สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑

สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ระบุว่ารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้เวลานานในการอภิปรายเรื่องเอสซี แอสเสท และไม่ได้ตั้งใจจริงในการช่วยแก้ปัญหา

นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตตอบข้อซักถามของผู้อภิปราย ซึ่งเพิ่งอภิปรายเสร็จไปเมื่อสักครู่นี้ซึ่งทําหน้าที่เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเงา คือตอนแรกที่เห็นตําแหน่งของท่านว่าเปึนรัฐมนตรีคลังเงา ก็คิดว่าท่านเองคงจะได้ มีโอกาสที่พยายามที่จะติดตามข้อมูลทั้งหมด อย่างน้อยคือเปึนเงาจริง ๆ เงาที่จะดูว่า ข้อมูลรายละเอียดเปึนอย่างไร เปึนเงาที่ซื่อสัตย์สุจริต จริงใจ เพื่อหวังประโยชน์ของ ประเทศชาติและบ้านเมืองเปึนหลัก แต่วันนี้พอฟังคําอภิปรายของท่านแล้วใช้เวลา ๓ ชั่วโมง เห็นได้ชัดเจนว่าเวลาชั่วโมงเศษ ๆ ที่ท่านใช้กับกรณีของเอสซี แอสเสท ท่านไม่ได้จริงใจ ท่านไม่ได้ตั้งใจจริงในการที่จะช่วยกันแก้ปัญหา หรือไม่ได้พยายาม ที่จะช่วยสะท้อนภาพของการทํางานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหวังว่า เศรษฐกิจของประเทศได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น เนื้อหาที่ท่านพูดมาทั้งหมดในกรณี เอสซี แอสเสทในเนื้อหาของคําอภิปรายท่านเองก็พูดอยู่แล้วว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่รักษาการ ๑ คน ผ่านรัฐมนตรีคลังที่ทําหน้าที่ ในรัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลของท่าน พลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ อีก ๒ ท่าน ก่อนจะมาถึงผม แล้วก็กรณีของเอสซี แอสเสทขณะนี้ ถ้าหากท่านจะได้พูดให้ชัดเจนลงไปว่ากระบวนการ ในขณะนี้อยู่ในชั้นของการที่ ดีเอสไอ ป.ป.ช. อัยการสูงสุด ติดตามดูแลอยู่แล้วเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมแล้ว ไม่ใช่เปึนกรณีที่ยังค้างอยู่ในส่วนของ ก.ล.ต. เพราะฉะนั้น ท่านตั้งคําถามว่าผมไม่ได้กํากับดูแล ก.ล.ต. ละเว้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทําให้ ก.ล.ต. ไม่ทําหน้าที่ จริงแล้วท่านคงจะต้องไปกล่าวหาทํานองเดียวกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ผ่านมาอีก ๓ ท่าน ถ้าหากมันเปึนอย่างนั้นจริงนะครับ แต่วันนี้มันก็พิสูจน์แล้วว่า เรื่องราวต่าง ๆ นี้มันอยู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งหมดที่ท่าน ใช้เวลา ๑ ชั่วโมงเพื่อที่จะตามอธิบายข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ นั้น ก็เปึนเพียงแค่ต้องการ ใช้เวลาที่จะได้มีโอกาสของการถ่ายทอดสดเพื่อที่จะอธิบายข้อมูลซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ เมื่อ ๒ ป้ที่แล้ว ท่านไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ที่มาวิพากษ์วิจารณ์การทํางานในหน้าที่ของผม ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่อย่างใด ผมก็เรียนว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่าน พูดมาทั้งหมดเข้าใจว่าไม่ได้คุ้มครองก็คงเปึนเรื่องที่ท่านจะต้องรับผิดชอบข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นเองนะครับ เพราะว่าก็อย่างที่สมาชิกบางท่านได้พูดว่าก็มีคดีฟัองหมิ่นประมาท กันอยู่ในศาลอยู่แล้วนะครับ นอกจากนั้นข้อมูลหลาย ๆ อย่างที่ท่านพูดมาก็มีทั้ง ความจริงบางส่วนหรืออาจจะไม่จริงเลยนะครับ อย่างท่านบอกว่าผมไปงานของ ก.ล.ต. หลายครั้ง ผมเรียนได้เลยครับตั้งแต่มารับผิดชอบในตําแหน่งหน้าที่นี้ ไม่เคยไปประชุม ในที่ประชุมกรรมการ ก.ล.ต. ไม่เคยไปในงานที่ ก.ล.ต. จัด เข้าใจว่าท่านคงสับสน ระหว่าง ก.ล.ต. คือ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คนละหน่วยงานครับ ผมไปงานของตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย งานสัมมนาของวิทยาการตลาดทุนซึ่งก็เปึนสถาบันวิชาการที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เปึนผู้รับผิดชอบไปในงานโรด โชว์ของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ไปโรด โชว์ที่สิงคโปร์ นั่นก็คงไม่ใช่เปึนประเด็นครับ เพราะว่าแน่นอนในแง่ของการกํากับดูแล ก.ล.ต. ก็เปึนหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งมีกฎหมายฉบับใหม่ซึ่งวันนี้ประธาน ก.ล.