อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และควบคุมกิจการโทรคมนาคม โดยมีหลักการเหตุผลและความจำเป็นในการจัดตั้งองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเพื่อดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่และควบคุมกิจการโทรคมนาคม พร้อมเสนอแผนการปฏิรูประบบการสื่อสารมวลชนและควบคุมการใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้การใช้คลื่นความถี่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมและคณะ ส.ส. รวม ๓๐ ท่านได้เสนอร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการเหตุผลและความจําเปึน ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ดังนี้ ทําให้เกิดข้อติดขัดในการดําเนินการหลายประการ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กําหนดให้จัดตั้งองค์กรของรัฐที่เปึนอิสระ องค์กรหนึ่งทําหน้าที่ดําเนินการจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และกําหนดขอบเขต การดําเนินงานขององค์กรและกํากับดูแลการประกอบกิจการดังกล่าว รวมทั้งในร่างฉบับนี้ ได้มีบทบัญญัติอื่น ๆ ที่จะทําให้การดําเนินงานขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เปึนไป อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบรรจุข้อเรียกร้องของภาคฝ์ายต่าง ๆ ในสังคม ให้เข้ามาเปึนส่วนหนึ่งของเนื้อหาในร่างฉบับนี้ จึงจําเปึนต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และเปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
ท่านประธานที่เคารพ กระผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาสักเล็กน้อยในการ อภิปรายประกอบการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกภาค ฝ์ายนะครับที่ได้พยายามผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎรได้หยิบยกเอาร่างกฎหมายฉบับนี้ ขึ้นมาพิจารณา และได้บรรจุร่างข้อเสนอของภาคฝ์ายต่าง ๆ เข้ามาเปึนข้อสังเกตในการ พิจารณาในครั้งนี้ ท่านประธานครับ กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เปึนกฎหมายที่มี ความสําคัญมากที่สุดฉบับหนึ่ง ผู้คนก็ได้รอคอยแล้วก็ติดตามความเคลื่อนไหวของ กฎหมายฉบับนี้มาโดยตลอด นับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งได้บัญญัติข้อความ สําคัญไว้ในมาตรา ๔๗ แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองด้วยการที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจที่มี เม็ดเงินจํานวนหลายแสนล้านบาท รวมทั้งการที่มีบุคคล มีกลุ่ม มีองค์กร มีฝ์ายต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเปึนจํานวนมาก ทําให้กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่จะออกตาม รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็เกิดขึ้นไม่ได้สักที ปัญหาที่ตามมาก็คือความโกลาหลในการ จัดระเบียบในการใช้คลื่นความถี่ ทั้งคลื่นความถี่ทางด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และคลื่นความถี่ทางด้านโทรคมนาคม ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ที่พี่น้องประชาชนและ เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้หยิบยกมาพูดจากันมาก ก็เช่น ปัญหาการเกิดขึ้นของวิทยุ ชุมชน ซึ่งเกิดขึ้นเปึนจํานวนมาก มีอยู่จํานวนกว่า ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ สถานีเคเบิลทีวี ในท้องถิ่นซึ่งเกิดขึ้นเปึนจํานวนมาก โทรทัศน์ในท้องถิ่น โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม หรือ การจัดสรรคลื่นความถี่ทางด้านโทรคมนาคม ซึ่งยังมีปัญหาในเรื่องความเหลื่อมล้ํา ในการจัดสรรในหมู่ผู้ประกอบการ เหล่านี้ล้วนแต่เปึนรูปธรรมของปัญหาของ ความโกลาหลอันเปึนผลสืบเนื่องจากการที่ไม่มีกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ท่านประธานครับ วันนี้ด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาลซึ่งต้องขอชื่นชมที่จะผลักดัน ให้กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ออกมาบังคับใช้ เพื่อให้สนองตามนโยบายของ รัฐบาลที่ต้องการให้เกิดการจัดระเบียบการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งจะได้เปึนประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนในวันข้างหน้า กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ จริง ๆ แล้วมีจุดเริ่มต้น มาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ ที่รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ได้กําหนดไว้ชัดเจนนะครับว่า คลื่นความถี่ที่ใช้ส่งกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมเปึนทรัพยากรสื่อสาร ของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ จากจุดนั้นละครับก็ทําให้มีการออกกฎหมายตามมา ฉบับหนึ่งเรียกว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เมื่อป้ ๒๕๔๓ ในกฎหมาย ฉบับป้ ๒๕๔๓ กําหนดให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ๒ ชุด อยู่ในองค์กรแห่งนี้ ชุดแรก ก็เรียกว่า กสช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ) ก็พยายามจัดตั้งกันมายาวนานนะครับ ด้วยกระบวนการที่เรียกว่ายากเย็น มีกระบวนการ สรรหา มีการฟัองร้อง ทําให้เกิดภาวะชะงักงัน และในที่สุดรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ถูก ล้มเลิกไป เมื่อป้ ๒๕๔๙ กสช. ก็ยังไม่เกิด กรรมการในชุดที่ ๒ เรียกว่า กทช. หรือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ก็ได้ผ่านวิบากกรรมมามากมายเหมือนกัน นะครับกว่าที่จะจัดตั้งขึ้นสําเร็จก็ในป้ ๒๕๔๘ และก็ กทช. ชุดนี้ก็ทําหน้าที่มาจนถึงวันนี้ และวันนี้ กทช. ชุดนั้นตามกฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็ยังได้ทําหน้าที่เข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่เปึนการชั่วคราวตามบทบัญญัติของกฎหมาย ที่ออกตามมาในภายหลัง ก็คือกฎหมายประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ ป้ ๒๕๕๑ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กําหนดไว้ในมาตรา ๔๗ ที่ให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ด้วยเจตนารมณ์อันเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ระบุ ให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ขึ้นมาเพียงองค์กรเดียว ดังนั้นก็จําเปึนต้องมีกฎหมาย ขึ้นมารองรับเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ สังคมไทยเราภาคฝ์ายต่าง ๆ ทั้งนักวิชาการ ภาคประชาชน พี่น้องประชาชนทั่วไป รวมทั้งฝ์ายการเมืองเองก็รอคอย และพยายาม ผลักดันที่จะให้เกิดการปฏิรูประบบการสื่อสารมวลชนของประเทศ และปฏิรูประบบการ ควบคุมการใช้คลื่นความถี่ของกิจการโทรคมนาคมมาโดยตลอด ทั้งนี้เพื่อมีเปัาหมายว่า ทําอย่างไรที่จะให้การใช้คลื่นความถี่นั้นเปึนประโยชน์กับสังคมส่วนรวมอย่างแท้จริง ทําอย่างไรที่จะให้การจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเปึนทรัพย์สมบัติของสาธารณะถูกกระจายไปยัง ภาคส่วนต่าง ๆ อย่างทั่วถึง เปึนธรรมอย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกภาคฝ์ายได้มีโอกาสได้เปึน เจ้าของคลื่นความถี่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากความล่าช้าดังกล่าว ทําให้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ออกมาสักที แต่ขณะเดียวกันท่านก็เห็นแล้วนะครับว่า พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านกิจการโทรคมนาคม ทางด้านการสื่อสารพัฒนาไป อย่างรวดเร็วมาก เรียกว่า เปึนการพัฒนาแบบก้าวกระโดด และสภาพปัญหาของสังคม ก็มีความสลับซับซ้อนที่จําเปึนต้องใช้ทรัพย์สมบัติสาธารณะเหล่านี้มาแก้ไขปัญหา ของสังคม วันนี้เมื่อกฎหมายคลื่นความถี่ไม่ออก หรือว่าถูกยื้อ ถูกทําให้ออกล่าช้าก็ยิ่ง ทําให้เกิดความโกลาหลมากขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้ต้องบอกว่าการใช้คลื่นความถี่ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมในประเทศนี้อยู่ในสภาพโกลาหลและวิกฤติอย่างมาก
