วรงค เดชกิจวิกรม หารือปัญหาการผูกขาดคลื่นความถี่ที่ส่งผลให้ต้นทุนและราคาสินค้าสูงขึ้น โดยเสนอให้ตรวจสอบที่มา อำนาจหน้าที่ และโครงสร้างของคณะกรรมการกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตามหลักกฎหมาย พร้อมทั้งชี้แจงว่าแม้จะเห็นด้วยในหลักการแต่มีข้อกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงของรัฐบาลผ่านกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 12 ที่อาจเปิดช่องให้รัฐบาลใช้ดุลยพินิจในการคัดกรองหรือดึงเกม ทำให้กระทบต่อความเป็นอิสระของหน่วยงาน วรงค เดชกิจวิกรม เสนอแนะให้เปลี่ยนหน่วยงานธุรการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร กสช. จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อลดความเสี่ยงทางการเมืองและเพิ่มความเป็นกลาง โดยชี้ว่ากฎหมายเดิมเปิดโอกาสให้รัฐบาลแทรกแซงได้ง่าย และเสนอรายละเอียดโครงสร้างคณะกรรมการ กสช. ในส่วนของกิจการวิทยุโทรทัศน์ที่มีทั้งชุดใหญ่และบุคคลทรงคุณวุฒิ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมเรียนท่านประธานว่าขณะนี้ปัญหาเรื่องคลื่นความถี่ยังเปึน ปัญหาหลักของประเทศอยู่ และท่านประธานคงจะทราบนะครับว่าการผูกขาด คลื่นความถี่ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเปึนกระบวนการโทรทัศน์หรือวิทยุ เปึนสาเหตุที่ทําให้ต้นทุนต่าง ๆ นั้นแพงขึ้น และผมก็เชื่อเช่นกันว่าต้นทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะ ต้นทุนในการโฆษณาแพงขึ้น ก็มีผลที่ทําให้สินค้าแพงขึ้น และผมก็ดีใจนะครับว่า รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ชัดเจน ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่าคลื่นความถี่นั้นเปึนสมบัติสาธารณะ ที่ประชาชนจะมีส่วนหรือมีประโยชน์จากผลประโยชน์สาธารณะอันนี้และท่านประธาน คงจะทราบดีว่าตั้งแต่มีการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมาวันนี้มันยังไปไม่ถึงไหนครับ จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ทําให้มีการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในมาตรา ๔๗ ของรัฐธรรมนูญนี้ได้กําหนดว่า ได้มีการบัญญัติให้มีองค์กรของรัฐที่เปึน องค์กรอิสระองค์กรหนึ่งที่ทําหน้าที่ในการดําเนินการจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และ ในรายละเอียดของกฎหมายนั้นยังได้มีการบัญญัติคณะกรรมการเฉพาะด้านเปึนหน่วยย่อย ภายในองค์กรนั้น โดยแยกเปึน ๒ ส่วน ก็คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์เปึนหน่วยงานหนึ่ง และมีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมนั้นเปึน อีกหน่วยงานหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ว่า วันนี้ผมจะคุยในภาพใหญ่ของหลักการ ซึ่งวันนี้กฎหมายฉบับนี้ ถ้ามองในเชิงกฎหมาย ผมได้มีโอกาสได้คุยกับท่านผู้ใหญ่ทางด้านกฎหมาย ท่านผู้ใหญ่เขาแนะนําผมว่าในเมื่อ ผมไม่มีความรู้ทางด้านเรื่องนี้ หลักการที่ทางกฎหมายเขาบอกให้ผมดูอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ให้ผมดูว่า ที่มาของคณะกรรมการในกฎหมายนี้เปึนอย่างไรบ้าง
