สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ระบุว่าหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 36.8-36.9% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการคลังที่ 50% และชี้แจงว่าเงินนอกงบประมาณไม่ได้หมายถึงทุกธุรกรรมที่ไม่อยู่ในงบประมาณ แต่เป็นเงินที่รัฐบริหารจัดการได้ โดยยกตัวอย่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านกู้ยืมและรูปแบบ PPP รวมถึงอธิบายบทบาทของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในการปล่อยสินเชื่อว่าเป็นธุรกรรมปกติภายใต้กรอบวินัยการเงิน ไม่ใช่เงินนอกงบประมาณทั้งหมด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ ขอตอบข้อซักถาม ข้อสังเกตของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่ได้ซักถามถึงประเด็นของกระทรวงการคลังนะครับ ซึ่งในบางประเด็น ผมก็จะได้ให้เปึนข้อมูล แต่ในบางประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานที่รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังได้กํากับดูแล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ก็จะได้เปึนผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ ในส่วนของกรณีหนี้สาธารณะ ของประเทศ ณ ขณะนี้นะครับ จริง ๆ แล้วที่ท่านพูดว่าประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถ้าผมจําไม่ผิดจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเลข มากกว่านั้น ตัวเลขขณะนี้หนี้สาธารณะของประเทศเราอยู่ที่ประมาณ ๓๖.๘-๓๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ซึ่งตัวเลขก็วิ่งขึ้นวิ่งลงในระดับนี้ติดต่อกันมาประมาณสัก ๔-๕ เดือน เราตั้ง เปึนวินัยทางด้านการคลังว่าเราจะพยายามทําให้หนี้สาธารณะของประเทศไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เพราะฉะนั้นในส่วนของหนี้สาธารณะในปัจจุบันนี้ที่อยู่ประมาณ ๓๖ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ นั้นก็ยังอยู่ในวินัยการคลังที่เราได้ดูแลอยู่ แล้วถ้าหากทางรัฐบาลเอง จะได้ลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องเกี่ยวกับ ระบบขนส่งมวลชน เรื่องเกี่ยวกับระบบการจัดการน้ํา ระบบชลประทาน เรื่องระบบ การคมนาคม เช่น ถนนไร้ฝุ์นก็ดี เรื่องการลงทุนด้านการศึกษา เรื่องทางด้านสาธารณสุข เราก็เชื่อว่าจะสามารถลงทุนได้ในวงเงินที่ไม่เกินวินัยการคลังเราคือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ท่านพูดถูกต้องว่าในส่วนของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ นี้ เรื่องงบลงทุนที่ปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณนั้น ไม่น่าจะเพียงพอในการที่จะลงทุนเพื่อทําให้ประเทศของเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ในการที่จะพัฒนาประเทศ พัฒนาคนต่อไป เพราะฉะนั้นจึงเปึนหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้อง ลงทุนโดยที่อาศัยเงินนอกงบประมาณ เงินนอกงบประมาณอย่างเช่นเรื่องเกี่ยวกับ เงินกู้ก็ดี เพื่อที่จะไปขอกู้มาลงทุนในระบบขนส่งมวลชนตามที่ได้มีการปรากฏเปึนข่าว ไปบ้างแล้ว อย่างเช่น รถไฟฟัาสายสีม่วงซึ่งได้ขอกู้มาประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อที่จะลงทุนมาอีกเฟส (Phase) แรก นอกจากนั้นในส่วนการลงทุนของโครงสร้าง ต่าง ๆ ก็ยังจะใช้แนวคิดเรื่องความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนที่เรียกว่า พับลิก ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ (Public private partnership) ซึ่งตรงนี้ก็จะเปึนแนวคิดที่ได้ มีการใช้กันมาเปึนระยะ ๆ ในอดีต แล้วก็จะเน้นในเรื่องของการที่จะลงทุนโดยที่เปึน