สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๔ มีนาคม ๒๕๕๒

สงวน พงษ์มณี เสนอแนวคิดในการเขียนกฎหมายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเรียกร้องการช่วยกันแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับองค์กร นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเสนอให้คลื่นความถี่เป็นสมบัติสาธารณะ และแบ่งให้ประชาชน 20%

นายสงวน พงษ์มณี ลําพูน

ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในชั้นรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ ผมต้องขออนุญาต ร่วมสนทนาธรรมกับเพื่อนสมาชิกว่า มีความจําเปึนอย่างยิ่งที่เราจะต้องทําความเข้าใจ ร่วมกันแล้วก็พยายามเข้าไปเขียนกฎหมายฉบับนี้ให้มีลักษณะที่สามารถนําไปปฏิบัติ ได้จริง ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกต้องยอมรับว่าองค์กรนี้เกิดยากเหลือเกิน ที่ผ่านมาเกิดขึ้นก็มี การร้องเรียน จนกระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่เกิด แต่กฎหมายที่เกี่ยวกับคลื่นความถี่ออกไปแล้ว แต่คนจัดการกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรจัดการนี่เพิ่งเข้าสู่สภาในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในชั้นรับหลักการนี่มันมีหลายเรื่องที่ผมสนใจและผมคิดว่าพวกเราจะต้องช่วยกัน พวกเราในที่นี้ผมหมายถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่อยู่ในสภาแห่งนี้นะครับ ต้องช่วยกัน ได้แปรญัตติในส่วนที่ท่านเห็นว่ามันจะเกิดประโยชน์กับบ้านกับเมือง

ท่านประธานครับ กระผมอยากให้พวกเราดูหลักการของเขาในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา ๖ ถึง มาตรา ๑๓ ซึ่งเปึนกระบวนการได้มาซึ่งคนจะเข้ามาบริหาร คลื่นความถี่ ผมคิดว่ามีหลายส่วนที่น่าสนใจ แล้วเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า คนที่จะเข้าไป ต้องมีผลงาน ต้องมีความรู้ ต้องมีประสบการณ์ แล้วก็ต้องมีความเชี่ยวชาญ ท่านประธานครับ ถ้าถามพวกเราว่า พวกเรามีประสบการณ์ในเรื่องนี้ไหม ผมเองก็ต้องตอบว่าหลายคนก็คง เหมือนผม เราไม่ใช่เคยทํางานสื่อ ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ เรามีความรู้ไหม ความรู้ ในเรื่องที่อยากให้มีนี่ผมว่าพวกเรามีความรู้ แต่ถ้าความรู้ทางเทคนิคนี่คงไม่ใช่ ทีนี้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เขียนไว้นี้ ทําไมผมพูดในเรื่องนี้ในชั้น รับหลักการ ก็เพราะว่าอยากให้ท่านสนใจและเห็นว่าเขียนไว้อย่างนี้เอาเข้าจริง ๆ จะเปึนไปได้ไหม และกระบวนการได้มาก็เขียนว่าให้เลือกกันเอง เสร็จแล้วก็เสนอเข้าสภา สูงให้เปึนผู้เลือก ในมาตรา ๑๓ อ่านดูแล้วมันอย่างไร ๆ อยู่ เพราะว่าส่งเข้าไปที่วุฒิสภา ๖๐ วันต้องเลือกให้เสร็จ เลือกไม่เสร็จและมีบังคับในวรรคต่อไป ครม. เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมถามว่าเอาเข้าจริง ๆ มันจะจบไหม ถ้าสิ่งเหล่านี้สาธารณะไม่รับ เพราะองค์กร