กรณ เรียกร้องรัฐมนตรีคลัง-พาณิชย์ เร่งประชุมชี้แจงความล้มเหลวการบริหารงาน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑

นายกรณ์ จาติกวณิชอภิปรายเรื่องปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลังและพาณิชย์เร่งกลับมาประชุมเพื่อชี้แจงความล้มเหลวในการบริหารงาน

นายกรณ์ จาติกวณิช กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจากท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้เปึน ๑ ในคณะของทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมาอภิปรายเรื่องที่ใกล้ตัวพี่น้องประชาชนมากที่สุด ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหา เศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง และในการทําหน้าที่นั้นผมและคณะมีความจําเปึนที่จะต้อง ใช้สิทธิที่ได้ยื่นญัตติไว้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรี ที่มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดมากที่สุดกับการกําหนดนโยบาย คือท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ซึ่งท่านมิ่งขวัญ ณ เวลานี้ไม่ได้อยู่ในห้องนี้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ความกังวลของผมในฐานะรัฐมนตรีเงาว่าการกระทรวงการคลัง ก็คือความกังวลในแง่ของ แนวการบริหารของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ผมก็จะมีการพาดพิงไปถึง การทํางานของท่านรัฐมนตรีมิ่งขวัญบ้าง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ท่านมิ่งขวัญควรที่จะรีบ กลับเข้ามาในห้องประชุมนี้ เพราะว่าผมมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่รอคิวที่จะอภิปราย ในความล้มเหลวของการบริหารจัดการในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ส่งผลความเดือดร้อน ในแง่ของค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป ในฐานะรัฐมนตรีเงาผมได้ติดตาม การทํางานของท่านรัฐมนตรีว่าการสุรพงษ์มาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรก ผมมีความกังวลอยู่ ๒ ประเด็นในส่วนของนายแพทย์สุรพงษ์ ประเด็นที่ ๑ ผมมีความกังวลตั้งแต่แรกในส่วน ของประสบการณ์ที่ท่านมีในแวดวงเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมมีความกังวลในส่วน ของหมวกทั้ง ๓ ใบที่ท่านต้องใส่ในเวลาเดียวกัน ใบแรกก็คือในฐานะเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ใบที่ ๒ ในฐานะเปึนเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และใบที่ ๓ ในฐานะของผู้สนิทของอดีตผู้มีอํานาจ แต่จริง ๆ แล้วท่านประธาน ทั้ง ๒ ประเด็นปัญหา ทางด้านประสบการณ์ และหมวกทั้ง ๓ ใบที่ท่านใส่อยู่นั้นไม่ได้มีความจําเปึนที่จะต้อง เปึนอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของท่านรัฐมนตรี ตราบใดที่ท่านมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ เกี่ยวกับเนื้องานของท่านในฐานะเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตราบใดที่ท่านมี ความจริงใจในการที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติ ให้กับพี่น้องประชาชน และที่สําคัญตราบใดที่ท่านไม่มีเจตนาตั้งใจที่จะเข้ามาปกปัอง ผลประโยชน์ และเอื้อให้กับพวกพ้องของท่าน แต่เมื่อสักครู่ท่านจุติ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านจุติ ไกรฤกษ์ ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าพวกเราไม่สามารถที่จะให้ความไว้วางใจ กับท่านได้ในทั้ง ๓ กรณี ตลอดช่วง ๔ เดือนที่ผ่านมาท่านไม่ได้แสดงว่าท่านได้เรียนรู้ ถึงสาเหตุของปัญหาเศรษฐกิจที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศต้องรับรู้ ท่านไม่ได้ แสดงความจริงใจว่านโยบายที่ท่านได้ประกาศออกมานั้นเปึนนโยบายที่จะนํามาสู่ การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และตลอดเวลา ๔ เดือนที่ผ่านมา ท่านก็มีพฤติกรรมที่เอื้อและปกปัองประโยชน์ของพรรคพวก เมื่อสักครู่นะครับ ผมต้องขออนุญาต ท่านได้กล่าวถึงกรณีที่ท่านจุติได้อภิปรายไว้ว่า หนึ่งในสิ่งแรกที่ท่านพูดหลังจากที่ได้รับตําแหน่งเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็คือ การแสดงความสนับสนุน ๑๑๑ อดีตกรรมการบริหารของพรรคไทยรักไทยให้เข้ามา รับตําแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่ท่านดูแล เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าท่านเพียงแต่ ให้คําตอบในเชิงหลักการ ซึ่งตามหลักการแล้วบุคคลเหล่านี้ถูกต้องตามกฎหมายมีสิทธิ ที่จะเข้ามารับตําแหน่งรัฐวิสาหกิจได้ ผมจะขอเรียนว่าผมอาจจะมีความคิดเห็น ในเชิงแตกต่างกับท่านในประเด็นนั้น แต่ผมมองว่าแม้แต่ในประเด็นหลักการท่านก็คิดผิด และนี่ก็คือหนึ่งในปัญหาของท่านในส่วนของการบริหารรัฐวิสาหกิจในเชิงธรรมาภิบาล ที่ท่านคิดผิดเพราะว่าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เปึนผู้ถือหุ้นใหญ่ ในรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ท่านมีหน้าที่ที่จะต้องให้นักการเมืองไม่ว่าจะเปึน ๑๑๑ คน หรือนักการเมืองที่อยู่ในสภาแห่งนี้ไม่ว่าจะจากพรรคใดก็แล้วแต่มีบทบาทในรัฐวิสาหกิจ ให้น้อยที่สุด เพราะฉะนั้นหลักการของท่านที่ท่านเพิ่งได้ชี้แจงกับสภาเมื่อสักครู่นี้ก็เปึน หลักการที่ผิดพลาดอยู่แล้ว วกกลับมาเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจครับท่านประธาน เรื่องปัญหาเศรษฐกิจนั้น ผมขอเรียนท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าเปึนเรื่องที่ ประชาชนเขาคิดออกครับ แล้วก็นักลงทุนต่างประเทศที่ท่านอ้างถึงเมื่อสักครู่เขาคิดออก แน่นอนว่า สาเหตุหลักของปัญหาเศรษฐกิจที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้มันเปึนเพราะอะไร เขารู้ว่าไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาสภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ แต่ที่ประชาชนคนไทยและนักลงทุนที่ท่านอ้างถึงมีความสับสน ก็เปึนเพราะข้อเท็จจริง กับปัญหาไม่มีความสอดคล้องกัน ค่าน้ํามัน ค่าไฟ ค่าพลังงานที่แพงขึ้น อันนี้เปึนปัญหา ที่แท้จริง แต่ประชาชนสับสนครับว่าทําไมบริษัทที่ผูกขาดทางด้านพลังงานที่เปึน รัฐวิสาหกิจกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่กลับมีกําไรเพิ่มขึ้นนับแสนล้านบาท ประชาชน