ไตรรงค วิจารณ์นโยบายข้าวผิดพลาด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑

ไตรรงค สุวรรณคีรี วิจารณ์นโยบายการคาดการณ์ราคาข้าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ผิดพลาดซึ่งส่งผลเสียต่อตลาดและผู้ส่งออก จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระมัดระวังในการสื่อสารเพื่อป้องกันความเสียหายต่อประเทศ นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายควบคุมราคาปุ๋ยโดยชี้ว่ากลไกตลาดไม่ยุติธรรมและบริษัทปุ๋ยขูดรีดเกษตรกร พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้มาตรการซื้อปุ๋ยราคาถูกจากบริษัททั้ง 9 บริษัท เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเพื่อขายต่อในราคาสูงกว่า ทำให้เกิดการทุจริตและปล้นทรัพย์สินของบริษัทข้าวแทนที่จะช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริง และสุดท้ายวิจารณ์โครงสร้างการบริหารโครงการรับจำนำข้าวที่เปลี่ยนจาก กนข. เป็น กขช. โดยชี้ว่าคณะทำงานชุดใหม่ขาดความเชี่ยวชาญและไม่มีบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ ทำให้กระบวนการทำงานล่าช้า รวมถึงเสนอแนะถึงปัญหาเงื่อนไขการวางมัดจำที่สูงขึ้นซึ่งทำให้โรงสีเข้าร่วมโครงการน้อยลง และมีผลกระทบเชิงลบต่อชาวนาที่ต้อง

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี แบบสัดส่วน

ท่านประธานครับ ผมต้อง ขอขอบพระคุณท่านผู้แทนราษฎร แล้วขอขอบคุณพี่น้องต่างจังหวัดด้วยนะครับ ผมจะให้ ช้าลงหน่อย คือผมเสียนิสัยพูดเร็วทุกที ก็จะมีคนเตือนทุกครั้ง ทีนี้ถึงไหนแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผมพูดถึงไหนแล้ว พอท่านพูดตันละ ๓๐ ,๐๐๐ บาท ท่านไม่ได้ดูว่าตลาดตอนนั้นเปึนของใคร ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เจตนาดี ต่อชาวนา ที่ท่านพูดท่านหวังอะไร ผมอ่านจิตท่านออก ท่านหวังว่าเมื่อท่านพูดว่า อย่าเพิ่งขายนะ ราคากําลังจะเปึน ๓๐ ,๐๐๐ บาท ในอนาคตไว ๆ นี้ บอกชาวนา อย่าเพิ่งขาย ท่านนึกว่าทุกฝ์ายก็มีความรู้สึกว่าราคามันกําลังจะขึ้น เพราะฉะนั้น เรารีบซื้อเสียก่อน แย่งกันซื้อ แล้วราคาข้าวชาวนามันก็จะขึ้นจริง ๆ วิธีนั้นมันจะใช้ได้ ถ้าหากว่าตลาดตอนนั้นเปึนตลาดของผู้ซื้อ แต่ในช่วงนั้นมันเปึนตลาดของผู้ขาย เพราะสินค้ามันไม่มี ตลาดโลกมันต้องการมาก ข้าวที่อยู่ที่โรงสีเขาไม่ขายตอนนั้น เมื่อก่อนโรงสีเปึนเบี้ยล่างของผู้ส่งออกตลอด