ตรวจสอบของเรานี่มันมีมาก ยื่นฟัองขึ้นไปทุกอย่างก็ต้องหยุด ที่ผมพูดประเด็นนี้เพื่อชวน พวกเราตามเข้าไปลึก ๆ เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้เสนอกฎหมายได้อภิปรายให้เห็นชัดว่ามี ความสําคัญอย่างไร มีความเกี่ยวข้องตรงไหน กระผมคิดว่ามันมีอันหนึ่งนะครับท่านครับ กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ดีอยู่เรื่องหนึ่ง คือเขียนเรื่องคุณสมบัติกับข้อห้าม ครั้งก่อนมีปัญหาตรงนี้ท่านครับ ไม่มีคุณสมบัติก็เข้าไม่ได้ พอเข้าไปได้แล้วเกิดมีข้อห้าม ขึ้นมา เขาบอกว่าถ้าได้เปึนแล้ว ได้รับเลือกแล้ว ใครเปึนอย่างนี้ ๆ อยู่ก็ต้องไปลาออก นั่นแสดงว่าส่วนนี้เปึนข้อห้ามถ้าเราเขียนชัดเจน อธิบายชัดเจนอย่างนี้ การร้องเรียนจะ ไม่เกิด ทําไมผมพูดประเด็นนี้เพราะว่าที่ผ่านมานี้สิ่งที่เปึนข้อห้ามกลายเปึนปัญหาใหญ่ เช่น บอกว่านายคนนี้เกี่ยวข้องจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านจะต้องถูกกล่าวหาอย่างนี้ จริง ๆ แต่วันนี้พูดอย่างนั้นไม่ได้ อันไหนที่เขาไม่เปึนไม่ได้นี่เขาลาออกได้ตามกฎหมาย แล้วที่สําคัญผมแปลกใจครับ ถ้าไม่เอาคนในวงการมาเปึนนี่เขาจะเชี่ยวชาญได้อย่างไร เขาจะมีประสบการณ์ได้อย่างไร เขาจะจัดการได้อย่างไรท่านประธานครับ ถ้าเราจะเข้าใจ กฎหมายฉบับนี้มากขึ้น อยากให้ท่านดูเรื่องข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายที่ดํารงอยู่ ณ ขณะนี้ ในข้อกฎหมายเขาต้องบอกว่า ยังไม่มีข้อกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น ข้อเท็จจริงก็คือว่า คลื่นความถี่ต่าง ๆ นี้รัฐได้เอาไปไว้หมดแล้วในป้ ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญเขียนในมาตรา ๔๐ ว่า คลื่นความถี่เปึนสมบัติสาธารณะ แล้วต้องแบ่งให้ประชาชน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากไหนท่านประธาน ฝากกรรมาธิการที่เข้าไปทํางาน ถามว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากไหน คิดจากไหน บ้านผมอยู่ภาคเหนือครับ มีสถานีวิทยุกองทัพเรือ เพราะอะไรครับ เพราะ ส่วนราชการเมื่อก่อนแย่งคลื่นกัน ต้องกล่าวหาอย่างนี้นะครับ เอาคลื่นไปไว้ในองค์กร ของตัวเอง แล้วก็มีนายทุนมารับสร้างให้ นี่เปึนข้อกล่าวหาจากผมนะ แล้วก็ไปบริหาร คลื่นความถี่จนในที่สุดนี่คนบริหารคลื่นความถี่ทางวิทยุกระจายเสียงทั้งหลายนี่ขึ้นราคา มาก ๆ จนผู้จัดรายการอยู่ไม่ได้ พอเป่ดโอกาสให้วิทยุชุมชนนี่ มันจึงมีความหลากหลาย ตรงวิทยุชุมชน เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ผมติดตามท่านทํางานตลอดเวลา แล้วก็สนใจเวลาออกอากาศผมนั่งฟังอย่างพินิจพิเคราะห์ว่าท่านจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร แล้วกําลังอธิบายต่อสาธารณะว่าจะเดินทางไปทางไหน ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ท่านครับ กรรมการนี้ก็กําลังจะเกิดตามกฎหมายฉบับนี้ แต่คงไม่ใช่พรุ่งนี้หรือเดือนหน้า แต่ว่าวันนี้ รัฐบาลกําลังจะตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาปรับปรุงองค์กรและจัดสรรคลื่นความถี่ จะอนุมัติ อนุญาตเหมือนที่โฆษณาในโทรทัศน์ ถามว่าทําแล้ว ถ้าทําตรงนี้ได้แล้วกฎหมายฉบับนี้ จะร่างทําไม ที่ผมพูดตรงนี้เพราะอะไร ไม่ได้กล่าวร้ายครับท่านครับ แต่กําลังจะบอกว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่เขียนให้คลื่นความถี่เปึนสมบัติสาธารณะ ไม่ใช่ของราชการ แล้วราชการจัดไปท่านผู้เสนอกฎหมายเมื่อสักครู่นี้ผมดีใจมากท่านบอกว่า ก็ต้องพิจารณา ว่าเอามาจัดสรรใหม่ แล้ว ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดเปึนของชาวบ้าน เปึนของประชาชน เปึนของคนนอกนี่ใช่ไหม ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ ถามผ่านท่านประธานไปยังคน ที่จะเปึนกรรมาธิการแล้วก็ได้ทํางานร่วมกันต่อไป ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่สามารถ ดึงคลื่นเหล่านั้นกลับมาได้ รัฐธรรมนูญก็เปึนหมัน คนก็ยังหากินกับคลื่นความถี่ เหมือนเดิม วันนี้คลื่นความถี่กลายเปึนอนาคตทางการรับรู้ข่าวสาร การต่อสู้กันทางสื่อ นี่น่ารักท่านครับ มีวิทยุฝ์ายสีแดง มีวิทยุฝ์ายสีเหลือง มีคนฟังคนเดียว วันนี้จานทีวี จานเดียวดูได้ทั้งข่าวสีเหลือง สีแดง อันนี้ต่างหากที่มันเปึนความงดงาม คนฟังเขา ตัดสินใจได้ รัฐมนตรีไม่ต้องกังวล คลื่นความถี่มันเปึนสมบัติของชาวบ้าน เปึนสมบัติ สาธารณะนี่เพิ่งเห็นประโยชน์มันตรงนี้ละ วันนี้ที่ผมพูดประเด็นนี้ผมกําลังจะชี้ข้อกฎหมาย ตรงไหน อันไหนที่กฎหมายจะเขียนให้เปึนสิทธิต้องเขียนให้ชัด อันไหนที่มีกฎหมายอื่น อยู่แล้วนี่ ถ้าผิด ผิดกฎหมายละเมิดตามกฎหมายอื่นก็อย่าไปเขียนซ้ํา เดี๋ยวกฎหมายก็ใช้ไม่ได้ ผมพูดประเด็นเหล่านี้ในชั้นรับหลักการ เพื่อที่อยากจะแลกเปลี่ยนกับท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่า น่าจะถึงเวลาที่เราจะต้องมาทํางานจริงจังในเรื่องนี้ ท่านเป่ดกฎหมาย ผ่านกฎหมายไปก่อน ไปอ่านคําอธิบาย คําวิเคราะห์ ทั้งของกฤษฎีกาและของที่ผู้เสนอ กฎหมายส่งเข้ามานี่ อ่านให้ดีจะเห็นหลายอย่าง เห็นหลายอย่างว่าในความขัดกัน มีความเหมือนกันอยู่บ้างของ ๓ ฉบับ และในความเหมือนกัน บางอย่างมีความแตกต่าง ชัดเจน มีฉบับหนึ่งของรัฐบาลก่อน ของท่านสมชายที่เซ็นเข้ามา เปึนฉบับที่ชาวบ้านเขามี ประชาพิจารณ์ไว้แล้ว เมื่อกี้ผู้เสนอกฎหมายฉบับใหม่ก็บอกว่าบางอย่างเสนอไว้อันตราย ผมเห็นด้วย เพราะว่าแม้เปึนฉบับที่ชาวบ้านเขาประชาพิจารณ์ไว้แล้วก็ใช่ว่าจะต้อง รับฟังเสียงทั้งหมด วันนี้สภานี้ต้องคิดสิ่งที่เรียกว่า คิดทางยุทธศาสตร์ของแผ่นดิน กฎหมายฉบับนี้เมื่อเสร็จแล้วต้องมีประโยชน์ปฏิบัติได้ ผมกลัวที่สุดคือปฏิบัติไม่ได้ เลือกมาเสร็จแล้วนี่ต้องเขียนไว้นะว่าวุฒิสมาชิก ๖๐ วัน คุณทําอะไร จบแล้วไปไหน จบเมื่อไร ถ้ามันเปึนไปตามกฎหมายการส่งไปองค์กรอื่นนี่เขาก็จะได้พิจารณาตามสิ่งที่เรา เขียนไว้ ผมพูดเรื่องนี้ซ้ํา ๒ รอบแล้วนะ ในขณะที่ขึ้นมาพูดไม่กี่นาที เหตุผล ก็เพราะว่า