บัญญัติ บรรทัดฐาน หารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล โดยเรียกร้องให้กระจกตรวจเลือดที่นายกรัฐมนตรีตรวจได้ผลไม่ผิดพลาด และยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลละเลยเรื่องอํานาจอธิปไตยและดินแดนของไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ซึ่งเข้าใจว่ารุนแรง และส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง และเสนอให้เปลี่ยนการแก้ไขเป็นการเข้าชื่อเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บัญญัติ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอรับสารภาพกับท่านประธานตามตรงว่าฟังคุณหมอมาลินีพูดแล้ว แรก ๆ ก็ใจคอ ชักไม่ค่อยดีเหมือนกัน แต่เมื่อทราบจากปากคําท่านนายกรัฐมนตรีเองว่าท่านตรวจเลือด ท่านตรวจโรคทุก ๓ เดือน ทุกอย่างไม่มีปัญหาผมก็สบายใจมากขึ้น ขอเรียนท่านประธานว่า ผมคงรับหน้าที่แทนเพื่อนสมาชิกเติมเต็มในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยังตกค้างอยู่ ให้ครบถ้วนบริบูรณ์เพื่อจะเดินหน้ากันต่อไป คงไม่ยาวครับท่านประธาน แล้วก็คงจะ ไม่รุนแรง เพราะว่ากระผมก็ไม่ใช่คนรุนแรงอยู่แล้ว สําคัญก็คือว่าไม่อยากเห็นภาพของ การประท้วงเหมือนตลอดช่วง ๒ วันที่ผ่านมาซึ่งดูจะมีการประท้วงกันมากเหลือเกิน สําคัญที่สุดก็คือว่าคงไม่ประสงค์ที่จะได้รับเกียรติจากคนที่เปึนรัฐมนตรีลงมาประท้วง ด้วยตนเอง ก่อนจะเดินหน้าต่อไปผมขออนุญาตกล่าวย้ําอีกสักนิดหนึ่งครับ ความจริง ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกของเราหลายต่อหลายคน ก็กล่าวย้ํากันมาแล้ว นั่นก็หมายถึงว่าที่พวกกระผมได้ทําหน้าที่มาตั้งแต่เมื่อวานนี้ จนกระทั่งบัดนี้ แท้ที่จริงแล้วเปึนการใช้สิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ นั่นก็หมายถึงว่าเมื่อพบความจริงว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ตาม รัฐมนตรีก็ตาม บริหาร ราชการบ้านเมืองผิดพลาดบกพร่องอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ ก็ควรจะได้ทําหน้าที่ ขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อระงับยับยั้งกันเอาไว้ ที่ต้องนําเรื่องนี้มายืนยันอีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะว่าผมสังเกตดูตลอดช่วงระยะเวลา ๒ วันที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีของเราซึ่งตรวจโรคทุก ๓ เดือนนั้นท่านซึมซับในภารกิจของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่จะทําหน้าที่นี้หรือไม่ เพราะว่าผมสังเกตดูว่าท่านค่อนข้างที่จะมี ความอดทนในการชี้แจงดูจะน้อยไปสักหน่อย ท่านบ่น ท่านพูดจาประชดประชันแดกดัน มาตลอดเวลา เมื่อสักครู่ก็ยังบ่นครับ ท่านบอกว่าญัตติแรงไป คนลุกขึ้นมาอภิปราย ก็อภิปรายด้วยถ้อยคําที่ค่อนข้างจะรุนแรงเปึนอันมาก ก็ต้องขอเรียนท่านประธานว่า ความจริงท่านนายกรัฐมนตรีเองก่อนหน้าจะมาเปึนนายกรัฐมนตรีในวันนี้ท่านก็ได้ผ่าน การทําหน้าที่ในฐานะฝ์ายค้านมาหลายครั้งหลายหน เรื่องญัตติเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ร้อยทั้งร้อยก็ต้องแรงกันทั้งนั้นละครับ เพราะถ้าไม่แรงก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องมา ขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจกัน ท่านนายกรัฐมนตรีเองในเวลาที่ทําหน้าที่ฝ์ายค้าน ในอดีตนั้น ผมยังคิดว่าบางครั้งท่านอาจจะแรงกว่าที่พวกเราทํากันในช่วงวันสองวัน ที่ผ่านมานี้ก็อาจจะเปึนได้ ผมก็โดนท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้วครับ หลายคนที่นั่ง อยู่ในสภานี้ก็โดนกันมาแล้วทั้งนั้นละครับ แรงไม่แรงก็ทราบกันอยู่ แรงขนาดไหน เอาเถอะ ถ้าเชื่อผมไม่ได้ลองถามอดีตท่านนายกรัฐมนตรีบรรหารดูว่าคารมท่านนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ในอดีตนั้นรุนแรงขนาดไหนอย่างไร ผมคิดว่าวันนี้ก็ยังคงเปึนที่ประทับใจ กันอยู่ ท่านประธานครับ ที่ผมค่อนข้างจะไม่สบายใจ แล้วก็ทําท่าจะรู้สึกว่าน่าเกลียด น่าชังไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน ก็คือถ้อยคําของนายกรัฐมนตรีที่ตัดพ้อต่อว่าท่านผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกในสภานี้ว่าเราจะเอาให้ตายกันหรืออย่างไรครับ ท่านพูดถึงความอยากได้ใคร่ดีมากเกินไป ซึ่งได้มาขับไล่กันในขณะที่ท่านทํางานมา เพียงแค่ ๔ เดือนเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ผมถึงอยากจะขอยืนยันว่านี่ไม่ใช่ เรื่องความอยากได้ใคร่ดีแต่มันเปึนการทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๘ มาตรา ๑๕๙ ที่ได้ยืนยันให้ท่านประธานได้รับทราบ เอาไว้แล้วตั้งแต่ต้นนั่นเองครับ ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าถ้าจะมาขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีวันนี้เพื่อหวังที่จะให้นายกรัฐมนตรีพ้นไปจากตําแหน่งแล้วจะได้มีโอกาส เข้ามาทําหน้าที่เปึนนายกรัฐมนตรีต่อ เปึนรัฐบาลต่อ ผมคิดว่าใคร ๆ ก็รู้ว่ามันเปึน เรื่องเปึนไปไม่ได้ ในระบบรัฐสภาคนที่เปึนรัฐบาลคุมเสียงข้างมากไว้ในสภาผู้แทนราษฎร อย่างนี้จะเปึนไปได้อย่างไรว่าอภิปรายวันนี้แล้วนายกรัฐมนตรีพ้น ท่านหัวหน้าพรรค กระผมจะได้มีโอกาสเข้ามาทําหน้าที่เปึนนายกรัฐมนตรีต่อ พวกผมจะได้มานั่งเปึนรัฐมนตรี ไม่มีทางครับ ก็เห็นว่าเพิ่งประชุมกันมาเมื่อ ๔-๕ วันนี้ไม่ใช่หรือครับ ๔ พรรค ๕ พรรค แล้วบอกว่าทุกอย่างพร้อม หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าไม่มี ๔ คือไม่มียุบสภา ไม่มีลาออก ไม่มีปรับคณะรัฐมนตรี แล้วก็ไม่มีปฏิวัติรัฐประหาร หรือวันนี้ชักไม่ค่อยจะแน่ใจกันอยู่แล้ว เรื่องจะเอากันให้ตายผมคิดว่าก็ไม่ใช่ครับ เพราะถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะได้นึกย้อนรอย ถอยหลังไปสักนิดว่าก่อนจะมีการขอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้ เราเริ่มต้นกันอย่างไร พรรคการเมืองฝ์ายค้านได้เริ่มต้นแสดงความคิดความเห็นแนะนํา ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเองว่าเมื่อภาวการณ์ของบ้านเมืองมันล่วงเล่าเข้าวิกฤติ ถึงขนาดนี้แล้ว สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะทําเปึนอย่างยิ่งก็คือใช้สิทธิตาม มาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ แจ้งมายังประธานรัฐสภาขอให้เป่ดประชุมเพื่อรับฟัง ความคิดความเห็นของทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและของสมาชิกวุฒิสภาเสีย ในคราวเดียวกันก็น่าจะเปึนประโยชน์ เราได้ตัดสินใจทําไปเช่นนั้นก็เพราะมองเห็นว่าขณะนั้นท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านได้เข้าชื่อกัน ครบถ้วนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนสิทธิของท่านที่จะขอให้รัฐบาล มาชี้แจงเพื่อรับฟังความคิดความเห็นกับท่าน ทําความเข้าใจกับท่านในประเด็นปัญหา สําคัญ ๆ ของประเทศซึ่งกําลังเผชิญหน้าอยู่ เรามีความรู้สึกว่าตรงนั้นเปึนสิทธิของ ท่านสมาชิกวุฒิสภา แล้วเราก็มั่นใจว่าคนที่เปึนรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านก็เชี่ยวชาญงานสภาเปึนอันมากคงไม่ละเลยสิ่งนั้น เพราะดีไม่ดีอาจจะมี การตีความได้ว่าเปึนการจงใจฝ์าฝ๋นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อสมาชิกวุฒิสภา เขามีหน้าที่ เขามีสิทธิ รัฐบาลก็ควรจะได้มีหน้าที่มาทําหน้าที่ชี้แจง เราก็มีความเห็นกันว่า ถ้าเช่นนั้นไหน ๆ ท่านจะมาชี้แจงต่อสมาชิกวุฒิสภาเสียแล้ว ท่านก็ควรจะได้ขอเป่ด รัฐสภาเสียในคราวเดียวกัน ฟังมันเสียทั้ง ๒ สภาซึ่งก็จะเปึนประโยชน์ ซึ่งท้ายที่สุด ก็เปึนที่น่าเสียใจว่าท่านก็ตัดไมตรีจิตท่านไม่สนองรับทั้ง ๒ สภา ผมคิดว่าตรงนั้นละครับ ถึงทําให้เกิดตัดสินใจกันใหม่ ความจริงคนที่ตัดสินใจเช่นนี้ในเบื้องต้น คือการตั้งใจ จะให้ใช้มาตรา ๑๗๙ ซึ่งความจริงก็เปึนไม้นวม เปึนประโยชน์กันทั้ง ๒ ฝ์าย คนที่นํา ความคิดเรื่องนี้ไปพูดจากันในพรรคแล้วก็หารือพรรคคือใครครับ ท่านผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นที่ใครต่อใครหลายคน มักจะตัดพ้อต่อว่ารวมกระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีเองว่า ท่านหัวหน้าพรรคของกระผม ยังหนุ่ม ยังอายุน้อย ยังเด็กเกินไป ผมว่าไม่หรอกครับ คนอายุ ๔๓ นั้นต้องถือว่า เปึนผู้ใหญ่เต็มตัว ที่สําคัญที่สุดก็คือว่ามีความคิดความอ่าน