นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2552 โดยชี้แจงความจำเป็นในการจัดทำเอกสารประกอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 167 เพื่อควบคุมวินัยการเงินการคลังของรัฐ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยังเสนอแนวทางปฏิรูปกองทุนประกันสังคมโดยขอปรับใช้เงินรักษาพยาบาลเพื่อขยายสิทธิให้คู่สมรสและครอบครัว พร้อมทั้งเรียกร้องความชัดเจนในการจูงใจให้ผู้มีอาชีพอิสระเข้าร่วมระบบ และยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐจะขยายเบี้ยยังชีพให้ครอบคลุมผู้สูงอายุทุกคน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สําหรับงบประมาณรายจ่าย ประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งทางรัฐบาลได้นําเสนอเปึนพระราชบัญญัติในวันนี้ อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ได้นําเสนอมาโดยที่ยังไม่อยู่ภายใต้บังคับ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ซึ่งในป้ต่อไปกระผมเข้าใจว่าคงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง หรือจัดทําพระราชบัญญัติงบประมาณและเอกสารประกอบให้เปึนไปตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนะครับ ที่กราบเรียนอย่างนี้เพราะผมคิดว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ได้มองเห็นถึงปัญหาของทั้งการจัดงบประมาณและการนําเสนอ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณต่อสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภาในการพิจารณา เพราะฉะนั้นก็จึงได้บัญญัติเอาไว้ครับว่า ในการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําป้งบประมาณนั้นจะต้องมีเอกสารประกอบ ซึ่งประกอบไปด้วยรายละเอียด หลายอย่าง เช่น ประมาณการรายรับ วัตถุประสงค์ กิจกรรม แผนงาน โครงการ ฐานะการเงินการคลัง แล้วก็รายละเอียดอีกมากมายในวรรคหนึ่ง วรรคสอง ก็เคร่งครัด ในเรื่องของงบกลางครับ เพราะว่าไม่ประสงค์ที่จะให้ทางฝ์ายบริหารนั้นสามารถที่จะ บริหารเงินงบประมาณโดยตั้งเปึนรายการ พูดง่าย ๆ คือลอยเอาไว้ ก็จะแก้ไขว่าต่อไป หากจะจัดรายการไว้ในงบกลางก็ต้องแสดงเหตุผลความจําเปึนในการที่กําหนดให้เปึน งบประมาณรายจ่ายงบกลางด้วย แล้วก็ที่สําคัญในวรรคสุดท้ายของมาตรา ๑๖๗ รัฐธรรมนูญกําหนดให้มีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐครับ เพื่อกําหนดกรอบวินัย การเงินการคลัง ซึ่งรวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการการวางแผนการเงินระยะปานกลาง การจัดหารายได้ การกําหนดแนวทางในการจัดทํางบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน การบริหารการเงินและทรัพย์สิน การบัญชี กองทุนสาธารณะ การก่อหนี้ หรือ การดําเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินหรือภาระทางการเงินของรัฐ หลักเกณฑ์การกําหนด วงเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปึน และการอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องใช้ เปึนกรอบในการจัดหารายได้กํากับการใช้จ่ายเงินตามหลักการรักษาเสถียรภาพพัฒนา ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และความเปึนธรรมในสังคม คําถามแรกของกระผมต่อรัฐบาล ก็คงจะเปึนว่าอยากจะสอบถามถึงความคืบหน้าของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เพราะว่าเรื่องนี้ก็จะเปึนเรื่องสําคัญครับว่าเปึนหลักประกันอย่างหนึ่งที่รัฐธรรมนูญวางไว้ ในการที่จะให้การจัดงบประมาณ แล้วก็การนําเสนองบประมาณต่อสภามีหลักเกณฑ์ ที่ชัดเจน สอดคล้องกับเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเริ่มต้นในส่วนของสาระของงบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ จากการพูดถึงการประเมินภาพรวมทางเศรษฐกิจซึ่งใช้เปึนสมมุติฐาน ของการจัดทํางบประมาณ เพราะว่านอกเหนือจากรายละเอียดของงบประมาณ ในด้านต่าง ๆ แล้ว กฎหมายงบประมาณถือเปึนการส่งสัญญาณหรือการกําหนดท่าที ในเรื่องนโยบายการคลังอย่างสําคัญว่าเศรษฐกิจจะได้รับการบริหารจัดการไปใน ทิศทางไหน ข้อห่วงใยของกระผมที่มีต่อการจัดทํางบประมาณสําหรับป้งบประมาณ ๒๕๕๒ ก็คงจะเปึนเรื่องของภาวะเศรษฐกิจซึ่งมีความผันผวนค่อนข้างมาก และมีความรู้สึกว่าเมื่อรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงแรก ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจมันเปึนเรื่องหนึ่ง และก็ต่อมาเมื่อบริหาร มาได้ ๔ เดือนแล้ว สภาพของปัญหามันกําลังเคลื่อนไปอีกจุดหนึ่ง ถ้าจะพูดให้ชัด ก็เหมือนกับว่าในตอนที่ท่านจัดทํางบประมาณฉบับนี้ ความกังวลในขณะนั้นก็คือ มีความจําเปึนจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปส่วนหนึ่งผ่านมาตรการทางภาษี แล้วก็จัดทําหรือตัดสินใจที่จะจัดทํางบประมาณ แบบขาดดุล แต่ว่า ณ เวลาที่เรามาพิจารณางบประมาณฉบับนี้เมื่อท่านจัดทําเสร็จแล้ว เสนอต่อสภา ผมเชื่อว่าถ้าท่านไปสอบถามบรรดานักเศรษฐศาสตร์ท่านก็จะพบว่าขณะนี้ ความกังวลมันอาจจะไปในเรื่องของเงินเฟัอมากกว่าเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนครับจะบอกว่าจะห่วงแต่เงินเฟัอแล้วก็ปล่อยให้เศรษฐกิจมันซบเซาก็คงไม่ได้ แต่ในทางกลับกันถ้ากังวลในเรื่องอัตราการเจริญเติบโตมากจนเกินไปแล้วไปกระตุ้น จนทําให้เกิดเงินเฟัอก็ย่อมไม่ดีสําหรับเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผม อยากจะกราบเรียนก็คือรัฐบาลคงจะต้องระมัดระวังตามสมควรว่าเมื่อได้กําหนดท่าที ในการขาดดุลงบประมาณหรือขาดดุลทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วคงจะต้อง มีการประเมินเปึนระยะ ๆ ในแง่ของการเร่งเศรษฐกิจโดยวิธีการทางด้านการคลัง กระผมเองยังไม่ห่วงนักว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจะไปเติมเงินเฟัอมากนักเพราะว่า ก็ยังมองว่าเงินเฟัอส่วนใหญ่ยังมาจากทางด้านต้นทุนเปึนหลัก เพราะฉะนั้น ก็ยังไม่ใช่การสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรง แต่อยากจะกราบเรียนไว้ว่าเสนอให้รัฐบาล เหมือนกับมีแผนสํารองไว้เช่นเดียวกันว่าในกรณีที่ภาวะเงินเฟัอมันกระทบต่อความเชื่อมั่น และจําเปึนจะต้องแสดงท่าทีบางอย่างก็น่าจะต้องมีแผนสํารองเอาไว้ว่าอาจจะต้อง ลดการขาดดุลทางการคลังหรือการงบประมาณหากจําเปึน กระผมจําได้ว่าก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ ป้ ๒๕๔๐ รัฐบาลก่อนหน้านั้นก็ถูกแรงกดดันในลักษณะนี้แล้วก็พยายามที่จะส่งสัญญาณ ในการตัดลดงบประมาณ แต่ว่าในที่สุดก็ไม่ประสบความสําเร็จในการที่จะรักษา ความเชื่อมั่น ที่ผมห่วงนิดหนึ่งครับก็คือว่าในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปมีการพูดถึง ภาวะเงินเฟัอเอาไว้ครับ ประมาณการเอาไว้นะครับในเอกสารของท่านว่าเศรษฐกิจไทย ในป้ ๒๕๕๒ มีแนวโน้มขยายตัวประมาณร้อยละ ๕.