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้คําถามของเราก็คือว่า เราจะคลี่คลาย สภาพแบบนี้ได้อย่างไร ทําอย่างไรให้ทุกภาคฝ์ายมีความเห็นพ้องต้องกันแล้วก็สม ประโยชน์ลงตัว สามารถที่จะทําให้ทุกภาคฝ์ายรู้สึกว่าการจัดสรรคลื่นความถี่นั้นเปึนไป อย่างเปึนธรรม โปร่งใส อย่างแท้จริง อันนี้เปึนโจทย์ใหญ่ที่ผมและเพื่อนสมาชิกที่ได้ นําเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ขบคิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่าเราจะ ทําอย่างไรที่จะออกกฎหมายที่จะจัดระเบียบสภาพความโกลาหลดังกล่าวนี้ให้เปึนไปตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๗ มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ ไม่เพียงแต่รัฐบาล ไม่เพียงแต่ฝ์ายค้าน ไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์เอง ที่พยายามที่จะ ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมา แล้วต้องการจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทํากฎหมาย แต่พี่น้องที่อยู่ในภาคประชาชนซึ่งอยู่ในองค์กรทางด้านการสื่อสารมวลชน ทางด้าน กิจการโทรคมนาคมจํานวนมาก ก็ปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในร่างกฎหมายฉบับนี้ และก็ ได้พยายามที่จะนําเสนอเปึนร่างฉบับของภาคประชาชน แต่น่าเสียดายว่าด้วยข้อจํากัด ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย ด้วยเงื่อนเวลา ทําให้ภาคประชาชนไม่สามารถเสนอกฎหมาย ในนามของภาคประชาชนเข้ามาสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้ ฉะนั้น หน้าที่ของพวกกระผมซึ่งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จําเปึนจะต้องเข้าไปเก็บเกี่ยว ความคิด ความเรียกร้องต้องการของพี่น้องในภาคส่วนต่าง ๆ เหล่านั้น เข้ามาเขียน มาบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับที่ผมและคณะได้พยายามนําเสนอ
ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงแล้วร่างกฎหมายที่นําเสนอเข้าสู่ ที่ประชุมสภาในวันนี้ทั้ง ๓ ร่าง มีหลักการที่คล้ายคลึงกันอันหนึ่ง ก็คือการให้มีองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ขึ้นมา มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง จะเรียกว่า กสช. หรือ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ก็ตาม แต่มีหลักการใหญ่อันเดียวกัน แต่เนื่องจากว่าในรายละเอียดของกฎหมายแต่ละ ร่างที่ได้นําเสนอเข้ามานั้น มีรายละเอียดที่มาที่ไปที่แตกต่างกัน ทําให้เนื้อหาสาระของ ร่างกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนี้ไม่เหมือนกัน และยิ่งเมื่อได้เข้าไปพิจารณาในแต่ละมาตราซึ่งบัญญัติไว้ในร่างของแต่ละฉบับแล้ว ก็จะ พบว่าความแตกต่างเหล่านั้นละครับเปึนความแตกต่างที่นําไปสู่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต ถ้าหากว่าเราไม่ได้พิจารณากันอย่างลึกซึ้ง
ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่ผมและเพื่อน ส.ส. ที่ยื่นร่างกฎหมาย ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภาได้พิจารณา แล้วก็คิดว่ามีประเด็นสําคัญที่จะต้องขบคิด ก็คือว่า ทําอย่างไรเราจะได้กรรมการองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่ร่างของผมเรียกว่า กสทช. นี้มีบุคคลที่สามารถจะเปึนที่ยอมรับของทุกภาคฝ์ายได้มีกระบวนการคัดเลือก ที่โปร่งใส บริสุทธิ์ เปึนธรรม และรวดเร็ว และสุดท้ายก็คือเราได้คนที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ และมีความซื่อสัตย์สุจริตให้สังคมมั่นใจ ได้ว่าจะสามารถดูแลธุรกิจและผลประโยชน์นับแสนแสนล้านบาทของพี่น้องประชาชน ของส่วนรวมได้ดีที่สุด ประเด็นเหล่านี้ละครับที่บอกว่าท้าทายอย่างมาก
ผมต้องขอขอบคุณทางสํานักวิชาการของสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่ได้จัดทําเอกสารประกอบการพิจารณา แล้วก็แยกแยะให้เห็นว่าร่างกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนี้ มีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในร่างที่ผมและเพื่อนสมาชิกได้นําเสนอนั้นต้อง กราบเรียนกับท่านประธานว่ามีอยู่ถึง ๓๐ ประเด็นที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ แตกต่างจากร่างของรัฐบาล ซึ่งเปึนรัฐบาลเก่านะครับ รัฐบาลของ ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่อย่างไรก็ตามใน ๓๐ ประเด็นนั้นมีเนื้อหาสาระที่ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่ง เพื่อนสมาชิกและผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายก็สามารถที่จะไปพิจารณาตรวจสอบได้ แต่ผม อยากจะนําเรียนกับที่ประชุมแห่งนี้เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ กว้าง ๆ ที่จะให้เห็นของ ข้อแตกต่างเพื่อเชิญชวนให้เพื่อนสมาชิกได้ให้การสนับสนุนร่างของผมในการรับหลักการ ในวาระหนึ่งนี้ เนื้อหาสําคัญก็คือเรื่องของกรรมการ กสทช. ซึ่งเปึนกรรมการสูงสุด ในองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แม้แต่ชื่อก็แตกต่างกันอยู่แล้วนะครับ ชื่อของร่างของรัฐบาล ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เขียนว่าเปึนกรรมการ กสช. ซึ่งผมวิตกกังวลว่าในอนาคตจะมี ความสับสนกัน เพราะอย่างที่เรียนกับท่านประธานในตอนต้นว่าตามกฎหมาย พ.ร.บ. องค์กรจัดคลื่นความถี่ฉบับเก่าคือป้ ๒๕๔๓ ให้มีองค์กรขึ้นมา ๒ ชุด เรียกว่า กสช. ชุดหนึ่ง ทําหน้าที่ดูแลทางด้านวิทยุโทรทัศน์กับ กทช. อีกชุดหนึ่งที่ทําหน้าที่ดูแลทางด้าน กิจการโทรคมนาคม วันนี้เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดให้มีการให้องค์กรเดียวในการจัดสรร คลื่นความถี่ เราจะมาเรียกว่า กสช. ก็ก่อให้เกิดความสับสนแน่นอนว่า กสช. ที่ว่านั้น จะดูแลเฉพาะกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์เท่านั้นหรือ แล้วกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีคณะกรรมการ กทช. ดูแลอยู่มายาวนานเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน ทําไมไม่ได้รับเกียรติ เขียนไว้ในชื่อนี้ ร่างของกระผมและเพื่อนสมาชิกจึงได้ใช้คําว่า กสทช. คือรวมเอา ทั้ง ๒ องค์กรย่อยนี้เข้ามาเปึนองค์กรใหญ่เรียกว่า กสทช. มีจํานวน ๑๑ คน ความแตกต่าง ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือว่าที่มาของจํานวน ๑๑ คนนี้มีที่มาที่ชัดเจน แล้วก็แบ่งภาคส่วน อย่างแน่นอนนั่นก็คือว่า มีผู้แทนจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมีประสบการณ์ทางด้าน วิทยุกระจายเสียง ๒ ท่าน จากผู้มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ มีประสบการณ์ จากด้านโทรทัศน์ ๒ ท่าน ทางด้านโทรคมนาคม ๓ ท่าน ทางด้านกฎหมายและ เศรษฐศาสตร์ ๒ ท่าน และให้หลักประกันว่าจะต้องมาจากตัวแทนองค์กรคุ้มครอง ผู้บริโภคสื่อและโทรคมนาคมฝ์ายละ ๑ ท่าน รวมเปึน ๒ ท่าน ทั้งหมดนี้เปึน ๑๑ ท่าน ซึ่งเปึนตัวเลขที่มีความเหมาะสมและมีที่มาที่ไป นอกจากนั้นครับท่านประธานยังได้ กําหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการ กสทช. ทั้ง ๑๑ ท่านนี้ไว้อย่างชัดเจนเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งเปึนเนื้อหาสาระที่แตกต่างจากทุก ๆ ร่าง นั่นก็คือว่า กําหนดไว้ในมาตรา ๗ (๑๔) บอกว่า คนที่จะมาเปึน กสทช. จะต้องไม่เปึนหรือเคยเปึนกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา หรือพนักงานของนิติบุคคล หรือเปึนผู้ถือหุ้นหรือเปึนหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือ นิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการ โทรคมนาคม ในระยะเวลาห้าป้ก่อนดํารงตําแหน่งกรรมการ จุดนี้ละครับที่มีการ วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าเรากําลังไปกีดกันไม่ให้คนในแวดวงธุรกิจเข้ามาใช่หรือไม่ คําตอบคือไม่ใช่ครับท่านประธาน แต่เราต้องการให้ผู้ที่เข้ามาทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ให้กับธุรกิจด้านต่าง ๆ มีความเปึนกลางเพียงพอและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ไม่มี ผลประโยชน์ซ่อนเร้น ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่กับองค์กรทางด้านธุรกิจใด ๆ อย่างน้อย ที่สุดระยะเวลา ๕ ป้ที่เขาออกมา เขาจะสามารถใช้ความเชี่ยวชาญ ใช้ประสบการณ์ เหล่านั้นเข้ามาทํางานให้กับบ้านเมืองอย่างเปึนกลาง อย่างเที่ยงธรรมที่แท้จริง และไม่ถูก ข้อครหาในอนาคต การมีบทบัญญัติข้อเหล่านี้ไว้จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่ง และจะทําให้ กรรมการ กสทช. ได้รับความเชื่อถือเชื่อมั่นจากสังคมมากขึ้น
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ในร่างของฉบับอื่น ๆ ให้มีกระบวนการสรรหาที่มี สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเปึนตัวเริ่มต้นในกระบวนการสรรหา หรือให้สํานักงาน ของ กสช. หรือ กทช. แล้วแต่จะเรียกให้เปึนหน่วยงานทางธุรการที่ดําเนินการสรรหา แต่ร่างของผมและคณะได้ให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาเปึนหน่วยงานทางธุรการ ในกระบวนการคัดเลือกกรรมการชุดนี้ เพราะเราเห็นว่าสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา มีความเปึนกลาง ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคนที่จะมาเปึนหรือไม่ได้เปึนในกรรมการ กสทช. อันนี้ และสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาก็สามารถที่จะส่งรายชื่อบุคคลที่ได้รับการ คัดเลือกตามกระบวนการแล้ว ๒ เท่าไปสู่การคัดเลือกของวุฒิสภาได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้อง ผ่านนายกรัฐมนตรีหรือฝ์ายบริหาร ตรงนี้จะเปึนหลักประกันที่มีความสําคัญยิ่งว่าเราจะได้ คนในองค์กรที่ไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกครอบงําจากฝ์ายบริหารในการเข้าไปทําหน้าที่ตรงจุดนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ องค์กรและสถาบันการศึกษาที่มีสิทธิเสนอชื่อ บุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะเข้าไปเปึนกรรมการ กสทช. ก็มีความสําคัญ ที่ผ่านมาเรา ค้นพบว่าแม้แต่ในกฎหมายฉบับเก่าที่ให้มีกระบวนการสรรหา ที่ให้มีการเสนอชื่อผู้ที่ ทําหน้าที่สรรหาบุคคลที่เข้ามาเปึนกรรมการในองค์กรอิสระนี้ก็ยังมีการฟัองร้องและมีการ แทรกแซงในกระบวนการเหล่านั้นตลอดมา จนก่อให้เกิดการฟัองร้องติดตามมามากมาย นะครับ เนื่องจากว่าองค์กรที่มีสิทธิเสนอชื่อสามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงได้ ส่วนในร่าง ของกฎหมายที่ผมและเพื่อนสมาชิกได้นําเสนอก็คือว่า สถาบันอุดมศึกษาที่เป่ดการสอน ทางด้านสาขานิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน โทรคมนาคม หรือสาขา เศรษฐศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ จะต้องเป่ดการเรียนการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๕ ป้ ไม่ใช่ ๕ ป้เหมือนร่างอื่น ๆ เนื่องจากเราเห็นว่าระยะเวลาเพียง ๕ ป้ เพียงแต่เป่ดการเรียน การสอนมาได้ ๕ ป้ นั่นหมายความว่าสถาบันการศึกษาเหล่านั้นสามารถผลิตบัณฑิต ทางด้านเหล่านี้ได้เพียง ๑ รุ่นเท่านั้น ความเชี่ยวชาญ ความมีประสบการณ์ในการมองคน ที่จะนําเสนอเพื่อให้เข้ามาสู่กระบวนการแข่งขันเพื่อเลือกเปึนกรรมการ กสทช. ย่อม ไม่รอบคอบเท่ากับสถาบันการศึกษาที่มีประสบการณ์ มีบุคลากรที่ผ่านพ้น สถาบันการศึกษาเหล่านั้นมาแล้วอย่างน้อยที่สุด ๑๕ ป้ อันนี้เปึนหลักประกันที่สําคัญ ประการหนึ่ง
ส่วนที่มีความสําคัญและมีข้อแตกต่างที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ก็คือ เรื่องของคณะกรรมการชุดเล็ก ๒ ชุดที่จะทําหน้าที่ในการกํากับดูแลการประกอบ กิจการ เมื่อเรามีคณะกรรมการชุดใหญ่ในองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่นี้แล้วจํานวน ๑๑ คน ก็จะต้องมีคณะกรรมการชุดเล็กที่จะทําหน้าที่เฉพาะด้าน ๒ ด้าน
ด้านแรกก็คือ ทําหน้าที่ด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ต้องมี กรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง
อีกชุดหนึ่งก็กรรมการทางด้านกิจการโทรคมนาคม ในร่างของรัฐบาล ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ระบุว่า ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาสองชุดนั้น มีตัวแทนมาจาก กรรมการชุดใหญ่ส่วนหนึ่ง และให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกจํานวนหนึ่งเข้าไป ทําหน้าที่ร่วมกับคณะกรรมการที่แบ่งแยกมาจากชุดใหญ่ จุดนี้เปึนเรื่องที่มีความสําคัญ มากและเสี่ยงอันตรายอย่างมาก เพราะว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะกรรมการ กสทช. หรือ กสช. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี่เปึนคนไปเลือกเองนี่ครับ โดยที่ไม่ได้ผ่าน กระบวนการตรวจสอบ ไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดสรร ไม่ได้ผ่านกระบวนการสรรหาที่ รอบด้านเพียงพอหรือละเอียดอ่อนเพียงพอ แต่ว่าสามารถเข้าไปทําหน้าที่ได้เท่าเทียม กับคนที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาจากวุฒิสภาแล้วนี่ จุดนี้เปึนเรื่องที่สําคัญและไม่มี ความเหมาะสมอย่างยิ่ง ร่างของกระผมและคณะจึงให้แบ่งคณะกรรมการชุดใหญ่ ออกเปึน ๒ ชุดจาก ๑๑ คน ก็แบ่งเปึน ๒ ชุด ชุดละ ๕ คน ให้รองประธานของ กสทช. ทําหน้าที่เปึนประธาน และให้กรรมการฝ์ายที่มีความเกี่ยวข้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น อีก ๔ ท่านเข้ามาเปึนกรรมการในแต่ละชุด และจะสามารถทําหน้าที่กํากับดูแลเรื่องของ การออกใบอนุญาตหรือว่าเรื่องของการดําเนินการ การควบคุมการประกอบกิจการ ในแต่ละด้านได้อย่างตรงประเด็นแล้วก็เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ ที่สําคัญ ก็คือว่าได้ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภามาอย่างรอบคอบแล้ว
ท่านประธานครับ ในเรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งท่านประธานได้กล่าวไว้ ในตอนต้นว่า วันนี้ภาคประชาชนได้มายื่นหนังสือกับท่าน เพื่อให้บรรจุหลักการสําคัญ อันหนึ่งไว้ในกฎหมายฉบับนี้ นั่นก็คือ การที่จะต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับ ภาคประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย ร่างของกระผมและ คณะได้บรรจุเรื่องนี้ไว้ครบถ้วน โดยนําเอาเจตนารมณ์ข้อเรียกร้องของภาคประชาชนมา เขียนไว้อย่างชัดเจน และนําเอาบทบัญญัติซึ่งเคยกําหนดไว้ในกฎหมายพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เมื่อป้ ๒๕๔๓ มาเขียนไว้ชัดเจนในมาตรา ๓๔ ในร่าง ของผมนั่นก็คือว่า ให้คํานึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ซึ่งจะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๒๐ ในกรณีที่ภาคประชาชนยังไม่มีความพร้อม ให้ กสทช. ให้การสนับสนุนเพื่อให้ ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ในสัดส่วนตามที่กําหนด นอกจากนี้ยังมีรายละเอียด เพิ่มเติมอีกวรรคหนึ่ง ซึ่งรองรับการที่ให้หลักประกันกับภาคประชาชนในการได้ใช้ คลื่นความถี่อันนี้ มีข้อสงสัยกันมากว่าคลื่นความถี่ร้อยละ ๒๐ ของภาคประชาชน ในร่าง บางฉบับก็เขียนไว้นะครับ ร่างของรัฐบาล ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่นําเสนอในวันนี้ ก็เขียนไว้ แต่ไปเขียนไว้ในหมวดแนวทางการจัดทําแผนซึ่งไปรวมอยู่ในเรื่องของ การจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับทางด้านโทรคมนาคมด้วย ข้อเรียกร้องของภาคประชาชน ในเมื่อ ๑๐ กว่าป้ที่แล้ว แล้วก็ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ คือข้อเรียกร้องที่ขอใช้คลื่นความถี่ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ให้ได้สัดส่วนร้อยละ ๒๐ เขาไม่ได้เรียกร้องเรื่องของ กิจการโทรคมนาคม การที่ไปเขียนกฎหมายให้เกิดความสับสนไว้แบบนั้นไม่เปึนผลดี เลยครับ ผมเข้าใจดีนะครับว่าร่างฉบับเก่าที่เคยถอนร่างเก่าออกไปแล้วก็นําเข้ามา ปรับปรุงใหม่ ก็พยายามที่จะเอาใจทุกฝ์าย แต่ว่าเอาใจผิดที่ ก็เลยไม่ตรง และก็ไม่มี หลักประกันเลยว่า ภาคประชาชนจะได้ใช้คลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ได้ร้อยละ ๒๐ ตามที่เรียกร้องหรือไม่
ประเด็นต่อมา เรื่องของกองทุนและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ เราได้เพิ่มเติมไว้ในร่างที่กระผม และคณะได้นําเสนอ ก็เพื่อที่จะให้วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนนี้มีความครอบคลุมรอบด้านมากขึ้น นั่นก็ คือว่าเมื่อเรามีเงินที่เกิดขึ้นจากการให้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ต่าง ๆ ที่ถูกจัดเก็บมาตาม กฎหมายที่ได้ระบุไว้นะครับ ทั้งทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ ค่าธรรมเนียมที่ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) จัดสรรไว้ เงินค่าปรับ เงินทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้หรืออะไรต่าง ๆ หรือดอกผลต่าง ๆ เข้ามา อยู่ในกองทุนนี้ ก็ควรที่จะให้กองทุนนี้สามารถนําไปใช้ประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับการพัฒนา กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมอย่างแท้จริง จึงได้เสนอ วัตถุประสงค์เพิ่มเข้าไปอีก ๓ ข้อนะครับ ก็คือการส่งเสริมให้มีการให้องค์กร ให้หน่วยงาน ทางด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ เกิดการผลิตและพัฒนาสื่อในเชิงสร้างสรรค์ มากขึ้น เพื่อให้สังคมเราได้มีโอกาสได้เสพสื่อที่ดีที่สามารถที่จะรังสรรค์ประโยชน์ รังสรรค์ ความสุขให้กับสังคมได้นะครับ ไม่ว่าจะเปึนสื่อที่เกิดขึ้นในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์หรือสื่อใหม่ที่เกิดขึ้นจากความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านกิจการ โทรคมนาคมก็ตาม นอกจากนั้นก็ส่งเสริมสนับสนุนให้การดําเนินงานเพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภคสื่อ ก็สามารถที่จะใช้เงินก้อนนี้ได้
สุดท้ายก็คือการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม ในกรรมการกองทุนอันนี้นะครับ ผมและคณะจึงได้บรรจุว่า เราน่าจะ มีผู้แทนของกระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาเปึนคณะกรรมการบริหารกองทุนด้วย เนื่องจากว่า กระทรวงวัฒนธรรมมีบทบาทสําคัญในการที่จะสนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมที่ดี เรื่องของ การใช้สื่อสร้างสรรค์ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสมของเด็กและเยาวชน เพราะฉะนั้นการบรรจุบุคลากรจากกระทรวงวัฒนธรรมจะได้เปึนตัวแทนที่สะท้อนปัญหา ทางด้านนี้แล้วก็สามารถที่จะมีส่วนร่วมในการพิจารณานําเงินไปใช้จ่ายอย่างถูกต้อง ตามวัตถุประสงค์ต่อไป