เรื่องที่ ๒ ผู้ใหญ่เขาแนะนําผมว่า นอกจากดูที่มาของคณะกรรมการแล้ว ดูสิว่าอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการเปึนอย่างไรบ้าง
ในการพิจารณารับหลักการกฎหมายถ้าเราดู ๒ อย่างนี้เราพอใจถือว่า กฎหมายนี้ควรจะผ่าน แต่ขณะเดียวกันถ้าเราดู ๒ อย่างนี้ เราติดขัด ติดปัญหา แต่ถ้า โดยในหลักการเราเห็นด้วย โอ.เค. เรารับได้ แต่เราเข้าไปแก้ไขในขั้นตอนการแปรญัตติ ผมเข้าใจดีว่าท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของ พ.ร.บ. ฉบับนี้คงจะมีจุดที่ไม่สบายใจ ผมเชื่อว่า ท่านได้อ่านเหมือนกันว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้มีการเสนอมาตั้งแต่อดีต ติดค้างอยู่ใน สภาผู้แทนราษฎร เวลามาถึงรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากว่ารัฐบาลตระหนักดีกว่า เรื่องนี้ ประชาชนรออยู่ มีพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนรออยู่ว่า เมื่อไร พ.ร.บ. ฉบับนี้จะออกมา ผมจึงเห็นใจรัฐบาลว่าจําเปึนจะต้องเดินหน้าต่อไป ผมเข้าใจลึก ๆ ในส่วนของ วิป (Whip : คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร) เองหรือรัฐบาลเองคงอยากจะดึงกฎหมาย ฉบับนี้ออกมาปรับปรุงแก้ไขให้มันถูกต้องเหมาะสมแล้วก็เปึนประโยชน์ต่อประชาชน อย่างจริงจัง แต่เนื่องจากว่าอยากจะเร่งผลักดันให้มันออกมา จึงมีการให้เดินหน้าต่อไป แต่ท่ามกลางการเดินหน้าต่อไปนั้นมีปัญหาอุปสรรค วันนี้ได้มีพูดคุยกันครับ เดินซ้ายก็เจอเสือ เดินขวาก็เจอจระเข้ วันนี้พยายามเดินด้วยความระมัดระวัง ผมอยากจะชี้แจงว่า จุดที่ผม ไม่สบายใจก็คือที่มาของคณะกรรมการ ท่านประธานคงจะทราบดี โดยเฉพาะ ท่านรัฐมนตรีคงจะทราบว่าขณะนี้มีคณะกรรมการอยู่ ๒ ระดับ กรรมการในระดับบนคือ กรรมการรวมของทั้งหมด ที่เรียกว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมที่เปึนคณะกรรมการชุดใหญ่ และคณะกรรมการชุดใหญ่นี้ก็แบ่งเปึน ๒ แท่งย่อยก็คือ ในเรื่องของวิทยุโทรทัศน์เปึนคณะกรรมการชุดหนึ่ง แล้วก็โทรคมนาคมนั้นเปึนกรรมการ อีกชุดหนึ่ง จุดที่ผมไม่สบายใจก็คือทั้ง ๒ ระดับ ระดับบนสุดที่เปึนบอร์ดใหญ่ เปึนกรรมการใหญ่ก็ไม่สบายใจ ในระดับล่างที่แบ่งเปึน ๒ แท่งก็ไม่สบายใจ ถามว่า ไม่สบายใจตรงไหนผมจะชี้ให้ดูครับ ผมจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้คณะกรรมการชุดใหญ่ ถ้าใน ร่างที่รัฐบาลเสนอมามันมีช่องทางที่จะชี้ให้เห็นว่าวันนี้หน่วยงานนี้มันไม่ได้อิสระจริง ๆ มัน มีช่องทางที่จะทําให้หน่วยงานภาครัฐก็คือรัฐบาล สามารถเข้ามาแทรกแซงในการแต่งตั้ง คณะกรรมการชุดใหญ่ได้ เช่น ในมาตรา ๑๒ วรรคสาม ถ้าท่านได้มีโอกาสมีเอกสาร อยู่ในมือลองเป่ดนะครับว่า ในมาตรา ๑๒ วรรคสาม ได้กําหนดไว้ให้เลขาธิการ กสช. เสนอบัญชีรายชื่อพร้อมด้วยประวัติและผลงานต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนําเสนอให้วุฒิสภา พิจารณาคัดเลือกต่อไป คําถามจึงมีอยู่ว่า เพราะเหตุใดการเสนอขั้นตอนของหน่วยงาน อิสระเช่นนี้จําเปึนจะต้องผ่านไปที่นายกรัฐมนตรีด้วย แต่ถ้าบัญชีรายชื่อถึงจะกําหนดมา เปึน ๒ เท่าก็จริงอยู่ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีท่านนั้นพิจารณารายชื่อแล้วคน ๆ นี้ คนเหล่านี้ มีความรู้สึกไม่ชอบมาพากล ไม่ชอบใจคนกลุ่มนี้ ผมใช้อย่างนี้ ถ้าการไม่ชอบใจเกิดขึ้น การดึงเกมหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้ทุกอย่างเกิดความล่าช้า กระบวนการแทรกแซง ก็จะเกิดขึ้นได้จากกระบวนการของท่านนายกรัฐมนตรี ผมเรียนกับท่านประธานนะครับ บังเอิญที่ผมพูดได้เต็มปากวันนี้ผมอยู่ซีกรัฐบาล ผมเชื่อใจท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ท่านไม่ทําอย่างนี้ครับ แต่อนาคตของประเทศไทยอีก ๑๐ ป้ ๒๐ ป้ข้างหน้าเราไม่รู้ว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้นเปึนอย่างไรบ้าง ดังนั้นช่องทางตรงนี้ในคณะกรรมการชุดใหญ่ ผมถือว่าเปึนช่องทางที่ทําให้รัฐบาลสามารถแทรกแซงการจัดตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมาได้ นี่คือประเด็นที่ ๑
นอกจากนี้แล้วในมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ได้เป่ดโอกาสให้สํานักงาน กสช. ประกาศและตรวจสอบคุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อ แค่นั้นยังไม่พอนะครับ ไม่พอที่จะทําให้หน่วยงานสํานักงาน กสช. ประกาศและตรวจสอบคุณสมบัติ โดยเฉพาะ ในบทเฉพาะกาล ในช่วงระยะเริ่มต้น ได้เป่ดโอกาสให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เปึนหน่วยธุรการในการดําเนินการคัดเลือก กสช. ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ความรู้สึกของผมเองไม่ว่าจะเปึนสํานักนายกรัฐมนตรี หรือว่าสํานักงาน กสช. ก็แล้วแต่ ก็เปึนหน่วยงานที่ภูมิต้านทานทางการเมืองไม่เข้มแข็ง มันก็เปึนช่องทางที่จะทําให้กลไก ของรัฐบาลสามารถเข้าไปแทรกแซงหรือครอบงําหรือตรวจสอบในการเสนอรายชื่อได้ ผมจึงมีหลักคิดที่จะสอดคล้องกับท่านอภิชาตที่เสนอร่าง พ.ร.บ. นี้ประกบเข้ามาว่า ทําไม รัฐบาลไม่เป่ดโอกาสให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งผมถือว่าสํานักงานเลขาธิการ วุฒิสภานั้นค่อนข้างจะเปึนหน่วยงานเปึนกลางทางการเมือง ซึ่งมีความเปึนกลางทาง การเมืองสูงที่สุดในปัจจุบันนี้ แล้วผมก็เชื่อเช่นกันว่าโอกาสที่หน่วยงานของรัฐบาลที่เข้าไป แทรกแซงสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาในการทําหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคล ที่จะเปึนกรรมการ กสช. นั้นยากครับ ผมเชื่อว่าโอกาสที่จะทํานี้ทําได้ยาก ดังนั้นจึงเปึน ช่องทางที่อยากจะเรียนกับท่านรัฐมนตรีว่าเปึนไปได้ไหมว่า หน่วยงานธุรการในการ ตรวจสอบคุณสมบัติของคนที่จะมาเปึนคณะกรรมการ กสช. นั้นควรจะเป่ดโอกาสให้ สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาเข้ามาทําหน้าที่ ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ยังมี ประเด็นที่คิดว่าเปึนประโยชน์ครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนว่าเมื่อสักครู่นี้ผมพูด ในภาพของคณะกรรมการชุดใหญ่
ในส่วนกรรมการแท่ง ๒ แท่งเช่นกันครับ ท่านประธานคงจะทราบดีนะครับ ว่าในกฎหมายที่รัฐบาลเสนอมา ในแท่งของกิจการวิทยุโทรทัศน์ กําหนดให้มี คณะกรรมการ ๗ คน โดยที่ ๗ คนนั้น ๔ คนมาจากชุดใหญ่ และอีก ๓ คนนั้นมาจาก การตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมายหรือเศรษฐศาสตร์อีกไม่เกิน ๓ คน รวมเบ็ดเสร็จแล้วไม่เกิน ๗ คน