ผมมั่นใจเปึนกังวลตรงนั้นจริง ๆ ท่านประธานครับ อะไรคือความเปึนกลาง มันจะต้องมี คนพูดถึง สื่อไม่เปึนกลาง พูดอย่างนี้นะครับ มันพูดได้แต่อธิบายลําบาก อะไรคือการรับใช้ อะไรคือทาสของความคิดท่านต้องมองให้ออก แล้วค่อยมาเขียนเปึนตัวหนังสือว่าอะไรคือ ความเปึนกลาง ความเปึนกลางจริง ๆ คืออะไร คือต้องยืนอยู่กับกฎหมาย คนที่ถูกเลือก ไปนี่คุณจะเปึนคนของใครผมไม่สนใจ แต่คุณต้องยืนอยู่กับกฎหมาย นั่นแหละคือ การทําหน้าที่อย่างเปึนกลาง คนในสังคมไทย สังคมประชาธิปไตย ทุกคนต้องไปเลือกตั้ง เปึนหน้าที่ คุณก็ต้องเลือกพรรคนั้นพรรคนี้ แม้คุณไม่พอใจคุณก็ยังมีสิทธิที่ไม่เลือกใคร แต่คุณก็ต้องไปทําหน้าที่ นั่นแสดงว่าพรรคพวก ความเห็น แนวทาง นโยบาย มันมีอยู่ ในใจของทุกคนแล้ว ถ้าจะเอาเรื่องนี้มาเปึนความเปึนกลาง ผมไม่เข้ากับพรรคไหน นี่ไม่จริง แต่ถ้าคุณจะเปึนใครก็ตาม คุณเปึนรัฐบาลชุดนี้ คุณเปึนกลุ่มไหน พรรคไหน ก็ตาม คุณต้องอยู่บนพื้นฐาน อยู่กับกฎหมาย อยู่กับระเบียบ นี่คือการปฏิบัติหน้าที่ ที่เปึนกลาง ในกฎหมายฉบับนี้ ในหลักการอย่างนี้ต้องมี และมีอย่างแน่นหนาด้วย มีอย่าง อธิบายได้ด้วย ถ้าเขียนไม่ชัดเจน ปล่อยให้ตีความ นั่นล่ะคือการส่งเสริมให้เกิด ความไม่เปึนกลางท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้จะคุ้มครองอะไร บอกชัดเจน จะไม่ให้ละเมิดเรื่องไหน เขียนให้ชัดเจนหน่อย ในชั้นหลักการผมดูแล้วไม่ค่อยเขียนเรื่องนี้ เท่าไร ดูในเนื้อหาสาระยังมีหลายมาตรากํากวมไม่ชัดเจน อย่างไรเสียผมคิดว่ากฎหมาย ฉบับนี้ก็ต้องผ่านสภานี้แน่นอน เพราะทุกคนเห็นด้วยหมด ไม่เห็นด้วยได้อย่างไรครับ จนกระทั่งบัดนี้ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องสื่อเรื่องอะไรเยอะแยะ แต่ว่าคนที่มาจัดการยังไม่มี กฎหมายมีแล้ว ผมเสนออย่างนี้ได้ไหม ท่านผู้เสนอกฎหมายทั้งหลายทั้ง ๒ ฝ์าย หลังจาก ที่ท่านเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าสภาแล้วนี่ ช่วยเสนอกฎหมายแก้ไขกฎหมายที่ออก ในป้ ๒๕๕๑ เกี่ยวกับคลื่นความถี่ทั้งหลาย ถ้าท่านไม่แก้ตรงนั้นนะ คนกลุ่มนี้จะไปจัดการ ลําบาก เพราะกฎหมายที่เขียนในชั้นเผด็จการครองเมืองนี่ ถ้าจะบอกว่าผมโจมตี ก็โจมตี ผมกล่าวร้ายก็กล่าวร้าย ผมอ่านดูแล้วลําบากใจที่จะรับ ถ้าผมถูกเลือกหรือท่านผู้ทรงเกียรติ ถูกเลือกไปนั่งตรงนี้ ท่านจะจัดการปัญหาตามกฎหมายฉบับนั้นได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมฝากท่านผู้เสนอ กฎหมายช่วยดูกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอแก้ไปพร้อมกัน ทําไมผมพูดอย่างนี้ เพราะผมฟังท่านพูดแล้วเมื่อกี้ ฟังท่านรายงานต่อสภาแล้ว ผมชื่นชมว่าท่านละเอียด ท่านติดตาม ถ้าเรากลับไปอ่านกฎหมายฉบับนั้นหน่อยหนึ่ง แล้วท่านค่อยมาคุยกันว่า ควรจะปรับปรุงอย่างไร ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมพูด ผมเห็นด้วย และจะรับหลักการกฎหมาย ฉบับนี้ ขอขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