ต. ก็เปึนท่านซึ่งไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องท้ายสุด ที่ท่านเล่าให้ฟังก็เรียนว่าท่านมีข้อมูลที่บอกว่าได้รับส่งผ่านมามาก ก็ต้องบอกว่ามีข้อมูล อีกหลายอย่างที่ท่านอาจจะยังไม่รู้ คือถ้าถามว่ากระผมมีความประสงค์ที่จะปลด ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตามที่มีข่าวลือกันมาเปึนระยะๆ ตลอดเวลานั้น ผมไม่ต้องรอมาถึงวันนี้หรอกครับ เพราะตั้งแต่วันแรก ๆ ที่มีการดํารงตําแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีคนปล่อยข่าวลือไปแล้วครับว่ามาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๙ มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นถ้าหากรัฐบาลที่มาหลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็ประกาศว่าจะต้องยกเลิกมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ามาก็คงไม่วายที่จะต้องปลดท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผมเรียนอย่างนี้ครับ วิธีการทํางานของผมไม่ใช่อย่างนั้น ผมมีความรู้สึกว่าเมื่อมาทํางาน ก็จะต้องได้มีโอกาสพูดคุยแสดงเหตุผลกับผู้ที่ร่วมงาน ถ้าหากสามารถที่จะได้ข้อสรุปที่ดี แล้วก็สามารถที่จะรวมพลังของทุก ๆ ฝ์าย ทุก ๆ คน ส่วนนั้นจะทําให้งานของบ้านเมือง เดินหน้าไปด้วยดีมีประสิทธิภาพ ผมเข้ารับงานในกระทรวงการคลัง วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ๔ วัน หลังจากนั้นวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ผมเชิญท่านผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย มาพูดคุยถึงเรื่องเกี่ยวกับมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ผมได้ถาม ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่าความจําเปึนในการที่จะยังคงมาตรการ กันสํารอง ๓ เปอร์เซ็นต์ยังมีอยู่มากน้อยเพียงใด ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่าท่านเองก็คิดว่าความจําเปึนลดน้อยถอยลงไปแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมาตลอด ๑ ป้เศษ ๆ ที่มีการใช้มาตรการนี้ก็มีการผ่อนคลายกันเปึนลําดับจนกระทั่งแทบไม่เหลือ มาตรการมากเพียงพอแล้ว เปึนเพียงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ผมก็เรียนถามท่านว่ามีความเปึนไปได้เพียงไรที่น่าจะได้มีการยกเลิก ท่านผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยตอบว่า ท่านเห็นว่าก็สมควรจะยกเลิกแต่อยู่ที่เงื่อนไขเวลา ผมก็ถามท่านว่าถ้าหากยกเลิกวันนี้กับยกเลิกในวันข้างหน้า สถานการณ์จะแตกต่าง กันไหม อย่างตอนนั้นมีคนเสนอแนวทางออกหลายทาง เช่น ยกเลิกทันที ค่อย ๆ ยกเลิก จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เปึน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เปึน ๕ เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะยกเลิกอีก ๖ เดือน ข้างหน้า ผมก็ถามท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่าอีก ๖ เดือนข้างหน้า สถานการณ์มันจะดีกว่านี้ไหม ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยบอกก็ไม่แน่ว่า จะดีกว่านี้ เพราะฉะนั้นผมก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเรายกเลิกกันวันนี้ดีหรือไม่ ท่านผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ตอบว่าถ้าจะยกเลิก แน่นอนครับจะต้องมีมาตรการที่จะรองรับ มาตรการทางด้านการเงิน มาตรการทางด้านการคลัง ผมก็เรียนบอกท่านไปว่า ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยครับ ผมมาทํางานตรงนี้ ผมเปึนทีมเดียวกับท่าน ถ้าหากท่านเห็นว่าควรจะยกเลิก ท่านช่วยไปคิดเลยว่ามาตรการการคลังที่กระทรวงการคลัง ควรจะได้ร่วมในการที่จะสร้างเพื่อรองรับถ้าหากมีการยกเลิกควรจะทําอย่างไร ถ้าหาก สมมุติว่าเราคิดกันครบถ้วนทั้งมาตรการการเงิน มาตรการการคลังแล้วก็พยายามที่จะ ให้มีมาตรการอย่างนี้มากเพียงพอ เมื่อมีการยกเลิกมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ก็จะได้ไม่เกิดความตื่นตระหนกมากจนเกินไปนัก แต่ช่างโชคร้ายสุดท้ายแล้วเกิดยกเลิก ขึ้นมาแล้วมีผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น มีปัญหาเรื่องค่าเงินแข็งขึ้นเร็วผิดปกติ แล้วเกิด ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ผมบอกท่านผู้ว่าผมไม่ปล่อยให้ท่านรับผิดชอบ เพียงคนเดียว ผมจะรับผิดชอบร่วมกับท่านด้วย ไม่ใช่ท่านลาออกคนเดียว ผมพร้อม จะลาออกร่วมกับท่านด้วย นี่คือสิ่งที่ผมพูดกับท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ แล้วเมื่อออกมาจากห้องประชุม ผมไม่ได้แถลงข่าวอะไรที่แสดง ให้เห็นว่าเรามีข้อตกลงแล้ว เพราะผมเชื่อว่าการที่จะพูดด่วนอะไรไปก่อนหน้านั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อการเก็งกําไรของอัตราแลกเปลี่ยนเพราะฉะนั้นไม่ควรจะพูดอะไร ทั้งสิ้น วันรุ่งขึ้นข่าวก็ออกมาบอกแล้วว่าคลังแพ้แล้วแบงก์ชาติไม่ยอม แบงก์ชาติ ยกสถานการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาที่ทําให้คลังรู้แล้วหนาว แต่ผมบอกไม่เห็นไร ผมก็ไม่พูดอะไร ทั้งสิ้น หลังจากนั้นผมได้พบกับท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านรองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย อีก ๔ ครั้ง ทุก ๆ ครั้งไม่มีใครรู้เลย นักข่าวก็ไม่รู้ ผู้บริหาร ระดับสูงของกระทรวงการคลังก็ไม่มีใครรู้ คนที่รู้กระทรวงการคลังมีอยู่ ๒ คนเท่านั้นคือ ท่านปลัดกระทรวงการคลังกับผู้บริหารสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพราะว่าจะต้องใช้ มาตรการการคลังเข้ามาช่วย ระหว่างนั้นถ้าท่านจําได้ก็คงจะได้เห็นข่าวว่ามาตรการ กันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์จะทําอย่างไรกันดี ไม่มีทางออก