มีวุฒิภาวะเปึนผู้ใหญ่ ผมคิดว่าใหญ่กว่าคนมีอายุมากบางคนเสียอีกก็เห็นจะกล่าวเช่นนั้นได้ ท่านประธานครับ เมื่อรัฐบาลท่านตัดไมตรีจิต ท่านนายกรัฐมนตรีไม่รับ ไม่ยอมขอเป่ดสภาเสียเอง ในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนเราจะทําอย่างไร เราก็ต้องขอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพื่อทําหน้าที่ตรงนี้ให้ได้ มิฉะนั้น ก็จะแลดูเหมือนว่าภายใต้ภาวการณ์ของบ้านเมืองซึ่งค่อนข้างวิกฤติเต็มทีแล้ว คนที่ ได้ชื่อว่าเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองฝ์ายค้าน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ของเราก็อาจจะแลดูเปึนการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะ ปฏิบัติก็ได้เราก็ทํากันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเปึนเครื่องยืนยันให้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าใจกันเสียทีว่าอดทนหน่อยเถอะครับถ้าหวังที่จะใช้รัฐสภานี้ ใช้สภาผู้แทนราษฎรตรงนี้เปึนที่แก้ปัญหาของประเทศ ตลอดช่วงระยะเวลาเมื่อวานนี้ ครึ่งวันค่อนคืนรวมกระทั่งบัดนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ท่านนายกรัฐมนตรียังขาด ความอดทนมากอยู่ การตอบถ้อยแถลงข้อชี้แจงของสมาชิกทั้งเมื่อวานนี้และวันนี้ ดูจะยังมีอารมณ์อยู่ไม่น้อย บางครั้งก็ดูจะรุนแรงไปกว่าเพื่อนสมาชิกไปเสียอีก อย่างเมื่อเช้านี้ก็ผุดมาหลายคํา เหยียบหางบ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง ผมคิดว่าถ้อยคําอย่างนี้ ต้องถือว่ารุนแรงทั้งนั้น นั่งฟังท่านนายกรัฐมนตรีท่านชี้แจงมาตลอดช่วงระยะเวลา ๒ วันเต็ม ๆ ต้องยอมรับความจริงว่ายิ่งฟังท่านมากขึ้นเท่าไรยิ่งมีความรู้สึกด้วยซ้ําไป ครับว่าถ้อยคําที่ท่านบอกว่ารุนแรงในญัตติหรือแม้กระทั่งการพูดจาของสมาชิกในสภา ก็ดูจะไม่ได้รุนแรงไปกว่าที่ควรจะเปึนด้วยซ้ําไป ที่สําคัญที่สุด ซึ่งผมอยากจะเรียน ท่านประธานไว้ตรงนี้ก็คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้ละเลยไม่ชี้แจงเสียหลายข้อ ชี้แจงไม่ตรงกับประเด็นปัญหาที่ท่านสมาชิกผู้อภิปรายตั้งขึ้นมาเปึนประเด็น ก็ตาม ประสาของคนที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญในทํานองของนักปาฐกถาโต้วาทีตั้งแต่ สมัยเปึนนักศึกษามากระมังครับ ท่านก็สามารถที่จะเลียบ ๆ เคียง ๆ ข้าง ๆ คู ๆ ไปได้ ในที่สุด แม้กระทั่งในส่วนของประเด็นที่กระผมได้รับมอบหมายจากพรรคให้พูดในวันนี้คือ ประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทดแทนบุญคุณผู้มีคุณบางคนหรือเพื่อลบล้าง การกระทําความผิดของพรรคการเมืองของตัวเองที่ได้กระทําไว้แล้วก็ตาม ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ยกขึ้นมาเมื่อไรท่านก็ตอบโต้เหมือนกันทุกครั้ง พูดกับ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ พูดในรายการสนทนาประสาสมัครทุกเช้าวันอาทิตย์ แล้วก็ ในการไปตอบคําถามในที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันก่อนโน้นรวมทั้งเมื่อวานนี้ ท่านก็ใช้ถ้อยคําคําเดิมว่าก็รัฐธรรมนูญมันแก้ได้ หาเสียงไว้แล้วจะแก้ก็ต้องแก้ แล้วการแก้ ก็เห็นกันอยู่แล้วว่าไม่ได้แก้เพื่อประโยชน์ใคร ไม่ใช่แก้เพื่อลบล้างการกระทําความผิด อย่างแน่นอน คนฟังฟังดูคงสบายใจครับ แต่ว่าสําหรับคนที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด ก็จะพบความจริงว่ามันไม่ได้เปึนเหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรีพูด ไม่ได้เปึนเหมือนอย่างที่ หัวหน้าพรรคพลังประชาชนพูดเพราะความจริงคืออะไรครับ ถ้าตามมาตลอดจะเห็นชัด เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดอย่างนี้ครับ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญนั้น คงเอาไว้แก้เมื่อใกล้ ๆ ๓ เดือนก่อนจะครบเทอมครบวาระทุกคนก็สบายใจ ทุกคนก็มี ความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะชั่วดีทีเหลวอย่างไรก็เปึนรัฐธรรมนูญที่ได้รับการจัดทํา ประชามติ แม้ว่าประชาชนกว่า ๑๐ ล้านคนไม่เห็นด้วย แต่ว่ากว่า ๑๔ ล้านคนเขาเห็นด้วย เพราะฉะนั้นใช้สักพักค่อยมาแก้ก็น่าจะชอบด้วยเหตุผล