สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๔ มีนาคม ๒๕๕๒

ฐิติมา ฉายแสง หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. นั้น โดยมีเนื้อหาว่า กรณีการคัดเลือกกรรมการที่ไม่เหมือนกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ และไม่เห็นด้วยกับหลักการของคุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ และคณะที่ให้อํานาจแก่ ส.ว. ในการคัดเลือกกรรมการ

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันทราบดีขณะนี้เรากําลังพูดถึงเรื่องการที่เราจะรับหลักการหรือไม่ ของร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. .... ซึ่งท่านประธาน เมื่อสักครู่ได้พูดว่าประเด็นมันซ้ํา ๆ กัน แต่ดิฉันคิดว่าประเด็นที่ดิฉันอยากจะกราบเรียน ท่านประธานนั้นคงจะไม่ค่อยซ้ํากับใครเท่าไรนัก เพราะว่าสิ่งที่จะดิฉันจะพูดต่อไป เปึนเรื่องของความเปึนห่วงเปึนใยถึงกระบวนการหรือขั้นตอนของการที่จะเสนอชื่อ หรือคัดเลือกบุคคลที่จะมาเปึนกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาตินี้ ว่ากระบวนการนั้นเปึนกระบวนการที่ในหลักการของ ส.ส. แต่ละคณะที่เสนอมานั้นมันไม่เหมือนกัน ดิฉันสนใจหลักการของคุณเจริญ จรรย์โกมล และคณะ ซึ่งโดยรวมถือว่ายึดโยงกับประชาชน แต่ในขณะเดียวกันดิฉันไม่เห็นด้วยกับ หลักการของคุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ และคณะ ถามว่าไม่เห็นด้วยอย่างไร ท่านประธานคะ ดิฉันสนใจในมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ที่ต่อเนื่องกัน ถ้าของคุณเจริญ จรรย์โกมล นั้นได้บอกไว้ว่าการคัดเลือกกรรมการนั้นจะผ่านเลขาธิการ กสช. แล้วก็มาที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แล้วก็มาที่ ครม. มาที่ ส.ส. แล้วจึงไป ส.ว. แล้วก็โปรดเกล้าฯ แต่ในขณะที่หลักการของคุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ และคณะนั้นเปึนหลักการที่ถือว่าผ่านไปเพียงแค่เลขาธิการแล้วก็ไปที่ ส.ว. ซึ่งดิฉันคิดว่า ตรงนี้เปึนประเด็นที่ดิฉันอยากจะพูดว่า ส.ว. ขณะนี้เราทราบดีว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๕๐ เปึน ส.ว. ที่มีการเลือกตั้งมา ๗๖ คน มาจากประชาชน แต่อีก ๗๔ คนนั้น มาจากการคัดสรรจาก ๗ องค์กรด้วยกัน ซึ่ง ๔ ใน ๗ นั้นเรารู้อยู่ว่าสนิทสนมเปึนอย่างดี กับ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) เพราะฉะนั้น ส.ว. ๗๔ คน แน่นอนไม่ใช่ทั้งหมด แต่อาจจะส่วนใหญ่ซึ่งจะมาเปึนผู้มี อํานาจในการที่จะคัดเลือกบุคคลที่จะมาเปึนกรรมการ เพราะฉะนั้นขณะนี้พวกเรา ทราบกันดีอยู่แล้วว่า บ้านเมืองไทยหรือประเทศไทยนั้นเปึนประเทศที่ไม่เปึนนิติรัฐ ที่สมบูรณ์ บางคนบอกว่าไม่มีขื่อไม่มีแปด้วยซ้ํา เราจะเห็นความยุ่งเหยิงในประเทศไทย เยอะมากท่านประธาน แต่แล้วเรากําลังจะให้อํานาจกับวุฒิสภา ซึ่งหลายคนอย่างที่ดิฉัน บอกก็คงทําตามใบสั่งของ คมช. อยู่เช่นเคย เพราะฉะนั้นคณะกรรมการชุดนี้ตามหลักการ ของคุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ และคณะ จึงเปึนหลักการที่ดิฉันไม่เห็นด้วย ดิฉันคิดว่า การทํางานของเมืองไทยตอนนี้ โดยเฉพาะเรื่องของสื่อสารมวลชนซึ่งเปึนเรื่องที่สําคัญ เหลือเกินท่านประธาน ส.ส.เองก็สนใจ ส.ว. สนใจ ประชาชนส่วนใหญ่สนใจ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสื่อสารมวลชนที่วันนี้ตั้งใจฟังกันอย่างยิ่งแน่นอน จึงอยากจะรู้ว่าองค์กรนี้ ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาจะเปึนอิสระจริงหรือไม่ จะเปึนกลางจริงหรือไม่ ดิฉันคิดว่าถ้าเกิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ การจะได้รับคัดเลือก การจะได้รับเสนอชื่อ ถ้าผ่าน ส.ส. ซึ่งเปึนตัวแทนของประชาชน ผ่าน ส.ว. ซึ่งก็เปึนตัวแทนของประชาชน แต่บังเอิญเปึนเพียงแค่ ๗๖ คน ๗๔ คนนั้นดิฉันคิดว่าเรามีปัญหาแน่นอน อันนี้คือสิ่งที่ ดิฉันคิดว่าหลักการของพรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนที่แท้จริง ดิฉัน จึงคิดว่าดิฉันไม่สามารถที่จะรับหลักการถ้าเปึนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเปึนเพียงผ่าน ส.ว. เท่านั้น อยากจะให้ผ่านไปที่หลักการของคุณเจริญ จรรย์โกมล เสียมากกว่า เพราะคณะกรรมการที่เรากําลังพูดถึงนั้นเปึนคณะกรรมการที่มีอํานาจเยอะเหลือเกิน ท่านประธาน จะสั่งพักจะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการอะไรก็ได้ แต่น่าเสียดาย ที่ของคุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นั้นได้พูดไว้ในเรื่องของกองทุนวิจัยนี้ดีนะคะ ดีที่บอกว่า เปึนหลักการที่ โอ้โฮ สนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมที่ไปเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเยาวชน ครอบครัว แล้วก็ยังบอกว่ายึดโยงกับประชาชน แต่ยึดโยงอย่างไร ในเมื่อยึดโยงบอกว่า โดยคํานึงถึงในมาตราอะไร ในหน้าที่ ๕๕ ของหนังสือเล่มที่เรากําลังดูอยู่นี่นะคะ บอกว่า โดยคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น น่าเสียดายนะคะ เปึนคนเสนอเองในหลักการของตัวเอง แต่ว่าหลักการใหญ่ที่ใหญ่กว่าตรงนี้ไม่ได้ยึดโยงกับ ประชาชนเลย น่าเสียดายจริง ๆ ค่ะ