ความร่วมมือของรัฐ เอกชนต่อไปในอนาคต ทีนี้ประเด็นของเงินนอกงบประมาณคงต้อง ทําให้ชัดเจนว่าเงินนอกงบประมาณคงไม่ได้หมายความว่าทุก ๆ อย่างที่เปึนเงินที่ไม่ใช่ อยู่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่จะมา เกี่ยวข้องในการพัฒนาทางด้านโครงสร้างหรือเศรษฐกิจจะเปึนเงินนอกงบประมาณ ไปทั้งหมดนะครับ เพราะว่าเงินนอกงบระมาณคงจะหมายถึงว่าเงินนอกประมาณ แต่ว่าเปึนเงินที่อยู่ในการบริหารจัดการของภาครัฐ เราต้องยอมรับว่าวันนี้เศรษฐกิจ ของไทย การลงทุนต่าง ๆ ของประเทศนั้นทางภาครัฐเองมีบทบาทเพียงส่วนน้อย ภาคเศรษฐกิจทั้งหมดโดยรวมอาจจะกล่าวได้ว่า ทางภาครัฐมีบทบาทไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในส่วนของเอกชนนั้นมีบทบาทสําคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นในส่วนของเรื่องเกี่ยวกับ ธนาคารต่าง ๆ ที่ได้มีการปล่อยกู้อะไรต่าง ๆ ก็ดีนั้น ถ้าหากบอกว่าธนาคารของรัฐที่ปล่อย กู้ไปถือว่าเปึนเงินนอกงบประมาณ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เปึนวิธีการของการที่ดําเนินกิจการ ของธนาคารในลักษณะที่ไม่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปก็คือว่า มีการรับฝากเงิน แล้วก็มีการปล่อยสินเชื่อ ถ้าหากเราบอกว่าการรับฝากเงินแล้วมาปล่อยสินเชื่อ แล้วตรงนี้ คือเรื่องเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ อาจจะกล่าวได้ว่าน่าจะมีความแตกต่างจาก ข้อเท็จจริงไปพอสมควร เพราะว่าถ้าอย่างนั้นเงินในธนาคารพาณิชย์ซึ่งรับฝากเงินแล้ว ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งก็เปึนการทําธุรกรรมปกติของธนาคารพาณิชย์ จะถือว่าเปึนเงิน นอกงบประมาณได้หรือไม่ เพราะอาจจะกล่าวได้ว่าธนาคารของรัฐที่มีภารกิจพิเศษนั้น ถ้าจะดูเรื่องเกี่ยวกับการทําธุรกรรมปกติ อย่างเช่น ธนาคารออมสินก็ดี ธนาคาร ธ.ก.ส. ก็ดี ธนาคารเอสเอ็มอีก็ดี ถ้าหากทําโดยที่อาศัยเรื่องเกี่ยวกับกรอบวินัยทางด้านการเงิน หรือการพิจารณาของการทํางานอย่างถ่องแท้มีประสิทธิภาพ ตรงนั้นปัจจัยเรื่องเกี่ยวกับ ความเสี่ยงก็น่าจะลดน้อยลง ซึ่งในรายละเอียดของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐนั้นผมจะให้ ทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้กรุณให้ข้อมูลต่อไปครับ ก็เปึนผลกระทบที่ทําให้ถ้าหากภาวะเศรษฐกิจฟุ๋นคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ความเชื่อมั่น ของนักลงทุนกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง การลงทุนครั้งใหญ่ของทางภาคเอกชนก็จะเกิดขึ้นครับ เพราะฉะนั้นการลงทุนของเอกชนก็สามารถจะแสวงหาแหล่งเงินทุนได้หลายแบบ ทั้งจากการกู้จากธนาคารก็ดี การที่จะมีการออกพันธบัตรของตัวเองก็ดี ตรงนั้นก็เปึน การแสวงหาเงินทุนจากหลากหลาย แต่ละธนาคารเขาตั้งเปัาไว้สูงเขาต้องยอมรับว่า ธนาคารของรัฐเองเขาตั้งเปัาไว้สูง แต่จะทําได้หรือไม่ก็คงขึ้นอยู่ว่าสามารถจะแข่งขัน ได้หรือไม่ ในการแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถ บรรลุเปัาหมายอย่างที่ได้ประกาศเอาไว้ แต่ก็ถือว่าเปึนความตั้งใจของธนาคารของรัฐ เหล่านั้นที่มีความตั้งใจที่จะให้สินเชื่อกับประชาชนที่มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการ ขนาดกลางขนาดย่อมที่มีความต้องการที่จะขยายธุรกิจของตัวเองในภาวะเศรษฐกิจ ที่เหมาะสม แต่ในภาวะปัจจุบันก็จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบนะครับ ในชั้นนี้ ผมจะขออนุญาตให้ข้อมูลโดยหลักการกว้าง ๆ ก่อน แต่ว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังคงจะได้ให้ข้อมูลในส่วนของธนาคารเฉพาะกิจที่ท่านได้ดูแลต่อไปครับ