ผู้ส่งออกบางคนกําหนดราคาว่าจะซื้อเท่าไร โรงสีก็ต้องขาย แต่ในช่วงนั้นเปึนช่วงที่โรงสีเปึนพระเอกเลย มีอํานาจการต่อรองสูงมาก โรงสีก็ไม่ขาย เพราะเขารอขายให้ข้าวถึง ๓๐ ,๐๐๐ บาทก่อน เพราะเขาเชื่อ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อะไรเกิดขึ้นล่ะครับทีนี้ พ่อค้าส่งออกหาข้าวไปส่ง ให้ตามออร์เดอร์ ไม่ได้ ถูกปรับ เสียตลาดในต่างประเทศไป เสียเครดิตสําหรับชาติไป นี่ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังว่าท่านต้องรู้ความหมายของคําว่า เอ็กซเพคเทชัน การคาดหวัง การพูดต้องระวังอย่างยิ่ง ๓ คนนี้ครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการ ธนาคารชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องระมัดระวังในการพูด จะไปใช้วิธี ในการที่ใช้มาในการอาชีพอย่างอื่นมันไม่ได้ เพราะมันคนละอย่าง นี่ผมกราบเรียนไว้ นะครับว่ามันสร้างความเสียหายได้ เพราะว่าความไม่รู้ ความไม่รู้ความไม่เข้าใจ ผมก็ไม่รู้ท่านไม่ได้เรียนมา ผมก็ไม่ทราบว่า ท่านจะเรียนรู้ใช้เวลาสักเท่าไร ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ผมขอพูดเรื่องปุิยสักนิดหนึ่งว่า แต่ว่าก่อนไปเรื่องปุิย ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ กระผมต้องกราบเรียนว่าท่านเครดิตเสียไปเยอะ ตอนหลังท่านพูด คนไม่เชื่อเลย เพราะว่าพอท่านพูดโดยเฉพาะเรื่องนี้เรื่อง ๓๐ ,๐๐๐ บาทต่อตัน แล้วในที่สุดมันไม่เปึนไปตามนั้น เมื่อไม่เปึนไปตามนั้นเขาไม่เชื่อถือ ผู้ส่งออกก็เดือดร้อน นายกสมาคมผู้ส่งออกถึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่าขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พูดน้อย ๆ หน่อย อย่าชี้นําราคาเพราะมันปัืนป์วนไปหมดแล้ว เขาถึงออกมาเตือนท่าน แล้วตอนหลังท่านก็เสียเครดิตไปเลย ตอนนี้ท่านพูดอะไรคนก็ไม่เชื่อแล้ว

เรื่องปุิย ผมขอพูดต่อนิดหนึ่งเพราะว่ามันหน้าที่ของท่าน ท่านเปึนประธาน คณะกรรมการ เพราะปุิยเปึนสินค้าควบคุม คุณอาคม เอ่งฉ้วน ได้พูดเมื่อคืน พอพูดดึก ประมาณเที่ยงคืนพี่น้องประชาชนไม่ค่อยได้ยิน ปุิยราคาเพิ่มขึ้นมาก มีการเอารัด เอาเปรียบชัดเจน เปึนตัวอย่างสินค้าชัดเจนมากเลย เพราะว่าตลาดไม่ยุติธรรม กลไกราคามันทํางานสร้างความยุติธรรมให้กับพี่น้องชาวไร่ชาวนาไม่ได้ เพราะพี่น้อง ชาวไร่ชาวนาไม่รู้อินฟอร์เมชัน (Information) ไม่รู้แม้กระทั่งว่าต้นทุนปุิยที่นําเข้ามาเท่าไร เขาก็ไม่รู้ แล้วเขาก็ไม่มีกําลังเงินที่จะต่อสู้กับพวกพ่อค้าปุิยได้ แต่ว่าเขาต้องใช้ปุิย เพราะมันเปึนอาชีพของเขา ไม่มีปุิยเขาก็ทํานาไม่ได้ ทําสวนไม่ได้ บริษัทปุิยก็เลย ขูดรีดเขา ปุิยนาข้าวซื้อมาเมื่อราคาปุิยในตลาดโลกมันเพิ่ม เขาก็ซื้อมาในราคาที่แพง แต่ว่าแพงแค่ตันละ ๑๓ ,๐๐๐ บาท แต่มาขายชาวนาไปถึงปลายทางเท่าไรครับ ๒๗ ,๐๐๐ บาท เอากําไรส่วนต่าง ๑๔ ,๐๐๐ บาท มากกว่าค่าขนส่งเยอะ ขูดรีดไปเยอะ ปุิยยางพาราซื้อมาแพงขึ้นครับ เมื่อก่อนซื้อไม่ถึงหรอก ซื้อเข้ามา ๑ ตัน ๓๕ ,๐๐๐ บาท แต่มาขายที่ปลายทางเท่าไรครับ ๔๖ ,๐๐๐ บาท ๑๑ ,๐๐๐ บาท มากกว่าค่าขนส่งเยอะ ขูดรีดไปเยอะ ปุิยปาล์มที่ใช้กับผักผลไม้ด้วย พี่น้องภาคตะวันออกทั้งภาคก็ต้องใช้ปุิย ชนิดนี้ เขาซื้อมาเท่าไรครับ แพงขึ้นก็ซื้อ แพงกว่าป้ก่อน ๆ แต่เขาซื้อมา ๑ ตัน ๑๔ ,๐๐๐ บาท มาขายเท่าไรครับ ๓๑ ,๕๐๐ บาท นี่ฟาดหนักเลยครับ ๑๗ ,๕๐๐ บาท ส่วนต่าง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปึนประธานคณะกรรมการในการควบคุม ราคาสินค้าควบคุม ท่านเปึนคนประกาศสินค้าควบคุมเอง แล้วท่านปล่อยให้เปึนอย่างนี้ ได้อย่างไร ท่านไม่เคยเข้าไปดูแลโครงสร้างราคา ไม่เคยมีการสั่งการ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อะไรเลยทั้งสิ้นเลย ไม่มีเลย ท่านกลับทําอีกอย่างหนึ่ง ท่านทําอย่างไรรู้ไหมครับ ท่านให้ อธิบดีกรมการค้าภายในเรียกบริษัทปุิยมา ๙ บริษัท บริษัทปุิยเขามาเล่าให้ผมฟังเอง ไปประชุมที่กระทรวงพาณิชย์แล้วท่านว่าอย่างไร ท่านบอกว่า ท่านก็ขู่ที่คุณขายอยู่นี้ มันราคาสูงกว่าราคาควบคุม ถ้าผมจะเอาผิดทางกฎหมายก็ได้ แต่ว่าผมไม่เอาผิดหรอก ผมมาทํางานผมไม่เอาผิดคุณหรอก แต่ว่าเราก็เรียกว่ายื่นหมูยื่นแมวกัน ขอให้บริษัท ทั้ง ๙ บริษัท ขายปุิยในราคาต่ํากว่าท้องตลาดให้กับท่าน ท่านอ้างว่าจะเอาปุิยราคาต่ํา ไปขายให้กับชาวไร่ชาวนาที่ยากจน ครั้งแรกท่านขอ ๓ แสนตัน ขอให้ต่ํากว่าราคา ท้องตลาดตันละ ๑ ,๐๐๐ บาท ตอนนั้นราคาเฉลี่ย ๑๕ ,๐๐๐ บาท ท่านขอซื้อ ๑๔ ,๐๐๐ บาท ๓ แสนตัน ที่กระทรวงพาณิชย์ต่อรอง ในที่สุดบริษัทปุิยทั้ง ๙ บริษัท เขาก็ยอมขายให้ท่านในราคา ๑๔ ,๕๐๐ บาท เฉลี่ยนะครับ ต่ํากว่าราคาตลาด ตันละ ๕๐๐ บาท แล้วขายให้ท่าน ๑๕๐ ,๐๐๐ ตัน เขายอม ผมนั่งดูท่านก็ดีใจออกมา ให้สัมภาษณ์ใหญ่ กระทรวงพาณิชย์กําลังดําเนินนโยบายนี้เพื่อจะเอาปุิยราคาถูกไปขาย ชาวไร่ชาวนาที่ยากจน ประชาชนก็ชื่นชมยินดีความมีน้ําใจของท่านก็จบ งานท่านจบแล้ว แล้วอะไรเกิดขึ้นรู้ไหมครับ หลังจากนั้นประมาณ ๒ อาทิตย์ ราคาปุิยที่ว่ามันเพิ่มราคา ขึ้นจาก ๑๕ ,๐๐๐ บาท เปึน ๒๕ ,๐๐๐ บาท ตอนครั้งแรกท่านตั้งกฎไว้อย่างไร ท่านตั้งกฎว่าปุิย ๑๕๐ ,๐๐๐ ตันนี้ ในราคา ๑๔ ,๕๐๐ บาท โดยเฉลี่ยขายให้เฉพาะ ชาวไร่ชาวนาที่เปึนสมาชิกของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริม สหกรณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และต้องซื้อเงินสด และแต่ละคนซื้อได้ไม่เกิน ๑๐ ถุง กฎของท่าน แต่พอหลังจากนั้นมาสัก ๑๕ วัน ราคาปุิยมันเพิ่มจาก ๑๕ ,๐๐๐ บาท เปึน ๒๕ ,๐๐๐ บาท พอเพิ่มจาก ๑๕ ,๐๐๐ บาท เปึน ๒๕ ,๐๐๐ บาท อะไรเกิดขึ้นครับ สหกรณ์ในประเทศไทยท่านต้องรู้ว่ามันมีเยอะ แต่ว่าสหกรณ์ที่มีเงินมีไม่กี่รายครับ ผมว่าท่านรัฐมนตรียังไม่รู้ในเรื่องนี้ด้วยซ้ําที่ผมพูด มันมีอยู่ไม่กี่รายหรอกครับ ส่วนใหญ่มันไม่มีเงิน ทีนี้ผู้นําสหกรณ์ที่มันมีหัวเซ็งลี้มันก็เห็นทางแล้ว เพราะว่ามันขายให้ กระทรวงพาณิชย์ ๑๔ ,๕๐๐ บาทต่อตัน แต่ในท้องตลาดราคา ๒๕ ,๐๐๐ บาทต่อตัน มันก็ไปรวบรวมรายชื่อจากสหกรณ์ที่ไม่มีเงิน ขอลายเซ็น ลายเซ็นมันมีอยู่แล้วสหกรณ์เอามารวม ๆ กันเปึนหมื่น ๆ คนเลย แล้วไปเอา เงินสดมาให้กระทรวงพาณิชย์ แล้วมันก็เอารถบรรทุกไปเบิกปุิยจากบริษัทเขาทั้ง ๙ บริษัท นี่เขาเล่าให้ผมฟัง เอาไปทั้งหมด ๑ แสนตันครับ เอาไปไหนครับ เอาไปขายต่อให้พ่อค้า ท่านรู้ไหมครับ ท่านไม่เคยติดตามเลย น่าเศร้านะครับเรื่องนี้ เหมือนกับว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ใช้อํานาจความเปึนรัฐมนตรีไปปล้นทรัพย์ ของบริษัทข้าว นี่เขาพูดเองไม่ใช่ผมพูด เหมือนปล้นเขาแล้วเอาเงินเขาไปแจกให้กับ ผู้นําเกษตรกร ผู้นําสหกรณ์ ผู้นํากลุ่มชาวไร่ชาวนา นักการเมืองก็ได้ประโยชน์เรื่องนี้ ข้าราชการก็ได้ประโยชน์เรื่องนี้ เขาแบ่งกัน ท่านคิดดูสิครับ ๑๔ ,๕๐๐ บาทต่อตัน แล้วไปขาย ๒๕ ,๐๐๐ บาท ห่างกันเท่าไรครับ เกือบ ๑ ,๐๐๐ ล้านบาท แล้วแบ่งกัน ดีที่ว่าตอนที่ท่านตกลงกันเดดไลน์ (Deadline) คือวันที่ ๑๔ มิถุนายน นี่ยังค้างอยู่ ๕๐ ,๐๐๐ ตัน วันที่ ๑๕ วันที่ ๑๗ ยังมีนักการเมืองพาผู้นํากลุ่มสหกรณ์ไปขอซื้อ ในราคาเดิม เพื่อจะเอาไปขายอีก เขาไม่ให้ เขาบอกว่าถึงเดดไลน์วันที่ ๑๕ อาละวาดใหญ่ แต่เขาก็ไม่ให้ ตกลงที่ท่านทําไปรู้ไหมชาวไร่ชาวนาไม่ได้เลย อาจจะได้บ้างผมไม่ทราบว่า จะได้บ้างสําหรับสมาชิกของสหกรณ์ที่ผู้นํามันรู้จัก แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วไปขายให้กับพ่อค้า อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ไปขายชาวนาในราคา ๒๕ ,๐๐๐ บาท นี่คือสิ่งที่ท่านทํา ท่านตั้งใจดี แต่ท่านบริหารงานไม่เปึน และท่านไม่ติดตามการทํางานของท่านเลย ท่านประชาสัมพันธ์ ไปวัน ๆ หนึ่งแค่นั้น พอให้คนชื่นชมยินดีแล้วท่านก็เลิก ท่านไม่ติดตามก็ไม่รู้ว่าข้าราชการ ทําอะไรกันบ้าง ข้างหลังท่านทําอะไรกันบ้าง ท่านต้องฟังหลาย ๆ หู ไม่ใช่ฟังเฉพาะ ข้าราชการที่เปึนเพื่อนนักเรียนร่วมห้องนุ่งขาสั้นมาด้วยกัน อย่าฟังคนเดียว ฟังหลาย ๆ หู ท่านบริหารกระทรวง ผมรู้ท่านรู้จักใครบ้าง ผมอายุเยอะ พวกมาก รู้หมด แต่ว่า ผมบอกแล้วผมก็ชอบ ๆ ท่านอยู่ ผมถึงไม่อยากรุนแรงกับท่าน แล้วผมเห็นท่านมาตั้งแต่ นุ่งกางเกงขาสั้น ก็พูดให้ฟัง ไม่ใช่เพิ่งมารู้จัก รู้จักตั้งแต่ตัวเท่านี้ นี่บอกกันเสียก่อน เพราะฉะนั้นปกติผมไม่รุนแรงกับใครอยู่แล้ว แต่ว่าเอาเหตุเอาผลมาพูดเพื่อประโยชน์ ของประเทศแค่นั้นเอง แต่ผมเห็นว่าท่านผิดพลาดในหลาย ๆ เรื่อง นี่คือสิ่งที่ทํา เงินเกือบ ๑ ,๐๐๐ ล้านบาท เขาเอาไปแบ่งกัน มีนักการเมืองได้ แต่ว่าผมยืนยันกับ ท่านประธานครับ ผมไม่เคยได้ข่าวว่าท่านรัฐมนตรีเลย ผมไม่เคยได้ข่าวท่านรัฐมนตรี มีเอี่ยวในเรื่องนี้ ถ้าเผื่อข่าวสารผมผิดพลาดท่านปฏิเสธได้นะครับ ผมเปึนคนใจกว้าง ไม่โกรธหรอกครับ แต่หวังว่าข่าวผมแม่นยํานะครับ แต่ว่าคนอื่นได้ครับ แต่ข้าราชการ ๒ กระทรวงได้ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ ทั้งกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ท่านไปตามดู สิครับ อันนี้เปึนเรื่องที่น่าเศร้า คือใช้ความลําบากของชาวไร่ชาวนามาหากิน สําหรับ คนที่ฐานะดีอยู่แล้ว ชาวนาเราถึงไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้จริง ๆ เพราะไม่มีใครจริงใจ กับเขาเลย ผมดู ๆ แล้วหาประโยชน์จากความทุกข์เขาทั้งนั้น

ผมจะพูดเรื่องสุดท้าย เพราะเรื่องสุดท้ายอย่างไรผมก็พูดไม่จบ ก็ต้อง ให้คุณวิทยา แก้วภราดัย มาพูดต่อ คือเรื่องโครงการรับจํานําข้าว โครงการรับจํานํา ข้าวตามปกติในอดีตนั้นส่วนมากคณะกรรมการนโยบายข้าว ปัจจุบันนี้ก็เปลี่ยนชื่อ เปึนคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เมื่อก่อน กนข. เดี๋ยวนี้ กขช. ก็แล้วแต่ละครับ หน้าที่เหมือนกันครับ แต่ว่าคณะกรรมการชุดนี้เมื่อก่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปึนประธาน ในบางยุคบางสมัยท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน แต่ว่ารองประธาน คนที่หนึ่ง จะต้องเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะว่าทํากันมาโดยตลอด คนที่รู้เรื่องคือ อคส. องค์การคลังสินค้า แต่มาป้นี้แปลก ป้นี้ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร เปึนประธานเองเหมือนกับพลเอก สุรยุทธ์ แต่สมัย พลเอก สุรยุทธ์ ท่านก็ใช้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์เปึนคนเรียกว่าดีเฟคเตอร์ (Defector) ประธานดีเฟคเตอร์ ประธานคือ ประธานที่แท้จริงก็คือตัวรองประธาน คนที่หนึ่ง ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่มาป้นี้ก็แปลกนะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้รับบทบาทอันนี้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปึนรองประธาน คนที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์เปึนรองประธาน คนที่สอง แล้วข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ รู้สึกจะไม่มีเลย แล้วที่สําคัญก็คือว่าการทํางานในโครงการนี้ต้องมีคณะทํางาน ๒–๓ ชุด ส่วนมากก็จะเปึนผู้หลักผู้ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการ เปึนประธานชุดหนึ่ง ปลัดกระทรวงชุดหนึ่ง อธิบดีชุดหนึ่ง อย่างนี้ที่เขาทํากันมา แต่ป้นี้ ถูกปลดหมด ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ไม่มีครับ มีมือที่มองเห็นได้เปลี่ยนแปลง ชุดแรกเขาให้ผู้จัดการธนาคาร ธ .ก .ส .เปึนประธานขึ้นเปึนครั้งแรก ชุดที่ ๒ ว่าด้วย การแปรสภาพข้าว ก็ให้ผู้ตรวจการสํานักนายกรัฐมนตรี เปึนประธาน ชุดที่ ๓ เมื่อแปรสภาพข้าวแล้วเอาไปจําหน่ายที่ไหนให้รองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน พวกนี้ไม่รู้เรื่องข้าว ทั้ง ๓ คนนี้ไม่รู้เรื่องจํานําข้าว ธ.ก.ส .ก็ไม่รู้ มีหน้าที่อย่างเดียวคือว่า จ่ายเงิน หลังจากองค์การคลังสินค้าเอาใบประทวนมาให้แล้วก็จ่ายเงินตามใบประทวน ที่ทํากันมา ไม่ได้รู้เรื่อง ก็ไม่ว่ากันครับ ลองดูว่ามันจะเวิร์ค (Work) ไม่เวิร์ค ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ว่าที่มันออกมาเพิ่งตั้งมา แล้วกฎอันแรกออกมาเมื่อก่อนโรงสีที่จะมาเข้าโครงการ ต้องไปขึ้นทะเบียนกับองค์การคลังสินค้า เมื่อขึ้นทะเบียนกับองค์การคลังสินค้า ไม่ว่าจะเปึน โรงสีหรือเจ้าของโกดังก็ตาม จะต้องวางมัดจํา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่า สมมุติว่า