ก็คิดกันไปว่าคง ๓ ป้ไปแล้ว ค่อยว่ากันนี่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พอถึงเดือนมีนาคมผ่านมากระแสการยุบพรรคเกิดขึ้น มีข้อเท็จจริงบอกว่าจะมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นท่านเปลี่ยนใหม่ ท่านบอกว่า เมื่อมีเรื่องอย่างนี้คงต้องแก้กันแล้ว ก็เล่นมาเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อกีดกันคนบางคน เพื่อทําร้ายคนบางคนอย่างนี้จะเอาไว้ได้อย่างไร ท่านบอกว่าเรื่องอย่างนี้ใครไม่โดนเข้า กับตัวเองไม่รู้หรอกครับ แล้วท่านก็ยืนยัน ในทันทีที่มีการยืนยันคํานี้ออกมาต้องยอมรับ ความจริงว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังมากขึ้น กลุ่มของผู้ชุมนุมที่เรียกกันว่าเปึนพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเปึนไม้เบื่อไม้เมากับท่านนายกรัฐมนตรี แน่นอนก็เริ่มมี การเคลื่อนไหว ถ้ามีการแก้ไขก็ต้องมีการประท้วง ท่านนายกรัฐมนตรีก็เปลี่ยนทีท่า เล็กน้อยบอกว่า อย่างไรก็ตามก็ยังยืนยันหลักการว่าจะแก้เพื่อประโยชน์ในอนาคต จะแก้ไม่ให้มีผลบังคับใช้ทันที จะให้ใช้ก็มีการเลือกตั้ง ตรงมีการเลือกตั้งใหม่ครับ ถ้าฟังไม่ดีก็อาจจะตามไม่ทัน นั่นก็หมายถึงถ้าสมมุติว่ามีการจะยุบพรรคกันแล้ววันนี้ ท่านแก้รัฐธรรมนูญเสร็จท่านเลือกตั้งใหม่ บทบัญญัติมาตรา ๒๓๑ เปึนอันยกเลิก เขาเรียกว่า กฎหมายให้คุณ สามารถนํามาใช้ย้อนหลังได้ อย่างนี้พรรคการเมืองที่กระทํา ความผิดก็ได้รับประโยชน์ โต้แย้งเรื่องนี้กันอยู่พักใหญ่ ท้ายสุดเปึนอย่างไรครับ ท่านก็ ยืนยันของท่านอยู่เหมือนกับที่ยืนยันว่าจะแก้เพื่อประโยชน์ในอนาคต เดือนเมษายน มีการพูดถึงมาตรา ๓๐๙ มีรัฐมนตรีในรัฐบาลท่านเองบอกว่าต้องแก้ ท่านเองท่านไม่กล้าพูด หรอกครับ วันนี้ท่านก็ยังกล้อมแกล้มว่ามาตรา ๓๐๙ ไม่แก้ แต่ว่าคนในพรรคท่านพูด หรือว่าท่านไม่มีอํานาจในพรรคที่แท้จริง ที่ฟังแล้วค่อนข้างจะตกอกตกใจเปึนพิเศษ ก็คือว่าคนในพรรคของท่านบอกว่าต้องแก้มาตรา ๓๐๙ เพื่ออะไรครับ เพื่อประโยชน์ สําหรับคนที่ถูกกล่าวหาจะได้มีโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่อย่างเปึนธรรม ใครละครับที่กําลังจะถูกต่อสู้คดีอยู่ในขณะนี้ก็เห็น ๆ กันอยู่ ตรงนี้ละครับ ซึ่งมีความรู้สึกว่า นี่จะแก้เพื่อหนีการยุบพรรค นี่จะแก้เพื่อประโยชน์สําหรับคนบางคนในลักษณะที่ทดแทน บุญคุณกันใช่หรือไม่ กระแสนี้ดังมากขึ้น ๆ เดือนพฤษภาคมท่านเปลี่ยนทีท่าใหม่บอกว่า เมื่อแก้ ๒ มาตรานี้ไม่ได้ คนไม่ชอบกันก็เอาใหม่แล้ว แก้มันทั้งฉบับ แสดงความคิด ความเห็นอย่างชัดเจนว่าเอารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งได้ชื่อว่าเปึนรัฐธรรมนูญที่ได้รับ การยอมรับนับถือมากที่สุดมาใช้แทนป้ ๒๕๕๐ ก็แล้วกัน ยกเว้น ๒ หมวด คือหมวดทั่วไป กับหมวดพระมหากษัตริย์ ท่านประธานครับ พูดอย่างนี้ก็คงจะฟังดูดีสําหรับคนที่รู้ ไม่เท่าทัน แต่สําหรับคนที่รู้เท่าทันก็จะรู้ความจริงว่าเอารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาใช้ ก็แสดงว่าสาระสําคัญเนื้อหาของมาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๓๐๙ ก็หมดไป มันก็สม ความมุ่งหมาย เมื่อต่อต้านหนักเข้า ๆ ทีท่าใหม่เกิดขึ้นบอกจะขอจัดทําประชามติก่อน คนก็ต่อต้านกันอีก บอกจะทําประชามติใช้เงินตั้ง ๒,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปใช้ทําไม ๒,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่บ้านเมืองกําลังมีปัญหา เอา ๒,๐๐๐ ล้านบาทมาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบ อาชีพที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ จากราคาพลังงานที่สูงอย่างน่ากลัวในขณะนี้ ไม่ดีกว่าหรือ ก็เงียบกันไป แล้วพอถึงพฤษภาคมก่อนจะมีการป่ดสภาสมัยประชุม คราวที่แล้วก็มีการยื่นเสนอกันขึ้นมาเปึนอย่างที่ว่าจริง ๆ ครับ นําเอาบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาใช้แทนเกือบทั้งหมด แล้วผลที่สุดมาตรา ๒๓๗ กับมาตรา ๓๐๙ ก็หายไป การต่อต้านก็เกิดขึ้น การชุมนุมก็เกิดขึ้นซึ่งยังยืดเยื้อมาจนกระทั่งทุกวันนี้