๕ อัตราเงินเฟัอร้อยละ ๓.๕ กระผมไม่แน่ใจว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะกล้ายืนยันต่อสภานี้ไหมครับว่า ป้หน้าเงินเฟัอจะอยู่ที่ ๓.๕ เพราะตัวเลขล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยขณะนี้เงินเฟัอ ถ้าเทียบในเดือนเมษายน เทียบกับป้ระยะเวลาเดียวกันของป้ก่อน ขณะนี้ประมาณ ๖.๒ แล้วก็นักวิเคราะห์หลายสํานักก็คาดการณ์ว่าเงินเฟัออาจจะขึ้นไปถึงประมาณร้อยละ ๗ หรือมากกว่านั้น กระผมไม่ทราบว่าสมมุติฐานที่บอกว่าป้หน้าเงินเฟัอจะอยู่ที่ร้อยละ ๓.๕ อยู่บนสมมุติฐานว่าราคาน้ํามันในตลาดโลกของท่านอยู่ที่ระดับใด ก็อยากจะให้ท่านได้ชี้แจง แล้วก็ให้ความมั่นใจกับพวกเราว่าที่คิดว่าเงินเฟัอป้นี้ประมาณ ๖–๗ เปอร์เซ็นต์ จะลดไปครึ่งหนึ่งเหลือเพียงร้อยละ ๓.๕ ท่านมีความเชื่อมั่นและมีเหตุผลอะไรนะครับว่า จะมีมาตรการที่มารองรับในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ นั่นก็คือประเด็นเดียวที่ผมจะพูดถึง ในแง่ของภาพรวมของเศรษฐกิจและก็สมมุติฐานที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ ที่จริงทุกป้ฝ์ายค้านมักจะตั้งคําถามว่า ประมาณการรายรับจะเปึนไปตามเปัาหรือไม่ เพราะว่ามักจะห่วงกันว่าบางทีรัฐบาลเวลาตั้งงบประมาณจะมองโลกในแง่ดีจนเกินไป แล้วก็กลัวว่าที่คิดว่ารายรับจะมีเท่านี้ ขาดดุลเพียงเท่านี้เอาเข้าจริง ๆ จะเปึนอย่างนั้น หรือไม่ ซึ่งก็ต้องกราบเรียนเช่นเดียวกันในป้นี้ว่า ถ้าดูแนวโน้มตัวเลขนะครับว่า การจัดเก็บรายได้ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณว่าไม่เปึนไปตามเปัาบ้าง ตรงนี้ ก็น่าเปึนห่วง แต่ที่ไม่อยากพูดมากในเรื่องนี้ท่านประธานครับเพราะว่าผมค้นพบ จากประสบการณ์ที่อยู่ในสภาแห่งนี้มา ๑๐ กว่าป้ก็คือว่า สุดท้ายในระบบของไทย จัดเก็บรายได้ตามเปัาเสมอ แต่ว่าคนที่เดือดร้อนก็คือพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ รายเล็กรายย่อย เพราะถ้าถูกตั้งเปัาภาษีสูงเอาไว้นี่ครับ คนเหล่านี้ก็เปึนเหยื่อป้แล้วป้เล่า ในการที่ทางกรมที่เกี่ยวข้องกับภาษีต้องรักษาเปัาหมายตรงนั้นเอาไว้ ก็จึงเพียง กราบเรียนครับว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวนอย่างนี้ทั้งเรื่องเงินเฟัอ ทั้งเรื่องอัตรา การเจริญเติบโต อยากให้รัฐบาลให้ความมั่นใจนะครับว่าตัวเลขเหล่านี้เปึนตัวเลข ที่ท่านได้ศึกษามาอย่างดีแล้ว และจะมีแนวทางมีมาตรการปัองกันในกรณีที่ภาวการณ์ ทางเศรษฐกิจไม่เปึนไปตามเปัาหมาย เมื่อพูดถึงภาวะภาพรวมของเศรษฐกิจแล้วก็ มาดูตัวนโยบายงบประมาณตามที่รัฐบาลได้แถลงในเอกสารงบประมาณมี ๖ ข้อ
ข้อแรก ผมได้พูดไปแล้วนะครับว่าไม่ขัดแย้งกับท่านว่านโยบาย งบประมาณขาดดุลยังมีความจําเปึนอยู่ในปัจจุบันนะครับ แล้วก็โดยเฉพาะท่านเขียน เอาไว้ด้วยว่า คํานึงถึงกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งก็น่าจะหมายความว่า จะระมัดระวังไม่ให้การขาดดุลนั้น ซึ่งป้นี้ถ้าดูเปึนตัวเลขก็ค่อนข้างมากนะครับ แต่ว่า จะไม่ให้มันลุกลามบานปลายออกไปในอนาคต ในส่วนที่ ๒ กับส่วนที่ ๓ ที่เปึนนโยบาย ที่ท่านแถลงก็คือว่า ทบทวนการดําเนินงานของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ ที่ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน และแผนปฏิบัติราชการ แล้วก็พูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ผมขอเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมอยากจะให้รัฐบาลได้อนุเคราะห์พวกเราก็คือว่า การจัดงบประมาณมีการอ้างอิงถึงแผนบริหารราชการ แล้วก็แผนปฏิบัติราชการ ซึ่งเปึนสิ่งที่ท่านต้องทําหลังจากที่แถลงนโยบายเสร็จแล้ว รวมไปถึงแผนในเรื่องของ การดําเนินการทางด้านการตรากฎหมายด้วย แต่ว่าท่านประธาน ผมก็เชื่อครับว่า ท่านก็อาจจะยังไม่ได้เห็นแผนเหล่านี้เลย ผมทราบว่ารัฐบาลได้ดําเนินการไปแล้ว จะขอความอนุเคราะห์จากรัฐบาลว่าบรรดาแผนต่าง ๆ เหล่านี้จะจัดส่งให้เพื่อนสมาชิกได้หรือไม่ ซึ่งจะเปึนประโยชน์มากในการทํางานของพวกเราในการติดตามตรวจสอบการทํางานของ รัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงบประมาณเท่านั้น ที่สําคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ คือไหน ๆ เรามีความพยายามที่จะจัดทํางบประมาณให้มันเปึนไปตามยุทธศาสตร์ เปึนไปตามระบบมีความชัดเจนว่าจะเอาเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนไปใช้อย่างไรแล้ว อยากจะขอความกรุณารัฐบาลว่า ลองพิจารณาสิครับว่าจะมีวิธีการนําเสนองบประมาณ ให้มันมีความเข้าใจได้ง่ายว่า เปัาหมายหลัก ๆ ของประเทศจะได้รับการตอบสนองอย่างไร ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ก็คือว่า ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ รายจ่ายประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้นะครับ คือเอกสารงบประมาณโดยสังเขป อ่านแล้วคงจะรู้สึกเหมือนกับผมครับว่า รัฐบาล ได้พูดถึงปัญหาสําคัญ ๆ ที่เปึนปัญหาหลักทางเศรษฐกิจเอาไว้ ผมคิดว่าค่อนข้างครอบคลุม ค่อนข้างครบถ้วน แต่การเอาตัวเลขงบประมาณมาใส่ตามยุทธศาสตร์ในข้อต่าง ๆ นี่ครับ ผมเชื่อเลยว่ามันไม่ได้สะท้อนสภาพความเปึนจริงของการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วถ้าอ่านเผิน ๆ ผ่านไปแล้วไม่ไปดูส่วนอื่นนี่ครับ ผมว่ามันจะเกิดความสับสน เช่น เวลาพูดถึงการฟุ๋นฟูความเชื่อมั่นของประเทศก็จะมีรายการที่บอกว่ามีแผนงาน บรรเทาความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจของประชาชนและผู้ประกอบการ อันนี้ใครเห็นหมวดนี้ผมเชื่อผู้แทนราษฎรทุกคนก็สนใจเลยว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือ คนที่เดือดร้อนจากปัญหาปากท้องของแพงมากน้อยแค่ไหน แต่ตัวเลขงบประมาณที่อยู่ตรงนี้ ๒๔๒.