คลังกับแบงก์ชาติกําลังขัดแย้ง อย่างรุนแรง ในระหว่างที่เราพบกัน ๔ ครั้ง เราคิดกันถึงขนาดว่านอกจากมาตรการที่จะ รองรับแล้ว วันที่จะประกาศยกเลิกยังคิดละเอียดเลยว่าจะต้องเปึนวันศุกร์ และเปึน วันศุกร์ในตอนช่วงเย็นเพื่อรอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ป่ดทําการเสียก่อน แล้วมีเวลาวันเสาร์ วันอาทิตย์ ให้ทุกคนที่ได้ฟังคําประกาศนี้ว่ายกเลิกมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ให้มีเวลาที่จะมานั่งตั้งสติ คิดแล้วก็ดูสิว่ามาตรการทางด้านการเงินก็ดี ทางด้านการคลังก็ดีที่เราเตรียมรองรับไว้นั้นเพียงพอที่ทําให้เขาไม่ต้องตื่นตระหนก ท่านทราบไหมครับ วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ซึ่งเปึนวันที่เราบอกว่าเราจะยกเลิกมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ข่าวคราวออกไปหนาหูตั้งแต่ตอนช่วงบ่ายวันนั้นว่ากระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยขัดแย้งอย่างรุนแรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกําลัง จะปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ข่าวลือออกมาอีกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กําลังจะเตรียมแถลงสู้ แล้วกระทรวงการคลังก็จะแถลงมาตรการที่จะปลดผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ถามว่ามีข่าวที่จะแถลงไหม มีครับ เพราะเรากําหนดกันเลยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะแถลงเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา เรื่องการยกเลิกมาตรการ กันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้ว ๑๗.๐๐ นาฬิกา ๑ ชั่วโมงหลังจากนั้น กระทรวงการคลัง จะแถลงว่าเราจะมีมาตรการการคลังเพื่อรองรับการยกเลิกมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์อะไรบ้าง ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อบอกว่าผมไม่มีความจําเปึนเลย ถ้าหากผมจะต้องการปลดท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผมปลดได้ตั้งแต่ ช่วงแรก ๆ ครับ อ้างข้ออ้างง่าย ๆ ว่ามาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ทําความเสียหาย ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ปลดได้ทันที และผมเชื่อว่าวันนั้นมีคนสนับสนุนด้วย ไม่ต้องรอมาถึงวันนี้หรอกครับ เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าข่าวลือต่าง ๆ นั้นเปึนข่าว ที่เกิดจากการคาดเดา บอกกันไปต่อ ๆ นานา ถ้าหากท่านได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้สื่อข่าว กระทรวงการคลัง เห็นอยู่เสมอที่ผมบ่นอยู่เสมอว่าแหล่งข่าวกระทรวงการคลังอีกแล้ว เพราะว่ามีผู้ที่ไม่ได้รู้เรื่อง ไม่ได้รู้จริง แต่ชอบให้ข่าว ทั้ง ๆ ที่ข่าวนั้นไม่มีมูลความจริง หรือมีมูลความจริงเพียงครึ่งเดียวแล้วก็แปลไปต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้นผมเรียนครับ เรื่องราวต่าง ๆ ที่ท่านพูดมา ไม่ว่าจะเปึนกรณีของธนาคารนครหลวงไทยก็ดี ถามว่าผมมี ความจําเปึนที่จะต้องผลักดันที่ปรึกษาที่ท่านได้เอ่ยชื่อมานั้นให้เปึนกรรมการ ธนาคารนครหลวงไทย จนกระทั่งยอมที่จะแลกเพื่อที่จะขุดเอาเรื่องราวต่าง ๆ มาเพื่อ ทําลายธนาคารแห่งประเทศไทยอีกหรือครับ ต้องเรียนตรง ๆ ผมไม่คิดว่ามีความจําเปึนมาก ถึงขนาดนั้น ล่าสุดผมยังบอกท่านที่เอ่ยนามมาว่า ขอร้องเถอะครับ อย่าไปรับอีกเลย ใครจะติดต่อ ใครจะสรรหาอะไรต่าง ๆ กรุณาอย่ารับ ถ้ารับก็ขออย่ามาให้คําปรึกษา ผมอีกเลย เพราะผมมีความรู้สึกว่าเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้มักจะพูดกันไปมากขึ้นเรื่อย ๆ จากปากคําของคนที่อาจจะมีความรู้สึกว่ากําลังถูกโยกคลอนเรื่องเกี่ยวกับอํานาจในระบบ การเมือง ผมคงจะไม่ไปแตะรายละเอียดของเรื่องอํานาจในระบบการเงินมากกว่านี้ เพราะเข้าใจว่าเปึนเรื่องอ่อนไหว แต่ก็อยากจะเรียนว่าทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่า จะเปึนข่าวคราวเรื่องเกี่ยวกับการที่จะตั้งกรรมการสรรหา กรรมการของธนาคาร แห่งประเทศไทยก็ดี กรรมการ ก.ล.ต. ก็ดี มันเกิดขึ้นหลังจากที่เริ่มมีข่าวคราวว่า ผมเริ่มสอบข้อเท็จจริงในกรณีของไทยธนาคาร ซึ่งท่านเองสนับสนุนว่าควรจะได้ สอบข้อเท็จจริง ซึ่งผมคิดว่าหน้าที่ของผมก็คือเมื่อมีเหตุการณ์ที่ปรากฏเปึนข่าว การสอบข้อเท็จจริงจะเปึนสิ่งที่ดีที่สุดที่จะได้ข้อสรุป เพราะวันนี้เราต้องเลิกใช้อารมณ์ เลิกใช้ความรู้สึก เราต้องใช้ข้อเท็จจริงในการที่จะตัดสินเรื่องราวต่าง ๆ ผมตั้งกรรมการ สอบข้อเท็จจริงถึงข่าวคราวของเรื่องไทยธนาคาร ปรากฏว่าข่าวลือก็ออกไปว่าเปึนการตั้ง คณะกรรมการเพื่อสอบท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติ เอาอีกแล้วครับ ดังนั้นเรื่องราวต่าง ๆ ถ้าท่านเปึนรัฐมนตรีเงาจริง ท่านโปรดกรุณาติดตามข้อมูลให้ครบถ้วน บางเรื่อง ท่านอาจจะได้ฟังมา แต่ถ้าหากได้มีโอกาสตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด ก็จะได้รู้ว่าที่มาที่ไป เปึนอย่างไร แน่นอนครับ การที่จะมีการตั้งคณะกรรมการสรรหานั้น มันไม่ใช่อยู่ ๆ ตั้งกันขึ้นมาได้ลอย ๆ ผมอยากจะยกตัวอย่างกรณีของการตั้งคณะกรรมการสรรหา กรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ในกฎหมายระบุไว้ชัดเจนครับว่า คนที่จะมาเปึนกรรมการสรรหาจะต้องคัดเลือกมาจากอดีตปลัดกระทรวงการคลัง อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตผู้อํานวยการ สํานักงบประมาณ อดีตเลขาธิการกฤษฎีกา อดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ อดีตผู้อํานวยการ สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออดีตเลขาธิการ ก.