ท่านประธานครับ แล้วท้ายสุดทีท่าใหม่ก็เกิดขึ้นอีก มีผู้ร่วมลงชื่อ หลายต่อหลายคนขอถอนชื่อ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรเอง ท่านชัย ชิดชอบ ก็ใจดี คืนญัตติกลับไปให้แก้ไขใหม่ คงกลัวว่าญัตติจะตกแล้วจะไปเข้าหลักว่าญัตติที่ตก ในสมัยประชุมเดียวกันนั้นจะเสนอใหม่อีกไม่ได้ ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดีเหลือเกิน วันนี้แปรร่างใหม่เสียแล้วครับ คือแทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อย่างที่ตัดสินใจกระทํากันไว้แต่เดิม แปรรูปใหม่มาเปึนการเข้าชื่อ การเสนอญัตติ เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ สภาให้เวลาไปคราวที่แล้วประมาณ ๖๐ วัน ผมเข้าใจว่าคงมีคนคิดว่าระยะเวลา ๖๐ วัน กระแสการต่อต้านอาจจะลดน้อยถอยลง จังหวะใหม่ก็อาจจะเริ่มขึ้นซึ่งร้อยทั้งร้อย ผมพยากรณ์ว่าก็คงมาในรูปแบบเดิม หรือแม้แต่อาจจะมีการจัดทําประชามติด้วยครับ เพื่อจะชี้แพ้ชี้ชนะกันตรงนั้นซึ่งมันก็ไม่เปึนประโยชน์กันทั้งนั้น ท่านประธานครับ บทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ นั้นรุนแรงจริงหรือ ก็ต้องยอมรับว่ารุนแรง ถ้าบอกว่าเนื้อหา ของมาตรา ๒๓๗ รุนแรงก็ต้องยอมรับว่ายังรุนแรง นั่นก็หมายถึงว่าถ้ามีการกระทําทุจริต ผิดกฎหมายเลือกตั้ง พูดกันตรงไปตรงมาก็มีการซื้อเสียงเกิดขึ้น แล้วก็พบความจริงว่า ถ้าหัวหน้าพรรครู้ กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งคนใดรู้อย่างนี้ต้องยุบพรรค แล้วเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพร้อม ๆ กันทั้งคณะ แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมคิดว่า ใครก็ตามที่ติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ซึ่งลงความเห็นกันว่าอุปสรรค อย่างยิ่งใหญ่ของประชาธิปไตยไทยก็คือการทุจริตด้วยการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งดูทําท่าว่า จะหนักหนาสาหัสสากรรจ์มากขึ้นทุกวัน เมื่อซื้อเสียงมาก ลงทุนมาก ได้รับเลือกตั้ง เข้ามาแล้วมีโอกาสมาเปึนรัฐบาลอีก การทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ก็มากขึ้น การเมืองก็เลวลงแล้วก็มีปัญหาให้เกิด วันดีคืนดีก็มีคนอ้างการทุจริตคอร์รัปชันเข้ามา ทําปฏิวัติรัฐประหารอีก ซึ่งเรียกกันว่า วงจรอุบาทว์ ก็มีการตัดสินใจกันว่าเพราะฉะนั้น ต้องแก้ตรงต้นเหตุ แก้ตรงนี้ก่อน ทําการเมืองให้มันสุจริตมากขึ้น ใช้เงินให้น้อยลงให้ได้ เพราะมันจะเปึนการแก้ปัญหา เราก็มีความเห็นว่าอย่างนี้ ถ้าพรรคการเมืองร่วมมือด้วย ยอมรับความเปึนธรรมาภิบาลเสียหน่อยคือไม่สนับสนุนส่งเสริม ให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคตัวเองไปซื้อสิทธิขายเสียง ทุกอย่างก็ดีขึ้น ในเวลาที่มีการยกร่าง ผมจําได้อย่างแม่นยําว่า คณะกรรมาธิการยกร่าง หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้ส่งความเห็นไปยังพรรคการเมืองทุกพรรคก็ไม่มีใครคัดค้าน คงเกรงไปว่าถ้าแสดงความเห็นไม่เห็นด้วย คัดค้าน คนก็อาจจะบอกว่าแสดงว่า พรรคการเมืองพรรคนี้ซื้อเสียงก็ไม่กล้าคัดค้าน เมื่อวันหนึ่งเขาขอความเห็นไม่คัดค้าน ถัดมาเปึนกฎหมายใช้บังคับก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ก็เท่ากับทุกคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ภายใต้การยอมรับนับถือในกติกาที่เขาวางกันขึ้นมาแล้ว อย่างนี้เลือกตั้งไปแล้วไปทุจริตซื้อเสียงถูกเขาจับได้ ผมคิดว่าไม่มีสิทธิที่จะมาโอดครวญว่า กฎหมายแรง ยามันแรง เพราะรู้ล่วงหน้ากันมาทั้งนั้น สําคัญก็คือว่าถ้าปล่อยให้มี การแก้ไขกฎหมายภายหลังการกระทําความผิด หลักนิติธรรมของประเทศคือการยอมรับ นับถือการเคารพกฎหมายอยู่ที่ตรงไหนครับ นี่คือมาตรา ๒๓๗ พวกกระผมพูดอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าสะใจที่พรรคการเมืองอื่นจะถูกยุบ ไม่ใช่ เห็นใจครับ เราก็รู้ ไม่ใช่ไม่รู้ อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเคยบอกว่าถ้าไม่โดนกับตัวเองไม่รู้ก็รู้ ก็โดนกันมาแล้ว ทั้งนั้น ในเวลาที่พรรคไทยรักไทยทําท่าจะถูกยุบเมื่อคราวที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็ทําท่า จะโดนด้วยเพราะมีคนลากเข้าไปในลักษณะที่เปึนตัวประกัน ท่านนายกรัฐมนตรี