สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑

สรรเสริญ สมะลาภา หารือเรื่องการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณของรัฐบาลและเรียกร้องให้มีการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส โดยกล่าวว่าเงินที่อยู่ในธนาคารรัฐเป็นของประชาชน และไม่สมเหตุสมผลที่รัฐบาลจะใช้เงินนอกงบประมาณโดยไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการปล่อยกู้เงินจากธนาคารรัฐที่มีต้นทุนที่ถูกมาก และเรียกร้องการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยหนี้สาธารณะ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อของธนาคารรัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังทั้งสองที่กรุณาสละเวลามาฟังคําอภิปราย ของผม เพราะว่าสิ่งที่ผมกําลังจะอภิปรายต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังโดยตรง ท่านประธานครับ ที่ผมขออนุญาตท่านประธานลุกขึ้นอภิปราย ผมต้องขอเรียน ท่านประธานตามตรงว่า เหตุผลสําคัญเพราะว่าผมเปึนห่วงในเรื่องของฐานะการคลัง ของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้สาธารณะ ถ้าท่านประธานดูเอกสารงบประมาณ ดูเผิน ๆ ก็จะเหมือนกับว่า หนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ต่ําไม่มีปัญหาอะไร ดูเผิน ๆ ในเอกสารงบประมาณ ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๑ มกราคม ป้ ๒๕๕๑ ก็คือป้นี้มียอดอยู่ ๒.๘ ล้านล้านบาท หรือประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ที่ผมต้องพูดเรื่องนี้เพราะว่าความจริงอาจจะไม่เปึนอย่างนั้นรัฐบาลอาจจะมีการซุกหนี้ และผมคิดว่าถ้าปล่อยให้ดําเนินการอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อาการซุกหนี้ก็จะหนักมากขึ้น ท่านประธานครับ สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจปัจจุบันเราต้องการระบบการเงิน การคลังที่โปร่งใส เพื่อให้พวกเราทุกคนทราบถึงสถานะทางด้านการคลังหรือสถานะ ของหนี้สาธารณะที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าไปมีหนี้ก้อนใหญ่ซ่อนเอาไว้เปึนระเบิดเวลาลูกใหญ่ ในอนาคต ทั้งนี้ที่สําคัญที่สุด เราต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนแล้วก็นักลงทุน โดยทั่วไปว่าประเทศไทยของเราในอนาคตจะไม่เหมือนกับอาร์เจนตินา งบประมาณ ๑.๘ ล้านล้านบาทที่เรากําลังพิจารณากันอยู่นี้ แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ช่องทางทั้งหมดที่รัฐบาล ใช้เงินยังมีอีกช่องหนึ่งและช่องนั้นก็คือในเรื่องของการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ และที่ดูว่าจะหนักขึ้น ๆ ทุกวันก็คือการใช้ธนาคารรัฐเปึนเครื่องมือในการสนองนโยบาย ตั้งแต่รัฐบาลท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชุดแรกเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในป้ ๒๕๔๔ ก็ได้มีนวัตกรรมใหม่ครับ เปึนนวัตกรรมในเรื่องของการใช้ธนาคารรัฐเปึนเครื่องมือ ในการสนองนโยบาย แต่ไหนแต่ไรมายอดการปล่อยสินเชื่อคงค้างของธนาคารรัฐ มีประมาณ ๗ แสนล้านบาท อันนี้เปึนยอดตั้งแต่สมัยท่านนายกรัฐมนตรีชวนเปึน นายกรัฐมนตรีและเปึนยอดในป้ที่ท่านครบวาระพอดี พอมาถึงรัฐบาลทักษิณ ๑ ครบวาระ ในป้ ๒๕๔๘ ทราบกันไหมครับว่ายอดสินเชื่อของธนาคารรัฐคงค้างเปึนเท่าไร สินเชื่อ คงค้างของธนาคารรัฐทั้ง ๕ แห่ง ออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. ธสน. และธนาคารเอสเอ็มอี พุ่งขึ้นจาก ๗ แสนล้านบาทเปึน ๑.๔๔ ล้านล้านบาท อีกนัยหนึ่งก็คือ ๒ เท่าตัวในเวลา ๔ ป้ มาดูกันในรายละเอียด ป้แรก ๆ ก็อาจจะเพิ่มขึ้นป้ละประมาณแสนล้านบาท แต่พอมาถึง ๒ ป้สุดท้ายเปึนช่วงของรัฐบาลบริหาร ๒ ป้สุดท้ายซึ่งใกล้ในการเลือกตั้ง อัตราการเพิ่มของสินเชื่อของธนาคารรัฐก็เร่งโตขึ้นจากเพิ่มขึ้นป้ละประมาณแสนล้านบาท เปึนเพิ่มขึ้นป้ละประมาณ ๒ แสนล้านบาท แต่ทั้งหมดนี้ยังเทียบไม่ได้กับยอดในป้นี้ สิ่งที่ผมจะเรียนท่านประธานต่อไปนี้ผมคิดว่าท่านประธานจะต้องตกใจ เพราะว่า ยอดปล่อยสินเชื่อในป้นี้ของธนาคารรัฐทั้ง ๘ แห่งมีอะไรบ้างครับ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธ.ก.ส. ธอส. ธนาคารเอสเอ็มอี ธสน. และธนาคารอิสลาม มียอดปล่อยสินเชื่อรวมกันเท่าไรทราบไหมครับท่านประธาน ทั้ง ๗ ธนาคารนี้ในป้นี้ มียอดปล่อยสินเชื่อรวมกัน ๑ ล้านล้านบาท เปึนตัวเลขที่ท่านประธานฟังแล้วจะตกใจ เราพิจารณางบประมาณกันอยู่ ๑.๘ ล้านล้านบาทในสภา รัฐบาลไปใช้เงินนอกงบประมาณ ๑ ล้านล้านบาท ที่ผมต้องเรียนให้ท่านประธานทราบในเรื่องนี้เพราะผมเกรงว่าจะมี ความเสียหายใน ๓ เรื่องหลัก

เรื่องแรก ผมคิดว่าไม่เปึนความยุติธรรมต่อประชาชนชาวไทย ในขณะที่ พวกเราทุกคนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่งรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน โดยการพิจารณางบประมาณ ๑.๘ ล้านล้านบาท ขั้นตอนซับซ้อนมากครับ ต้องผ่านสภา วาระแรก ต้องตั้งคณะกรรมาธิการประมาณ ๓ เดือน สุดท้ายต้องเอากลับเข้ามาในสภา อีกรอบ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพิจารณาเงิน ๑.๘ ล้านล้านบาท ในขณะที่พวกเราทํากันอย่างนั้น รัฐบาลกลับใช้คนไม่กี่คนสั่งการให้ใช้เงินนอกงบประมาณจากธนาคารรัฐ ๑ ล้านล้านบาท หลักของการพิจารณางบประมาณก็คือว่า เงินเหล่านี้เปึนภาษีของพี่น้องประชาชน ชาวไทย ต้องให้ผู้แทนของประชาชนชาวไทยก็คือพวกเราทุกคนร่วมกันพิจารณา อย่างรอบคอบ แต่เงินที่ออกมาจากธนาคารรัฐแท้ที่จริงแล้วผมอยากเรียนให้ท่านประธาน ทราบว่าก็เปึนเงินของพี่น้องประชาชนชาวไทยเหมือนกัน ทําไมผมถึงพูดอย่างนี้ครับ ทุนที่นําไปก่อตั้งธนาคารรัฐก็เปึนภาษีของพี่น้องประชาชน เงินที่ธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อ ก็เปึนเงินฝากของประชาชน และที่สําคัญพอเกิดความเสียหายก็ไม่พ้นที่จะต้องใช้ภาษี ของพี่น้องประชาชนเข้าไปชดเชย ตัวอย่างง่าย ๆ เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ก็คือความเสียหาย ของธนาคารเอสเอ็มอีขอทุนไปเพิ่ม ๓,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายแล้วท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังอนุมัติเท่าไรผมไม่ทราบครับ แต่ที่เขาขอมาคือ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพื่อไปชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นกับธนาคารแห่งนั้น จริง ๆ เรื่องนี้ผมพร้อมทั้งท่านจุติ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็ได้เปึนกรรมาธิการในการ พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนั้น เพราะเราได้ติงไว้แล้วครับ ติงไว้แล้วตั้งแต่ในชั้น คณะกรรมาธิการ แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าพวกเราไม่คาดคิดว่าผลจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ เพราะฉะนั้นถ้ายึดตามหลักนี้ว่าเงินที่อยู่ในธนาคารรัฐ แท้ที่จริงก็เปึนเงินของประชาชน เหมือนกัน สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเปึนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านควรจะมี ส่วนพิจารณาในโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลให้ธนาคารรัฐทํา ไม่ใช่ว่าทํากันตามอําเภอใจ ใช้เงินในรูปแบบของเงินนอกงบประมาณอย่างที่เปึนอยู่ทุกวันนี้ ผมเข้าใจดีครับการใช้เงิน นอกงบประมาณของรัฐบาลมันสั่งง่ายครับ ทํากันไม่กี่คนก็เรียบร้อยไม่ต้องผ่าน สภาผู้แทนราษฎรให้เหนื่อยเปึนภาระหน้าที่ของรัฐบาล แต่ก็ต้องคิดถึงประชาชน ทั่วประเทศเหมือนกันว่ายุติธรรมกับเขาหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ว่าเขาก็เปึนเจ้าของเงินเหมือนกัน โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดความเสียหายกับธนาคารเหล่านั้น ประชาชนทุกท่านก็ต้องมีส่วน มารับภาระด้วย อันนี้เปึนเรื่องของความยุติธรรมต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย

เรื่องที่สอง ที่ผมไม่เห็นด้วยในการใช้ธนาคารรัฐเปึนเครื่องมือในการ สนองนโยบายอย่างมากก็คือในเรื่องของวินัยการคลัง สําหรับรัฐบาลแล้วเงินที่ปล่อยจาก ธนาคารรัฐนี้ทําไมรัฐบาลถึงชอบให้ปล่อย ชอบให้ธนาคารรัฐทํา ทําไมรู้ไหมครับ เพราะมันมีต้นทุนที่ถูกมาก รัฐบาลเพียงมีเงินทุนอยู่ในธนาคาร ๘.๒๕ บาท ก็สามารถปล่อยกู้ได้ถึง ๑๐๐ บาท อันนี้คิดตามอัตราส่วนของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือศัพท์ทางด้านการเงิน เขาเรียกว่า บีไอเอส เรโช (BIS ratio) ที่ยึดถือปฏิบัติโดยทั่วไปในวงการธนาคาร พูดง่าย ๆ จะปล่อยกู้ ๑๐๐ บาท รัฐบาลลงทุน ๘.๒๕ บาท ที่เหลืออีก ๙๑.๗๕ บาท เอามาจากไหน กู้จากประชาชนในรูปของเงินฝาก ผมคิดว่าวิธีการนี้เปึนการประดิษฐ์ บังเอิญก็ตรงกับชื่อ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังพอดี เปึนการประดิษฐ์วิธีการหาเงินรูปแบบใหม่ เดิมที่รัฐบาลจะเก็บภาษีจากประชาชนหรือกู้เงินจากตลาดเงิน ตลาดทุน ตอนนี้เปลี่ยนใหม่ มาเปึนกู้โดยตรงจากประชาชน ทําลายวินัยการคลังของรัฐบาลโดยสิ้นเชิงครับ