คลังสินค้าที่เขามาเข้ารวมโครงการบรรจุได้ ๑ ,๐๐๐ ตัน ก็ต้องตีมูลค่าเอา ๑ ,๐๐๐ ตัน เปึนมูลค่าเท่ากับเท่าไร แล้วก็วางมัดจํา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อปัองกันการขโมยข้าวหลวง ไปขาย แต่เงื่อนไขมีว่าเมื่อวางมัดจํา ๒๐ เปอร์เซ็นต์แล้วต้องไปซื้อข้าว โรงสีต้องไปซื้อข้าว ของชาวนามาอีก ๑ ,๐๐๐ ตัน มาประกบกัน นี่คือเงื่อนไขเก่า แต่มาปัจจุบันนี้เงื่อนไข หลังนี้ยกเลิก พวกโรงสีบอกไม่ไหวราคาข้าวแพง ไม่มีเงินที่จะไปซื้อ ๑ ,๐๐๐ ตันหลัง มาประกบ ไม่มีเงินซื้อจึงขอเปลี่ยนแปลงเปึนว่าวางมัดจํา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าข้าว ที่จะเอามาใส่ในโกดังเปึน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นี่มันต้องใช้แบงก์การันตี (Guarantee) ครับ โรงสีมีไม่กี่โรงที่สามารถจะเอาแบงก์การันตีมาได้ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าข้าว โรงสีจึงเข้าร่วมโครงการน้อยป้นี้ นี่คือเหตุผลที่สําคัญข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งที่เขาไม่เข้าร่วม โครงการ เพราะกฎเกณฑ์ยังไม่ชัดเจนว่าจะให้แปรสภาพข้าวเมื่อไร แปรแล้วจะเอาไป ส่งข้าวที่ไหน ส่งในโกดังกลางของกระทรวงพาณิชย์หรือไปส่งโกดังของผู้ส่งออก ซึ่งมีการได้เสียกันว่าส่งทางด้านไหนดีกว่าทางด้านไหน เขาลังเลเขาไม่เข้าร่วม โรงสีจึงเข้าร่วมในป้นี้น้อยกว่าทุกป้ครับ ทีนี้ปัญหาสิครับ ปัจจุบันนี้เกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร ชาวนาไม่มีจุดรับจํานําครับ ชาวนาจากจังหวัดนี้ถ้าจะจํานําต้องใส่รถบรรทุกไปอีก จังหวัดหนึ่งไปจํานํา ไหวหรือครับ ก็ไม่ไหวครับ ค่าโสหุ้ยกินหมด ค่าขนส่งกินหมด ชาวนาปัจจุบันนี้ต้องทําอย่างไร เกิดอาชีพใหม่ครับ นายหน้ามาซื้อกลางนา ซื้อต่ํากว่าราคาประกันแน่นอน เช่น ราคาประกัน ๑๔ ,๐๐๐ บาท สมมุติเปึนข้าว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ราคาประกันตันละ ๑๔ ,๐๐๐ บาท เขาจะซื้อประมาณ ๑๒ ,๐๐๐ บาท ๑๑ ,๐๐๐ บาท ที่เหลือ ๒ ,๐๐๐ – ๓ ,๐๐๐ บาทก็เปึนของนายหน้า นายหน้าก็ขนข้าวไป ชาวนาก็ถูก กดราคาอยู่นั่นละครับ นี่มีปัญหาทั่วไปที่ราคาข้าวตกต่ํา นอกเหนือจากปัญหานี้แล้ว ก็จะมีปัญหาอีกปัญหาหนึ่งซึ่งเปึนปัญหาใหญ่ ราคาข้าวของโลกก็เริ่มลดลงเพราะว่า ข้าวเวียดนามออก ข้าวอินเดียก็ออก ข้าวอะไรก็ออก นี่ปัญหาที่จะตามมา แต่ว่าปัญหา อีกอย่างหนึ่งก็เปึนความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่จะเกิด ความวุ่นวายในชาตินี้ ปลายป้นี้เพราะความผิดของท่านที่ไม่ฟังผม ท่านไม่ยอมระบายข้าว ๒ .