เข้าใจดีครับว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการที่จะพัฒนาพืชพลังงาน พลังงานทดแทน แต่ก็สับสนว่าทําไมนโยบายของรัฐบาลไม่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อมา ลดภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ ของพี่น้องประชาชนในการนําเข้าน้ํามันเชื้อเพลิง ทางรัฐบาลเองได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าหนึ่งในภาระที่สําคัญที่สุดของรัฐบาลก็คือ การกระตุ้นให้มีการลงทุน แต่ใน ๒ วันข้างหน้าในการอภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณ เราก็คงจะได้คําตอบจากท่านว่า ในเมื่อการลงทุนเปึนภาระสําคัญทางด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาล ทําไมงบการลงทุนที่รัฐบาลได้นําเสนอต่อรัฐสภากลับมีเม็ดเงินและเปอร์เซ็นต์ สัดส่วนของงบประมาณโดยรวมที่ลดลงและแสดงทิศทางว่าต่ําลงเรื่อย ๆ ประชาชน สับสนครับว่าทําไมราคาข้าวในตลาดโลกถึงสูงที่สุดเปึนประวัติการณ์ แต่ชาวนากลับมี ปัญหาเรื่องราคาข้าวเปลือก และแน่นอนที่ประชาชนเดือดร้อนก็คือแนวโน้มของการเอื้อ ต่อพรรคพวกอย่างต่อเนื่องของท่านรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ท่านรัฐมนตรีครับ ผมจะขอเรียนว่า ตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้นเปึนตําแหน่งอันทรงเกียรติ เปึนตําแหน่งที่ผู้คนเคารพนับถือมากที่สุดตําแหน่งหนึ่งในประเทศ สาเหตุที่เปึนเช่นนั้น เพราะขุนคลังในอดีตได้สะสมบารมี สะสมผลงาน ทําให้ตําแหน่งนี้เปึนตําแหน่ง ที่น่าเคารพนับถือ แต่ผมและพวกในวันนี้มีความจําเปึนต้องเรียนท่านประธานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ทําลายสิ่งเหล่านี้หมด และการที่ท่านได้ทําลาย มนต์ขลังของการเปึนขุนคลังก็จะทําให้ท่านเองนั้นมีปัญหาต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนต่อไป เมื่อสักครู่ท่านจุติได้อ้างถึงการที่ ท่านรัฐมนตรีเมื่อเข้ามาดํารงตําแหน่งใหม่ ๆ ได้ประกาศว่าท่านจะขอคําปรึกษา ทางเศรษฐกิจจากอดีตผู้นํา อันนี้ผมไม่แปลกใจว่าแนวความคิดในเชิงนโยบายของท่าน ของรัฐบาลท่านในเชิง เศรษฐกิจยังติดอยู่กับอีหรอบเดิมในส่วนของนโยบายที่ท่านได้นําใช้ในช่วงของการบริหาร จัดการของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ป้ ๒๕๔๕ ถึงประมาณป้ ๒๕๔๘ และในช่วงนั้นก็ได้มี การประชาสัมพันธ์การโฆษณาในแง่ของผลต่อนโยบายต่าง ๆ ทําให้วันนี้ท่านในฐานะ ผู้ที่รับผิดชอบเศรษฐกิจ รับผิดชอบต่อนโยบายกลับสับสนคิดว่าความสําเร็จนั้นเปึนจริง แต่ผมขอถามเถอะครับ ขอถามท่านรัฐมนตรี ขอถามท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ในห้องประชุมและพี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายอยู่ว่าดูในส่วนของสาธารณูปโภค ของประเทศไม่ว่าจะเปึนรถไฟ ไม่ว่าจะเปึนสนามบิน ไม่ว่าจะเปึนพื้นถนนว่าท่านมี ความภาคภูมิใจกับระดับคุณภาพสาธารณูปโภคของไทยเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ มีการพัฒนามากน้อยแค่ไหนในช่วง ๕-๖ ป้ที่ผ่านมา ภาคเกษตรตอนนี้เปึนช่วงที่เราควรจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่แต่กลับมีปัญหาทุกขั้นตอน ระบบน้ําไม่เคยมีการพัฒนา และสุดท้ายก็ต้องวกกลับเข้ามาสู่การใช้นโยบายเดิม ๆ อย่างเช่นการที่จะต้องเข้ามาประกันราคาข้าว เรื่องของภาคบริการ สภาพแวดล้อม มีผลกระทบต่อความน่าสนใจของไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยว และภาคบริการในแง่ของ รายได้ของประเทศก็มีสัดส่วนที่ลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวม สวนทางกับ ประเทศอย่างเราที่ควรจะได้ประโยชน์จากภาคบริการมากกว่านี้ ส่วนในแง่ของ ความเข้มแข็งของครัวเรือน ก็เปึนที่วิพากษ์วิจารณ์และอภิปรายกันหลายครั้งหลายรอบ ในอดีตในสภาแห่งนี้ในแง่ของปริมาณหนี้ต่อครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นกว่า ๒ เท่าในช่วงของ การบริหารจัดการของรัฐบาลชุดก่อนหน้าโน้น ตลาดหุ้นที่ท่านได้พูดถึงเมื่อสักครู่ ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยก็อยู่ในลําดับที่ต่ําที่สุดตลาดหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย เพราะฉะนั้นในช่วงที่ผ่านมานโยบายที่ได้นํามาใช้ในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้น สรุปได้สั้น ๆ ว่าไม่ประสบความสําเร็จล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังเปึนนโยบายที่ ท่านนํามาใช้อยู่ในการบริหารเศรษฐกิจทุกวันนี้ ผมอยากจะเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีว่าโจทย์ทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เมื่อสมัยที่ท่านกําลัง หาเสียงอยู่ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเมื่อปลายป้ที่แล้ว ปัญหาคือเรื่องของความเชื่อมั่น ต่างประเทศไม่เชื่อมั่นเพราะเราบริหารจัดการนอกระบอบประชาธิปไตย นักลงทุนในประเทศ ผู้บริโภคไม่กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยทําให้เกิดปัญหาอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ชะงักงัน ดังนั้นท่านจึงได้นําเสนอนโยบายที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่น นโยบายที่จะกระตุ้น เศรษฐกิจ แต่ตามที่ผมได้เรียนตั้งแต่ท่านเข้ามารับตําแหน่งโจทย์เศรษฐกิจได้เปลี่ยนไป เนื่องจาก ๓ วิกฤติสําคัญของโลก ซึ่งท่านคงทราบดีนะครับ ทั้ง ๓ วิกฤตินั้นก็มีผลต่อ ประเทศไทยและมีผลต่อทุก ๆ ประเทศทั่วโลก วิกฤติแรกก็คือวิกฤติตลาดเงินของ สหรัฐอเมริกา วิกฤติที่ ๒ ก็คือวิกฤติพลังงาน และวิกฤติที่ ๓ ก็คือวิกฤติอาหาร แต่ตามที่ ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เรียนไว้เมื่อวานนี้ วิกฤติอาหารเปึนนิยามที่ ประเทศนําเข้าอาหารเปึนผู้กําหนด แต่ในส่วนของประเทศไทยนั้นเราสามารถที่จะเรียก ได้ว่าเปึนโอกาส เพราะฉะนั้นแต่ละประเทศก็ต้องกําหนดนโยบายแล้วแต่ความเหมาะสม ของประเทศนั้น แล้วแต่ความได้เปรียบหรือเสียเปรียบของแต่ละประเทศที่อาจจะมี ก็ต้องมาประเมินครับว่าในส่วนของประเทศไทยนั้นเราได้เปรียบในจุดไหนบ้าง แต่ท่านรัฐมนตรีต้องมีความเข้าใจในความได้เปรียบและเสียเปรียบเพื่อที่จะกําหนด นโยบายที่เหมาะสมกับประเทศเราได้ อันดับแรก ผมต้องขออนุญาตชมเชยการทํางาน