๖ ล้านบาท ประมาณ ๔ บาทต่อหัว มันก็เลยทําให้เกิดความรู้สึกว่าจะบรรเทา ความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจให้คนละ ๔ บาท มันจะเปึนไปได้อย่างไร ผมทราบดีว่า มันไม่ใช่เงินทั้งหมด แต่ท่านประธานจะเข้าใจประเด็นของผมก็คือว่าถ้ายังนําเสนอ งบประมาณเอาตัวเลขมาใส่ แล้วก็เสนอหมวดหมู่ที่มีการซ้ําซ้อนกันบ้างหรือว่าเหลื่อมล้ํา กันบ้าง แล้วแต่ว่าจะอ่านในช่วงไหนอย่างไร มันทําให้การประเมินภาพใหญ่ภาพรวมว่า เรากําลังที่จะกําหนดงบประมาณไปในทิศทางใดเปึนเรื่องยากมาก มีประเด็น แบบเดียวกันนี้ถ้าอ่านไป ไม่ว่าจะเปึนงบที่เกี่ยวข้องกับพลังงานอย่างนี้ ตัวเลขมันก็จะ ต่ํามากเทียบกับสภาพของปัญหา แต่ผมมั่นใจว่าตัวเลขดังกล่าวมันไม่ใช่ตัวเลขของเงิน ที่เราใช้จ่ายจริง ๆ อันนี้ก็เปึนข้อสังเกตที่สําคัญที่อยากจะให้รัฐบาลลองดูว่าจะไปปรับปรุง ในวันข้างหน้าได้อย่างไร
นโยบายต่อไปของงบประมาณป้ ๒๕๕๒ ก็คือว่า กําหนดรายจ่ายลงทุน ในจํานวนไม่ต่ํากว่าป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๑ ผมก็เห็นด้วย เพราะว่าสิ่งหนึ่ง ซึ่งเรามักจะพูดเสมอก็คือประโยชน์ของงบประมาณ โดยเฉพาะที่จะมีความยั่งยืนก็คือ รายจ่ายทางด้านการลงทุน แต่ว่าถ้าท่านประธานจะดูโครงสร้างงบประมาณตามที่ปรากฏ ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปท่านจะพบครับว่า รายจ่ายลงทุนในป้งบประมาณนี้ ที่รัฐบาลกําลังเสนอมาไม่น้อยกว่าเดิมจริงครับ แต่เพิ่มเพียงร้อยละ ๑.๗ ถือว่าน้อยมาก งบประมาณวงเงินโดยรวมเพิ่มขึ้นก็คือ ๑๐.๕ แต่งบลงทุนเพิ่มขึ้น ๑.๗ น้อยมาก แล้วถ้าคิดถึงภาวะเงินเฟัอน่าจะหมายความว่ามูลค่าที่แท้จริงที่กําลังมีการลงทุน เทียบกับป้ก่อนมันลดลง กราบเรียนตรงนี้เพื่อที่จะบอกต่อไปว่าอยากให้รัฐบาล ได้เตรียมระมัดระวังว่าถ้าแนวโน้มเปึนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเราอาจจะพบว่ารายรับ ของรัฐบาลทั้งหมดมันมีเพียงพอเฉพาะรายจ่ายประจํากับการใช้หนี้ ซึ่งหมายความว่า จะลงทุนอะไรก็ต้องขาดดุลงบประมาณ อันนี้เปึนประเด็นซึ่งผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในแง่ของโครงสร้างและการคาดการณ์ของท่านไปข้างหน้าว่า ป้นี้ที่รายจ่ายลงทุน มันเพิ่มได้เพียง ๑.๗ มันเปึนภาวะชั่วคราวหรือจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นไปข้างหน้าได้อย่างไร เมื่อพูดถึงโครงสร้างงบประมาณแล้วก็อยากจะกราบเรียนต่อว่าที่จริงมาถึงวันนี้แล้ว ผมคิดว่าการบริหารภาครัฐ การบริหารบ้านเมืองมันเปลี่ยนแปลงไปมาก สมัยก่อน งบประมาณเกือบจะเปึนทุกสิ่งทุกอย่างเลยครับ เพราะเอกชนกําลังน้อย ตลาดเงิน ตลาดทุน ไม่สามารถที่จะถูกนํามาใช้สําหรับกิจการสาธารณะได้มากนัก แต่ว่าปัจจุบัน มันไม่ใช่ ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนําเสนอต่อไปก็คือว่า อยากให้รัฐบาลได้เริ่มมอง ไปข้างหน้าแล้วก็จะจัดทํากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรอบงบประมาณอยู่แล้ว คิดถึงโครงสร้างงบประมาณหลัก ๆ ที่สมควร เช่น รายจ่ายประจํา เรื่องเงินเดือน หรือ รายจ่ายที่เปึนเรื่องของส่วนราชการ ค่าน้ํา ค่าไฟไม่ควรเกินสัดส่วนเท่าไร มีหลักประกัน สําหรับพี่น้องประชาชนว่าเรื่องการช่วยเหลือคนยากคนจน สวัสดิการควรจะมีกรอบว่า เปึนสัดส่วนเท่าไรของงบประมาณ แล้วก็มีความชัดเจนมากขึ้นว่า ดังนั้นวงเงิน ในส่วนที่เหลือจะสามารถนํามาใช้ในเรื่องของการลงทุนได้ แต่ที่สําคัญก็คือว่า นอกเหนือจากงบประมาณตัวนี้แล้ว บริการสาธารณะต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจะเปึนแหล่งน้ํา จะเปึนรถไฟ จะเปึนถนนหนทาง หรือบริการอื่น ๆ อีกมากมาย วันข้างหน้าอาจจะ ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณแล้ว อย่างเมื่อสักครู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ํา ท่านก็แถลงไว้ชัดเจนเลยว่าจะต้องไปแสวงหาเงินทุนนอกงบประมาณ ประเด็นก็คือว่า น่าจะเปึนเรื่องดีนะครับ ถ้าป้หน้าเปึนต้นไปนี่รัฐบาลสามารถที่จะเสนอภาพรวมมาเลย การลงทุนภาครัฐทั้งหมดงบประมาณมีส่วนสําคัญเท่าไร รัฐวิสาหกิจเขาจะไปดูแลเอง เท่าไร มีเงินที่จะต้องไปกู้จากในประเทศ จากต่างประเทศเท่าไร และมีรูปแบบ ของการที่เอาเอกชนมาร่วมงานกับรัฐเปึนจํานวนเท่าไร ผมคิดว่าอันนี้จะทําให้เราสามารถ มองเห็นภาพของการวางทรัพยากรต่าง ๆ ของบ้านเมืองและของภาครัฐและ ของภาคเอกชนที่จะมารับใช้พี่น้องประชาชนได้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ว่าไหน ๆ พูดเรื่อง การมีส่วนร่วมของเอกชนแล้ว ขอถือโอกาสถามท่านรัฐมนตรีหรือถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า ผมก็เห็นท่านก็ขยับไปในทิศทางนี้อยู่ เพราะว่ามติคณะรัฐมนตรี ประมาณ ๓ สัปดาห์ ที่แล้วครับ ท่านได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือในการลงทุน ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนขึ้นมา ท่านใช้ภาษาอังกฤษว่า พีพีพี คอมมิตตี (PPP Committee) อยากจะสอบถามก็คือว่าตรงนี้กับกฎหมายว่าด้วยการร่วมทุน ป้ ๒๕๓๕ นี่มันจะสัมพันธ์กันอย่างไร เพราะเดิมนี่การเข้ามาร่วมทุนของเอกชนที่เราชอบเรียกว่า กฎหมายร่วมทุนบ้าง กฎหมายสัมปทานบ้าง เราจะมีคณะกรรมการตามกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งเรียนตรง ๆ ก็คือว่าฝ์ายประจํานี่เขาเปึนผู้ดูแล แต่วันนี้ท่านไปตั้งกรรมการขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่ง ที่ผมได้กราบเรียนไป แล้วก็องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้จะเริ่มมีลักษณะ ของการเปึนกรรมการนโยบาย คือมีฝ์ายการเมืองเข้าไปด้วย ก็อยากจะได้ทราบเหตุผล ที่เปึนที่มาของการจัดตั้งกรรมการตัวนี้แล้วก็ความสัมพันธ์กับกฎหมาย ป้ ๒๕๓๕