เรื่องที่สาม และผมต้องขอเน้นย้ําประเด็นนี้เพราะเปึนประเด็นที่สําคัญที่สุด ก็คือในเรื่องของการซุกหนี้ ท่านประธานครับ พอเสียหายรัฐบาลก็นําเงินภาษีไปชดเชย แล้วก็มามัดมือสภา อ้างกับสภาว่าหนี้เปึนธนาคารของรัฐจะปล่อยให้ล้มไม่ได้ มัดมือ พวกเราทุกคนให้จัดสรรงบประมาณไปให้ และท่านประธานอย่าคิดว่ารัฐบาลทําไม่ได้นะครับ รัฐบาลทําได้ตาม พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะที่ออกในสมัยรัฐบาลทักษิณ ๑ พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกในรัฐบาลชุดนั้นเป่ดทางเอาไว้แล้วครับ สาระสําคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนั้นก็คือ ให้รัฐบาลสามารถนําเงินภาษีไปชดเชยหนี้สาธารณะ ซึ่งหนี้ของธนาคารรัฐก็รวมอยู่ เปึนหนี้สาธารณะใน พ.ร.บ. ฉบับนั้นด้วย สําหรับท่านที่ติดตามข่าวสารทางด้านเศรษฐกิจ หรือรู้เรื่องเศรษฐกิจ แม้กระทั่งท่านประธานอาจจะถามครับว่าทําไมหนี้สาธารณะ ที่รายงานโดยทั่วไปไม่รวมหนี้ของธนาคารรัฐ อีกนัยหนึ่งถ้าท่านประธานหรือผู้ติดตาม ข่าวสารไปเป่ดดูในเว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง ไปติดตามข่าวสารของกระทรวงการคลัง ดูรายละเอียดของหนี้สาธารณะจะไม่พบครับว่ารวมหนี้ของธนาคารรัฐเข้าไปด้วย หนี้สาธารณะที่รายงานโดยทั่วไปไม่รวมหนี้ของธนาคารรัฐ แต่ในทางกลับกันครับ ท่านประธานก็คงสงสัยว่าทําไมหนี้สาธารณะตามนิยามของ พ.ร.บ. ฉบับนั้นถึงได้รวมหนี้ ของธนาคารรัฐเอาไว้ด้วย อันนี้ต้องฝากรัฐมนตรีไปช่วยดูรายละเอียดนะครับ เพราะว่า จริง ๆ แล้วพวกเราทุกคนที่เคยเปึนกรรมาธิการในการบริหารหนี้สาธารณะรู้ดีครับ เพราะเราสู้ประเด็นนี้มาตั้งแต่แรก นี่ล่ะครับความแตกต่างของนิยามหนี้ระหว่างหนี้สาธารณะ ที่รายงานโดยทั่วไปไม่รวมหนี้ธนาคารรัฐ แต่หนี้สาธารณะใน พ.ร.บ. บริหารหนี้รวมหนี้ ธนาคารรัฐเปึนที่มาของเรื่องการซุกหนี้ ประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักในเวลานั้นครับ ระหว่างกรรมาธิการฝ์ายรัฐบาลกับกรรมาธิการฝ์ายค้าน ซึ่งตอนนั้นรวมถึงท่านอภิสิทธิ์ ท่านสาทิตย์ ท่านพีระพันธุ์ ท่านจุติที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผม ท่านกอร์ปศักดิ์ แล้วก็ตัวผมเองด้วย ประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมากก็คือว่าเรากรรมาธิการฝ์ายค้านเห็นว่านิยามหนี้สาธารณะ ควรจะตรงกันครับ ก็คือว่าถ้าหนี้สาธารณะที่รายงานโดยทั่วไปไม่รวมหนี้ธนาคารรัฐ หนี้สาธารณะใน พ.ร.