ของธนาคารแห่งประเทศไทยในส่วนของนโยบายการกําหนดอัตราเงินเฟัอเปึนเปัาหมาย ในเชิงนโยบายหรือศัพท์ภาษาเทคนิคที่เขาเรียกว่า อินเฟลชัน ทาร์เกตติ้ง (Inflation targeting) ตัวนี้เปึนตัวสําคัญที่ทําให้ปัญหาเงินเฟัอของประเทศนั้นเมื่อเทียบกับประเทศหลาย ๆ ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย เรามีปัญหาเงินเฟัอที่อยู่ในอัตราน่ากลัวน้อยกว่าเขา เดือนพฤษภาคม ๗ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เทียบกับ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของเวียดนาม เทียบกับเกือบ ๑๐ ปอร์เซ็นต์ ที่ประเทศจีน และการที่ทางธนาคารกลางได้ปรับเปลี่ยนนโยบายให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นนั้น ก็เปึน ๑ ในสาเหตุหลักในการควบคุมสภาวะเงินเฟัอ ทําให้เราสามารถที่จะซื้อน้ํามัน เชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในราคาที่ต่ําลงได้ นอกจากนั้นท่านผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้อภิปรายไปแล้วเมื่อวานนี้ว่าการยกเลิกนโยบายอุดหนุน ราคาน้ํามันที่รัฐบาลที่ท่านเคยเปึนรัฐมนตรีได้เคยนํามาใช้ก็เปึนตัวที่ช่วยลดภาระ งบประมาณของเรา โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศเพื่อนบ้านที่ยังดันทุรัง ใช้นโยบายนี้อยู่ นอกจากนั้นข้อได้เปรียบของเราตามที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ก็คือ สถานะของประเทศไทยในการที่จะเปึนผู้ส่งออกอาหาร และสถานะของประเทศไทย ที่มีศักยภาพที่จะผลิตเชื้อเพลิงทดแทนได้ นอกจากการไม่เข้าใจความได้เปรียบ ของประเทศไทย นอกจากการที่ท่านรัฐมนตรีไม่ได้ออกนโยบายเพื่อฉวยโอกาสในส่วนของ ความได้เปรียบของประเทศไทยแล้ว ท่านรัฐมนตรียังแสดงความเข้าใจน้อยเกินไป ในส่วนของความเสียเปรียบของประเทศด้วย อันดับแรกก็คือ เรื่องของอุตสาหกรรม พลังงานของเรา อุตสาหกรรมพลังงานของไทยเปึนอุตสาหกรรมที่ยังขาดประสิทธิภาพ ระดับการแข่งขันต่ํา สร้างปัญหาในแง่ของคุณภาพ บริการและราคาสินค้าให้กับ พี่น้องประชาชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้พลังงาน นอกจากนั้นภาคเกษตรของเรา ด้อยพัฒนา ชาวนายังไม่สามารถรวมตัวกันเปึนสหกรณ์ ชาวนาขาดความสามารถ ในการเข้าถึงแหล่งทุน และตามที่ผมได้เรียนไปแล้วเมื่อสักครู่ ปัญหาน้ํายังเปึน ปัญหาที่หนักหน่วงที่สุดสําหรับเกษตรกรไทย ที่สําคัญที่สุดและปฏิเสธไม่ได้ในแง่ของ ข้อเสียเปรียบของไทยเมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศเพื่อนบ้านคือเรื่องของการบริหาร จัดการโดยรัฐบาลที่มีความบกพร่อง ไร้วิสัยทัศน์และขาดความจริงใจอย่างต่อเนื่อง ท่านประธานครับ ถึงจุดนี้ผมมีความจําเปึนต้องเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าที่พวกผมไม่สามารถ ที่จะให้ความไว้วางใจท่านรัฐมนตรีเปึนผู้นําในการบริหารเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาปากท้อง ของพี่น้องประชาชนได้ต่อไปเพราะท่านยังไม่ได้แสดงความเข้าใจต่อแนววิธีในการ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจาก ๓ วิกฤติที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ วิธีที่ท่านจะต้องนํามาเพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจของไทยคือวิธีที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าแก้ปัญหาโดยการแก้ทางอุปทาน หรือที่ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า ซัพพลาย ไซซ์ (Supply size) นั่นคือการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิต การเพิ่มปริมาณสินค้า ปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น สุดท้ายราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นก็จะปรับลดลงมา ถ้าท่านไม่ปรับปรุงทางด้านนี้มีทางเลือก ทางเดียวคือรอให้ความต้องการของประชาชนลดลงเนื่องจากการตกงาน สุดท้าย ประชาชนก็จะอดตาย แต่แทนที่ท่านจะทางด้านอุปทานมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ท่านกลับใช้นโยบายแบบเดิม ๆ ตามที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ที่ท่านเคยใช้ในอดีต ท่านก็มาใช้วิธีการควบคุมราคา ท่านมัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วแต่ม็อบไหน จะมาร้องเรียนกับกระทรวงต่าง ๆ ของท่าน ทั้งหมดทั้งปวงทําให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของไทยไม่ไปในทิศทางที่เราต้องการ และท่านไม่ควรคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจาก ราคาน้ํามันที่สูงขึ้นนั้นเปึนอะไรที่ท่านแก้ไขไม่ได้ เปึนอะไรที่ท่านทําไม่ได้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อวันจันทร์ในการอภิปรายของวุฒิสภาได้พูดไว้ ได้ท้าเอาไว้ว่า รัฐบาลไหนใครเข้ามาจะสามารถทําให้ราคาน้ํามันลดลงเหลือ ๒๐ เหรียญต่อบาร์เรลได้ ผมจะขอเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ผมจะขอเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า ไม่มีใครหรอกครับที่เสนอว่าถ้าได้เปึนรัฐบาลจะทําให้ราคาน้ํามันลดลงมาเปึน ๒๐ เหรียญต่อบาร์เรลได้ แต่ที่ประชาชนต้องการจะได้ยินจากทางรัฐบาลก็คือ ในขณะที่ ราคาน้ํามันสูงถึง ๑๓๐ เหรียญต่อบาร์เรลนั้น รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาให้กับเขาอย่างไร และแน่นอนที่สุดการเสนอนโยบายเศษสตางค์ของท่านนายกรัฐมนตรีไม่สามารถที่จะ แก้ไขปัญหาให้เขาได้ แล้วก็ได้พิสูจน์มาแล้วในช่วง ๔ เดือนที่ผ่านมา ผมขอเรียนว่า โจทย์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ปัญหาเงินเฟัอที่เราต้องประสบเปึนปัญหาที่หนักหน่วงยิ่งกว่า ปัญหาเรื่องของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงป้ที่แล้ว เพราะเงินเฟัอเสมือนกับ เปึนภาษีที่ทุกคนต้องจ่าย แต่ประเด็นก็คือทุกคนต้องจ่ายในอัตราเดียวกัน ณ เวลานี้ ภาษีเงินเฟัอของเราคือ ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าคนจนรายได้ต่ําต้องเสียสัดส่วน ของรายได้ของตนเองกับภาษีเงินเฟัอมากกว่าคนรวย เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรี ต้องเข้าใจว่า ณ วันนี้ในช่วงสภาวะเงินเฟัอสูง กลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนมากที่สุดก็คือ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ํา นโยบายของท่านต้องออกมาเพื่อลดภาระของประชาชนที่ยากจน