พูดติดปากอยู่เสมอว่าพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งถูกยุบ แต่ว่าในเวลา ที่พรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กให้ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งกลับไม่ถูกยุบ ความยุติธรรมอยู่ที่ ตรงไหน ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ของเรารอดอุปสรรคตรงนี้มาได้เพราะเราไม่ได้ทํา อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครว่าคือเราไม่ได้ทําผิดมันก็เท่านั้นเอง วันนี้ก็ยังมีความพยายาม ที่จะลากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปสู่วงการยุบพรรคอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีปัญหาหรอกครับ ผมคิดว่าพรรคการเมืองอย่างเราซึ่งเรามีความมั่นใจว่าเราไม่ได้กระทําความผิด ถ้ามี อันจะต้องถูกยุบก็ให้มันรู้กันไป นี่คือความตั้งใจของพวกเรา มาตรา ๓๐๙ นั้น ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าคงยากละครับที่จะแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแก้ไข ไปด้วยความมุ่งหมายอย่างที่รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลนี้บอกว่า เพื่อเป่ดโอกาสให้คนที่ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ถ้าเขียนกฎหมายกันอย่างนี้ แก้กฎหมายกันอย่างนี้ผมคิดว่าก็ขาดหลักนิติธรรมเหมือนกัน มีการพูดกันอยู่มาก ครับท่านประธานว่า แท้ที่จริงแล้วที่จําเปึนต้องแก้เพราะเปึนบทบัญญัติที่ไปรับรอง ประกาศคําสั่งและการกระทําที่สืบเนื่องมาจากคําสั่งของคณะปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน เปึนกฎหมายที่เขียนขึ้นมาเพื่อคุ้มครองการกระทําอันเปึนเผด็จการ เพราะฉะนั้นรับไม่ได้ ความจริงไม่ใช่ คนที่ตามไม่ทันไม่รู้ แต่คนที่ตามทันรู้ ผมมีกรณี เทียบเคียงที่จะแสดงให้ท่านประธานได้รู้ได้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าคนที่คิดจะแก้กฎหมาย มาตรานี้คิดอย่างไร ท่านประธานครับ เมื่อป้ ๒๕๓๔ มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น ในประเทศไทยภายใต้ชื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่า รสช. รสช. ในขณะนั้นได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการ ตรวจสอบทรัพย์สิน คือ คตส. ชื่อย่อตรงกับ คตส. ปัจจุบันตั้งขึ้นมาทําไม ตั้งขึ้นมาให้มี หน้าที่ในการตรวจสอบทรัพย์สินของบุคคลที่เปึนรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้นให้มีอํานาจ ในการประกาศว่าถ้ารัฐมนตรีคนใดร่ํารวยผิดปกติก็จําเปึนจะต้องมาชี้แจงต่อ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างไร ทรัพย์สินไหนได้มา โดยชอบด้วยกฎหมายไม่มีปัญหาปล่อยไป แต่ว่าถ้าทรัพย์สินใดได้มาโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายต้องยึดไว้ ต้องอายัดไว้ แล้วก็ริบเปึนของแผ่นดิน ต่อมาได้มีการแก้ไข คําสั่งของ รสช. ฉบับนั้นคือคําสั่งฉบับที่ ๒๖ ถ้าผมจําไม่ผิด บอกว่าการริบทรัพย์สิน ยังไม่สิ้นสุดในชั้นของคณะกรรมการ คตส. แต่จะเป่ดโอกาสให้ผู้ร้องสามารถจะร้องไปยัง ศาลฎีกาอีกชั้นหนึ่ง ท้ายสุดมีคนใช้กฎหมายตรงนี้ให้เปึนประโยชน์ มีการยื่นคําร้องไปยัง ศาลฎีกา แล้วท้ายสุดศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าคําสั่ง รสช. ฉบับที่ ๒๖ดังกล่าวนั้นเปึนคําสั่ง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เปึนคําสั่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า คนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ นั้นคงไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ํารอย เพราะเขา ถือว่าเขาก็เป่ดโอกาสให้ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมแล้วคืออย่างไร ๆ ก็ต้องขึ้นศาล แต่ผมก็คิดว่าคงจะมีคนบางส่วนเหมือนกันที่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ํารอยคือแก้ มาตรา ๓๐๙ มันเสีย แล้ววันหนึ่งก็ใช้โอกาสฉวยเอาปัญหาข้อกฎหมายตรงนี้ครับให้เปึนประโยชน์ ซึ่งถ้าเปึน เช่นนั้นกระผมคิดว่าเปึนไปได้อย่างไรที่จะยอมกันได้ง่าย ๆ มีคนออกมาพูดจาท้าทาย เปึนอันมากบอกว่าแก้แล้วก็ยังต้องขึ้นศาล แต่ว่าผมก็อยากกราบเรียนท่านประธานว่า การขึ้นไปพิสูจน์กันในศาลด้วยการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกับการเดินขึ้นไปสู่ศาลโดยกําเอา ปัญหาข้อกฎหมายที่มันบ่งชี้กันอยู่แล้วว่าศาลอาจจะวินิจฉัยได้ทันทีว่า คตส. ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย กระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมาย คนที่เรียน กฎหมายมาอย่างท่านนายกรัฐมนตรีหรือใครก็แล้วแต่ย่อมรู้กันทั้งนั้นว่าถ้ากระบวนการ รวบรวมพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นไปสู่ศาล ศาลไม่รับพิจารณาอย่างนี้ ผลของคดีเปึนอย่างไร เมื่อ ๒-๓ วันที่แล้วมาผมคิดว่าใครก็ตามที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด ก็จะได้ยินคําแถลงของ คตส. บอกว่าทํางานมา ๑ ป้กับ ๙ เดือน ทําเสร็จ ๑๓ คดี เห็นได้ชัดว่ามีตัวเลขประมาณการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท อายัดไว้แล้วขณะนี้ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามาตรา ๓๐๙ ได้รับ การแก้ไข แน่นอนครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็จะละลายหายไปซึ่งเปึนเรื่องที่น่าเสียดาย ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะกระหน่ําซ้ําเติมคนที่ถูกกล่าวหาหรือคนที่จะต้องเดินทางขึ้นสู่ศาล ตามกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานของ คตส. แต่ว่าถ้าเรามีความเชื่อมั่นว่า กระบวนการยุติธรรมของเราในระดับศาลยังพอเชื่อถือกันได้ ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะต้องมา โอดครวญกันในเวลานี้ เพราะอย่างน้อยที่สุดโอกาสที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันให้เห็น ได้อย่างจะ ๆ ว่าทรัพย์สินไหนมีอยู่ก่อนได้มาโดยชอบตามกฎหมายตามปกติ และทรัพย์สินไหนได้มาโดยไม่ชอบโดยกฎหมายมันพิสูจน์กันง่าย ผมถึงอยากเรียกร้อง รัฐบาลในขณะนี้ว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่แก้แน่นอน ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ใคร ก็ตามและจะแก้ก็เพื่อประโยชน์ในอนาคตเท่านั้น ก็ขอให้จริงเถอะครับ สังคมจะได้ หายวิกฤติในเรื่องรัฐธรรมนูญเสียที ท่านประธานครับ ต้องยอมรับความจริงว่า บ้านเมืองเราวันนี้ต้องถือว่าวิกฤติมากแล้วละครับ ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจหรือปัญหา วิกฤติประชาชนนั้นผมคิดว่าตามจริงก็รู้กันอยู่แก่ใจทั้งนั้น แล้วหลังจากนี้เปึนต้นไป ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกของผมซึ่งได้รับมอบหมายให้ทําภารกิจในส่วนนี้ก็คงจะได้ช่วย อธิบายในส่วนนี้มากขึ้น แต่ว่าวิกฤติที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศคงไม่ประสงค์ให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเปึนการซ้ําเติมวิกฤติเศรษฐกิจก็คือวิกฤติของภาวะความเปึนผู้นําของตัวรัฐบาลเอง รีบเร่งรัดเอาใจใส่แก้ปัญหาวิกฤติประชาชนเถอะครับ แทนที่จะไปคิดแก้ปัญหาเพื่อคนนั้น แก้ปัญหาเพื่อคนนี้หรือไปทําในเรื่องที่ไม่ใหญ่ เรื่องวิกฤติปราสาทพระวิหารนั้น แม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะยืนยัน เมื่อคืนนี้ว่าท่านไม่ได้มีความรู้สึกว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่โตอะไรเลย แต่ผมอยากจะบอก อยากจะเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องนี้คงนอนใจกันไม่ได้แล้ว ละครับ ท่านจะตีความของท่านอย่างไร ท่านอธิบายเขาทําอย่างไร แต่ว่าอีกด้านหนึ่ง ก็มีสิทธิที่จะอธิบายได้อีกอย่างหนึ่งแล้วก็ตีความได้อีกอย่างหนึ่งเพราะเปึนเรื่องของ มุมมองที่ต่างกัน สําคัญก็คือว่าวันนี้จะเห็นชัดทีเดียวครับว่าเริ่มมีการต่อต้าน เริ่มมี การแสดงออกในเรื่องนี้มากขึ้นเปึนลําดับ ๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะคนที่มาชุมนุมกันเท่านั้น ระดับคนชั้นกลาง หรือแม้แต่ระดับคนชั้นสูงก็เริ่มมีความรู้สึกไม่ค่อยพออกพอใจในเรื่องนี้ มากขึ้น เรื่องปลุกระดมกันครับ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีดูจะปักใจเรื่องนี้เปึนพิเศษ โดยมีการชักตัวอย่างของช่างตัดเสื้อของตัวเองว่าตกเปึนเหยื่อของการปลุกระดม