กรณ์ จาติกวนิช หารือเรื่องการโอนหุ้นของชินคอร์ป และการซื้อขายหุ้นของบริษัทอื่น โดยมีการอ้างถึงการกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความผิดตามพระราชบัญญัติ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กรณ์ จาติกวนิช เมื่อมีการโอนหุ้นในราคาทุนแล้วก็มีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินในวงเงิน ๗๓๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นส่วนนี้ในตลาดที่มีการซื้อขายกันอยู่สูง หลายพันล้านบาท ก็เกิดปัญหาครับท่านประธาน เกิดปัญหาว่าสมมุติลูกเอาหุ้นนี้ไปขาย เอาเงินไปทําอะไรก็แล้วแต่ทั้งพ่อทั้งแม่ก็เปึนเจ้าหนี้อยู่เพียงมูลค่าแค่ราคาทุนเท่านั้น ส่วนต่างกําไรไม่มีสิทธิที่จะเรียกคืนจากลูกได้ สิ่งที่เกิดขึ้นท่านประธานครับ ๑ วันก่อนที่ จะมีการโอนหุ้นก็คือวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓ คือวันที่โอนหุ้นแล้วก็วันที่ก่อหนี้ขึ้นมา จํานวน ๗๓๐ ล้านบาทนั้น ได้มีการทําตั๋วสัญญาใช้เงินขึ้นมาอีก ๑ ใบ ๑ วัน ก่อนที่จะมี การโอนหุ้นได้มีการทําตั๋วสัญญาใช้เงินโดยที่ลูกทําตั๋วขึ้นมาว่าเปึนหนี้แม่ในมูลค่าสูงถึง ๔,๕๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ผมจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ นะครับ มีการโอนหุ้นส่วนหนึ่ง ราคาทุน ๗๓๐ ล้านบาท แต่มูลค่าที่แท้จริงมันไม่ใช่ทุน เพราะฉะนั้นเพื่อปัองกันสิทธิ ของพ่อและแม่ ผมไม่อยากจะใช้คําว่าพ่อแม่ไม่ไว้วางใจในตัวลูก แต่เพื่อปัองกันสิทธิ ของคุณพ่อและคุณแม่ก็เลยให้ลูกทําตั๋วสัญญาใช้เงินขึ้นมาอีกใบหนึ่งมูลค่าตามราคาจริง ของหุ้นที่ได้มีการโอน นอกจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นและเปึนตัวชี้ชัดว่าจริง ๆ แล้ว ไม่ได้เปึนการโอนกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด เพียงแต่มีการโอนลอยไปในลักษณะที่เปึนเพียงแค่นามธรรม ทุกครั้งหลังจากนั้น ที่ชินคอร์ปจ่ายปันผลก็จะมีเงินปันผลเข้าบัญชีลูก เพราะตอนนี้ชื่อปรากฏอยู่ในนาม ของลูก แต่ทันทีทันใดที่เงินปันผลเข้าบัญชีลูกตอนเช้า ไม่ต้องรอตอนเย็นหรอกครับ แค่สาย ๆ เงินก็ถูกโอนออกไปเหมือนเกือบจะโดยอัตโนมัติกลับเข้าไปในบัญชีของแม่ แล้วก็มีการอ้างในภายหลังว่าปันผลที่โอนออกมานั้นโอนออกไปเพื่อเปึนส่วนในการ ชําระหนี้ ๔,๕๐๐ ล้านบาท ที่ทําไว้เพื่อรองรับการกระทําเช่นนี้ พูดง่าย ๆ มีการอ้างว่า โอนหุ้นไป แต่สุดท้ายผลประโยชน์ทั้งหมดทั้งปวงของหุ้นเหล่านั้นก็ยังอยู่ที่ตัวพ่อ และตัวแม่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนตัวชี้ให้เห็นว่าการที่อ้างว่าได้มีการโอนหุ้น ทั้งหมดออกไปให้แอมเพิล ริช แล้วก็โอนแอมเพิล ริชออกไปให้ลูกแล้ว มีการโอนหุ้น ออกไปที่ลูกโดยตรง แล้วก็นอกจากนั้นมีการใช้บริษัทที่อ้างว่าไม่เกี่ยวกับตนคือวิน มาร์ค มาซื้อหุ้นเพิ่มอีกต่างหาก ข้อเท็จจริงก็คือตลอดระยะเวลาที่ท่านผู้เคยมีอํานาจเปึน นายกรัฐมนตรี ก็ยังเปึนผู้ถือครองหุ้นชินคอร์ปเหมือนเดิมนั่นเอง เพราะฉะนั้นผมจะ ไม่พูดถึงความผิดตามพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. เพราะ ป.ป.ช. ไม่ได้เปึนส่วนที่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องรับผิดชอบ แต่ความผิดในส่วนของ พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์นั้นมีชัดเจนหลายมาตรา เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนว่าในกรณี วิน มาร์คกรณีเดียวก็ ๖ มาตราแล้ว แล้วผมก็จะพิสูจน์ด้วยตัวอย่างตัวอย่างเดียวว่า ก.