ก่อนอื่น นี่คือปัญหาเฉพาะหน้าที่ท่านมีความจําเปึนที่จะต้องแก้ไข นั่นคือสาเหตุที่ คณะของผมโดยเฉพาะตัวผมเองที่ได้มีโอกาสเข้าไปพบท่านที่ทําเนียบนําเสนอวิธีการ แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากภาวะค่าครองชีพสูงขึ้น นําเสนอให้ท่าน ออกงบสมทบเพื่อบรรเทาปัญหาให้กับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุเดือดร้อนที่สุดครับ รายได้ไม่มี เพราะฉะนั้นการที่เราได้เข้าไปเสนองบสมทบให้ท่านสามารถที่จะจําหน่ายเบี้ยยังชีพ ให้กับผู้สูงอายุได้ครบทุก ๆ ท่านตามสิทธิที่ควรจะได้รับนั้นกลับถูกท่านปฏิเสธ พร้อมกัน เรามองเห็นว่าอีกกลุ่มหนึ่งที่จะประสบปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายก็คือผู้ปกครอง เราจึง นําเสนองบสมทบเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถที่จะมีความมั่นใจได้ว่าลูกหลานเขาจะได้ เรียนฟรีจริง แต่เช่นเดียวกันได้รับการปฏิเสธจากท่านรัฐมนตรี ก็ยังดีครับ ในส่วนของคณะรัฐมนตรีเงาเราก็ได้นําเสนอแนวคิดในเรื่องของการออกคูปองแก้จนให้กับ ท่านรัฐมนตรีมาแล้วเกือบ ๓ เดือน สุดท้ายท่านสนองตอบ แต่ก็อีกแหละครับ เช่นเดียวกัน กับทุกนโยบายที่ท่านนําเสนอยังขาดความครบถ้วน ขาดความรอบคอบ และสุดท้าย ก็จะเหลือเพียงแค่โครงที่มีความเพียงพอในการสร้างคะแนนเสียงให้ท่านในช่วงระยะสั้น ท่านได้เริ่มพูดก็ผิดหลักแล้วครับ ท่านได้พูดถึงการเสนอเงินสดแทนคูปองในบางกรณี ท่านได้พูดถึงการมอบหน้าที่การชี้ว่าใครจนให้กับผู้นําชุมชน และท่านได้พูดในส่วนของ กรอบเวลาของนโยบายนี้กําหนดไว้ที่ ๖ เดือนถึง ๑๒ เดือน ผมก็ได้ตั้งคําถามผ่านสื่อ ไปแล้ว ว่าท่านคิดหรือว่าหลังจาก ๖ เดือนผ่านไป กลุ่มคนจนที่เปึนกลุ่มเปัาหมายของ ท่านเขาจะหายจน นี่เปึนนโยบายฉาบฉวย เปึนนโยบายที่พิสูจน์ถึงความไม่จริงใจของ ท่านรัฐมนตรีในการที่จะแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน ผมก็จะเสนอคําตอบให้กับท่านเลยว่าท่านต้องกําหนดกรอบที่ชัดเจนว่าคนจน ที่ท่านพูดถึงนั้นคือใคร อยู่ที่ไหน ท่านต้องสํารวจในเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ให้หัวคะแนน ของท่านเปึนคนไปชี้ว่าใครควรที่จะได้รับสิทธิ และนโยบายนี้ต้องมีความยั่งยืน ท่านต้องมี นโยบายคู่ขนานว่าท่านจะทําอย่างไร ๖ เดือน ๑๒ เดือนผ่านไปที่จะยกระดับโอกาส ความสามารถของคนจนกลุ่มนี้เพื่อในอนาคตเขาไม่จําเปึนที่จะต้องแบมือรอรับคูปอง รอรับอานิสงส์จากรัฐบาลต่อไป และนี่ก็เปึน ๑ ในแนวคิดในเชิงการแก้ปัญหาในทาง อุปทานซึ่งท่านไม่ได้คิด แทนที่จะนําเสนองบสมทบช่วยคนจน ท่านได้กลับนําเสนอ นโยบายเพิ่มค่าลดหย่อนภาษี ซึ่งนอกจากจะไม่มีผลในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างที่ท่านได้พูดเอาไว้ แม้แต่เพื่อนของผมหลาย ๆ คนที่พอมีสตางค์ยังพูดกับผมเลยว่า ทําไมรัฐบาลใจดีกับคนมีสตางค์จัง เพราะฉะนั้นผมถึงได้เรียนท่านว่า เมื่อโจทย์เศรษฐกิจเปลี่ยน ปัญหาเงินเฟัอมี กลุ่มคนที่ท่านควรได้ช่วยเหลือก่อนอื่นใดคือผู้ยากไร้ แต่ท่านกลับปฏิเสธ ทุกโอกาสที่เราได้นําเสนอต่อท่าน นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หน้าที่ของท่านคือ เสนอนโยบายที่จะแก้จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย และ ๑ ในข้อเสียเปรียบที่ผมได้เรียนไป เมื่อสักครู่ของประเทศไทย โครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมพลังงาน และเมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมพลังงานก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า เราจําเปึนต้องพูดถึง ปตท. สาเหตุที่เราต้องพูดถึง ปตท. และความเกี่ยวโยงที่ ปตท. มีกับท่านก็คือ ปตท. ถึงแม้เปึน บริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีสถานะเปึนรัฐวิสาหกิจที่ กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ถึง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ และความจริงมีสิทธิที่จะซื้อหุ้นกลับคืน มาจากกองทุนวายุภักษ์อีกเกือบ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในอนาคต เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรี ปฏิเสธความรับผิดชอบที่มีไม่ได้ เมื่อสักครู่ท่านจุติอภิปรายเรื่องการบินไทย ท่านพยายาม ที่จะผลักความรับผิดชอบไปที่กระทรวงคมนาคม แต่ท่านปฏิเสธไม่ได้ว่ากระทรวงการคลัง มีตัวแทนนั่งอยู่ในคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจทุกรัฐวิสาหกิจที่ท่านถือหุ้นอยู่ เอาเข้าไป นั่งกินเบี้ยประชุมเฉย ๆ หรือครับ ท่านมีหน้าที่และท่านต้องนําไปสู่การปฏิบัติ ผมจะขออนุญาตเรียนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ปตท. สักเล็กน้อย เพราะว่าเมื่อวันจันทร์ ที่ท่าน ส.ว. ได้อภิปราย ก็มิวายได้มีโอกาสได้อภิปรายเรื่องของ ปตท. เช่นเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือในป้ที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้นํา ปตท. เข้าไปจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านกระบวนการการแปรรูปครั้งนั้น ทางรัฐบาลได้ขายหุ้นทั้งหมดไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลได้รับเงินจากการขายหุ้นครั้งนั้นจํานวนรวมประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายไปแล้วเมื่อวานนี้ว่า ปตท. ณ ปัจจุบันกําไรอย่างน้อยที่สุดป้นี้ ๑ แสนล้านบาท แน่นอน ปตท. มีนโยบาย จ่ายปันผล ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของกําไร เพราะฉะนั้นหมายความว่าเงินปันผลเพียงแค่ป้เดียว ของการดําเนินการของ ปตท. เท่ากับเงินทั้งหมดที่รัฐบาลได้รับจากการขายหุ้นในครั้งนั้น แต่ผมก็ไม่ได้โทษรัฐบาลนะครับ เพราะเรียนตามตรงส่วนหนึ่งอาจจะจริงครับ หลังจาก จดทะเบียนเข้าเปึนบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ อาจจะดีขึ้น แถมซ้ําแล้วใครจะไปทราบครับ ณ ป้นั้นที่ท่านเอาหุ้น ปตท. มาขายในตลาดว่า โอกาสในการทํากําไรของ ปตท. จะดีเช่นวันนี้ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้มากล่าวหาท่าน อย่างไม่มีความรู้ แต่ผมอยากจะเรียนว่าในฐานะที่ท่านและกระทรวงการคลังถือหุ้น ๕๒ เปอร์เซ็นต์ใน ปตท. ท่านต้องยอมรับความจริงเช่นเดียวกันครับว่าอํานาจผูกขาด ของ ปตท. นั้นเปึนปัญหาต่ออุตสาหกรรมพลังงาน