จนกระทั่งไขว้เขวกันไปหมด ทําไมท่านคิดง่าย ๆ อย่างนั้น ทําไมท่านคิดง่าย ๆ ว่า คนในประเทศนี้เวลานี้มันโง่กันไปหมดถูกพันธมิตร ๕ คนชักชวนเท่านั้นก็ไขว้เขว กันไปหมดแล้ว ไม่ใช่ครับ ท่านต้องมองให้ลึกลงไปอีกหน่อยว่ามันมีอะไรอยู่ตรงนั้น มันมีความรู้สึกไม่พอใจอะไรที่มันเปึนจุดร่วมที่ทําให้คนเปึนจํานวนหมื่นบางวัน ก็เกือบ ๆ จะแสนคนมาร่วมชุมนุมกันได้ ผมคิดว่าต้องขบคิดกันเรื่องนี้ให้หนักเปึนพิเศษ เมื่อคืนดูท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศท่านจะคุยด้วยความภาคภูมิใจ เปึนพิเศษว่าท่านน่าจะเปึนฮีโร่ (Hero) น่าจะเปึนผู้ได้ชื่อได้เสียงในการนี้ด้วยซ้ํา ท่านพูดกับ หนังสือพิมพ์ ท่านพูดกับโทรทัศน์เมื่อวันก่อน แต่เมื่อคืนนี้ก็พูดใกล้เคียงกันท่านบอกว่า การรวบรัดตัดความสนับสนุนให้กัมพูชาเขาสามารถจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร เปึนมรดกโลกได้ เปึนการสงวนไม่ให้ประเทศไทยเสียดินแดนด้วยซ้ําไป ท่านกล้าพูด ถึงขนาดนั้น ผมคิดว่าท่านพูดเอาแต่ได้ ท่านบอกว่าท่านไม่สามารถจะมีใจเย็นพอ อดทนพอที่จะรอดูคําขอจดทะเบียนเปึนมรดกโลกของกัมพูชาที่ได้ยื่นไว้ต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยผนวกเอาแผ่นดินของไทยส่วนหนึ่งเข้าไปร่วมด้วย ท่านถึงต้องเร่งรัดให้มัน จบ ๆ ไป ผมคิดว่าเรื่องอย่างนี้คนฟังที่ฟังไม่ทันก็อาจจะคล้อยตามท่านได้ ผมเข้ามา ในสภาเมื่อคืนนี้หลังจากที่ทําท่าจะจบญัตตินี้ ตั้งใจจะถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ บังเอิญท่านกลับไปเสียก่อนจะด้วยเหตุใดผมไม่ทราบ เหลือแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีผมก็เลยไม่อยากถาม วันนี้ก็ยังไม่เห็นท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเข้ามาตรงนี้ ก็ฝากถามผ่านท่านนายกรัฐมนตรีไปว่า ที่ท่านบอกว่าท่านกลัวว่าคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกจะตัดสินใจรับรอง การจดทะเบียนตามคําขอของรัฐบาลกัมพูชาในขณะที่มีการผนวกดินแดนของ ประเทศไทยเข้าไปด้วยให้เปึนมรดกโลก แล้วท่านบอกว่านั่นก็หมายถึงการเสียดินแดน ผมถามว่าเปึนไปได้หรือครับ ผมถามว่าเคยมีตัวอย่างที่ไหนบ้าง ผมถามว่าองค์การยูเนสโก จะอาศัยอํานาจตามตัวบทกฎหมายใดมารับคําขออย่างนั้นง่าย ๆ ในขณะที่เจ้าของ แผ่นดินที่แท้จริงคือประเทศไทยยังสงวน ยังโต้แย้ง ยังคัดค้านกันอยู่ ผมคิดว่านั่นข้อหนึ่ง
ข้อที่ ๒ ขณะนี้ท่านสรุปได้แล้วหรือยังครับว่าทําไมในขณะที่รัฐบาลไทย ก็พยายามที่จะดําเนินการให้มีการยื่นคําขอจดทะเบียนเปึนมรดกโลกพร้อม ๆ กันทั้งพื้นที่ ในส่วนที่เขาใช้อํานาจอธิปไตยอยู่ แล้วก็ทั้งพื้นที่ในส่วนที่เปึนดินแดนของเราโดยแท้ ทําไมรัฐบาลกัมพูชาเขาถึงพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด ผมขอเรียนว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ เพราะท่านประธานเองก็คงเข้าใจได้ดีว่าสําหรับคนไทยแล้วเรื่องอํานาจอธิปไตย เรื่องดินแดน เรื่องแผ่นดินนั้นเปึนเรื่องใหญ่จริง ๆ ผมไม่อยากให้รัฐบาลละเลยในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ คําโอดครวญเรื่องเข้ามาทําหน้าที่เพียง ๔ เดือนก็จะขับไล่กันแล้ว แน่นอนครับ ระยะเวลาเพียง ๔ เดือนอาจจะเปึนระยะเวลาที่ยังสั้นอยู่ ระยะเวลาเพียง ๔ เดือนสําหรับรัฐบาลนี้ก็อาจจะไม่ได้ทําอะไรที่เปึนมรรคเปึนผลในการแก้ไขปัญหา ของประเทศ แก้ไขปัญหาวิกฤติของประชาชนมากนัก แต่ว่าระยะเวลา ๔ เดือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าใครก็ตามที่ติดตามพฤติกรรมของรัฐบาลนี้มาโดยตลอดดูแล้วไม่สบายใจกัน ทั้งนั้นละครับ ในขณะที่ ๔ เดือนยังไม่ได้ทําประโยชน์มากนัก แต่ ๔ เดือน เปึน ๔ เดือน ของการสร้างปัญหาที่มีแนวโน้มที่จะนําไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น ผมคิดว่าตรงนี้ต่างหาก ที่ทําให้พรรคฝ์ายค้านจําเปึนต้องยื่นญัตติขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนี้ เราไม่สามารถที่จะไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก ๗ คนได้ครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