สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ หารือเรื่องร่างกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน โดยวิพากษ์วิจารณ์ประธานสภาในการใช้อำนาจวินิจฉัยร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และไม่ปฏิบัติตามระเบียบการของสภา และขอให้พิจารณาค้นหาวิธีแก้ไขปัญหา
แต่ท่านไปให้สิทธิท่านประเกียรติ เพราะฉะนั้นถือว่าท่านประธานดําเนินการผิดข้อบังคับนะครับ แล้วก็ขอใช้สิทธิพาดพิง ในกรณีเรื่องกฎหมายผู้สูงอายุ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ท่านประธานครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ ตรงที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายเกี่ยวกับการเงินหรือไม่ อย่าสับสนนะครับ ประเด็น ไม่ได้อยู่ตรงนี้ เพียงแต่ก่อนหน้านั้นในฐานะรักษาการประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมได้ใช้ สผ ๑๐/๒๕๕๒ (ส. ทั่วไป) จงถนอม ๑๘/๒ ดุลยพินิจของผมวินิจฉัยว่าร่างทั้ง ๕ ฉบับนี้ไม่เกี่ยวกับการเงิน ผมมีเหตุผลก็คือเปึนร่าง ที่เปลี่ยนขั้นตอนการใช้เงิน เปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินเท่านั้นเอง จากจ่าย ๖ เดือนครั้ง มาเปึน เดือนละครั้ง เพราะฉะนั้นไม่ได้กระทบกับงบประมาณในส่วนที่จะต้องมาเพิ่มใหม่เลย เปลี่ยนวิธีการจ่ายเท่านั้น ด้วยเหตุผลตรงนี้ถึงได้วินิจฉัยว่าเปึนร่างที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน แล้วถ้ามองถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐) มองให้ลึกลงไปถึงเจตนารมณ์ก็จะเห็นชัดว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับ การเงินทําไมจําเปึนต้องยื่นให้นายกรัฐมนตรีเซ็นรับรอง เพราะมันต้องใช้เงิน แล้วผู้บริหาร ต้องรับผิดชอบเรื่องเงิน ถึงต้องเสนอให้ผู้บริหารคือนายกรัฐมนตรีให้คํารับรองเสียก่อน แต่กฎหมายทั้ง ๕ ฉบับที่เรากล่าวถึงนี้ มันไม่ได้กระทบกับงบประมาณที่จะต้องมา เพิ่มเติมอะไรเลย เพราะฉะนั้นโดยเจตนารมณ์ก็สามารถวินิจฉัยได้ว่าเปึนร่างที่ไม่เกี่ยวกับ การเงิน
ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่าผมวินิจฉัยถูกต้องหรือไม่ ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะ รัฐธรรมนูญให้อํานาจผมในฐานะรักษาการประธานสภาใช้ดุลยพินิจ เพราะฉะนั้นการใช้ ดุลยพินิจนั้นมันไม่มีผิดกฎหมาย ไม่มีผิดระเบียบ ไม่มีผิดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มันเปึนเรื่อง ของการใช้ดุลยพินิจ ทีนี้ประเด็นมันอยู่ตรงไหนครับท่านประธาน มันอยู่ที่ผมใช้ดุลยพินิจ ว่าไม่เปึนร่างเกี่ยวกับการเงินแล้วได้บรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เรียบร้อยแล้ว เสร็จแล้วมีคนทักท้วงว่ามันน่าจะเปึนกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน แล้ว ท่านประธานก็ใช้อํานาจของท่านประธานวินิจฉัยว่าร่างทั้ง ๕ ฉบับเปึนร่างเกี่ยวกับการเงิน วันนั้นบังเอิญผมติดภารกิจอยู่ต่างจังหวัด และวันรุ่งขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็มีคนหยิบยกเรื่องนี้ ขึ้นมาพูด ผมในฐานะผู้ที่ถูกพาดพิงแล้วอาจจะทําให้เกิดความเสียหาย ผมได้ขออนุญาต พูด แล้วผมเสียมารยาทขึ้นมาพูดถึง ๓ รอบ ด้วยความเปึนห่วง ด้วยความปรารถนาดีต่อ ท่านประธาน แล้วตอกย้ํา ย้ําแล้วย้ําอีก ท่านประธานก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าท่านประธานได้วินิจฉัย ถูกต้องแล้ว แล้วพร้อมที่จะรับผิดชอบ แล้วก่อนหน้านั้นท่านประธานพูดชัดเจนพร้อม รับผิดชอบ ถ้าผิด พร้อมลาออก ถ้านายกรัฐมนตรีไม่เซ็นพร้อมลาออก ประเด็นมันอยู่ ตรงนี้ครับท่านประธาน ท่านประธานใช้อํานาจของประธานสภา ซึ่งผมพยายามทักท้วง ด้วยความปรารถนาดี ท่านก็ยังยืนยันว่าท่านดําเนินการถูกต้องด้วยการวินิจฉัยว่า ร่างทั้ง ๕ นั้นเปึนกฎหมายเกี่ยวกับการเงินซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ เขียนไว้ชัดเจนท่านประธานครับไม่ต้องไปตีความอะไรเลย เพราะ อ่านภาษาไทยเปึนก็เข้าใจ ถ้ามีคนสงสัยก็เปึนเรื่องของประธานสภาต้องส่งเรื่องนั้นให้ ที่ประชุมของประธานสภาร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการทุกคณะเปึนผู้วินิจฉัย แต่ ท่านประธานกลับไม่ดําเนินการตามนั้น กลับใช้อํานาจของตัวเองทั้งที่ไม่มีอํานาจวินิจฉัย ว่าเปึนร่างเกี่ยวกับการเงิน แล้วพูดชัดเจนว่าถ้าผิดพร้อมลาออก ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ผมใช้ ดุลยพินิจว่าเปึนการเงินหรือไม่เปึนการเงิน ประเด็นไม่ใช่อยู่ตรงนั้น ประเด็นมันอยู่ตรงที่ ท่านประธานได้พูดย้ําแล้วย้ําอีกว่า ถ้าผิดผมพร้อมลาออก ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ลงนาม ผมพร้อมลาออก ทีนี้มันปรากฏชัดเจนท่านประธานครับ มันขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ แล้วนายกรัฐมนตรีก็ไม่ลงนาม เพราะฉะนั้นถึงเวลานี้มันไม่ใช่ปัญหาของผมแล้วครับ เพราะผมยืนยันว่าผมได้วินิจฉัยถูกต้องแล้วว่าไม่เปึนเรื่องการเงิน แต่นาทีนี้เปึนปัญหา ของท่านประธานครับ ที่ท่านจะต้องพิจารณาว่าควรที่จะต้องดําเนินการอย่างไรในสิ่งที่ ท่านได้พูดย้ําแล้วย้ําอีกว่าถ้าผิดพร้อมจะลาออก นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ครับ เปึนเรื่องของสภาแห่งนี้ที่จะต้องช่วยกันพิจารณาเพื่อ หาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นโดยความผิดพลาดของท่านประธานเองครับ