เปึนปัญหาต่อพี่น้องประชาชน ที่ต้องเสียค่าไฟ ค่าน้ํามัน ค่าแก๊สในราคาที่สูงเกินความจําเปึนจริง อันดับแรกผมเคยพูดเรื่องนี้ในเวทีอื่นมาก่อน ในเมื่อ ปตท. กําไรขึ้นเรื่อย ๆ และกําไร สูงกว่าที่เคยคาดไว้ ทําไมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงยังยอมให้ ปตท. เพียงจ่ายปันผลออกมาแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของกําไร ปตท. กําไร ๑ แสนล้านบาท จ่ายปันผล ๓๐ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงการคลังถืออยู่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงการคลังได้เพียง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ ทําไมอีก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทิ้งไว้ให้ ปตท. ทําอะไร แค่นี้ก็ผูกขาดจะแย่อยู่แล้ว ทําไมท่านรัฐมนตรีถึงไม่พิจารณาที่จะยกระดับ ปันผลเพื่อรัฐบาลจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้นนํามาใช้ประโยชน์ในโครงการต่าง ๆ อย่างเช่น ที่ท่านเคยปฏิเสธพวกผมมา นอกจากนั้นผมจะขอเรียนข้อเท็จจริงก็คือ ปตท. มีอํานาจ ผูกขาดตั้งแต่ต้นจนปลาย และประเด็นปัญหาก็คือ ปตท. ใช้อํานาจเหนือตลาดนี้ ในการค้ากําไรเกินควร อันดับแรก ปตท. มี ปตท.สผ. ซื้อแก๊สมีสิทธิแต่ผู้เดียว แถมยังซื้อ จากบริษัทลูกตัวเองอีกต่างหาก และทุกแหล่งแก๊สที่ซื้อจาก สผ. ก็ซื้อในราคาที่สูงกว่า ซื้อจากแหล่งอื่น ตรงนี้ไม่ถูกต้อง และอยู่ในวิสัยของท่านรัฐมนตรีที่จะแก้ไขได้ ลงมาที่ โรงแยกก๊าซก็ผูกขาด ราคาขายที่ขายให้กับการไฟฟัาฝ์ายผลิต ขายให้กับบริษัทผลิตไฟฟัา เอกชนก็เปึนราคาที่สูงกว่าที่ ปตท. ขายให้กับบริษัทป่โตรเคมในเครือตัวเอง พูดถึง ป่โตรเคมแต่ก่อนมีคู่แข่ง ปตท. เดี๋ยวนี้หายเกือบหมดแล้ว ค่อย ๆ กว้านซื้อ ไล่ซื้อ ทีละบริษัท ๆ จน ณ วันนี้เหลือเพียงแค่เครือปูนซีเมนต์ไทยที่ยังบังอาจแข่งขันกับ ปตท. อยู่ การผูกขาดทั้งหมดนี้สุดท้ายเปึนปัญหาเปึนภาระของพี่น้องประชาชน โรงกลั่น ปตท. ก็เข้าไปถือหุ้นด้วยเกือบทุกโรงกลั่นแล้ว สถานีบริการคือปัูมน้ํามันก็ไล่ซื้อเขา เพราะกดราคาในส่วนของตรงนั้น เนื่องจากมีกําไรในส่วนของโรงกลั่นเอาเปรียบคู่แข่ง ทําให้ทางเลือกของประชาชนนับวันยิ่งน้อยลง เรื่องของนโยบายแอลเอ็นจี (LNG) ของ ปตท. ไม่ใช่ว่าผมไม่สนับสนุนการใช้แก๊ส แต่ท่านรัฐมนตรีต้องเข้าใจว่านโยบายแอลเอ็นจี ของ ปตท. ก็จะนํามาซึ่งความผูกขาดการขายแก๊สต่อไปในอนาคตอีก จะเปึนการเพิ่ม อํานาจเหนือตลาดให้กับ ปตท. เพราะฉะนั้นเมื่อมีอํานาจผูกขาด ปตท. ก็ไม่จําเปึนต้อง แสดงความรับผิดชอบ โดยเฉพาะไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า ไม่ว่าจะเปึน อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มาลงทุนต้องอาศัยการใช้พลังงานและไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ ต่อพี่น้องประชาชนผู้ใช้ไฟ ผู้ใช้ก๊าซ ผมยกตัวอย่างได้ครับ ไม่ได้มาพูดลอย ๆ ปตท. มีหน้าที่ในการวางท่อก๊าซ การก่อสร้างท่อแก๊สที่ ๓ เกิดการล่าช้าส่งผลให้ความสามารถ ในการส่งแก๊สของ ปตท. ให้กับบริษัทผลิตไฟฟัาต่าง ๆ ต้องล่าช้าไปกว่า ๒ ป้ ในช่วง ๒ ป้นั้นบริษัทเหล่านี้ทําอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร บริษัทเหล่านี้ต้องหันจากการใช้ก๊าซ ไปใช้น้ํามันเตาเปึนพลังงานมาทดแทน ผมจะขอเรียนท่านรัฐมนตรีว่าต่อหน่วยไฟฟัา ที่ผลิตถ้าใช้แก๊สต้นทุนอยู่ที่ ๑.๓๖ บาท แต่ในเมื่อผลจากการที่ ปตท. ล่าช้าในการ ดําเนินการการสร้างท่อแก๊สตามความรับผิดชอบที่ตนเองได้รับ ทําให้บริษัทผลิตไฟฟัา ต้องหันไปใช้น้ํามันโดยเฉพาะน้ํามันเตาแทน ความจริงหันไปใช้ดีเซลด้วยบางส่วน ซึ่งราคาสูงกว่าน้ํามันเตาอีกเกือบ ๒ เท่า แต่ด้วยความที่ส่วนใหญ่หันไปใช้น้ํามันเตา ผมก็จะขอเพียงแค่คํานวณส่วนต่างจากระดับราคาน้ํามันเตาที่ต่ํากว่าคือ ๒.๒๒ บาท ต่อหน่วย น้ํามันเตา ๒.๒๒ บาท แก๊ส ๑.๓๖ บาท ส่วนต่างคือ ๘๖ สตางค์ และความจําเปึน ที่บริษัทผลิตไฟฟัาต้องใช้น้ํามันเตาเพิ่มขึ้นนั้น สุดท้ายค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นก็ส่งต่อ ผ่านเอฟที (Ft) ให้กับผู้ใช้ไฟก็คือพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ในช่วง ๒ ป้ที่ ปตท. ดําเนินการล่าช้าทําให้ค่าไฟต้องเพิ่มขึ้นเปึนเม็ดเงินรวมถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือ ภาระของพี่น้องประชาชนในช่วง ๒๕๔๘-๒๕๕๐ ผมไม่ได้โทษท่านรัฐมนตรีว่าเปึนผู้ที่ ทําให้ค่าไฟแพงขึ้น แต่ผมกําลังโทษท่านรัฐมนตรีว่าท่านไม่ได้เข้ามาปรับปรุงแก้ไข สาเหตุที่ทําให้ ปตท. ที่ดําเนินการผิดพลาดแต่ประชาชนต้องเปึนผู้รับเคราะห์อย่างในกรณี ที่เกิดขึ้นจากการสร้างท่อแก๊ส ไม่ใช่เปึนกรณีการสร้างท่อแก๊สอย่างเดียวครับ ท่อแก๊ส ที่ส่งแก๊สมาจากพม่าเคยรั่วไหลมีปัญหาเดียวกัน สุดท้ายก็ต้องไปพึ่งการผลิตไฟฟัา จากแหล่งที่ใช้น้ํามันเปึนเชื้อเพลิงทําให้ค่าไฟก็แพงขึ้นอีก เพราะฉะนั้นในส่วนของ ปตท. นั้น ท่านรัฐมนตรีมีความรับผิดชอบในการเข้าไปปรับโครงสร้างเพื่อลดอํานาจ ผูกขาดที่ ปตท. มีความจริงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินเข้ามาพอดี ถูกจังหวะครับ เพราะท่านเองก็รับผิดชอบเช่นเดียวกันในส่วนของวิธีการที่จะปรับ โครงสร้าง ปตท. เพื่อไม่ให้ดําเนินการเปึนปัญหาเปึนภาระต่อพี่น้องประชาชน เรามีพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งนะครับ ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ เรียกว่า พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็มีบัญญัติไว้ในเรื่องของการปัองกันการผูกขาดการเอาเปรียบ ลูกค้า เอาเปรียบคู่แข่ง แต่โดยบังเอิญน่าเสียดายครับ มาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ระบุไว้ว่าพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่การกระทําของรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีงบประมาณ ปตท. เลยหลุดไป แต่ท่านมีหน้าที่มีอํานาจอยู่แล้ว ตลอดสมัย การประชุมครั้งที่แล้วไม่มีการนําเสนอกฎหมายที่จะมาช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน เลยแม้แต่ฉบับเดียว ทําไมท่านไม่คิดที่จะเสนอแก้กฎหมายฉบับนี้เพื่อลดอํานาจผูกขาด ของ ปตท. ถามว่าถ้าแก้แล้ว ปตท. มาอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะมีผลอย่างไรบ้าง