สุกิจ อัถโถปกรณ์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการตั้งมหาวิทยาลัยในจังหวัดต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวและความแตกแยกในระหว่างผู้คน เขาหารือเรื่องการจัดสรรที่ดินสำหรับการสร้างมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดและขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดที่ดินให้กับชาวบ้านอยู่ใกล้กับที่เดิม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ก็เช่นเดียวกับหลาย ๆ ท่านนะครับ ขอชื่นชมการทํางานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ก็เปึนการชื่นชมเปึนครั้งที่ ๒ ครับ คราวที่แล้วได้พูดกันเรื่องของแม่ที่มีลูกพิการ ก็ได้ชื่นชมไปครั้งหนึ่งแล้วนะครับ แต่บางครั้งก็มีความรู้สึกที่โต้แย้งมาจากหลาย ๆ ท่าน เหมือนกันว่า การใช้คําว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน กับในบางกรณี มันค่อนข้างจะรุนแรงไป หรือเปล่าครับ เพราะถ้าฟังตามความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไป คําคํานี้ คําว่า ละเมิดสิทธิ มนุษยชน มันเหมือนกับเปึนคําที่ค่อนข้างจะเปึนข้อกล่าวหาที่รุนแรงมากทีเดียว เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเสนอความคิดอันนี้ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้พิจารณาดูนะครับว่า ถ้าจะกล่าวหาข้อกล่าวหาอันนี้ในครั้งต่อไป อาจจะต้อง ระมัดระวังสักนิดหนึ่ง ผมก็คงจะพูดเรื่องเดียวเท่านั้นครับ คือเรื่องของมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ ที่เหมือนกับคุณพิมพ์ภัทราได้พูดไปค่อนข้างละเอียดแล้ว จะไม่ได้พูด รายละเอียดมาก เพราะว่าท่านศึกษาได้ละเอียดมากจนขอเรียนตรง ๆ ว่าผมก็อ่านได้ ไม่หมด แต่พอจะจับใจความได้ แล้วคิดว่าจะขอสรุปเปึนบทเรียนมากกว่าที่จะมา ส่วนอื่น ๆ ผมเห็นพ้องกับท่านหมด ไม่มีส่วนไหนที่จะโต้แย้งกับท่านครับ บทเรียนที่ผมคิด ว่าเราจะได้จากเรื่องอันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็อยู่ที่นี่แล้ว ท่านรัฐมนตรีที่ดูแลที่ดินก็อยู่ที่นี่ แล้ว เพราะฉะนั้นผมก็คงจะได้ฝากไปถึงท่านเลยผ่านท่านประธานนะครับ คือผมไม่เคย นึกมาก่อนว่า มหาวิทยาลัยซึ่งเปึนสิ่งที่สําคัญปฏิเสธไม่ได้นะครับของประเทศชาติ และผมเชื่อว่าทุกจังหวัดมีความต้องการมหาวิทยาลัย ไปตั้งที่จังหวัดผม ผมก็ดีใจครับ แต่ไม่นึกมาก่อนว่าการตั้งมหาวิทยาลัยจะมีเบื้องหลังที่น่ากลัวอย่างนี้ เพราะดู ตามเนื้อเรื่องทั้งหมดแล้วเหมือนกับไม่ได้ไปเวนคืนหรืออะไรนะครับ ไปยึดที่เขามา เฉย ๆ ไปยึดที่ที่ประชาชนทํามาหากินอยู่ เพราะฉะนั้นผมกลัวว่าต่อไปเมื่อมีการขยาย หรือการตั้งมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด จะเกิดความรู้สึกหวาดกลัว ถ้าเจอกรณีแบบนี้อีก ถ้าพฤติกรรมการตั้งมหาวิทยาลัยยังใช้วิธีอย่างนี้ ผมเชื่อว่าต่อไปเมื่อมหาวิทยาลัย จะไปตั้งที่จังหวัดไหน คนอาจจะไม่ดีใจแล้วก็ได้นะครับ จะเปึนการต่อต้านเกิดขึ้น ในขณะที่คนส่วนหนึ่งที่อยู่ในเมืองที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเวนคืนหรือว่าการยึดที่ดิน อย่างที่ว่านี่เขาก็อาจจะดีใจ มันก็เลยอาจจะทําให้เกิดความแตกแยกในระหว่างผู้คนใน จังหวัดก็เปึนไปได้ อันนี้ผมอาจจะวิตกจริตมากเกินไป
อันต่อมาครับ ผมก็มีความคิดเห็นเหมือนกับหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายไป แล้วเมื่อกี้ ไม่ใช่เฉพาะมหาวิทยาลัยครับ เมื่อมีการสร้างส่วนราชการที่ไหน ๆ ในต่างจังหวัด ผมมีความรู้สึกว่าท่านออกจะเรียกร้องที่ดินมากเกินไปสักหน่อย บางที ผมก็เคยเจอครับ จะไปตั้งมหาวิทยาลัยซึ่งเปึนแค่วิทยาเขตเท่านั้น แต่ขอที่ดิน ๕๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่ ถ้าในอดีตเมื่อ ๕๐ ป้ที่แล้วก็คงจะไม่ลําบาก แต่เดี๋ยวนี้ถึงแม้จะเปึนต่างจังหวัด ก็ตาม การจะหาที่ดินว่างเปล่าให้ถึง ๕๐๐ ไร่ ถึง ๑,๐๐๐ ไร่ เปึนเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ นะครับ ผมว่าท่านต้องทําความรู้จักทําความเข้าใจกับคําว่า ต่างจังหวัด เสียใหม่ ตอนนี้มันก็ไม่ได้ ต่างจากกรุงเทพฯ สักเท่าไรนะครับ ทุกพื้นที่มีคนเข้าไปยึดครองทํามาหากินกันหมดแล้ว นะครับ คือผมก็เข้าใจครับคําว่า มหา มันแปลว่าใหญ่ครับ แต่แค่ไปตั้งวิทยาเขตท่านบอก ว่าในอนาคตต้องการพื้นที่เยอะ ๆ เพื่อที่จะขยายออกไปมันก็ควรจะมีแปลนครับ จะตั้ง มหาวิทยาลัยทั้งทีท่านก็ควรจะกําหนดได้แล้วละครับ ทุกวันนี้ว่าจะเอาสักแค่ไหน ไม่ใช่ว่า ไปเอาของเขาตั้ง ๕๐๐ ไร่ มันก็ได้นะครับ ไปได้ในป์าในเขาโน่น ที่จังหวัดผมก็มีครับ มีที่ในป์าหลายร้อยไร่ทีเดียวก็ไปปักปัายเอาไว้ว่าจะเปึนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งนะครับ สิบกว่าป้แล้วก็ยังไม่ได้สร้าง เพราะว่ามันไปอยู่ในป์าจริง ๆ นะครับ
ข้อต่อไปครับ เมื่อเอาชาวบ้านออกไปแล้วไปให้ที่ดินทํากินเขา ๕ ไร่ ถามจริง ๆ ครับ ๕ ไร่นี่ให้ชาวบ้านเขาทําอะไรได้ครับ ในเมื่ออย่างที่คุณพิมพ์ภัทราพูด เขามีพ่อ แม่ ลูก ๒ - ๓ คน ๕ ไร่ อย่างจังหวัดผมปลูกยางก็ไม่พอกินนะครับ ทําสวนปาล์ม ก็ไม่พอกิน ทํานาก็ไม่พอกิน แล้วบางทีเมื่อมีการเวนคืน อย่างจังหวัดผมนี่ยกตัวอย่างได้ เคยมีครั้งหนึ่งจะมีการสร้างเขื่อนเกิดขึ้นชาวบ้านก็ต้องออกนะครับ เพราะว่าน้ําจะท่วม บริเวณที่ชาวบ้านเขาอยู่ ปรากฏว่าเขาจัดที่ดินให้จริงครับ แต่ไปจัดให้อีกอําเภอหนึ่งซึ่งอยู่ ห่างไกลออกไป ชาวบ้านเขามีถิ่นฐานอยู่ที่นั่นมาเปึนเวลาเปึน ๕๐ ป้ ๑๐๐ ป้ แล้วจะให้ เขาย้ายถิ่นฐาน เขาต้องย้ายสังคมใหม่ เขาต้องเปลี่ยนคนรู้จักใหม่ เปลี่ยนเพื่อนบ้าน ใหม่ เปลี่ยนสถานที่ใหม่ เปลี่ยนอาชีพใหม่หมด มันเปึนไปไม่ได้หรอกครับ อันนี้ก็เปึน บทเรียนอีกอันหนึ่งที่ผมขอฝากทางรัฐบาล ถ้าจะมีการเวนคืนหรือการหาที่อยู่ใหม่ให้กับ พี่น้องประชาชนครั้งต่อไปละก็เอามันอยู่ใกล้ ๆ ที่เดิมนะครับ หรือว่าอย่าให้เขาต้องเปลี่ยน สภาวะความเปึนอยู่ของเขามากมายนัก ชาวบ้านเขารับไม่ได้หรอกครับ
อันสุดท้ายครับ ข้อสุดท้ายสั้น ๆ นะครับ ผมขอใช้เวลาไม่มากนัก คือเรา มาพูดกันวันนี้ทางฝ์ายมหาวิทยาลัยดูเหมือนจะเปึนผู้ร้ายเต็มประตูเลยครับ แล้วเขาก็ไม่มี คนมาพูดมาแก้ต่างเลย ผมเชื่อว่าถ้าทางเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่เขาเคยมีบทบาท เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เขาได้รับฟังเขาก็คงจะไม่สบายใจนัก เพราะว่าเขาก็ต้องทําตามหน้าที่ ครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการขับไล่หรืออะไร อาจจะไม่ถึงกับขับไล่ครับ แต่ในเมื่อเรื่อง มันดําเนินมาเปึนเวลานาน ๆ ผมก็เข้าใจ บางทีคอนฟลิคท์ (Conflict : การขัดแย้ง) ความรู้สึกมันก็จะเกิดมากขึ้นทุกวัน ๆ จากการที่เคยพูดคุยกันได้เหมือนที่คุณพิมพ์ภัทรา บอกว่า ตอนนี้เวลาไปพูดอะไรกับทางมหาวิทยาลัยเขาค่อนข้างจะเฉยเมย ผมมองอีก แบบหนึ่งนะครับ ก็คือว่าเขาคงเบื่อแล้วละครับ คือพูดกันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่รอบแล้วบางทีเขา ก็เกิดความเบื่อหน่าย แล้วความตึงเครียดก็จะเกิดขึ้นตลอดนะครับ แล้วปัญหามันก็จะแก้ ยากนะครับ ผมกลัวว่าเรื่องแบบนี้ถ้ามันเกิดขึ้นมาอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน่าเปึนห่วงก็คือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่กําลังจะเป่ดคณะแพทยศาสตร์เร็ว ๆ นี้ครับ คุณพิมพ์ภัทรา ไม่ต้องเปึนห่วง เพราะว่าจังหวัดตรังนี่จะเปึนที่รองรับนักเรียนแพทย์แห่งหนึ่งของ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผมกลัวว่าเมื่อเป่ดขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะเปึนคณะไหนก็ตาม จะเอา อาจารย์ที่เก่ง ๆ อาจารย์ที่ดี ๆ ไปเขารู้เรื่องแล้วเขาคงไม่สบายใจ แล้วก็คงไม่คิดที่จะไป คงจะทําใจลําบากกับเรื่องนี้ ในเมื่อภาพของความโหดร้ายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน มันปรากฏขึ้นดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในรายงานอันนี้ครับ นี่ก็คือเรื่องทั้งหลายที่ผมอยากจะ ฝากทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและฝากไปยังรัฐบาลด้วยครับ ก็ขอชื่นชม อีกครั้งสําหรับรายละเอียดทั้งหลายที่ท่านอุตส่าห์เข้าไปทํางานด้วยความใส่ใจแล้วเห็นแก่ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ขอกราบขอบพระคุณครับ