ในส่วนของแท่งกิจการโทรคมนาคมนั้นกําหนดให้มีกรรมการประมาณ ๕ คน โดยที่ ๓ คนนั้นมาจากชุดใหญ่ และอีก ๒ คนนั้นมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ เปึนคณะกรรมการอิสระที่ผ่านการสรรหาคัดเลือกและวุฒิสภาเปึนคนให้การรับรองมา แต่อยู่ ๆ แล้วก็เหมือนกับมีการแฝงเร้นนัยบางอย่าง มีการตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่า คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งท่านประธานคงจะทราบดีครับ คน ๓ คนนี้ซีกซ้าย อีก ๒ คนซีกขวา มีบทบาทเท่ากับคนที่วุฒิสภาแต่งตั้งมา มันจะเปึนไปได้อย่างไร แต่ปัญหาที่เรากังวลคือแต่งตั้งคนเหล่านี้เข้ามา มันจะเปึนช่องทางให้นายทุนครับ คนที่มี อิทธิพล มีเงินเยอะ ๆ ในการวิ่งเต้นแล้วก็สามารถเข้าเปึนกรรมการทั้งชุดเล็กด้านซ้ายและ ชุดเล็กด้านขวา และตรงนี้เปึนจุดที่น่ากลัวและน่ากังวลเปึนอย่างยิ่ง และมันจะ ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้กรรมการชุดนี้เปึนกรรมการที่ผ่าน การคัดเลือกสรรและถือว่าเปึนองค์กรอิสระจริง ๆ ความภูมิใจของเขาคือการที่วุฒิสภา เปึนคนเลือกเขา เอาอย่างนี้ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และ
ท้ายที่สุดจริง ๆ แล้วจุดนี้ผมมาพูดสุดท้ายเพราะว่าเปึนข้อที่น่ากังวลใจ ที่สุด กฎหมายฉบับนี้ที่รัฐบาลเสนอมานี่เปึนกฎหมายที่เป่ดโอกาสให้นายทุนเข้ามา ครอบงํา กสช. ชุดใหญ่ได้อย่างเต็มตัว ถ้าท่านประธานหรือหลายท่านไม่ได้อ่านร่าง ที่รัฐบาลเสนอมา หรือว่าอ่านอย่างผิวเผินอาจจะมีความรู้สึกฟังดูผิวเผินและก็ดูดี แต่ถ้า อ่านอย่างลึกซึ้งจริง ๆ และด้วยการฟังคําวิเคราะห์จากนักกฎหมายที่ชี้ประเด็นให้เห็นจะรู้ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ของรัฐบาลเป่ดช่องว่างให้นายทุนเข้ามาครอบงํา กสช. ที่เปึน หน่วยงานดูแลคลื่นความถี่ของรัฐอย่างเต็มที่ครับ คําถามถามว่า ทําไมเป่ดโอกาสอย่างนี้ เนื่องจากว่าในขั้นตอนของการกําหนดคุณสมบัติ ในขั้นตอนของการกําหนดคุณสมบัติ เพื่อจะเลือกสรรนําเสนอสู่วุฒิสภานั้นไม่ได้ห้ามนายทุน ไม่ได้ห้ามคนที่มีส่วนได้เสีย คนที่ ทําธุรกิจในเชิงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคลื่นความถี่ ไม่ได้ห้ามไว้เลยนะ เท่ากับว่าคนเหล่านี้ สามารถสมัครหรือว่าได้รับการคัดสรรเปึนบุคคลที่จะเปึน กสช. ได้ เพียงแต่ว่ากฎหมาย ห้ามไว้ต่อว่า หลังจากที่คุณได้รับการคัดเลือกแล้วคุณค่อยเข้ามาลาออกจากตําแหน่ง หน้าที่นั้น แล้วท่านประธานครับ ท่านประธานจะทราบดีนะครับว่า คนที่เปึนเจ้าของ กิจการใหญ่ ๆ เวลาเข้าไปแล้วและลาออก เปึนไปได้หรือครับว่าเขาจะทําประโยชน์เพื่อ ประเทศชาติจริง ๆ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นกับธุรกิจดั้งเดิมที่ตัวเองเคยทําหน้าที่ไว้ ผมอยากจะ ฝากข้อคิดเห็นว่าควรจะกําหนดห้ามตั้งแต่ต้นครับ ควรจะห้ามคนที่เปึนเจ้าของกิจการ หรือว่านายทุน หรือว่ามีส่วนได้เสียนี่ ไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการนี้มาไม่น้อยกว่า ๕ ป้ เพื่อเมื่อเขาได้รับการคัดเลือกแล้วเขาจะสามารถทําหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ส่วนรวมอย่างจริงจังครับ ผมขอฝากความคิดเห็นไว้แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