ผมขออนุญาตใช้เวลาไม่มากในการยกตัวอย่าง มาตรา ๒๕ ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งมีอํานาจเหนือตลาดกําหนดหรือรักษาระดับราคาซื้อหรือขายสินค้าหรือค่าบริการ อย่างไม่เปึนธรรม แค่นี้พี่น้องประชาชนฟังก็ยิ้มแล้วครับ ทําไมท่านไม่ทําครับ นอกจากนั้น มีอีกหลายมาตราครับ มาตรา ๒๖ ห้ามการกระทํารวมธุรกิจอันอาจจะก่อให้เกิด การผูกขาดหรือความไม่เปึนธรรมในการแข่งขัน ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้กับ ปตท. ไม่ว่าจะเปึนเรื่องโรงกลั่น ไม่ว่าจะเปึนเรื่องสถานีบริการ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องอุตสาหกรรม ป่โตรเคมี ปตท. คงกระทําอย่างที่เคยทํามาไม่ได้ เพราะฉะนั้นอํานาจมีในมือของท่าน ไม่ใช่ว่าท่านเพียงแต่ไปโทษราคาน้ํามันตลาดโลกอยู่ตลอดว่าเปึนสาเหตุทั้งหมด ของปัญหาที่พี่น้องประชาชนต้องแบกรับภาระอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็มัวแต่นั่งรอว่าเมื่อไร จะกลับลงมาที่ ๒๐ เหรียญต่อบาร์เรลเสียที มันไม่ลงหรอกครับ สมมุติไว้เลยว่ามัน ๑๓๐ เหรียญ คําถามก็คือท่านจะทําอะไร และที่ผ่านมาท่านไม่ได้ทําอะไรแล้ว นี่คือสาเหตุที่พวกผมไม่สามารถไว้วางใจท่านได้ ในส่วนของเรื่องการเพิ่มอุปทาน ก็ยังเปึนประเด็นอยู่ในเรื่องของการแก้ปัญหาพลังงานของไทย ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบ ที่ผมเรียนไปแต่ต้นนะครับว่าเรามีศักยภาพที่จะปลูกพืชพลังงานได้ ไม่ว่าจะเปึนอ้อย หรือมันสําปะหลังที่สามารถนํามาผลิตเอทานอล (Ethanol) ใช้แทนน้ํามันที่ต้องนําเข้าได้ แต่ข้อได้เปรียบส่วนนี้ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เกริ่นไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ก็ได้รับการปฏิเสธจากกระทรวงการคลังอีกเช่นเคย และท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เรียนท่านนายกรัฐมนตรีไว้ว่านี่ก็เปึนหนึ่ง ในสาเหตุที่เราไม่ได้แกล้งที่จะเลือกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชน อย่างเดียว เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั่งอยู่ตรงนี้ ผมก็จะขอเรียนว่า ท่านมีความจริงใจในการที่จะนําเสนอนโยบายเพื่อที่จะให้โอกาสอุตสาหกรรมเอทานอล ทั้งในแง่ของการผลิต การใช้ การบริโภคให้มีโอกาสขึ้นมาทดแทนการใช้น้ํามันที่ต้อง นําเข้าจากต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็ได้รับการปฏิเสธ ทางกระทรวงการคลังไม่ได้พิจารณา ข้อเสนอของอุตสาหกรรมทางพลังงานด้วยความจริงใจ ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียนถึงมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายนที่เพิ่งผ่านมานะครับ ว่าจากข้อสรุปของ การประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานร่วมกันกับทางอุตสาหกรรม มีข้อสรุปมา ชัดเจนที่อ่านแล้วก็น่าละอายใจ รายงานนี้ได้สรุปให้เห็นว่ามีการประชุมหารือกับบริษัท รถยนต์ ๑๑ บริษัท เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ที่เพิ่งผ่านไป สรุปเลยว่าบริษัทรถยนต์ทุกรายมี ความเห็นว่ารัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนในการกําหนดทิศทางด้านพลังงานของประเทศ ทั้งในส่วนของนโยบาย เอ็นจีวี (NGV) แอลพีจี (LPG) อี (E) ๒๐ อี ๘๕ และไบโอดีเซล (Biodiesel) นอกจากนี้อุตสาหกรรมรถยนต์เขาเสนอแนะมาอีกต่างหาก ผมขออนุญาตอ่าน ท่านประธานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดควรมีการประสานงานและประชุมหารือ ร่วมกันจนได้ข้อยุติก่อนกําหนดเปึนนโยบายไม่ใช่ต่างคนต่างทําในปัจจุบัน นี่เปึนปัญหา ในการบริหารจัดการ และสุดท้ายผลลัพธ์ก็คือข้อเสนอในเชิงภาษีของทางกระทรวงการคลัง ที่ไม่สามารถจะเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนอย่างแท้จริงได้ ที่ท่านรัฐมนตรีรับผิดชอบโดยตรงก็คือโครงสร้างภาษี แทนที่จะใช้ตรรกะเดียวกัน ในการคํานวณภาษี อย่างที่กรมสรรพสามิตใช้กับแก๊สโซฮอล์ ท่านกลับคํานวณออกมา ทําให้ภาษีต่อลิตรสูงถึงเกือบ ๒.๖๐ บาท ทั้ง ๆ ที่ตามตรรกะเดียวกันและถ้าท่านมี ความจริงใจต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงานทดแทนด้วยการใช้เอทานอล อัตราภาษี ควรจะอยู่เพียงแค่ ๕๕ สตางค์ต่อลิตร นี่อาจจะเปึนตัวอย่างนโยบายเศษสตางค์ของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่จะประสบความสําเร็จได้ นอกจากประโยชน์ต่อผู้บริโภคแล้ว การพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอลก็จะส่งผลในแง่ของรายได้ให้กับชาวไร่ ไม่ว่าจะเปึน ชาวไร่อ้อยหรือชาวไร่มันสําปะหลัง แต่ตามที่ผมได้เรียน ท่านไม่ได้แสดงความจริงใจ ในแง่ของการสนับสนุนนโยบายนี้ นโยบายเศรษฐกิจอีกส่วนหนึ่งที่ผมต้องขอเรียนว่า ผมผิดหวังในตัวท่านรัฐมนตรีอย่างมากก็คือนโยบายเศรษฐกิจที่จะไปช่วยแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมจะขอเรียนท่านรัฐมนตรีว่าเมื่อ ๓ อาทิตย์ที่แล้ว ผมและ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ร่วม ๕๐ ชีวิต ได้เดินทางไป เยี่ยมเยือนพี่น้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี แต่ส่วนที่ ผมจะนํามาเล่าให้ท่านรัฐมนตรีฟังในวันนี้ก็คือความแปลกใจของผม ผมนึกว่าชาวบ้าน ทุกคนที่ผมพบไม่ว่าจะเปึนชาวพุทธ ชาวมุสลิมที่เรามีโอกาสไปเยี่ยมเยือน จะมาร้องเรียน ในเรื่องของความปลอดภัยจะมาร้องเรียนเรื่องของความมั่นคง หามิได้ครับ เรื่องเหล่านั้น ผมเข้าใจว่าในระดับหนึ่งไม่ใช่ว่าปัญหาลดลง แต่เขาทําใจและมีการปรับตัวได้ วิถีชีวิตเปลี่ยน แต่ก็มีความจําเปึน แต่เรื่องที่เขามาร้องเรียนกับผมและฝากผมมาเรียนกับท่านรัฐมนตรีว่า เขาปรับไม่ได้จริง ๆ รับสภาพไม่ไหวแล้วก็คือเรื่องของค่าครองชีพ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจ และสาเหตุที่เขารับสภาพไม่ได้เพราะเขาไม่เห็นทางออกเลยครับ ไม่มีนโยบายของรัฐบาลเลย ที่ท่านรัฐมนตรีสามารถที่จะนําเสนอเพื่อที่จะให้เขาเห็นแสงสว่าง ให้เขาพอเห็นโอกาสว่า ระดับเศรษฐกิจของเขาจะมีการพัฒนานํามาสู่การแก้ปัญหาในเรื่องของความมั่นคงต่อไป ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องง่าย ๆ ที่ท่านสามารถที่จะทําได้ ณ วันนี้นักธุรกิจ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้อยู่ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะเงินกู้ดอกเบี้ยต่ําที่รัฐบาลในอดีตเคยอนุมัติผ่าน ธนาคารแห่งประเทศไทย ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ จะครบเทอม ต้องชําระหนี้คืนต้นป้ ๒๕๕๓ สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้ก็คือการยืนยันจากรัฐบาล จากท่านรัฐมนตรีว่ายังจะคงไว้ซึ่งนโยบายนี้ให้กับเขาหรือไม่ ขอให้คงไว้เถอะครับ ไม่มีตรงนี้ผมคิดว่าเขาอยู่ไม่ได้ป่ดกิจการพี่น้องชาวใต้จะต้องตกงานกันอีก อีกเรื่องหนึ่ง ที่อยู่ในวิสัยที่ท่านจะทําให้กับเขาได้เลยก็คือการเสนอภาษีเพื่อจูงใจให้มีการลงทุน อย่างแท้จริงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ท่านยังไม่ได้พิจารณาจะทํา มีมติ การกําหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษให้กับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มาหลายยุคหลายสมัย แต่จนถึงวันนี้ในช่วงที่ปัญหาเรื่องความมั่นคงยังไม่จากเราไป ท่านกลับไม่ให้เวลา ในการที่จะพิจารณา พี่น้องนักธุรกิจใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กําลังรอท่านอยู่ ณ วันนี้ ผมก็ยังอยากจะฝากความหวังไว้กับท่านว่าเขายังรออยู่ยังไม่ถึงกับสิ้นหวังในตัวท่าน เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ที่ผมได้อภิปรายมาก็เปึนเรื่องที่ท่านสามารถที่จะทําได้ในแง่ของ การเข้าไปทําความเข้าใจกับปัญหาในแง่ของการกําหนดนโยบายที่เหมาะสม และในแง่ของ การที่ท่านควรจะต้องมีความจริงใจในความต้องการที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แต่ที่น่าเสียดายก็คือเรื่องที่ทําได้ นอกจากท่านรัฐมนตรีไม่ทําแล้ว เรื่องที่ไม่สมควร จะทําท่านกลับหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

เรื่องแรก ที่ผมจะขออนุญาตเรียนเพื่อนสมาชิกในห้องนี้ผ่านท่านประธาน ก็คือมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๑ ให้กระทรวงการคลังไปศึกษาการซื้อ บริษัทรถไฟฟัาบีทีเอส (BTS) สืบเนื่องจากมติ ครม. ฉบับนั้นก็มีการประชุมต่อเนื่องและได้ กําหนดงบประมาณให้กับกระทรวงการคลังไว้ที่ ๕๐ ล้านบาท ในการไปศึกษาวิธี ที่จะเข้าไปซื้อกิจการ ซื้อหนี้และทุนของรถไฟฟัาบีทีเอส อันดับแรกที่ผมอยากจะเรียน ท่านประธานก็คือรัฐบาลคิดอะไรอยู่ นี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุดตัวอย่างหนึ่งของภาคเอกชน ที่เขามาลงทุนแทนรัฐบาลที่จะต้องใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชน นอกจากนั้นผมต้อง ขอเรียนท่านประธานว่าบีทีเอสเปึนหนึ่งในกิจการที่คนกรุงเทพฯ มีความพึงพอใจ และภาคภูมิใจมากที่สุดกิจการหนึ่ง ไม่มีสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้นที่รัฐบาลจะยึดมาเปึนของตน ทั้ง ๆ ที่บริการที่พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้รับทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว และโดยเฉพาะ เมื่อเปรียบเทียบกับบริการที่ได้รับของหน่วยงานอื่นที่เปึนรัฐวิสาหกิจต้องถือว่าอยู่ในเกณฑ์ ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นในหลักการผมก็ไม่เห็นด้วยแล้วกับเจตนาตั้งใจของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่จะไปยึดกิจการนี้มาเปึนของรัฐ แต่ที่น่าเปึนห่วงมากกว่านั้นก็คือ ในเรื่องของวิธีการ เมื่อหลักการผิดและวิธีการส่อเค้าให้เห็นว่าอาจจะมีวาระซ่อนเร้น ยิ่งเปึนประเด็นที่ทําให้ผมจําเปึนจะต้องหยิบยกกรณีนี้ขึ้นมาเปึนส่วนหนึ่งขององค์ประกอบ ที่ผมใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีคลัง เม็ดเงินที่ท่านนายกรัฐมนตรี และทางกระทรวงการคลังได้ยืนยันหลายครั้งก็คือเม็ดเงินตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะซื้อทั้งหนี้และหุ้นของทางบีทีเอส ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ก็เพิ่งมีรายงานข่าวนะครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้คณะกรรมการศึกษา ของกระทรวงการคลังรีบด่วนสรุปด่วนว่าจะซื้อได้ไหมอย่างไร ผมขอเรียนท่านประธานว่า เดิมทีนั้นบีทีเอสประสบปัญหาทางการเงิน ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อป้ ๒๕๔๐ มีหนี้สะสมอยู่ ๖๗,๗๐๐ ล้านบาท และเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ บีทีเอสได้ยื่นคําร้องขอฟุ๋นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ได้มีการขอให้ศาลมีคําสั่ง ฟุ๋นฟูกิจการ และสุดท้ายศาลก็อนุมัติแผนฟุ๋นฟูเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๐ ในแผน ฟุ๋นฟูนั้นศาลได้มีคําสั่งให้มีการปรับโครงสร้างหนี้จาก ๖๗,๗๐๐ ล้านบาทเดิม มาเหลือ ๒๘,๖๐๐ ล้านบาท ส่วนที่เหลือมีการปลดทิ้งไป ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท และมีการแปลง เปึนหุ้นอีก ๑๖,๓๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นศาลได้มีคําสั่งให้มีการปรับโครงสร้างทุน โดยการเพิ่มทุน ขายหุ้นใหม่อีก ๑๔,๐๐๐ ล้านหุ้น ในราคาไม่ต่ํากว่า ๑ บาทต่อหุ้น ถ้าซื้อได้หุ้นละ ๑ บาท ก็เท่ากับใส่เงินเข้าไปอีก ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนหนึ่งของเงิน ที่บริษัทจะได้รับต้องมาชําระหนี้ที่เมื่อสักครู่ผมเรียนว่าเหลืออยู่ ๒๘,๖๐๐ ล้านบาท ก็จะทําให้หนี้โดยรวมลดลงมาอีกครึ่งหนึ่งเหลือเพียง ๑๔,๖๐๐ ล้านบาท และผู้ที่ลงทุน ซื้อหุ้น ๑๔,๐๐๐ ล้านหุ้นนั้นจะมีสิทธิเปึนเจ้าของ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของหุ้นทั้งหมด พูดง่าย ๆ ก็คือมีอํานาจเบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการบีทีเอส เพราะฉะนั้นผมต้องมี คําถามต่อท่านรัฐมนตรีนะครับ พอผมเห็นแค่นี้ผมก็คิดได้แล้วว่าถ้าท่านรัฐมนตรียังยืนยัน จริง ๆ ที่จะยึดบริษัทของเอกชนเข้ามาเปึนของรัฐ ท่านเพียงใส่เงินแค่ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็จะสามารถที่จะได้มาซึ่งหุ้น ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของหุ้นทั้งหมด ถ้าท่านยังคิดว่าเอาละ จะซื้อหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมดด้วย ท่านก็ใช้เงินอีกเพียง ๑๔,๖๐๐ ล้านบาท ท่านก็จะมี หุ้นส่วน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ในบริษัท และบริษัทก็จะปลอดด้วยหนี้คือมีมูลหนี้เปึนศูนย์รวม