นโยบายงบประมาณต่อไปที่ท่านได้กล่าวไว้ก็คือว่าการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด กระผมเข้าใจว่าหลังจากที่ได้มีการแก้ไขในเชิงการปฏิรูป ระบบราชการเพื่อให้จังหวัดนี่เปึนหน่วยรับงบประมาณได้ เราก็จะเริ่มมีงบประมาณ ของแต่ละจังหวัดที่ถูกกําหนดขึ้นมา ป้นี้ก็จะมียอดอยู่ผมจําว่าประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็จัดสรรไปตามจังหวัดต่าง ๆ ขอสอบถามเพียงแค่ว่ามีการกําหนดกระบวนการ ที่ชัดเจนไหมครับว่าแต่ละจังหวัดที่ไปพิจารณางบประมาณนี่ใครเข้ามามีส่วนร่วมได้บ้าง ปัองกันการซ้ําซ้อนกับงบที่จัดไปจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ อย่างไร ดูแลอย่างไร ให้เกิดความสอดคล้องกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะว่าบางทีที่เราไปพบมา หลายจังหวัดนี่มียุทธศาสตร์จังหวัดดีมากเลยครับ แต่งบประมาณไม่สะท้อนยุทธศาสตร์ บางครั้งก็เปึนเพียงไปก่อสร้างอาคารสถานที่ของราชการเพิ่มเติมอย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสนับสนุนอยู่แล้วนโยบายที่บอกว่าจะมีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การพัฒนาจังหวัดนี่ แต่ว่าอยากทราบที่มาของตัวเลขของงบประมาณแต่ละจังหวัดว่า กระบวนการคืออะไร หลักเกณฑ์การพิจารณาคืออะไร
นโยบายข้อสุดท้ายของท่านครับ ก็คือเรื่องของการส่งเสริมการกระจาย อํานาจสู่ท้องถิ่น ตรงนี้ต้องกราบเรียนว่าเห็นด้วยกับนโยบายที่เขียน แต่ไม่เห็นด้วย กับงบประมาณที่จัด เพราะในขณะที่ท่านบอกว่าสนับสนุนการกระจายรายได้ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลับปรากฏครับว่าสัดส่วนของงบประมาณของท้องถิ่นเทียบกับ รายได้ของรัฐบาลทั้งหมดนี่ครับ ซึ่งหลายท่านที่เราทํางานร่วมกันมาในสภาแห่งนี้ เคยตั้งเปัาเอาไว้ว่ามันจะน่าไปถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๓๕ ได้ตั้งแต่ ๒ ป้ที่แล้วนี่ เราออกกฎหมายว่าด้วยการกระจายอํานาจนี่ครับ ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ แล้วเราก็คาดหวังว่า เพิ่มงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาได้โดยลําดับ รัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีชวนเพิ่มจากร้อยละ ๗ ขึ้นมาเปึนร้อยละ ๒๑ ภายในเวลาประมาณ ๓ ป้ แต่หลังจากรัฐบาลชุดนั้นพ้นมานะครับ ตัวเลขขยับมาจาก ๒๑ เปึนเพียง ๒๕ เท่านั้น จนในที่สุดยอมแพ้กับเปัาหมายที่กําหนดไว้ในกฎหมายจนแก้กฎหมายไปแล้ว เอาตัวเลข ๓๕ ออกไปแล้ว ป้นี้ท่านเพิ่มจาก ๒๕.๒ เปึน ๒๕.๒๕ ครับ เพิ่มขึ้น ๐.๐๕ เปอร์เซ็นต์ ผมถือว่าน้อยมากครับ ไม่ได้เปึนการยืนยันเจตนารมณ์หรือนโยบายที่เขียนเอาไว้ว่า เปึนการส่งเสริมสนับสนุนการปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ในรายละเอียดมีท้องถิ่น อย่างน้อย ๒ ประเภท คือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาที่งบประมาณลดลงนะครับ คืออัตราการเพิ่มติดลบ อันนี้ก็เปึนส่วนของนโยบายที่ท่านแถลงครับ กระผม จะขออภิปรายโดยใช้เวลาอีกไม่มากนัก พูดถึงงานหลัก ๆ ที่ผมเห็นว่ามีความสําคัญ แล้วก็คาดหวังจากงบประมาณ แล้วก็ตั้งข้อสังเกต
เรื่องแรก ซึ่งเปึนเรื่องที่ผมยืนยันมาตลอดว่าผมสนใจให้ความสําคัญมากที่สุด ก็คือเรื่องการศึกษา เสียดายว่าผมมองไปไม่เห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเลยนะครับ ที่จริงกระทรวงของท่านเปึนกระทรวงที่ได้งบประมาณมาก แล้วเปึนกระทรวง ที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ความสําคัญมาก น่าที่จะได้มารับฟังความคิดเห็น ของพวกเรานะครับ เพื่อที่จะได้นําไปพิจารณา แน่นอนครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็แถลง เมื่อสักครู่ว่าจัดงบให้เรียนฟรี ๑๔ ป้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีทราบดีเท่ากับผมแหละครับ เพราะว่าท่านก็ออกรายการสนทนาประสาสมัครไปแล้ว ถูกพี่น้องประชาชนผู้ปกครอง ร้องเรียนมาว่าที่ว่าฟรีนี่มันไม่ได้ฟรีจริง ตอนนี้ดีขึ้นมาหน่อยก็คือว่าทางกฤษฎีกา ก็พยายามหาทางออกว่าสําหรับข้าราชการถ้ามีการเก็บค่าใช้จ่ายตรงนี้ แต่โดยที่บอกว่า เรียนฟรี ก็ไม่เรียกค่าเล่าเรียนเปึนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ผมเข้าใจว่าพยายามอยู่ที่จะให้ ข้าราชการยังสามารถไปเบิกได้ แต่พี่น้องที่ไม่ใช่ข้าราชการล่ะครับ ผมไม่อยากเห็นป้หน้า จะเป่ดเทอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องมามีนโยบายบอกว่า ต้องรีบไปเพิ่มวงเงินให้กับโรงรับจํานําเพื่อรองรับการเป่ดเทอม ผมไม่อยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรีออกโทรทัศน์ป้หน้าแล้วก็บอกว่าผู้ปกครองคนไหน ยังเสียเงินอยู่ช่วยกันประจานหน่อย ผมอยากให้เราเผชิญความจริงครับ ความจริงที่ว่า ก็คือว่าอยากให้ลูกหลานเราเรียนฟรีต้องจัดงบประมาณต่อหัวไปให้โรงเรียนมากกว่านี้ พอสมควร แต่ความจริงที่เราเผชิญได้แล้วก็น่าจะสบายใจก็คือว่าที่ว่าต้องเพิ่มขึ้น พอสมควรมันไม่ได้มากเกินกําลังของรัฐบาล อยู่ที่การจัดลําดับความสําคัญเท่านั้นเองครับ กรุงเทพมหานครทํานโยบายเรื่องนี้สําเร็จครับ ผมไปเยี่ยมโรงเรียนกรุงเทพมหานคร เมื่อมีการเป่ดเทอมใหญ่ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เรียนฟรีมีคุณภาพ ฟรี ๒๐ อย่าง แต่กรุงเทพมหานครทุ่มเงินต่อหัวเด็กนักเรียนมากกว่ารัฐบาลผมว่าเกือบเท่าตัวครับ ในบางระดับ ผมอยากให้เด็กในต่างจังหวัดได้โอกาสอย่างนี้บ้างครับ ผมอยากให้ เด็กทั่วประเทศได้รับโอกาสอย่างนี้ ผู้ปกครองได้รับโอกาสอย่างนี้ ฉะนั้นก็ต้องขอย้ํา อีกครั้งนะครับว่าเรื่องการเรียนฟรีนี่ยังเปึนสิ่งที่รัฐบาลทําได้ ที่จริงก็เคยเสนอว่างบกลางป้ อยากให้จัดมาให้สัก ๑๘,๐๐๐ ล้าน ก็น่าจะเพียงพอในการที่จะทําให้การเรียนฟรี เปึนจริงสําหรับการเป่ดเทอมที่ผ่านมา รัฐมนตรีเงาของผมก็ไปยื่นข้อเสนอให้กับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทีนี้นอกจากการเรียนฟรีในระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานก็ต้องมาดูปัญหาเรื่องของงบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาครับ ซึ่งปรากฏว่า ป้นี้ท่านให้ กยศ. เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ลดงบประมาณของ กรอ. ครับ เสร็จสรรพแล้วนี่ งบประมาณในเรื่องของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแทบไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเปึนเรื่องแปลก เพราะผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีหรือเพื่อน ส.ส. ที่สนใจเรื่องของการศึกษาจะทราบว่า ขณะนี้เงินก็ยังไม่พอที่จะให้เด็กนักเรียนมากมายกู้ยืม เราถึงเห็นข่าวว่ามีเด็กเก่ง ๆ สอบเข้าเรียนหมอได้ต้องไปโฆษณาว่ามีใครจะช่วยให้ทุนได้บ้าง บางรายถึงกับเครียด มีปัญหาในครอบครัว คือสอบได้แต่ทําท่าว่าจะไปเข้าเรียนไม่ได้ ตรงนี้ส่วนหนึ่งก็คือ งบประมาณของกองทุนอยากจะขอเพิ่มให้เขาเถอะ
ประการที่ ๒ คือต้องปรับปรุงเรื่องของการบริหารจัดการครับ ต่อจากนี้ไป ผมคิดว่าต้องถือเปึนนโยบายของรัฐบาลที่สั่งการลงไปกับให้โรงเรียนตั้งแต่ระดับ มัธยมศึกษาเลยครับว่าคุณครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาต้องเปึนธุระให้ในการเข้ามา มีส่วนร่วมในการขอให้เด็กที่สอบเข้าเรียนต่อได้มีทุน มีหลักประกันที่แน่นอน ไม่ใช่รอว่า ผลการสอบออกมาแล้ว เข้าได้แล้ว แล้วก็มาวิ่งหาเงินกองทุนกู้ยืมกัน ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ เพราะเงินกองทุนกู้ยืมก็มีลักษณะในการจัดสรรไปในเชิงโควตาให้กับสถาบันการศึกษา ต่าง ๆ อย่างนี้เปึนต้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นมันก็เปึนภาระเพิ่มเติมสําหรับทั้งนักศึกษา และก็ผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอฝากท่านไว้ด้วยนะครับ ในส่วนของการศึกษา ก็คงจะมีอีก ๓ เรื่องไม่ใหญ่
เรื่องแรก งบประมาณที่ท่านจัดในแง่ของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือสถานศึกษา ผมอยากจะถามว่ามีความสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหนกับผลการประเมิน สถานศึกษา หน่วยงานที่เราเรียกว่า สมศ. (สํานักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา) เขาไปทํา ที่พูดอย่างนี้เพราะว่า สมศ. เขาก็ทุ่มเทกําลังเงิน กําลังคน ซึ่งก็เปึน เงินงบประมาณไปมาก แต่ก็มีความรู้สึกมาตลอดว่าผลการประเมินที่ออกมาที่บอกว่า โรงเรียนนั้นขาดเรื่องนี้ โรงเรียนนี้ขาดเรื่องนั้น มันไม่ถูกส่งต่อไปยังระดับนโยบาย หรือฝ์ายนโยบายไม่รับลูกต่อเพื่อมาจัดงบประมาณให้มันสอดคล้องกับความต้องการตาม ผลการประเมินที่แท้จริง นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เฉพาะในส่วนของ ๓ จังหวัดภาคใต้มีการจัดงบประมาณ ในเรื่องของการพัฒนา ๓ จังหวัดภาคใต้เปึนการเฉพาะ แล้วก็จัดงบประมาณไปยัง สถานศึกษาต่าง ๆ แต่แปลกคือไม่จัดให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาครับ ทั้ง ๆ ที่สถาบันอุดมศึกษาใน ๓ จังหวัดผมเชื่อว่าจะมีบทบาทอย่างสําคัญเลยครับ ในแง่ของการที่จะเปึนแม่ข่าย ในแง่ของการที่จะเปึนผู้ประสานไปยังสถาบันการศึกษา ระดับอื่น ๆ จะเปึนอาชีวศึกษา แม้กระทั่งโรงเรียนสอนศาสนา เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็อยากจะขอคําอธิบายครับว่า เหตุใดจึงไม่ได้มีการดําเนินการในแนวทางที่จะ ให้สถาบันอุดมศึกษาเข้ามาร่วมตรงนี้
สุดท้ายในเรื่องของคุณภาพการศึกษา อยากจะเรียนว่ามันมีหน่วยงานที่ ขณะนี้ก็มีความสําคัญมากขึ้นก็คือสํานักทดสอบที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการมีบทบาท มากครับ เพราะว่าหน่วยงานนี้ก็เปึนหน่วยงานที่จะออกข้อสอบประเมินความสามารถ เด็กของเราในระดับชาติ ต้องพูดตรงนี้เพราะว่าขณะนี้ตัวเลขที่สะท้อนผ่านการทดสอบ เหล่านี้ ขณะนี้คือคุณภาพการศึกษาของเราน่าเปึนห่วงมากครับ คะแนนที่เด็กสอบได้ โดยเฉพาะวิชาหลัก ๆ ที่มีความสําคัญ เช่น คณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ําซึ่งต้อง แก้ไขโดยเร่งด่วน และที่สําคัญการทดสอบตรงนี้ซึ่งจะมีการไปออกข้อสอบคาบเกี่ยวไปถึง เรื่องปัญหาระบบแอดมิสชั่นส์ (Admissions หรือชื่อเต็ม Central University Admissions System ระบบกลางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือระบบ แอดมิสชั่นส์กลาง) โอเน็ต (O-NET : Ordinary National Education Testion หรือการสอบ ความรู้รวบยอดปลายช่วงชั้น ๖ ภาคเรียน ของชั้นประถมศึกษาป้ที่ ๓ มัธยมศึกษาป้ที่ ๓ และมัธยมศึกษาป้ที่ ๖ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔) ต่อมาจะมีแกต (GAT : General Aptitude Test หรือความถนัดทั่วไป) มีแพท (PAT : Professional Aptitude Test หรือความถนัดเฉพาะวิชาชีพ) ตรงนี้ผมตรวจ ในเอกสารงบประมาณยังไม่พบในเรื่องของการจัดเตรียมทําคลังข้อสอบในเรื่องเหล่านี้ ถือโอกาสกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้รับผิดชอบเลยนะครับ เวลานี้คณะที่สอน ทางด้านวิทยาศาสตร์ของสถาบันการศึกษาหลัก ๆ ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทั้งหมด เขาบอกปัญหาคุณภาพการศึกษาของเด็กเข้าขั้นวิกฤติแล้ว และระบบแอดมิสชั่นส์ขณะนี้ เขาบอกว่าเขายอมรับต่อไปได้ยากแล้ว เพราะพอใช้มา ๒ ป้พบว่ามีเด็กที่ไม่สามารถเรียนได้แล้วเกิดความสูญเสียคะแนนสอบ ในบางวิชาต่ําจนน่าใจหาย ที่ผมกลัวก็คือถ้าท่านไม่เร่งแก้เรื่องนี้ครับ คณะเหล่านี้กําลังจะ ประกาศว่าต่อไปนี้จะขอออกจากระบบแอดมิสชั่นส์หมดครับ แล้วทุกคณะจะไปรับตรง แล้วมันจะเปึนภาระสําหรับผู้ปกครองและเด็กมากเลยครับ เพราะว่าแทนที่จะสามารถ สอบในระบบกลางได้ก็เลยต้องไปเร่งไปสอบสมัครที่นั่นที ที่นี่ที ก็สมัคร ๒ แห่ง ๓ แห่ง ๓ ทาง ๔ ทาง มีการสละสิทธิก็บริหารจัดการยากขึ้น กรุณารีบไปดูนะครับ ผมคิดว่าทุกฝ์าย มีเหตุมีผลครับ ทางคณะต่าง ๆ ทาง สกอ. (สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) ทางกระทรวงนี่รีบไปคลี่คลายเรื่องนี้ครับเพราะว่าเกณฑ์ที่จะใช้นี่ก็คือป้ ๒๕๕๓ ยังมีเวลา ที่จะไปดําเนินการจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยนะครับ นั่นก็คือเรื่องการศึกษา
เรื่องที่ ๒ คือ บรรดาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ก็ขอเรียนครับว่า จริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะพูดถึงเรื่องเหล่านี้นี่ค่อนข้างมาก เช่น เรื่องน้ํา ท่านจะมีการพูดถึง เรื่องโครงการผันน้ําบอกจะต้องใช้งบลงทุนประมาณ ๔ แสนล้านบาท ไม่นับในส่วนที่ จะต้องปรับปรุงฟุ๋นฟูแหล่งน้ําขนาดเล็กนะครับ และก็พัฒนาแหล่งน้ําต่าง ๆ ซึ่งมันมีแผนเดิมอยู่แล้วต้องใช้เงินประมาณ ๓ แสนล้านบาท ประเด็นก็มีอยู่ว่า ที่ผมรวบรวมได้แล้วก็ดูจากเอกสารนี่ป้นี้ท่านจัดอยู่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณนะครับ ก็พยายามคํานวณกันว่าถ้าจัดอยู่อย่างนี้นี่เฉพาะตามแผนงาน ตามปกติที่เคยมีมา ราชการเคยเขียนเอาไว้คงต้องใช้เวลาอีกเกือบ ๒๐ ป้ครับกว่าจะเสร็จ จะเร่งรัดในเรื่องนี้ได้อย่างไร ส่วนในส่วนของการผันน้ําที่จะต้องใช้งบลงทุน ๔ แสนล้านบาทนี่ ผมเข้าใจว่าอันนี้นี่คือสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีหมายถึงว่าจะต้องไปหาเงินนอกงบประมาณ คําถามก็มีอยู่ว่า ถ้าต้องไปหาเงินนอกงบประมาณแล้วมีเงินกู้มีภาระมามันจะมีการส่งต่อ ภาระการใช้น้ํานี่ไปให้ผู้ใช้ด้วยหรือเปล่า ซึ่งจะเปึนเรื่องยากนะครับ เราก็ทราบดีว่า การจะไปเก็บน้ําจากเกษตรกรนี่ เคยทดลองกันมาในหลายพื้นที่ในที่สุดนี่มันไม่ประสบความสําเร็จ ฉะนั้นอันนี้ก็เปึนเรื่องที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้นะครับในส่วนของน้ํา
ส่วนต่อไปของโครงสร้างพื้นฐานก็คือในเรื่องของการคมนาคมครับ หรืออาจจะพูดเดี๋ยวนี้ก็อาจจะนิยมใช้คําว่า ระบบโลจิสติกส์ ไม่มีอะไรมากครับ ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเองพูดถึงโครงการเยอะมากนะครับ รถไฟหลายประเภทแล้วก็เรื่องของถนนหนทางที่จําเปึนต้องทําแต่ว่าผมกังวลว่า งบประมาณนี่มันยังไม่สะท้อนนะครับ จํานวนโครงการต่าง ๆ แล้วก็ความคืบหน้า เพราะว่าผมยกหลัก ๆ ๒ เรื่องนะครับ เช่น โครงการถนน ๔ ช่องจราจรซึ่งเริ่มมา ตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวน ๑ ทําระยะที่ ๑ เสร็จคือไปครบทุกทิศ พอเข้าระยะที่ ๒ ที่จะต้องทําเปึนพูดง่าย ๆ ตาหมากรุกทั้งประเทศนี่มันต้องใช้งบประมาณ ก็เยอะพอสมควรนะครับ ตั้งไว้ตั้งแต่ป้ ๒๕๓๗ ตั้งเปัาว่าจะเสร็จในป้ ๒๕๔๙ แต่ว่า มาถึงขณะนี้นี่ทําไปได้ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นเองครับ แล้วป้นี้นี่รัฐบาลจัดงบประมาณให้เพียง ๓,๕๒๖ ล้านบาท ผมคิดว่ามันจะทําให้ความล่าช้าในเรื่องนี้มีต่อไป ขณะเดียวกัน กรณีของรถไฟ ๔ รางทางคู่ก็เหมือนกันครับ เรื่องนี้ก็ยิ่งเปึนไปล่าช้ามากนะครับ เทียบกับ เมื่อวันที่ตั้งโครงการไว้ในสมัยโน้นนะครับ แต่ป้นี้ก็ดูเหมือนจะมีในส่วนเส้นทางฉะเชิงเทรา ศรีราชา แหลมฉบังกระมังครับ ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเองซึ่งเปึนประมาณ ๑ ใน ๓ ของวงเงินที่ต้องใช้ทั้งโครงการ อันนี้ก็เปึนเรื่องที่เปึนเพียงตั้งข้อสังเกตนะครับ ว่าพวกกระผมสนับสนุนให้รัฐบาลนี่ได้ทําโครงการทั้งหลายเหล่านี้ เพียงแต่ว่ายังมอง ไม่เห็นว่างบประมาณที่จัดตั้งมานี่มันได้สะท้อนตรงนี้แล้ว เข้าใจดีว่าท่านอาจจะต้องรอไป เปึนป้หน้าหรือจะต้องจัดหาเงินกู้ หรืออะไรก็แล้วแต่ก็อยากได้คําอธิบายให้เห็นภาพว่า ท่านวางแผนเอาไว้อย่างไร
สําหรับกรณีต่อไปที่ผมจะพูดก็คือ เรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน คนยากคนจนในลักษณะของสวัสดิการ กระผมคิดว่าตรงนี้ครับมันถึงเวลาที่จะต้อง มีการมาทบทวนระบบกันครั้งใหญ่ ผมได้เสนอไปแล้วว่าในส่วนของการศึกษาจะต้องเปึนสิทธิขั้นพื้นฐานแล้วก็ถึงเวลา ที่เผชิญความจริง ยอมเพิ่มงบประมาณแบบก้าวกระโดดสักป้หนึ่งครับแล้วมันจะไปได้ เพราะผมจะยกตัวอย่างว่าตอนนี้กรณีของระบบหลักประกันสุขภาพนี่ครับ ซึ่งปกติทุกป้ อย่างน้อยตลอดระยะเวลาที่ผมเปึนผู้แทนราษฎรและมีโครงการนี้เปึนต้นมา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะทราบดี ผมจะทวงทุกป้ว่าเงินมันไม่พอ แต่ว่า เมื่อป้ที่แล้วนี่ครับ รัฐบาลที่แล้วเขาเพิ่มวงเงินต่อหัวแบบค่อนข้างจะก้าวกระโดดมาเปึน หัวละ ๒,๑๐๐ บาท ตอนนี้ปัญหาก็ลดลงไปเยอะ ป้นี้ก็ขอบคุณว่าเพิ่มเปึน ๒,๒๐๒ บาท คิดว่าน่าจะพอครับ แต่งบประมาณในบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาที่ผมขอเรียน ตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือว่า ยังเปึนห่วงอยู่ก็คือโรคร้ายแรงหรือโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๒ กรณีครับ กรณีแรกคือโรคเอดส์ (Aids) งบตรงนี้ลดลงนะครับ จากประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาเอดส์นี่ผมเรียนว่าผิวเผินอาจจะดูเบาบางลง แต่ที่จริงไม่ใช่ แล้วก็ยังมีความจําเปึนที่จะต้องรณรงค์เพื่อปัองกันอย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนของการรักษา ผมเข้าใจว่างบที่จัดลดลงตรงนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเราจะได้ยาในราคาถูกลง ซึ่งก็คือ มาเกี่ยวพันกับนโยบายในเรื่องของการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรหรือซีแอล (CL) นั่นเอง ตรงนี้ก็จึงอยากให้ทางสาธารณสุขชัดเจนนะครับว่านโยบายนี้ยังมั่นคงจนทําให้ตัวเลข งบประมาณที่ท่านคิดว่าเสนอมานี่ดูแลแก้ไขปัญหาในเรื่องของผู้ป์วยโรคเอดส์ได้
โรคที่ ๒ ที่ผมขอพูดเพราะว่าผมคิดว่ามีความสําคัญมากก็คือโรคไต ซึ่งเปึนโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ใครมีสมาชิกในครอบครัวเปึนโรคไตนี่ครับต้องถือว่า โชคร้ายที่สุดเพราะค่าใช้จ่ายสูง และบางกรณีถึงขั้นกับแทบจะล้มละลายได้ เดิมที มีการเตรียมจัดตั้งงบประมาณในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโรคไตเอาไว้ เปัาหมายคือ ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่สุดท้ายขณะนี้ตั้งเอาไว้ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ครึ่งหนึ่ง ๑,๕๐๐ ล้านบาท ผมได้รับคําอธิบายเบื้องต้นว่าไม่ใช่ไม่เห็นความสําคัญ แต่บอกว่าถึงจัดมากกว่านี้ ก็ไม่ค่อยมีประโยชน์ เพราะอุปกรณ์ โรงพยาบาลที่พร้อมจะให้การรักษามันก็มีอยู่เท่านี้ ถึงจะมีคนไข้ มีเงินไปใช้บริการมากกว่านี้ก็ให้บริการได้เพียงเท่านี้ ก็กราบเรียนว่าถ้าเปึน เช่นนั้นคงมีความจําเปึนอย่างเร่งด่วนละครับที่รัฐบาลจะต้องไปดูว่าจะต้องลงทุนเพิ่มเติม ในเรื่องนี้อย่างไรนะครับ นี่ก็เปึนในส่วนของสุขภาพ
ถัดไปก็คือในส่วนของประกันสังคม งบประมาณประกันสังคมนี่ ผมก็อยากจะกราบเรียนครับว่า พี่น้องที่เอาประกันตนที่เปึนผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในระบบ ประกันสังคมแล้วก็มักจะบ่นกับพวกเราว่าเขามีความรู้สึกว่าที่หักเงินเดือนเขาไป ทุกเดือน ๆ ยังไม่ค่อยคุ้มค่านัก ผมอยากให้รัฐบาลไปดูฐานะของกองทุนประกันสังคม โดยเฉพาะแยกตามบัญชีเลยครับ กองที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล กองที่เกี่ยวกับ ชราภาพ กองต่าง ๆ นี่ครับ ผมมั่นใจเลยครับว่ากองที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลขณะนี้ มากเกินพอ น่าจะเอาเงินตรงนั้นมาคืนเปึนสิทธิประโยชน์ให้กับผู้เอาประกันตน จะเพิ่มสิทธิต่อคน จะขยายไปถึงคู่สมรสเขา หรือพ่อแม่เขา หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่า เปึนแนวทางที่น่าทํา ส่วนผู้คนที่อยากจะเข้ามาสู่ระบบประกันสังคมและยังเข้ามาไม่ได้ ที่บอกเข้ามาไม่ได้นี่ความจริงกฎหมายไม่ได้ห้ามนะครับ ผู้มีอาชีพอิสระหรืออะไรก็แล้วแต่ กฎหมายเป่ดช่องไว้แต่ยังไม่จูงใจเพียงพอครับ ตั้งเปัากันมานานก็อยากจะทราบ ความชัดเจนนะครับว่าในป้หน้า ที่กําหนดงบประมาณไว้ว่าจะมีการทดลองบางกลุ่ม ประชาสัมพันธ์ เช่น สมมุติว่าเปึนกรณีของคนขับรถแท็กซี่ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิมที่ทําให้ครั้งนี้เราสามารถดึงคนเหล่านี้เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมและ ทําให้เขามีหลักประกันในชีวิตที่ดีขึ้น
สุดท้ายในส่วนของระบบสวัสดิการกราบเรียนว่าเรื่องหนึ่งซึ่งพวกกระผม ก็พูดไว้มากก็คือเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อกี้ยืนยันว่า ขณะนี้จะมีคนที่ได้เบี้ยยังชีพอยู่ประมาณ ๑.๘ หรือ ๑.๙ ล้านคน ในขณะที่ผู้สูงอายุในประเทศไทยจะมีอยู่ ๗ ล้านคน กระผมก็กราบเรียนว่าตรงนี้ ถึงเวลาหรือยังที่เราบอกว่ามันก็เปึนสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนเราบอกเด็กมีสิทธิเรียนฟรี เราจะบอกได้ไหมว่าผู้สูงอายุคนไทยทุกคนอายุเกิน ๖๐ ป้มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพ มันไม่ได้มากมาย ๕๐๐ บาทต่อเดือนความจริงมันไม่เพียงพออยู่แล้ว แต่เปึนการเริ่มปูฐานไปสู่ระบบ ของการมีสวัสดิการสําหรับผู้สูงอายุอย่างนี้เปึนต้นครับ กราบเรียนมาทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะขอใช้เวลาอีกนิดหนึ่งว่าแนวคิดเรื่องคูปองคนจนพวกกระผมเปึนคนเสนอเอาไว้ ในวันที่ผมแถลงข่าวเรื่อง ๙๙ วัน ก็ขอบคุณที่ทางรัฐบาลให้ความสนใจกับแนวคิดตรงนี้ แต่ว่าขอทําความเข้าใจสักนิดว่าในวันที่ผมเสนอผมคิดอย่างไร ผมคิดว่าที่ผ่านมา เรามีเงินช่วยเหลือคนยากคนจนแต่ละป้งบประมาณเยอะเลยกระจัดกระจายอยู่ ตามกองทุนต่าง ๆ เยอะเลยแต่มันไม่ค่อยเปึนระบบ แล้วอย่างบางเรื่อง อย่างเช่น กรณีผู้สูงอายุเราก็จะวิจารณ์กันมากว่าในชุมชนบางทีคนที่ควรได้กลับไม่ได้ คนที่ไม่ควร ได้กลับได้ ผมก็บอกว่าเราก้าวมาถึงจุดหรือยังที่มันต้องมีระบบการประเมินความยากจน เพราะฉะนั้นโครงการที่ท่านทําผมไม่อยากให้มันเปึนโครงการที่เหมือนกับโครงการ เฉพาะกิจว่าตอนนี้ข้าวของแพงแล้วก็จะทํา ๖ เดือน ๑๒ เดือน ไปคัดกันมาก็แล้วกัน ส่งชื่อกันเข้ามา ผมว่าอย่าทําอย่างนั้นเลยครับ ที่จริงเดิมทีเคยมีการลงทะเบียนคนจน ไว้รอบหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าฐานข้อมูลตรงนั้นจะใช้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่า มันไม่ได้เกินกําลังเลยครับ ไม่ได้ใช้เงินมากมายเลยว่าจะขอลงทะเบียนคนจนอีกครั้งหนึ่ง แล้วท่านเตรียมไว้เลยว่าเวลาคนไปแจ้งว่ายากจนมีเกณฑ์อะไรบ้างที่เขาต้องไปบอกท่าน ไม่มีที่ทํากิน ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน มีลูกไหม มีลูกกี่คนอย่างนี้เปึนต้น แล้วท่านก็กําหนดเกณฑ์ เอาไว้ว่าที่เราจะเรียกว่าเปึนคนยากจนต้องได้รับการช่วยเหลือก่อนทําเปึนสูตรออกมา เช่น ถ้ามีลูก ๒ คนรายได้ต้องเท่าไร ต่ํากว่าเท่าไร ต้องไม่มีทรัพย์สินหรืออะไร อย่างนี้ เปึนต้น แล้วเวลาที่เราอยากจะช่วยเหลือคนยากคนจนในเรื่องไหน แล้วก็ข้อมูลนี้ ก็ต้องมีการปรับปรุงให้เปึนปัจจุบันอาจจะทุกป้ โดยที่ต้องบอกด้วยว่าใครไปแจ้งข้อมูลเท็จ ต้องได้รับโทษด้วย เพราะเอาเงินภาษีของพี่น้องประชาชนคนอื่นไปด้วย ถ้าทําอย่างนี้แล้ว กําหนดหลักเกณฑ์ แล้วเวลามีความเดือดร้อน เช่น ตอนนี้เราบอกว่าอาหารแพง เราก็สามารถที่จะดูได้เลยว่าใครต้องได้รับการช่วยเหลือก่อน ถ้าท่านบอกมีงบประมาณ เท่าไรก็ตัดไปเลยว่าป้นี้ช่วยได้เท่านี้ต้องให้คนเหล่านี้ก่อน แล้วก็จํากัดเอาไว้ว่า จะช่วยเรื่องอะไร ขอความกรุณาอย่าไปทําเลยที่บอกว่าเติมเปึนเงินสด เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เงินเหล่านั้นกลายเปึนไปซื้อเหล้า ไปซื้อหวยแทนที่จะไปซื้ออาหารอย่างนี้เปึนต้น นี่กราบเรียนเพราะเห็นว่าทางรัฐบาลได้รับแนวคิดตรงนี้ไปแล้ว ก็อยากจะบอกว่า ที่ผมคิดเรื่องนี้ขึ้นมาผมคิดอยู่ในกรอบความคิดแบบนี้ และคิดว่าจะเปึนประโยชน์ ถ้าทําแบบนี้ เพราะสมมุติเราผ่านวิกฤติเฉพาะหน้าตรงนี้ไป ตรงนี้ละครับจะเปึนจุดเริ่มต้น ของระบบสวัสดิการสังคมจริง ๆ ของประเทศไทย แล้วตรงนี้ก็จะทําให้ต่อไป เวลาท่านรัฐมนตรีจัดทํางบประมาณท่านจะค่อนข้างประเมินได้ว่าแต่ละป้ ๆ เงินที่จะต้องใช้ ในการช่วยเหลือคนยากคนจนในเชิงสวัสดิการนั้นมันมีมากน้อยแค่ไหน ท่านประธาน ที่เคารพ นั่นก็คือในส่วนของเศรษฐกิจ
