะครับ

สําหรับในเรื่องแนวทางแก้ไขนมทั้งระบบนั้น ในเรื่องของน้ํานมโรงเรียนที่ ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่นะครับ ในเรื่องนมโรงเรียนนั้นสิ่งที่เราคาดหวังก็คือ ๑. ต้นทาง คือตัวเกษตรกร ปลายทางก็คือนักเรียน ต้นทางเกษตรกร พี่น้องเกษตรกรต้องมีที่จําหน่าย นมโรงเรียนนะครับ ปลายทางนักเรียนจะต้องบริโภคนมที่มีคุณภาพดีนะครับ นี่คือ สิ่งที่พยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเมื่อวานที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้กรุณาเปึนประธานหารือในเรื่องนี้ แล้วก็คิดว่าในเรื่องดูแลคุณภาพ ของนมโรงเรียนนั้นนะครับ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขก็ดี ในส่วนของกระทรวง อุตสาหกรรมก็ดี ก็คงจะไปตรวจสอบโรงงานแปรรูปนมแล้วก็คุณภาพนมให้เปึนไปตาม กฎหมายของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าที่ไหนดําเนินการไม่ถูกต้อง ไม่เปึนไปตาม กฎหมาย ก็ขอให้จัดการตามกฎหมายโดยเคร่งครัดนะครับ เพราะว่าเรื่องนมที่มันเปึน ปัญหา คือเรื่องนมพาสเจอร์ไรซ์ (Pasteurize : ฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อนสูง) ซึ่งมีอายุการ เก็บน้อยนะครับ ถึงแม้ว่า ถ้าสมมุติว่าคุณภาพออกจากต้นทางดี แต่ปลายทางอาจจะมี ปัญหาในเรื่องของการขนส่งก็ดี ในเรื่องของการจัดเก็บก็ดี หรือบางครั้งบางคราวเราก็ต้องยอมรับว่า ถุงที่ใช้บรรจุนม อาจจะมีรูรั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่ออากาศเข้าไปก็ทําให้น้ํานมมีคุณภาพเสียได้นะครับ เมื่อวานก็ได้หารือกันว่าในกติกาเดิม การบริโภคนมสําหรับนักเรียนนั้นอยู่ในสัดส่วน ๗๐ : ๓๐ คือเปึนนมพาสเจอร์ไรซ์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และนมยูเอชที ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คิดว่า ปัญหาตรงนี้ที่เกิดขึ้น ถ้าสมมุติว่าเราปรับเปลี่ยนสัดส่วนตรงนี้ใหม่โดยให้นมยูเอชที ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นมพาสเจอร์ไรซ์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องคุณภาพ เหล่านี้นะครับ แล้วก็การที่เรากําหนดโซน (Zone) ต่าง ๆ ถ้าเรายกเลิกโซนเหล่านี้ไป น่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องการบริหารจัดการนมได้ ขอเรียนว่ากติกาเดิมนั้น นะครับ ในเรื่องของโซนนิ่ง (Zoning : เขตพื้นที่) นั้นกําหนดเฉพาะนมพาสเจอร์ไรซ์เท่านั้น นะครับ ส่วนนมยูเอชทีไม่ได้กําหนดโซน ซึ่งมันสามารถจําหน่ายกันได้ทั่วประเทศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหา

อีกประการหนึ่งนะครับ ในเรื่องนมโรงเรียนนั้น เมื่อวานก็ได้หารือกันชัดเจน ในเรื่องระยะเวลาการให้นักเรียนบริโภคนม เดิมกติกาบอกว่าให้นักเรียนบริโภคนมได้ ไม่น้อยกว่า ๒๓๐ วัน เมื่อวานก็คิดว่าเราคงจะให้นักเรียนบริโภคนมทั้งป้ เว้นวันเสาร์ วันอาทิตย์ เพราะฉะนั้นในรอบ ๑ ป้ ก็มี ๕๒ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๕ วัน บริโภคนม เพราะฉะนั้นต่อไปนี้นักเรียนทั้งหมด ตั้งแต่วัยก่อนเรียนจนถึงประถมศึกษาป้ที่ ๖ ก็จะ บริโภคนมได้ป้ละ ๒๖๐ วันนะครับ ก็เปึนการแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ

สําหรับในระยะยาวนั้น ขออนุญาตกราบเรียนว่า ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเพิ่งจะดําเนินการอยู่ในขณะนี้ มีคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมอยู่ซึ่งบริหารจัดการนมทั้งระบบ คณะกรรมการ ชุดนี้จะได้ไปพิจารณาปรับปรุงประสิทธิภาพในเรื่องของการผลิตก็ดี เรื่องต้นทุนก็ดี ผมก็ได้พิจารณาแล้วว่ากฎหมายฉบับนี้ซึ่งมีอยู่ ๑๑ มาตราเท่านั้นเองนะครับ คงจะมี ข้อบกพร่องอยู่บ้าง ผมก็ได้ให้คณะกรรมการพัฒนากฎหมายของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ศึกษา ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้คงจะต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การบริหารจัดการ แก้ปัญหาเรื่องนมทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งคิดว่าก็คงทําในโอกาสต่อไป

และอีกประการหนึ่งที่การแก้ไขปัญหาเรื่องนม เรามองว่าปัญหาน้ํานมดิบ เกิดขึ้นมันล้นอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เราคิดกันก็คือว่าเราจะต้องมีโรงงานนมผงเกิดขึ้น ในประเทศไทยอย่างแน่นอนเพื่อจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ยอมรับครับว่าต้นทุนนมผง ที่เราผลิตเองต่ํากว่าต้นทุนของประเทศคู่ค้าต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าเราผลิตเอง เพื่อใช้เองตรงนี้ก็คงจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้นะครับ

สําหรับในเรื่องของการประชาสัมพันธ์นั้น รัฐบาลเห็นความสําคัญในเรื่อง ของการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้มีผู้บริโภคนมเพิ่มขึ้น ก็เปึนที่ทราบนะครับว่า ขณะนี้ การบริโภคนมลดลงไป ๒๐–๓๐ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุเนื่องมาจากปัญหาเรื่องสารปนเปุ๋อน ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบกันอยู่แล้ว รัฐบาลจะให้ความสําคัญในเรื่องนี้ ซึ่งก็ได้ มีมติคณะรัฐมนตรีไปแล้วเช่นกัน เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม เพื่อจะให้มีการรณรงค์ในเรื่อง การประชาสัมพันธ์ในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็กําลังหารือกับ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข เราจะรณรงค์ในเรื่องส่งเสริมให้ ผู้บริโภคนมได้อย่างไรนะครับ

สําหรับกรณีการนําเข้านมผงจากต่างประเทศนั้น ขออนุญาตกราบเรียนว่า ปัจจุบันนี้เรายังมีความจําเปึนที่จะต้องนําเข้านมผง เพราะว่ามีไม่เพียงพอที่จะนํามาใช้ใน บ้านเราแต่สิ่งที่นํานมผงจากต่างประเทศมาใช้นั้นใช้เพื่อการบริโภคเฉพาะทารกและเด็ก และนําไปเปึนผลิตภัณฑ์อาหารเท่านั้นนะครับ ส่วนน้ํานม นมดื่ม นมพาณิชย์ ก็ยังใช้จากนมดิบที่ผลิตในประเทศนะครับ ตามที่ท่านได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่าตามโควตา ดับเบิลยูทีโอ (WTO : World Trade Organization) ก็ดี ทาฟต้า (TAFTA : Thailand – Australia Free Trade Agreement หรือความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย) ก็ดี ซึ่งเรามีข้อตกลงว่าจะให้นําเข้าป้ละประมาณ ๕๗,๒๐๐ ตันนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าคณะกรรมการได้เห็นชอบให้ผู้ประกอบการทั้งหลายก็มีอยู่ ๒ ส่วน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีประมาณ ๑๖ รายนะครับ เปึนผู้ที่ต้องรับใช้น้ํานมดิบจาก ประเทศ ส่วนอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้นก็เปึนผู้ประกอบการที่ไม่ใช้น้ํานมดิบในประเทศ นะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้มีการส่งเสริมใช้น้ํานมดื่มจากพี่น้องเกษตรกรให้มากที่สุด ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับว่า ขณะนี้ปัจจุบันในป้นี้ยังไม่มีการ นําเข้านมผงจากต่างประเทศตามโควตาดังกล่าวเลย ปัจจุบันนี้ข้อมูลที่ได้ตรวจสอบ นะครับ เพราะฉะนั้นในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ํานมดิบทั้งหลายนะครับ ผมว่าการตั้ง โรงงานนมผงก็เปึนส่วนหนึ่งที่จะให้มีการส่งเสริมการใช้น้ํานมดิบภายในประเทศอย่าง จริงจัง ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