ล.ต. ต้องมาจากที่นี้เท่านั้นมาจากคนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะตั้งมาก็ต้องตั้ง มาจากคนที่เปึนอดีตต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่ใครอยากจะมาเปึนกรรมการสรรหาก็เปึนได้ และแน่นอนประวัติของแต่ละคนก็จะถูกตั้งคําถาม ถ้าหากถูกฟัองร้องแม้คดีจะไม่ถึงที่สุด ก็อาจจะถูกตั้งคําถามว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะต้องตั้งคําถาม ไปเยอะ ผมเองก็ถูกฟัองร้องกรณีของหวยบนดิน ก็เช่นเดียวกันถ้าหากจะต้องถูกเสนอ ไปเปึนกรรมการสรรหาที่ไหนคงจะถูกบอกว่าเคยถูกฟัองร้องอยู่ ยังเปึนคดีอยู่ แต่กรรมการสรรหาเหล่านี้ก็ไม่ใช่ว่าเมื่อเขามาทําหน้าที่เปึนกรรมการสรรหาคัดเลือก จะมีอิสระคัดเลือกได้ ก็ไม่ใช่ครับ ตามกฎหมายระบุไว้ชัดเจนกรรมการธนาคาร แห่งประเทศไทยจะถูกเลือกจากคน ๑๘ คนเท่านั้น ๑๘ คนก็คือว่ากระทรวงการคลัง เสนอมา ๖ คน ธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอมา ๑๒ คน แล้วกรรมการที่เปึนกรรมการ คัดเลือกต้องเลือกจาก ๑๘ คนนี้เท่านั้นไม่ใช่เลือกกันได้โดยทั่วไปด้วย ฉะนั้นตอนที่ ผมติดต่ออดีตท่านที่เปึนตําแหน่งต่าง ๆ เหล่านั้นต้องเรียนเลยครับ หลายท่านบอกว่า ท่านปฏิเสธ บางท่านอาจจะมีความรู้สึกว่าถ้าหากมาเปึนกรรมการคัดเลือกอาจจะถูก ตัดสิทธิจากการที่ถูกเสนอชื่อเปึนกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ หรือบางท่าน อาจจะมีเหตุผลอื่น ๆ ซึ่งท่านก็ไม่ได้แสดงเหตุผลอะไร ก็อยากจะเรียนว่าที่ท่านกล่าวมา ทั้งหมดเปึนเรื่องส่วนกรรมการคัดเลือก ส่วนกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่ถึงกระบวนการนั้นเลยจะต้องให้ท่านที่เปึนอดีตปลัดกระทรวงการคลัง อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเหล่านี้มาทําหน้าที่ คัดเลือกคน ๑๘ คนให้เหลือ ๖ คน เพื่อทําหน้าที่เปึนกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ฉะนั้นหลายเรื่องที่ท่านพูดมาก็ต้องบอกว่าวันนี้มีคนอ้างเยอะ อ้างว่ารัฐมนตรีสั่งอย่างโน้น รัฐมนตรีสั่งอย่างนี้ ผมเองยังได้ยินกับหูเลยว่ามีคนมาอ้างหน้าห้องผมว่ารัฐมนตรีสั่ง อย่างโน้นอย่างนี้ ก็คงจะต้องให้ความจริงมันปรากฏ อย่างที่เรียนแล้วครับว่าคนที่บอกว่า เปึนที่ปรึกษาผมแล้วพยายามจะผลักดันให้เปึนกรรมการธนาคารนครหลวงไทย ผมขอร้องเขาบอกว่าอย่าเลยครับ แค่นี้ก็เปึนทุกข์มากพอแล้วอย่าไปเปึนอีกเลย ถ้าหากมีใครเสนอมา ใครขอตัวว่าจะสรรหาส่งชื่อไปไม่ต้องเปึนหรอกครับ ไม่ได้มี ความจําเปึนกันมากขนาดนั้น กรณีของไทยธนาคารผมคงจะไม่อยากลงลึกนัก แต่ว่าเมื่อท่านพูดถึงไปแล้วว่าควรจะเซ็นอนุญาตให้ถือหุ้นเกิน ๔๙ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ กับคนที่มาจากต่างชาติ ผมก็ได้เรียน เมื่อคืนนี้เองเพิ่งได้คุยกับท่านผู้อํานวยการ กองทุนฟุ๋นฟูก็ได้คุยกัน ผมก็ได้รับทราบข้อมูลจากผู้อํานวยการกองทุนฟุ๋นฟูถึงเงื่อนไข ต่าง ๆ ผมก็ถามท่านผู้อํานวยการกองทุนฟุ๋นฟูว่าผมมีเวลาคิดไหม เพราะการที่ขายหุ้น ธนาคารแห่งใดแห่งหนึ่งมูลค่าเกือบ ๖,๐๐๐ ล้านบาท มันคงไม่ใช่มานั่งคิดกันวันสองวัน แน่นอนผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่เปึนคนตัดสินใจ เพราะว่าตัดสินใจครั้งนี้อยู่ที่กองทุนฟุ๋นฟู ตัดสินใจว่าจะขายหุ้นให้กับธนาคารจากมาเลเซีย ซึ่งอันนั้นเปึนการตัดสินใจไปแล้วครับ แต่ว่าเนื่องจากมีเงื่อนไขว่าถ้าหากต่างชาติจะมาถือหุ้นเกิน ๔๙ เปอร์เซ็นต์ จําเปึนจะต้อง มาขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมก็เรียนถามท่านผู้อํานวยการ กองทุนฟุ๋นฟูว่าผมมีเวลาคิดนานเท่าไร ท่านผู้อํานวยการกองทุนฟุ๋นฟูบอกว่าสัญญา ที่เซ็นกับเขาไว้มีเวลา ๕ เดือน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมบอกก็คือว่า ถ้าหากท่านไปอ่าน ที่ผมให้สัมภาษณ์ชัดเจนครับ ผมบอกว่าอํานาจการตัดสินใจในการขายหุ้นเปึนของ กองทุนฟุ๋นฟูไม่ใช่อํานาจของผม แต่ว่าถ้าหากจําเปึนจะต้องมาขอความเห็นชอบ เรื่องสัดส่วนของผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติแน่นอนผมก็ต้องพิจารณา แล้วผมมีเวลาพิจารณา ๕ เดือน เพราะฉะนั้นผมขอใช้เวลาสักช่วงหนึ่ง มันไม่ใช่ ๑ บาท หรือ ๒ บาท มัน ๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้ว ๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้ผมต้องไปเทียบดูว่ากระทรวงการคลัง หรือเงินภาษีของประชาชน ที่ใส่เข้าไปในไทยธนาคารนี้ใส่เข้าไปเท่าไรแล้ว แล้วการทํางาน การบริหารงานของ ไทยธนาคารในช่วงที่ผ่านมามีปัญหาหรือไม่ มีปัญหาจะทําอย่างไร ถ้าหากไม่มีปัญหา จะทําอย่างไร อันนั้นก็เปึนเรื่องที่ต้องมีเวลาในการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหา ที่ท่านพูดก็เปึนข้อกล่าวหาที่ฟังเขามา แล้วก็คิดว่ารัฐมนตรีว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็คิดว่า ผมพยายามจะใช้กรณีของไทยธนาคารก็ดี กรณีอื่น ๆ ก็ดีเพื่อมาต่อรอง เพื่อส่งที่ปรึกษา ไปอยู่ธนาคารนครหลวงไทย ตําแหน่งนั้นไม่ได้มีค่าขนาดนั้นหรอกครับ แล้วถ้าหาก อย่างที่เรียนแล้ว ถ้าผมต้องการที่จะปลดท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผมปลด ไปแล้วครับตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ผมมาทํางาน ไม่ต้องรอถึงวันนี้หรอกครับ หลาย ๆ เรื่อง ที่ท่านพูดมาทั้งหมดนี้ผมก็คงจะขออนุญาตตอบข้อมูลซึ่งบางเรื่องข้อมูลของท่านก็ไม่พอ ท่านทําการบ้านน้อยนะครับ ท่านบอกท่านเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเงา แต่กรณีแค่ของ ปตท. ข้อมูลท่านก็ยังผิดเลย ท่านบอกว่า ปตท. มีปัญหา กําไรของ ปตท. ส่งให้คลังแค่หมื่นกว่าล้านบาท คือท่านเปึนอดีตวาณิชธนกิจ ชื่อดังนะครับ ถ้าท่าน จะได้ดูข้อมูลสักนิดหนึ่งท่านจะได้รู้ว่ารายได้ส่งคลังของ ปตท. เมื่อป้ ๒๕๕๐ ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท ต่างจากที่ ท่านพูด ๓-๔ เท่าตัว รายได้มาจากไหนครับ เงินปันผลและสําคัญคือภาษีครับ เมื่อก่อนนี้ เปึนรัฐวิสาหกิจก็เปึนแค่เงินกําไรที่ส่งเข้าคลังแต่ไม่มีภาษี แต่เมื่อแปรสภาพเปึนบริษัท มหาชนวันนี้ ปตท. ส่งรายได้ ๕๘,๒๐๐ กว่าล้านบาท คําถามก็คือว่ากําไรของ ปตท. มาจากไหนครับ หลายท่านอาจจะอภิปรายแล้วบอกว่า กําไร ปตท. มาจากเพราะว่า ผูกขาดแล้วก็มีกําไรมาก กําไรของ ปตท. มาจากหลายธุรกิจรวมทั้งบริษัทในเครือด้วย ทั้งบริษัทขุดเจาะสํารวจโรงกลั่น ป่โตรเคมี การค้าก๊าซ โรงแยกก๊าซ การค้าน้ํามัน ทั้งในและต่างประเทศ ถูกต้องครับที่ท่านบอกว่ากําไรเกือบแสนล้านบาท ตัวเลขที่ละเอียด จริง ๆ กําไรของ ปตท. นี่คือ ๙๗,๘๐๐ ล้านบาท จากยอดขายเท่าไรรู้ไหมครับ จากยอดขายของ ปตท. ทั้งหมด ๑,๔๙๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท พูดง่าย ๆ คือประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท รายได้ ๑.๕ ล้านล้านบาท กําไรประมาณ ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท คิดเปึน กี่เปอร์เซ็นต์รู้ไหมครับ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ เราคงนั่งนึก ๖.๕ เปอร์เซ็นต์นี้คงเยอะนะครับ ท่านทราบไหมครับ ไปเปรียบเทียบกับบริษัทน้ํามันแห่งชาติของประเทศอื่น ๆ กําไรน้อย กว่าเขาเยอะเลย ที่ใกล้ ๆ ที่สุดมาเลเซีย ป่โตรนาส ป่โตรนาสมียอดขาย ๑.๖ ล้านล้านบาท แต่ป่โตรนาสมีกําไร ๔ แสนกว่าล้านบาท มากกว่า ปตท. ๔ เท่า คิดเปึนสัดส่วนถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด ที่จีนครับ ไชน่า เนชั่นแนล ป่โตรเลียม มียอดขาย ๓.๖ ล้านล้านบาท กําไร ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ที่บราซิล ซึ่งต้องถือว่าเปึนต้นแบบของประเทศที่มีความก้าวหน้าเรื่องพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน บราซิลมียอดขายทั้งหมด ๒.๓ ล้านล้านบาท มีกําไรทั้งหมดประมาณ ๔ แสนล้านบาท กําไร ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบกับบริษัทน้ํามันแห่งชาติ ของประเทศอื่น ๆ นะครับ มาเลเซีย จีน บราซิล ปตท. กําไรน้อยที่สุดครับ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ คําถามคือว่าทําไม ปตท. กําไรน้อย ท่านมักจะบอกเสมอว่า ปตท. ผูกขาด เพราะ ปตท. ผูกขาดสิครับ มันถึงทําให้บริษัทอื่น ๆ อยู่ลําบาก บริษัทค้าปลีกน้ํามันที่เพิ่งขายให้กับ ปตท. เร็ว ๆ ก็คือปัูมเจ็ท ก็ขายไปแล้ว เพราะว่าการแข่งขันของเราต้องยอมรับจริง ๆ ว่าไม่เสรี ปตท. กลายเปึนเครื่องมือของรัฐ ในการแทรกแซงราคาน้ํามัน ราคาแอลพีจี แม้แต่ราคาแก๊สเอ็นจีวี เอ็นจีวีวันนี้ที่ขาย ๘.๕๐ บาท ก็เพราะ ปตท. แทรกแซง แอลพีจีที่ผ่านมาก็ ปตท. แทรกแซง เพราะฉะนั้น การที่บอกว่า ปตท. กําไรเกินควร จริง ๆ แล้วที่ผ่านมารัฐใช้ ปตท. แทรกแซงกลไกตลาด แล้วก็ทําให้ราคาของน้ํามัน ราคาของแก๊สก็ดี ถูกลงผิดปกติในบางเรื่อง ซึ่งแน่นอนครับ ผมเห็นด้วยกับท่านบอกว่าสุดท้ายแล้วมันต้องเลิกอุดหนุนครับ มันต้องเข้าไปสู่ทิศทาง ที่ว่าเราจะต้องให้ราคาของพลังงานสะท้อนความเปึนจริง แล้วทําให้ทุก ๆ คนต้องกลับมา มีสํานึกในการประหยัดพลังงาน ซึ่งเปึนเรื่องรายละเอียดที่ผมคงจะได้ขอพูดในช่วงต่อไป จากนี้นะครับ เพราะว่าท่านได้ใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงในการพูดถึงปัญหาที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจในการดูแลปัญหา ก่อนอื่นผมเท้าความว่าปัญหาเศรษฐกิจวันนี้คืออะไร ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ที่เราเผชิญอยู่เปึนปัญหาที่เกิดขึ้นจากหลายประการ ทั้งในประเทศ ทั้งต่างประเทศ ในประเทศก็คือปัญหาที่เกิดจากความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจไทย ท่านทราบไหมครับ ท่านประธานทราบไหมครับ เศรษฐกิจของไทยในช่วงป้ที่แล้วที่บอก เติบโตกัน ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ นั้น ส่วนใหญ่เติบโตมาจากการส่งออก ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี มาจากการส่งออก ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศมีเพียงแค่ ๒๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าหากในตําราทางเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่าเครื่องยนต์ที่ทําให้เศรษฐกิจมันเดินหน้าไปได้ มันมี ๔ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ตัวที่ ๑ คือเรื่องการส่งออก ตัวที่ ๒ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับ การบริโภคของประชาชน ตัวที่ ๓ คือการลงทุนของภาคเอกชน และตัวที่ ๔ ก็คือ การใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ในป้ที่ผ่านมาเราพึ่งพาเศรษฐกิจจากการส่งออกเปึนอย่างมาก เศรษฐกิจในประเทศของเรามีการเติบโตน้อยมาก ประชาชนไม่บริโภค เอกชนไม่ลงทุน นั่นก็คือว่ามันมีความไม่สมดุล เครื่องยนต์ ๔ เครื่อง ใช้งานได้ ๑ เครื่อง อีก ๓ เครื่องติด ๆ ดับ ๆ เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาที่เปึนปัญหาเราที่จะต้องดูว่าเราจะแก้ไขอย่างไร เครื่องยนต์ ๓ เครื่องที่ติด ๆ ดับ ๆ อะไรคือสาเหตุ ความเชื่อมั่นอย่างเดียวครับ ประชาชนไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจไม่กล้าบริโภค นักลงทุนไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจไม่กล้า ลงทุน มีตัวเลขจากสํานักงานเศรษฐกิจการคลังบอกว่า ภาคอุตสาหกรรมทางด้านเคมี มีการใช้กําลังการผลิตไปถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ภาคอุตสาหกรรมทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ใช้กําลังผลิตไปถึง ๙๒-๙๓ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าถ้าหากเกิดอยากจะผลิตเพิ่ม ก็ไม่มีพื้นที่ ไม่มีโรงงาน ไม่มีเครื่องจักรพอที่จะผลิตอีกแล้ว และที่ผ่านมาไม่มีการลงทุน มาเปึนเวลาเกือบ ๒ ป้ นี่คือปัญหาหนึ่งที่เปึนปัญหาในประเทศ แต่ปัญหาสําคัญที่มัน ซ้ําเติมปัญหาของประเทศไทยเราอย่างที่ท่านเองก็ได้อภิปรายไป ซึ่งเปึนปัญหาใหญ่ ปัญหาใหญ่ก็คือปัญหาตั้งแต่เรื่องเกี่ยวกับปัญหาสถาบันการเงิน ปัญหาสินเชื่อ อสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปึนจุดต้นตอของปัญหา หลาย ๆ อย่าง เมื่อก่อนนี้นักเก็งกําไรมักจะเก็งกําไรผ่านระบบสถาบันการเงิน ผ่านตลาดทุน แต่พอมีปัญหาเรื่องระบบสถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เลยมี การเคลื่อนย้ายเงินทุนมาเก็งกําไรในเรื่องอื่น ๆ และการเก็งกําไรที่เห็นผล ได้ผลตอบแทน แล้วเร็วที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือการเก็งกําไรในตลาดน้ํามัน ทอง พวกพืชผลทางการเกษตร เพราะฉะนั้นมีหลายประเทศพยายามออกมาบอกว่า เปึนเพราะว่าอินเดียกับจีนบริโภค น้ํามันมากขึ้น น้ํามันเลยราคาแพงสูงขึ้น ไม่ใช่ครับ ผมไปประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของจี (G) ๘ ก็คือของประเทศอุตสาหกรรมที่ขนาดใหญ่ ๘ ประเทศที่กรุงโอซากา ประเทศญี่ปุ์นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้คุยกันชัดเจน บางประเทศอาจจะ เหนียมอายหน่อยไม่กล้าบอกว่ามีการเก็งกําไร แต่อย่างน้อย ๒ ประเทศที่พูดชัดเจน บอกว่าปัญหาของราคาน้ํามันในวันนี้ที่มันแพงขึ้นผิดปกติมันเกิดขึ้นจากการเก็งกําไร ก็คือรัฐมนตรีจากประเทศฝรั่งเศส รัฐมนตรีจากประเทศเยอรมัน แล้วก็ขอร้องให้ ไอเอ็มเอฟ (IMF : กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ขอให้องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ เข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้ว่าจะหยุดยั้งปัญหาเรื่องเก็งกําไรของราคาน้ํามันได้อย่างไร พอมี ปัญหาเรื่องราคาน้ํามัน สิ่งที่ตามมาก็คือว่าต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้น ต้นทุนเรื่องเกี่ยวกับ เมล็ดพันธุ์สูงขึ้น ปุิยสูงขึ้น แน่นอนปัญหาคือเรื่องอาหารที่มันแพงขึ้น ต้นทุนที่ตามมาก็คือ เรื่องเงินเฟัอ เพราะฉะนั้นปัญหาเงินเฟัอวันนี้เปึนปัญหาที่เปึนผลกระทบจากน้ํามัน อันนี้ เปึนตัวหลัก เพราะฉะนั้นปัญหาวันนี้จึงเกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่เปึนปัญหาของประเทศไทย เท่านั้น ในเดือนที่ผ่านมาเดือนพฤษภาคมเรามีอัตราเงินเฟัอ ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ซึ่งท่านก็พูด มาแล้วว่าบางประเทศสูงมาก เช่น ประเทศเวียดนาม ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นวันนี้ การแก้ไขปัญหาไม่ง่ายต้องเรียนตรง ๆ อย่างที่ผมเรียนแล้วมีปัญหาทั้งภายในประเทศ ที่ระบบเศรษฐกิจของเราไม่สมดุล เนื่องจากเราพึ่งพาการส่งออกในอดีตมากเกินไป กับปัญหาในระหว่างประเทศที่มันถาโถมเข้ามาแล้วมันไม่มีวันหยุด ไม่มีใครนึกครับว่า น้ํามันมันจะขึ้นมาเกือบ ๑๔๐ เหรียญในเดือนพฤษภาคม