ผมมีเรื่องความมั่นคงกับการเมืองนิดเดียวเท่านั้นเองครับ ขอพูดสักนิด เถอะครับว่างบประมาณที่จัดมาด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างสูงนะครับ พอดีท่านนายกรัฐมนตรีก็เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถ้าไม่นับในเรื่องของ การเคหะและชุมชน งบประมาณปัองกันประเทศกับการรักษาความสงบภายในเพิ่มขึ้น ในสัดส่วนที่สูงสุดเลยครับ ที่พูดนี้ไม่ได้บอกว่าค้านนะครับ สนับสนุน เพราะทราบว่าที่จริงงบประมาณทางด้านนี้ ในช่วงหลายป้ที่ผ่านมามันก็เปึนสัดส่วนที่ถูกบีบลดลงไปพอสมควร เพียงแต่ข้องใจ เท่านั้นเองครับ เพราะว่าทางพรรครัฐบาลในช่วงป้ที่แล้วต่อว่าเรื่องนี้มากเลยครับ ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงจะต้องอธิบายกับสมาชิกในพรรคของท่านว่าความจําเปึน ตรงนี้คืออะไร เพราะในช่วงรัฐบาลที่แล้วพองบประมาณทางด้านนี้เพิ่มขึ้น สมาชิก ในซีกรัฐบาลปัจจุบันต่อว่ามาก เหมือนกับงบที่ท่านจัดให้ กอ.รมน. ซึ่งกลายมาเปึน หน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จัดเอาไว้มากนะครับ เงินตรงนี้ก็อยู่ในระดับที่สูงถึง กระผมเข้าใจว่าเปึนหลักหมื่นล้านบาท เพราะว่า มันมีการโอนงบในเรื่องของนโยบายภาคใต้ทั้งหมดซึ่งป้ที่แล้วจัดไว้ ๗,๕๐๐ ล้านบาท ประเด็นก็มีอยู่ว่าป้ที่แล้วที่จริงพวกเราทุกคนที่ไปเลือกตั้งตอนหาเสียงถูกถามหมดเลยนะครับ ว่าเห็นด้วยกับกฎหมายความมั่นคงไหม แล้วทุกพรรคตอบตรงกันนะครับว่า กฎหมายนี้ ต้องแก้ไข บางพรรคอาจจะไปไกลถึงขั้นว่าอยากให้ยกเลิก แต่วันนี้ท่านเข้าไปบริหารแล้ว ยังคิดเหมือนเดิมหรือไม่ แล้วทําไมหน่วยงานนี้จึงกลายมาเปึนหน่วยงานหลัก ในการแก้ปัญหาภาคใต้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมาย กอ.รมน. บอกเอาไว้ว่า ใช้สําหรับสถานการณ์ ที่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่ต้องใช้ พ.ร.ก. แต่ ๓ จังหวัดภาคใต้นี้ท่านใช้ พ.ร.ก. ไปแล้ว ผมก็เพิ่งมาทราบจากคําชี้แจงของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อคืนนะครับ ว่าตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับรองกฎหมายที่พวกกระผมได้เสนอขึ้นไปเรื่องการจัดตั้ง สํานักงานบริหารราชการชายแดนภาคใต้ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ช่วยกรุณา ยืนยันนะครับ เพราะเราเชื่อว่าแนวทางนั้นจะไปได้ไกลมากขึ้น เพราะว่าทหารตํารวจ ปฏิบัติการในขณะนี้ดีอยู่ครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงความสําเร็จในการลดลง จํานวนคนตาย คนบาดเจ็บในพื้นที่ดีอยู่ครับ แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าเราส่งกําลังไปอยู่ใน ๓ จังหวัดมากเท่าไร และจะอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้หรอกครับต้องค่อย ๆ ถอนออกมา เพราะฉะนั้นมันต้องมีการรับลูกต่อเนื่องด้วยกระบวนการแก้ปัญหาในเชิงเศรษฐกิจ ในเชิงการบริหาร ในเชิงการเมือง ซึ่งสํานักงานบริหารราชการชายแดนภาคใต้ ที่เปึนกฎหมายที่พวกเราเสนอนี้ เราคิดว่าจะเปึนการเริ่มต้นนับ ๑ ในการทําตรงนี้ อย่างบูรณาการเปึนระบบ ท่านประธานที่เคารพ ข้อสังเกตของผมเหล่านี้ก็จะเปึน ข้อสังเกตหลัก ๆ ในการที่จะเสนอแนะต่อรัฐบาลในเรื่องของงบประมาณ แต่ว่าก่อนจบ ขอเรียนว่าบังเอิญไปสะดุดอยู่กับงบของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่รายการหนึ่งนะครับ คือ เปึนไปตามเปัาหมายนโยบายท่านก็คือ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และฟุ๋นฟูประชาธิปไตยตั้งงบประมาณไว้ ๕๙ ล้านบาทโดยประมาณ ผมไปดูว่าทําอะไร ก็บอกว่าส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย และส่งเสริม การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ไปดูเปัาหมายตัวชี้วัดนะครับ ประชาชน มีส่วนร่วมจะเปึนในการกําหนดนโยบาย ดําเนินนโยบาย รับรู้ข้อเสนอเชิงนโยบาย ป้หนึ่ง ๒,๐๐๐ คน ๕,๐๐๐ คน ผมอยากจะกราบเรียนว่า วันนี้ผมว่าการเมือง ของภาคประชาชนเขาไปไกลกว่านี้มากแล้วครับ เพราะฉะนั้นหลักคิดในเรื่องว่าจะช่วยกัน ทําอย่างไรตรงนี้น่าจะลองคุยกับทาง ผมถือว่า กกต. มีบทบาทสําคัญในเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าดูแลในเรื่องของพรรคการเมืองด้วยว่าจะช่วยทําอย่างไร เพราะว่าป้นี้งบ กกต. ในส่วนของกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองก็ถูกลดลงนะครับ เหลือเพียง ๑๐๐ ล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ ๒๐๐ ล้านบาท แต่อยากจะบอกว่าผมดูว่าสภาพการเมืองตอนนี้ มันล้ําไปกว่าการทําโครงการอะไรอย่างนี้ ซึ่งผมคิดว่าแทบจะไม่มีผลเลยในเรื่องของ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การตรวจสอบซึ่งเปึนเปัาหมายที่สําคัญ และก็กราบเรียนย้ําอีกครั้งว่า ทั้งหมดนี้จะทําสําเร็จได้แน่นอนต้องอยู่ที่การยึดผลประโยชน์ ของประชาชนเปึนหลักของทางรัฐบาล การสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาลซึ่งผมคิดว่า ๓ วันที่ผ่านมาเราก็ได้แสดงออกพอสมควรว่าอยากจะเห็นท่านปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อให้งานต่าง ๆ ของบ้านเมือง งานต่าง ๆ ที่แก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน เดินหน้าไปได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