ทั้งหมดใช้เงิน ๒๘,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ แต่ท่านไม่พูดถึงเม็ดเงิน วงเงินที่จะใช้ สูงถึง ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท ๒ เท่าพอดี เมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่ควร คําถามของผมก็คือ ส่วนเกิน ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกะจะให้ใคร ผมขอเรียนเพิ่มเติมนะครับว่าหนึ่งในสาเหตุ ที่ยังไม่ได้มีการเพิ่มทุนส่วน ๑๔,๐๐๐ ล้านบาทของทางบีทีเอสนั้น เปึนเพราะว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมามีเจ้าหนี้อยู่ ๔ รายที่อุทธรณ์คัดค้านแผนฟุ๋นฟูต่อศาลล้มละลาย ณ วันนี้ได้มีการเปลี่ยนมือเจ้าหนี้ทั้ง ๔ รายแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าท่านรัฐมนตรีทราบหรือไม่ แต่เจ้าหนี้ทั้ง ๔ รายเมื่อเปลี่ยนมือก็มีการถอนอุทธรณ์กับทางศาล ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น พร้อมกันกับมติคณะรัฐมนตรี และพร้อมกันกับส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้จัดคณะกรรมการศึกษาชุดนี้ขึ้นมา เพราะสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นเมื่อมีการถอนอุทธรณ์ ก็จะมีการเพิ่มทุน ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยใครผมไม่ทราบ แต่สิ่งที่ผมไม่ต้องการจะเห็น ก็คือกระทรวงการคลังไปซื้อหุ้นที่คนอื่นเขาซื้อที่ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ในราคาที่สูงกว่านั้น ๒ เท่า ส่วนต่างไม่แน่ใจว่าแบ่งให้กับใคร แต่เมื่อผมเห็นแนวคิดของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ด้วยข้อมูลที่ถ้าผมมีท่านก็ต้องมี ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนท่านว่า ผมไม่ไว้วางใจสิ่งที่ท่านกําลังคิดอยู่

ส่วนเรื่องต่อไป ผมต้องขออนุญาตใช้เอกสารเปึนเพื่อประกอบในการที่จะ เพิ่มความชัดเจน ผมจะขอเรียนท่านประธานว่า เรื่องต่อไปที่ทําให้ผมมีความหนักใจ และเปึนสาเหตุสําคัญที่ผมและคณะไม่สามารถที่จะไว้วางใจท่านรัฐมนตรีได้ต่อไป เปึนเรื่องที่จริง ๆ แล้วผมน่าจะมีโอกาสที่จะได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ตั้งแต่ต้นป้ ๒๕๔๙ เรื่องนี้ท่านผู้มีอํานาจในเวลานั้นได้เคยให้คํามั่นสัญญากับพวกเราว่าจะมีการอภิปราย ในสภา แต่สุดท้ายเมื่อท่านได้ทราบถึงข้อมูลหลักฐานที่เรามีในมือ ท่านก็ชิงยุบสภาหนี ในการยุบสภาครั้งนั้นผมคิดว่าพอที่จะสรุปได้ว่าเปึนจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมือง วิกฤติสังคม ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมมีความดีใจที่สุดท้ายเราจะมีโอกาสได้อภิปรายในเรื่องนี้กัน แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็มีความรู้สึกผิดหวังว่าหลังจากมีการยุบสภา อํานาจเปลี่ยนมือ ออกไปนอกระบอบ ประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับมาก็ยังพบกับปัญหาเดิม ก็คือการกีดกันในส่วนของกระบวนการยุติธรรมเพื่อนํามาสู่การแก้ปัญหาวิกฤติ ทางการเมืองและสังคม และการกีดกันในส่วนของท่านรัฐมนตรีนี้มีครับ เพราะที่มา ของหลักฐานและ ๑ ในองค์กรที่มีความสําคัญต่อกระบวนการสืบสวนสอบสวน ในส่วนของคดีนี้ก็คือ ก.ล.ต. สํานักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ท่านเปึนผู้ดูแล เพราะฉะนั้นนอกจากเรื่องของปากท้องที่ท่านยังไม่มีความจริงใจ ในการแก้ไขแล้ว เมื่อประชาชนเห็นว่าท่านมีประสิทธิภาพสูงมากในส่วนของการปกปัอง ผลประโยชน์ของผู้ที่ท่านสนิทก็คือหมวกใบที่ ๓ ที่ท่านสวมอยู่นั้น ยิ่งทําให้ประชาชน มีความผิดหวังและมีความเดือดร้อน ผมจะขออนุญาตท่านประธาน สิ่งที่ผมจะนําเสนอ ก็คือหลักฐานว่าทําไมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะผู้กํากับดูแลตลาดทุน ในฐานะอดีตประธาน ก.ล.ต. มิได้ปฏิบัติหน้าที่ของท่านในการที่จะปกปัองสิทธิของพี่น้อง ประชาชนโดยรวมในเรื่องของกรณีที่สื่อมวลชนเรียกว่า ซุกหุ้นภาค ๒ ในตารางแผ่นนี้คือ ตารางผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทชินคอร์ป (มหาชน) ป้ ๒๕๔๔ ที่ผมได้วงกลมไว้นั้นคือ ๓ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของชินคอร์ปที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิทานเรื่องนี้ อันดับแรก ผู้ถือหุ้น ที่ใหญ่ที่สุดคือ นายพานทองแท้ ชินวัตร อันดับที่ ๓ บริษัทที่คนไทยมีความคุ้นเคยกับชื่อนี้ พอสมควรคือ แอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ (Ample rich investment) เปึนบริษัทที่จดทะเบียน อยู่ในเกาะบริติช เวอร์จิ้น ไอส์แลนด์ (British Virgin Island) และลําดับที่ ๑๒ แปลกประหลาด นิดหนึ่งครับ ยูบีเอส (UBS) ซึ่งเปึนชื่อของธนาคารระดับโลกแห่งหนึ่ง สํานักงานสิงคโปร์ ถือหุ้นชินคอร์ปในบัญชี ๑๒๑๗๕๑ สิ่งที่ผมอยากที่จะนําเสนอต่อท่านประธานก็คือทั้ง ๓ คนนี้แหละครับ สุดท้ายแล้ว มีเจ้าของเปึนบุคคลคนเดียวกัน และท่านผู้นั้นก็คือดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร นี่คือสาเหตุ ที่มีการเรียกเรื่องราวเหล่านี้ว่าเปึนการซุกหุ้นครั้งที่ ๒ และเปึนการซุกหุ้นที่มีผลยิ่งใหญ่ มากที่สุด อันดับแรกผมขอเริ่มจากข้างล่างก็คือในกรณี ๑๒๑๗๕๑ ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังจะปฏิเสธในส่วนของความรับผิดชอบ ก่อนที่ท่านจะอ้างว่าเรื่องราว ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนที่ท่านจะเข้ามารับตําแหน่ง อยู่นอกญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมขอเรียนท่านเลยครับว่า ข้อมูลทั้งหมดที่ผมนําเสนอในวันนี้เปึนข้อมูลที่สํานักงาน ที่ท่านกํากับดูแลคือ ก.ล.ต. รู้ดี ในงานสัมมนาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๐ นี่คือข้อมูลที่ ก.ล.ต. เปึนผู้นําเสนอเองระบุชัดเจนว่าวิน มาร์ค (Win Mark) เปึนเจ้าของบัญชี ๑๒๑๗๕๑ ที่ธนาคารยูบีเอสที่ผมได้พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ ดังนั้นบัญชีที่ยูบีเอสที่ถือหุ้นในชินคอร์ปก็คือ บัญชีของวิน มาร์คนั่นเอง นอกจากนั้นทาง ก.ล.ต. ยังได้เสนอข้อมูลเพิ่มเติม ว่า ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากสํานักงาน ก.ล.ต. ต่างประเทศที่เปึนข้อมูลโยงวิน มาร์คกับคุณทักษิณ ชัดเจนครับ สรุปได้ว่าวิน มาร์ค ก็คือคุณทักษิณ