ล.ต. ความจริงควรจะทําอะไรบ้างแต่ไม่ได้ทํา และท่านรัฐมนตรีรู้ว่า ก.ล.ต. ไม่ทํา ก็ ไม่ได้ทําอะไรกับ ก.ล.ต. ตอนที่หุ้นเอสซี แอสเสทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีการ รายงานว่าตระกูลของอดีตผู้นําถือหุ้นอยู่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการรายงานว่าอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้ถือโดยวิน มาร์ค และตามที่ผมได้เรียนไปแล้วก็มีการอ้างชัดเจนว่าวิน มาร์ค ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตน แต่สุดท้ายก็มีการร้องเรียนในเรื่องนี้จากหลายฝ์ายครับ รวมทั้ง เพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ก่อนที่ผมเข้ามาในพรรคว่าแท้จริงแล้ววิน มาร์ค ส่อพฤติกรรมชี้ให้เห็นว่าเปึนของตระกูลเดียวกันกับท่านอดีตผู้นํานั่นเอง ก็มีการปฏิเสธ มาโดยตลอด จนกระทั่งทางสํานักงาน ก.ล.ต. ได้ทําหนังสือไปที่กรรมการผู้จัดการของ เอสซี แอสเสท ผมจะไม่เอ่ยนามท่าน เพียงแต่เรียนกับท่านประธานว่า ก็เปึนหนึ่ง ในสมาชิกของตระกูลเดียวกัน ให้ชี้ข้อเท็จจริงว่าสรุปแล้ววิน มาร์คกับกองทุนที่ชื่อว่า โอเวอร์ซี โกรธ ฟันด์ (Oversea Growth Fund) ออฟชอร์ ไดนามิค ฟันด์ (Offshore Dynamic Fund) ที่ได้รับการโอนหุ้นจากวิน มาร์คมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับเอสซี แอสเสท หรือกับครอบครัวของอดีตท่านผู้นําหรือไม่ ก็มีจดหมายมาจากกรรมการผู้จัดการท่านนี้ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๙ ชี้ชัดครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่าน กรณีวิน มาร์ค เปึนการเข้ามาถือหุ้นของบริษัทเอสซี แอสเสท โดยการซื้อหุ้นและมีการชําระเงินถูกต้อง ครบจํานวน ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับครอบครัวของอดีตท่านผู้นํา นอกจากนั้นในส่วนของ ๒ กองทุนนั้นก็ยืนยันอีกครับว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับครอบครัวของอดีตผู้มีอํานาจ ที่เปึนผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเอสซี แอสเสท รายงานชัดเจนนะครับว่าไม่เกี่ยวข้อง ผมไม่เชื่อครับ ผมก็เลยทําจดหมายแทงไปที่ ก.ล.ต. อีกครั้งหนึ่งในเดือนกันยายน ของป้เดียวกัน แจ้งเอกสารหลักฐานให้ ก.ล.ต. ได้รับทราบว่าจากที่ ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลทั้งหมดทั้งปวง และหลังจากที่ผมออกจดหมายนี้ ก.ล.ต. ก็เปึนผู้รายงานในงานเสวนาเองว่า ก.ล.ต. ทราบแล้วว่าวิน มาร์คนั่นเปึนของใคร คําถามก็คือทําไม ก.ล.ต. ถึงไม่กลับไปปฏิบัติ ตามหน้าที่ตามกฎหมายในเรื่องของการแจ้งข้อมูลเท็จต่อตลาดหลักทรัพย์ต่อ ก.ล.ต. โดยกรรมการผู้จัดการของบริษัทเอสซี แอสเสท นี่ละครับคือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ในส่วนของสํานักงาน ก.ล.ต. ในสายตาของผม ในสายตาของหลาย ๆ คนที่เกี่ยวข้อง ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ แล้วใครล่ะครับจะต้องเปึนผู้รับผิดชอบถ้าไม่ใช่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมจะขอเรียนเพิ่มเติมนะครับว่ามันไม่ใช่เรื่องของ การแจ้งข้อมูลเท็จอย่างเดียว ถ้าแจ้งข้อมูลเท็จบางท่านอาจจะมองว่าก็ไม่เห็นมี ใครเสียหาย จริง ๆ แล้ว ก.ล.ต. คงเปึนองค์กรแรกที่จะยืนยันว่าแจ้งข้อมูลเท็จเสียหาย อย่างไร แต่ผมจะขอเรียนเพิ่มเติมและเปึนเอกสารชิ้นสุดท้ายถ้าท่านสมาชิกจะกรุณา