บ. ฉบับนั้นก็ไม่ควรรวมด้วยครับ เพราะเราเห็นว่าถ้าไม่รายงาน ตัวเลขว่าเปึนหนี้และอยู่ดี ๆ เกิดความเสียหายขึ้น รัฐบาลตั้งงบไปชําระก็เท่ากับ เปึนการซุกหนี้ อย่างที่ผมเรียนกับประธานตั้งแต่แรกครับ เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันนี้ต้องการ ระบบการเงินการคลังที่โปร่งใส ไม่ใช่ว่ามีหนี้ก้อนโตซุกเอาไว้ เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันนี้ต้องการระบบการเงิน การคลังที่โปร่งใส ไม่ใช่ว่ามีหนี้ก้อนโต ซุกเอาไว้เปึนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอจะระเบิดในอนาคตเหมือนกรณีของธนาคาร เอสเอ็มอีที่ผ่านมา นอกเหนือจากนี้แล้วเปัาการปล่อยสินเชื่อ ๑ ล้านล้านบาท ผมขอเรียนกับท่านประธานด้วยความจริงใจว่าจะเปึนปัญหากับระบบเศรษฐกิจ เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ว่ายิ่งมากยิ่งดีนะครับ ต้องอยู่พอเหมาะพอควร ท่านประธาน ทราบหรือไม่ครับว่า สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินก็คือ เงินฝากลบด้วยสินเชื่อ ของธนาคารทั้งระบบ รวมทั้งธนาคารเอกชนและธนาคารรัฐเข้าด้วยกัน สภาพคล่อง ปัจจุบันนี้มีอยู่เท่าไร มีอยู่ประมาณ ๑ ล้านล้านบาทครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ธนาคารรัฐ ทั้ง ๗ แห่ง ปล่อยกู้ตามยอดที่ได้ตั้งมาตามเปัาคือ ๑ ล้านล้านบาทหมายถึงอะไรครับ หมายถึงว่าธนาคารรัฐจะต้องดึงเงินฝากทั้งระบบ ดึงเงินฝากออกจากธนาคารเอกชน ทุกแห่งมาอยู่ที่ธนาคารรัฐเพียงที่เดียว เกิดอะไรขึ้นกับธนาคารเอกชนครับ เปึนง่อย หรือครับ ดําเนินธุรกิจไม่ได้ ปล่อยสินเชื่อให้ภาคเอกชนก็ไม่ได้ ธุรกิจพังกันหมด แล้วเศรษฐกิจจะเดินหน้าได้อย่างไร ผมจึงต้องขอฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังว่า เปัาการปล่อยสินเชื่อของธนาคารรัฐ ทั้ง ๗ แห่งต้องปรับลดลงทั้งเหตุผลในเรื่องของความยุติธรรม ในเรื่องของการทําลาย วินัยการเงิน การคลัง การซุกหนี้ แล้วก็ผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ในโอกาสนี้ก็ขอฝากคําถามไปอีก ๑ คําถามซึ่งจริง ๆ แล้วเพื่อนสมาชิก ท่านจุติก็ไหว้วานผมให้ผมได้ถามท่านก็คือ ในเรื่องของการเพิ่มทุนธนาคารรัฐ สุดท้ายแล้ว ออกมาเท่าไร ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งผมทราบว่า ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการประดิษฐ์ท่านรับผิดชอบทางด้านนี้โดยตรงนะครับ ช่วยกรุณา ตอบพวกเราด้วยว่าสุดท้ายท่านอนุมัติธนาคารรัฐให้เพิ่มทุนแต่ละแห่งเปึนจํานวนเท่าไร แล้วก็อยู่ในงบประมาณส่วนไหน ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลในเรื่องของการโปร่งใส ในการจัดทํางบประมาณโดยเฉพาะในเรื่องของการใช้เงินนอกงบประมาณที่พวกเรา ทุกคนเห็นว่าสุ่มเสี่ยงต่อความเสียหายในอนาคต กระผมเองต้องขออนุญาตฟังคําชี้แจง จากท่านรัฐมนตรีก่อนที่กระผมจะตัดสินใจครับว่าจะรับหลักการหรือไม่ ขอบคุณครับ