๑ ล้านตันออกไป ปัจจุบันนี้บรรดาโรงสีที่เข้ามาอยู่ในโครงการมีขีดความสามารถ ในการรับข้าวอยู่ในโกดังกี่ตันบอกผมสิ ผมว่าไม่กี่แสนตัน ไม่ถึง ๕ แสนตัน นี่ข้าว กําลังออกมาอีกประมาณ ๓-๔ ล้านตัน ข้าวนาปรังก็มาออกเดือนหน้า ท่านจะเอาข้าวเก็บ ไว้ที่ไหน ท่านไม่มีที่เก็บ แล้วข้าวนาปรังป้ใหม่ แล้วพอเขาเก็บงวดนี้แล้วเขาปลูกใหม่ พื้นที่ เขาเตรียมเอาไว้เยอะกว่างวดที่แล้วอีก เพราะว่าผลมันดี ข้าวจะออกมาประมาณเดือน กันยายน เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม รวมทั้งป้แล้ว ๘ .๘ ล้านตัน ข้าวนาปรังจาก ๖ กว่าล้านตันของป้ที่แล้ว แล้วท่านบอกประกัน ๑๔ ,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวนาป้ออกปลายป้นี้พร้อมกับข้าวนาปรัง ข้าวนาป้มาอีก ๒๓ ล้านตัน บวกกับอีก ๘๘ ล้านตัน เท่าไรครับ ขีดความสามารถของรัฐบาลในการเก็บข้าวไม่ถึง ๕ แสน แล้วท่านไม่ประกัน ๑๔,๐๐๐ บาท ให้กับพี่น้องชาวอีสาน พี่น้องชาวเหนือป้นี้ท่านก็มีเรื่อง ถ้าท่านไม่จ่าย ๑๔ ,๐๐๐ บาท ท่านจ่ายให้นาปรังแถวจังหวัดสุพรรณบุรีได้ แถวนี้ได้ ทําไมจะจ่ายให้คนอีสานไม่ได้ อย่างน้อย ๑๔ ,๐๐๐ บาท ท่านจ่ายได้ไหมครับ ท่านจ่ายไม่ได้เพราะท่านไม่มีที่เก็บข้าว ราคาตลาดโลกก็ลดลงมา ปลายป้นี้คอยดู จลาจลครับ จะได้เห็นชาวนามืดฟัามัวดิน เพราะท่านไม่เชื่อผม ถ้าท่านขายเสีย ๒ .๑ ตัน ที่ผมแนะนํา ท่านก็มีที่เก็บข้าว ท่านประกันได้เยอะแยะ แต่ท่านไม่ทําเปึนความผิด ของท่านที่ท่านมองภาพไม่เห็น ผมถึงต้องมาชี้ให้เห็นว่ามันใช้ไม่ได้ ท่านเปึนคนเก่ง แต่ท่านไม่มีความสามารถในการบริหารเลย แล้วไม่มีความรู้เลย ไม่มีจิตวิทยาทางด้าน เศรษฐศาสตร์เลย แล้วเอาคนอย่างนี้มาบริหารได้อย่างไร ท่านเหมาะจะเปึนรัฐมนตรีนะ คนคนนี้ท่านนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ครับ ท่านไปอยู่กระทรวงอื่นสิครับ แล้วท่านก็ไม่ค่อยติดตาม หูตาท่านก็ไม่มาก ท่านรู้ไหมมีการแสวงหาผลประโยชน์กัน ผมยืนยันมีการแสวงหาผลประโยชน์โดยการดําเนินการนโยบายการขายข้าวต่าง ๆ ที่ข้าวพี่น้องไม่ขึ้นราคามีส่วนหนึ่ง เพราะมันรับประทานกัน เดี๋ยวจะให้คุณวิทยา แก้วภราดัย มาขยายต่อ พี่น้องประชาชนฟังต่อไปแล้วจะถึงบางอ้อว่าอะไรเกิดขึ้น ในประเทศไทย ผมขอกราบเรียนท่านประธานเพียงแค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