ตอนนั้นคาดการณ์กัน ผมคาดการณ์ตอนประมาณเดือนมีนาคมว่าปลายป้นี้น่าจะสัก ๑๕๐ เหรียญ แต่วันนี้ไม่มี ใครดูแลเพราะเชื่อว่ามาตรการหลาย ๆ มาตรการที่ประเทศใหญ่ ๆ ที่บริโภคน้ํามันกันมาก ๆ กําลังดูแลกันอยู่นั้นก็คงจะทําให้เรื่องการเก็งกําไรมีการแก้ปัญหาอย่างดีขึ้น เพราะฉะนั้น ถามว่าเราจะต้องทําอย่างไร ที่ผมได้ตอบท่านจุติไปในช่วงแรก ผมรู้วันนี้ปัญหาที่มา เผชิญนั้นมันท้าทายและมันหนัก เพราะฉะนั้นต้องทํางานหนัก ต้องพยายามที่จะทุ่มเท เวลาเท่าที่มีอยู่ในการที่จะเข้าไปดูซิว่าจะแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ซึ่งมาตรการต่าง ๆ ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ประมาณต้นเดือนมีนาคมและจนถึงปัจจุบัน ผมเชื่อว่ามาตรการ เหล่านั้นมีส่วนสําคัญในการที่ทําให้วันนี้เรายังพอที่จะพยุงอยู่ได้บ้าง ผมเรียนว่าอยู่ได้บ้าง แต่ว่าเราประมาทไม่ได้เลย มาตรการที่เราออกมาไม่ว่าจะเปึนมาตรการภาษีที่จะ ช่วยเหลือคนที่มีรายได้ปานกลาง คนที่มีรายได้ต่ํากว่า ๒๐,๐๐๐ บาท ที่สามารถที่จะเพิ่ม ค่าลดหย่อนจาก ๑ แสนบาท เปึน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีเงินในกระเปิาเพิ่มขึ้น แต่ละเดือนประมาณสัก ๗๐๐-๘๐๐ บาท มาตรการเรื่องเกี่ยวกับการลดภาษี อสังหาริมทรัพย์เพื่อหวังว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเคยซบเซาไปช่วงหนึ่งน่าจะกระตุ้น กลับมาแล้วก็เปึนกําลังในการที่ทําให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้ เพราะว่าอสังหาริมทรัพย์ มีบทบาทสําคัญในการที่ทําให้เกิดการจ้างงานในหลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง ผู้รับเหมาก็ดี คนงานก่อสร้าง โรงงานวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ พวกประชาสัมพันธ์ อะไรต่าง ๆ อย่างนี้เปึนต้น ภาษีที่ส่งเสริมเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนของเอสเอ็มอี นอกจากนั้นก็ยังมีมาตรการที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ไม่ว่าจะเปึนเรื่องเกี่ยวกับ โครงการเอสเอ็มแอล (SML) ซึ่งวันนี้ก็ได้โอนเงินไปประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ ทยอยโอนเงินไปเดือนหน้าให้กับหมู่บ้านต่าง ๆ แล้วแต่ขนาดของหมู่บ้าน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ๒ แสนบาท ๒๕๐,๐๐๐๐-๓๕๐,๐๐๐บาท มาตรการในการที่จะพยายามช่วยให้ ค่าครองชีพของข้าราชการชั้นผู้น้อยดีขึ้น มาตรการค่าครองชีพของข้าราชการชั้นผู้น้อย เราเพิ่มอีก ๕๐๐ บาท สําหรับข้าราชการที่ต่ํากว่าซี ๕ ลงมา เงินเดือนอยู่ในระดับที่ ประมาณไม่เกิน ๑๑,๗๐๐ บาท อันนั้นก็เปึนเพียงแค่กลุ่มที่เราเชื่อว่าจะสามารถดูแล ให้เขาสามารถที่จะอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้ได้ดีขึ้น แน่นอนครับก็จะไปมีผลต่อค่าแรงขั้นต่ํา แรงงานรัฐวิสาหกิจ คําถามวันนี้คือว่าแค่นี้พอไหม ผมเรียนตรง ๆ ครับว่าไม่พอ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งที่ท่านพูดว่า ปัญหาเรื่องพลังงานจะเปึนปัญหาใหญ่มากและเปึนปัญหาที่เราจะต้องมีมาตรการ ที่เบ็ดเสร็จ มาตรการที่สามารถจะสร้างพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน มาตรการ ที่ทําให้เราสามารถจะเปลี่ยนระบบขนส่งจากระบบรถเปึนระบบรางหรือระบบน้ํา มาตรการที่จะต้องมองภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งระบบ เรื่องอี ๘๕ ที่ได้มี การพูดกันผมต้องเรียนตรง ๆ ถ้าถามว่าที่ประชุมบริษัทรถยนต์ ๑๑ บริษัท บอกว่าขอให้ คิดให้จบเห็นโครงสร้างทั้งระบบ นั่นคือปัญหา เพราะที่ผ่านมามันมีมาตรการในการ ส่งเสริมหลากหลาย ก่อนหน้าที่จะมีมาตรการอี ๘๕ ผมเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งครับ มีมาตรการส่งเสริมรถที่ใช้ไฟฟัาหรือรถที่เรียกว่าไฮบริด (Hybrid) ก็คือใช้ไฟฟัาควบคู่กับน้ํามัน ภาษีสรรพสามิต ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มาตรการส่งเสริมรถอีโก คาร์ (Eco car) ก็คือรถที่มี การประหยัดน้ํามัน หมายความว่าใช้เพียงแค่ ๑ ลิตรวิ่งได้ ๒๐ กิโลเมตร ภาษีสรรพสามิต ๑๗ เปอร์เซ็นต์ สําหรับรถเอ็นจีวี ภาษีสรรพสามิต ๒๐ เปอร์เซ็นต์ รถอี ๒๐ ภาษีสรรพสามิต ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พอบอกว่าเราจะส่งเสริมรถอี ๘๕ คําถามว่ารถอี ๘๕ ควรจะอยู่ตรงไหน นี่คือปัญหาบริษัทรถยนต์แล้วแต่ว่าบริษัทไหนอยู่ในเขาเรียกว่าจุดยืนแบบไหน ถ้าบริษัท ที่เปึนผู้ที่มีเทคโนโลยีทางด้านอี ๘๕ อยู่แล้ว จุดยืนของบริษัทคือต้องการภาษีสรรพสามิต ต่ําที่สุด อาจจะไปถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่ากับเอ็นจีวี ถ้าเปึนบริษัทที่บอกต้องการทําอีโก คาร์ แล้วลงทุนไปแล้วบอกจะลงทุนกันหลายหมื่นล้าน เขาบอกว่าถ้าอี ๘๕ ลงไปถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โครงการอีโก คาร์อาจจะพับ นี่คือปัญหาใหญ่ที่กระทรวงการคลังต้องคิด และต้องเรียนว่าไม่ใช่เปึนปัญหาระหว่างกระทรวงการคลังที่มีปัญหากับกระทรวงพลังงาน กับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่ครับ ต้องขออนุญาตจริง ๆ ถ้าต้องพาดพิง ปัญหา ๒ ขั้วนี้ เปึนปัญหาระหว่างพลังงานกับอุตสาหกรรม กระทรวงการคลังเปึนผู้ที่ต้องคอยหา จุดสมดุลให้ดีว่าระหว่างพลังงานกับอุตสาหกรรมจะทําอย่างไรที่ทําให้เราสามารถจะวาง โครงสร้างของรถยนต์ทั้งระบบได้ดี เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาใหญ่ ถามเรื่องภาษีน้ํามัน ภาษีน้ํามันวันนี้เราคิดจากค่าความร้อน คือถ้าคิดง่าย ๆ เพียงแค่ว่าใช้เอทานอลเท่าไร ใช้น้ํามันกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วก็คิดอย่างนั้น อาจจะคิดได้ช่วงสั้น ๆ แต่ถ้าหากเราสามารถ ที่จะเปลี่ยนผู้บริโภคที่ใช้อี ๘๕ ทั้งระบบ วันข้างหน้าที่ต้องมาคิดก็คือว่าอาจจะต้องไป ปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต ก็จะมีปัญหาเหมือนกับกรณีที่มีการเลิกอุดหนุนในหลาย ๆ ประเทศที่เกิดปัญหานี้ขึ้น ก็ทําให้เราต้องคํานึงว่าทําอย่างไรที่จะหาจุดสมดุลที่ดี กรมสรรพสามิตก็บอกว่าเพราะฉะนั้นเอาเรื่องค่าความร้อนก็แล้วกัน ค่าความร้อน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็คิดจาก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนั้น ซึ่งแน่นอนฝัืงของ ผู้ประกอบการก็บอกว่าอยากจะได้มากกว่านี้ แต่ผมอยากจะเรียนว่าขนาดเก็บอย่างนี้ ราคาของอี ๘๕ ควรจะต่ํากว่าน้ํามันปกติวันนี้ไม่ต่ํากว่า ๑๕ บาท เพราะฉะนั้นถามว่า ตรงไหนคือจุดสมดุลที่ดี วันนี้เราตัดสินใจอย่างนี้ แต่ถ้ามีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แน่นอนครับ รัฐบาล คณะรัฐมนตรีก็ต้องมีการตัดสินใจ เรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนเปึน ระบบราง ผมว่าอันนี้เรื่องใหญ่ และนี่ก็คือเรื่องที่อยู่ในโครงการที่เราเรียกว่าโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ เพราะว่าวันนี้ประเทศไทยยุติการลงทุนมาแล้ว ๑๐ ป้ ที่จริงเราเคยคิดจะลงทุน ระบบรางตั้งแต่เมื่อป้ ๒๕๓๗-๒๕๔๘ แต่ว่าด้วยปัญหาอะไรต่าง ๆ ที่ตามมาหลาย ๆ เรื่อง เวลานี้เราก็ไม่ได้ลงทุน ถ้ามีการลงทุนระบบรางในกรุงเทพมหานครเมื่อประมาณสัก ๓ ป้ที่แล้ว ตอนนั้นที่คํานวณกันประมาณ ๕ แสนกว่าล้านบาท วันนี้ล่าสุดที่คํานวณกัน ขึ้นมา ๗ แสนกว่าล้านบาทแล้ว แล้วถ้าหากค่าปูน ค่าเหล็กเพิ่มขึ้น ค่าก่อสร้างอาจจะ มากกว่านี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราคงจะต้องเดินหน้าเต็มตัวเรื่องเกี่ยวกับการลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องเกี่ยวกับระบบรางทั้งในกรุงเทพมหานคร ทั้งในต่างจังหวัด ระบบชลประทานก็พูดกันมาตั้งแต่ ๓ ป้ที่แล้วเหมือนกัน ถ้า ๓ ป้ที่แล้วเราได้ลงทุนระบบชลประทานไปแล้ววันนี้ไม่ต้องมาพูดหรอกครับว่า เราจะเพิ่มผลิตภาพของการปลูกข้าวได้อย่างไร เพราะการปลูกข้าวที่บอกว่าป้ละ ๒ ครั้ง ๓ ครั้งก็ควรจะทําได้ เราควรจะต้องลงทุนในเรื่องการศึกษา เรื่องสาธารณสุข ซึ่งเปึน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีการจัดตั้งขึ้นมาเปึน ๕ คณะที่ท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน วันนี้ก็เดินหน้าในหลาย ๆ ส่วนครับ เรื่องคูปองคนจน ผมเรียนได้ว่าวันนี้แนวคิดเรื่องนี้ ผมได้มอบให้กับทางสภาพัฒน์ฯ ทางสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง สํานักงบประมาณ ได้ศึกษาเรื่องนี้ แน่นอนครับเราห่วงใยเรื่องเงินภาษีของประชาชน แล้วเราต้องการ ที่จะสามารถเข้าไปช่วยคนกลุ่มที่ยากจนที่สุด ยากไร้ที่สุด แล้วมีความต้องการมากที่สุด ในทางรัฐศาสตร์คนที่มีน้อยรัฐต้องให้มาก เพราะฉะนั้นวันนี้คงอยู่ที่คําถามเดียวกับที่ ท่านได้ถามซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าใครคือคนจนที่สมควรได้รับ ที่เปึนอันดับแรก ๆ ในภาวะที่เรามีข้อจํากัดของเรื่องงบประมาณ วันนี้คงไม่ได้สามารถบอกได้ว่าเรามี งบประมาณไม่จํากัด เราคงจะต้องเลือกที่จะช่วยคนกลุ่มที่มีความจําเปึนอย่างยิ่งยวด มากที่สุดก่อน เพราะฉะนั้นคําตอบที่ผมให้กับ ๓ หน่วยงานไปคิดคือว่าใครคือคนจน ที่สมควรที่จะได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้ จะมีวิธีการที่จะหาคนจนเหล่านั้นได้อย่างไร แล้วการที่เขาจะสามารถใช้ จะเปึนคูปอง จะเปึนบัตรเติมเงิน หรือจะเปึนเงินสดก็เปึน เรื่องที่ต้องมานั่งถกกันดูว่าข้อดีข้อเสียคืออย่างไร แล้วสิ่งที่เขาควรจะได้ใช้ก็คือใช้เฉพาะ เรื่องอาหาร หรือถ้าเปึนคนจนในเมืองก็คืออาจจะมีเรื่องค่าเดินทางนิดหน่อยเท่านั้น วันนี้ยังไม่มีข้อสรุปครับ ผมต้องเรียนตรง ๆ ผู้สื่อข่าวพยายามถามผมหลายประการเรื่องนี้ ผมก็เรียนว่าผมยังพยายามไม่ไปตีกรอบอะไรทั้งสิ้น อยากให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้มีโอกาส ศึกษาบทเรียนจากประเทศอื่น ๆ เพื่อที่จะได้สามารถหาบทสรุปที่ดีที่สุดสําหรับ ประเทศไทยครับ ผมคิดว่าประเด็นที่ได้ตอบมาครอบคลุมกว้าง ๆ ประเด็นในรายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องคําถามของเฉพาะหน่วยงาน ถ้ามีโอกาสผมคงจะได้ตอบต่อไปภายหลังจาก ที่ท่านได้อภิปรายในเรื่องเศรษฐกิจครับ ขอบพระคุณครับ