ปารเมศ โพธารากุล หารือเรื่องการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อย และเรียกร้องการช่วยเหลือจากภาครัฐ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ปารเมศ โพธารากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นที่ผมต้องการที่จะมาอภิปรายในวันนี้ ก็คือเรื่องอ้อย และน้ําตาลทราย ซึ่งในเขตพื้นที่จังหวัดผมหรือจังหวัดใกล้เคียงก็ตาม พ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรนั้นได้ปลูกอ้อยเปึนพืชหลัก และปลูกกันอย่างกว้างขวางจํานวนมากมาย มีพื้นที่ กว้างขวาง เจ้าภาพหลักในการที่จะดูแลจากหน่วยงานของรัฐบาล ก็คือกระทรวง อุตสาหกรรม ซึ่งมี สอน. หรือ สํานักงานอ้อยและน้ําตาลทรายเปึนผู้ดูแลพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรชาวไร่อ้อย หน่วยงานที่ สอน. ได้ส่งไปเพื่อที่จะดูแลพ่อแม่พี่น้องเกษตรกร ในการที่จะพัฒนาไม่ว่าจะเปึนเรื่องพันธุ์อ้อย ในเรื่องการผลิตอ้อย ในเรื่องของดิน ก็ตาม ท่านได้ส่งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาลทราย มีทั้งหมด ๔ หน่วยงาน ทั่วประเทศ มีที่จังหวัดของผมจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดกําแพงเพชร แล้วก็ ที่จังหวัดอุดรธานี ทั้งหมด ๔ แห่ง ผมดูงบประมาณเมื่อป้ ๒๕๕๑ งบประมาณที่หน่วยงานนี้ ได้ก็คือ ๒,๙๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผมถือว่าการดูแลอ้อยและน้ําตาลทรายนั้น ซึ่งเปึนผลผลิต มีการใช้กันในประเทศ รวมไปถึงส่งออกจํานวนมากมาย สร้างรายได้ให้กับประเทศของ เรา แต่หน่วยงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมส่งไปดูแลนั้นมีงบประมาณเพียงน้อยนิด นั่นแสดงว่ารัฐบาลของเรายังให้ความสนใจกับเกษตรกรพ่อแม่พี่น้องชาวไร่อ้อยน้อยไปครับ จํานวนเกษตรกรมีมากมาย ผลผลิต ผลกําไรที่เราส่งออกไปขายให้กับต่างประเทศนั้น มีมากมายอย่างที่เราได้เห็นกัน ผมอยากกราบเรียนท่านประธานฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมว่า อยากให้ช่วยเห็นใจพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ช่วยให้เขากินดีอยู่ดี ให้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง ทุกวันนี้ชาวไร่อ้อยมีต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเปึนเรื่องปุิย ซึ่งมีราคาแพงอย่างที่ท่านพวกเราทุกคนได้ทราบกันดี เรื่องน้ํามัน เรื่องค่าไถ่ที่ ชักร่อง รวมไปถึงกลบร่องอ้อย รวมไปถึงค่าแรงในการตัดอ้อย ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้นทุนของพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยนั้นสูงขึ้นตามไป แต่สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรนั้นมักจะถูกเอาเปรียบโดยคนที่มีเงินมาก ๆ ผมของดใช้คําว่า นายทุน แต่พวกนี้ เห็นพ่อแม่พี่น้องชาวไร่อ้อยยากจนด้วยเศรษฐกิจอย่างที่เราได้รู้กัน เข้าไปขอซื้ออ้อย หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า ตกเขียว วิธีการมี ๒ วิธี ก็คือซื้อก่อนที่จะมีการหีบอ้อย เข้าไปซื้อ เหมาดงเลยนะครับ ดงนี้ ๑๐ ไร่ เหมากันไปเลยเท่าไรรับเงินสดไปเลย พ่อแม่พี่น้องเกษตรกร ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ขายอ้อย เพราะต้องการใช้เงินเพื่อจะไปเปึนค่าเทอมของลูกบ้าง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นานาบ้าง อีกประเภทหนึ่งก็คือรับซื้ออ้อยหรือตกเขียวตอนช่วงที่กําลังหีบอ้อย โดยในภาคอีสานเปึนส่วนมาก เขาใช้ลานมันเปึนแหล่งรับซื้อ ลานมันมีตาชั่งซึ่งพอที่จะ ชั่งน้ําหนักอ้อยได้ แล้วจ่ายเงินสดให้กับเกษตรกรเช่นเดียวกัน เกษตรกรก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ขายอ้อยไปรับเงินสดไป โดยที่ไม่รู้ว่าต่อมาอีกไม่กี่เดือนรัฐบาลได้ขึ้นค่าอ้อยให้กับ พ่อแม่พี่น้องชาวไร่อ้อยจาก ๖๐๐ กว่าบาท เปึน ๘๐๗ บาท โดยจ่ายย้อนหลังให้ถึง ตันอ้อยละ ๑๖๙ บาท เท่าที่ผมทราบมาอ้อยที่รับซื้อกันหรือที่ตกเขียวกันมีทั่วประเทศ จากผู้ที่มีเงินมาก ๆ คิดเปึนยอดรวมน้ําหนักตันอ้อยแล้วประมาณ ๖ ล้านกว่าตัน เพราะฉะนั้นการขึ้นราคาน้ําตาลทรายเมื่อเร็ว ๆ นี้ ๕ บาทต่อกิโลกรัม แล้วเอาเงินเหล่านั้น ย้อนกลับไปให้กับเกษตรกรถือเปึนสิ่งที่ดีครับ แต่สิ่งที่น่าเสียใจก็คือไม่ถึงเกษตรกรตัวจริง กลับไปถึงคนที่มีเงินที่มารับซื้ออ้อยแล้วก็ส่งอ้อยเข้าไปถึงโรงงาน พอถึงวันนี้เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง เงินที่รัฐบาลเพิ่มให้กับชาวไร่อ้อย ๑๖๙ บาทต่อตันนั้นคูณจํานวน ประมาณ ๖ ล้านตัน ผมขอต่อเวลานิดหนึ่งนะครับสักนาทีเดียว ที่ผมทราบมาได้ข้อมูลมามีประมาณ ๖ ล้านกว่าตัน คูณ ๑๖๙ บาทซึ่งรัฐบาลเพิ่มให้เกษตรกรย้อนหลัง การเพิ่มค่าอ้อยให้นั้นถือว่าเปึนสิ่งที่ดี ถ้าเงินนั้นไปตกกับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรจริง ๆ แต่ในกาลนี้เงินอ้อย ๖ ล้านกว่าตัน คูณจํานวน ๑๖๙ บาทต่อตันแล้ว คิดเงินประมาณพันล้านบาทเศษ ๆ ตรงนี้อยากฝากให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมช่วยตรวจสอบ ช่วยดูให้ด้วยว่าความเปึนจริง เปึนอย่างไร ขอบคุณมากครับ