อีกส่วนหนึ่งก็คือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินะครับ ซึ่งระบุว่าอย่างน้อยที่สุด ๒ คน จะต้องสรรหามาจากคนที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในด้าน การศึกษา ด้านสื่อสารมวลชน ด้านโทรคมนาคม ด้านพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว และด้านการคุ้มครองผู้บริโภค นี่คือการเติมเต็มที่สมบูรณ์มากขึ้น
ในส่วนของสํานักงาน กสทช. ก็เขียนบทบาทหน้าที่เพิ่มเติมเข้าไปว่า ต้อง ส่งเสริมสนับสนุนและรณรงค์ให้เกิดการมีส่วนร่วมของสังคมในการพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมกํากับไว้อีกทีหนึ่งนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของคณะกรรมการติดตามประเมินผล ก็ให้มีการคัดเลือก เดิมร่างดั้งเดิมก็คือ ให้คณะกรรมการ กสทช. แต่งตั้งเอง แต่งตั้ง คนที่มาติดตามประเมินผลด้วยตัวเอง ซึ่งเปึนเรื่องที่ตลกมาก ก็คือตั้งคนของตัวเองแล้วก็ มาประเมินผลตัวเอง ก็จะไม่ได้เนื้อหาสาระที่ถูกต้องชัดเจน แล้วก็เหมาะสม ก็จึง กําหนดให้ต้องคัดเลือกมาจากองค์กรและสถาบันที่เคยเสนอกรรมการ กสทช. นั่นละครับ เสนอชื่อกรรมการประเมินผลขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง
จุดสําคัญครับ ซึ่งเปึนจุดสุดท้ายที่มีความแตกต่างกันก็คือในบทเฉพาะกาล ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกคงจะทราบนะครับว่า ปัจจุบันนี้มีคลื่นความถี่ซึ่งมี ผู้ประกอบการเดิมได้รับสัมปทานหรือว่าครอบครองอยู่จะด้วยวิธีการใด ๆ ก็แล้วแต่ เมื่อ กฎหมายฉบับนี้ออกไป จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ เดิมที่ยังไม่ได้จัดสรร ทําอย่างไรที่ให้คลื่นความถี่เดิมไม่ถืออภิสิทธิ์อยู่เหนือผู้ประกอบการ รายใหม่ที่จะเข้ามา จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องเขียนกฎหมายให้ชัดเจนในเรื่องนี้ ร่างของผม ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า กสทช. ต้องกําหนดให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะกําหนด ขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันกับผู้ประกอบการรายใหม่นะครับ ทําไมต้องเขียนว่า ต้อง ครับ เพราะว่าในร่างของรัฐบาลเดิมเขียนไว้ว่า กสทช. อาจจะกําหนดให้ปฏิบัติตาม ซึ่งอาจจะ คําว่า อาจจะ นี่แปลว่าไม่ต้องทําก็ได้ แต่ร่างของผมได้กําหนดไว้ชัดเจนว่า ต้องกําหนด และยังเขียน สําทับลงไปอีกว่า ผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นรายเดิมจะต้องแจ้งเหตุแห่งความจําเปึนในการ ถือครองคลื่นเดิมไว้ว่าทําไมถึงต้องถือครองคลื่นนั้นอยู่ และจะคืนคลื่นความถี่นั้น กลับคืนมาให้ กสทช. จัดสรรใหม่ให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ได้เมื่อใด นี่เปึนหลักประกัน อันหนึ่งที่จะเกิดความเท่าเทียมกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ภายใต้กรอบข้อเสนอแล้วก็ การเขียนกฎหมายที่มีเนื้อหาสาระที่มีความก้าวหน้าแล้วก็สนองตอบกับทุกภาคส่วนใน สังคมอย่างแท้จริงเช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าจะทําให้องค์กรการจัดสรรคลื่นความถี่ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตสามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนองตอบกับเจตนารมณ์ได้ อย่างแท้จริง กระผมก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้จะให้การสนับสนุนรับหลักการ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของผมและคณะเพื่อนําเข้าสู่การพิจารณาในวาระสองต่อไป กราบขอบพระคุณครับ